xs
xsm
sm
md
lg

ลูกไม้ใต้ต้น "น้องณิริน" ไอดอลแต่งหน้าตัวจิ๋ว ดวงใจ "แม่หนิง"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เล็กพริกขี้หนู! “น้องณิริน” ลูกสาวสุดน่ารักวัย 5 ขวบ ของนางร้ายในจอ “หนิง ปณิตา” ที่ส่องประกายฉายแววเก่งเดินตามรอยคุณแม่ ทั้งโชว์สกิลแต่งหน้า สปีกอิงลิชไฟแล่บ หรือจะเล่นละครบทไหนก็เอาอยู่ ฟากแม่หนิงยอมรับ เป็นลูกดารายิ่งถูกสังคมคาดหวัง มุมไม่น่ารักมีบ้างโปรดเข้าใจ ยังไง “เด็กก็คือเด็ก”

ฉายแววซุป’ตาร์ ตามรอยแม่

“หนิงจะมี 3 เสียง เวลาพูดกับลูก”
“หนูทำเป็น(ยกมือ )1. เสียงคือ ณิริน ไปอาบน้ำค่ะ 2. เสียงคือ ณิ..ริน...ไปอาบน้ำค่ะ แม่เริ่มเปลี่ยนเสียงแล้วนะ 3. เสียง ณิริณ! ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้!”

กลายเป็นการแฉคุณแม่ไปซะแล้ว! เมื่อ “น้องณิริน ปณิริน” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนวัย 5 ขวบ ของนักแสดงสาวมากฝีมือ “หนิง - ปณิตา ธรรมวัฒนะ” ที่มาเลียนแบบเสียงดุ 3 เลเวลของคุณแม่ ทั้งแอกติ้ง แววตา และโทนเสียงได้อย่างเหมือนเป๊ะ ประหนึ่งนักแสดงมาเอง เรียกเสียงหัวเราะปนเอ็นดูจากผู้ชมรายการ 3 แซ่บเทปนี้ไปตามๆ กัน จนทำให้โลกโซเชียลฯ ขณะนี้ ยกให้สาวน้อยณิริน เป็น 1 ในลูกดาราสุดฮอตไปเรียบร้อย


เลียนแบบเสียงดุของแม่หนิง 3 เลเวลได้น่าเอ็นดูสุดๆ

ไม่รอช้า ทีมข่าวผู้จัดการ Live จึงขอคว้าตัวคุณแม่ดาราคนสวย มาพูดคุยถึงกระแสความฮอตของลูกสาว ที่นอกจากจะฉายแววเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นแล้ว น้องณิรินยังมีสกิลเรื่องการแต่งหน้าที่ไม่ธรรมดา หากใครได้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ “NingPanita Fanpage” ย่อมต้องเคยชมคลิปวิดีโอไลฟ์ ที่แม่หนิงถ่ายไว้ขณะลูกสาวตัวน้อยแอบเอาเครื่องสำอางของแม่มาเล่นแต่งหน้าตัวเองอย่างคล่องแคล่ว

ไม่เพียงแค่แต่งหน้าเฉยๆ น้องณิรินยังอธิบายอย่างฉะฉานว่าเธอกำลังใช้อะไรแต่ง แถมบางช่วงยังพูดภาษาอังกฤษสำเนียงสุดเป๊ะอีกด้วย แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชมเซอร์ไพรส์มากกว่านั้น นั่นก็คือผลงานหลังแต่งหน้าเสร็จ ที่เธอทำได้ออกมาได้น่ารักลงตัว ราวกับว่าเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์มืออาชีพเลยทีเดียว

“ส่วนใหญ่คนที่ได้ดูคลิปแล้วเขาก็จะขำๆ กับน้องค่ะ ซึ่งก็ออกแนวเอ็นดูซะมากกว่า ก็โชคดีไปไม่มีดรามา วันนั้นที่มีคลิปในไลฟ์ คืออยู่ที่บ้านที่เขาใหญ่ หนิงก็อยู่ข้างล่าง น้องก็นั่งเล่นอยู่คนเดียวในห้อง พอหนิงเปิดประตูเข้าห้องไป ก็เห็นเขาเอาเครื่องสำอางเรามาเล่น เหมือนสมัยก่อนเราเด็กๆ เราก็แอบเอาเครื่องสำอางคุณแม่มาเล่น หนิงก็เลยรีบเปิดไลฟ์ แล้วก็บอกว่าเบาๆ นะ เดี๋ยวจะไปดู เขาก็ไม่ได้สนใจที่แม่เปิดไลฟ์ เขาก็พูด ก็เล่นอะไรของเขาไปค่ะ



ณิรินเองเขาไม่ได้เอาเครื่องสำอางของหนิงไปเล่นซะทั้งหมด เขาก็มีกระเป๋าเครื่องสำอางของเขา ด้วยความที่น้องเป็นเด็ก แล้วก็มีโอกาสได้ทำงานบ้าง เวลาไปกองแล้วไปใช้เครื่องสำอางแรงๆ หรือไปใช้อะไรที่เรารู้สึกว่ามันเคมีมันเยอะไป หนิงก็จะซื้อเซ็ตเบาๆ สำหรับเด็กเอาไว้ แต่วันนั้นเขาดันไปเปิดกระเป๋าของหนิงมารวมๆ กัน

เวลาหนิงเลี้ยงลูก ลูกจะเป็นส่วนหนึ่งของเรา เวลาเราทำงานหรือไปไหน เด็กๆ ตอนเขายังไม่ไปโรงเรียน ก็จะพาเขาไปด้วยทุกที่อยู่แล้ว เขาก็จะเห็นวิถีชีวิตการทำงานของเรา ว่าเราต้องแต่งหน้าทำผมทุกวัน หรือว่าบางทีตอนเช้าก็จะมีช่างแต่งหน้า ช่างทำผมไปที่บ้านแล้ว แต่งหน้าทำผมเพื่อที่จะไปงาน ไปถ่ายรายการ เขาก็คงจะเห็นตั้งแต่เล็กๆ แล้วก็ซึมซับเรื่องการแต่งหน้าตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็เลยชอบ”

เมื่อถามตัวแม่หนิงว่าน้องณิรินอยากจะเป็นอะไรในอนาคตนั้น คำตอบที่ได้กลับไม่ใช่การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์หรือช่างแต่งหน้าตามที่เธอแสดงออก หากแต่เป็นอาชีพตามจินตนาการของสาวน้อยวัย 5 ขวบ ตั้งแต่พนักงานเก็บค่าโดยสารบนรถเมล์ กุ๊ก ไปจนถึงซุปเปอร์สตาร์บนหน้าจอทีวี

“เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่ะ เดี๋ยวก็อยากเป็นกระเป๋ารถเมล์ อยากเป็นกุ๊กทำอาหาร มีอยู่ช่วงนึงอยากเป็นซุปเปอร์โมเดล แล้วเดี๋ยวก็อยากเป็นนางพยาบาล ตอนนี้อยากเป็นซุปเปอร์สตาร์(หัวเราะ) เหมือนเด็กอย่างพวกเรา ยังไม่รู้หรอกว่าอะไรเป็นอะไร ช่วงนี้อินกับอะไร คลุกคลีอยู่กับอะไร ก็อยากที่จะเป็นแบบนั้น


ผลงานการแต่งหน้าตัวเองของน้องณิริน

ถ้าเรื่องที่เขาสนใจเป็นพิเศษจะเป็นเรื่องร้องเพลง เรียนดนตรีมากกว่าค่ะ ตอนนี้ก็กำลังมีเรียนอยู่ แล้วตอนนี้ก็มาขอเรียนอูคูเลเล่เพิ่มอีก สำหรับหนิงก็ไม่ได้ส่งเสริมให้ในเรื่องที่จะมาเป็นบล็อกเกอร์เท่าไหร่ เอาเป็นว่า เวลาเราทำอะไรก็แล้วแต่ ให้เขาเป็นธรรมชาติของตัวเขา อย่าไปแบบว่า...เห็นเขาทำแล้วชอบ ก็ไปผลักดันเขาเรื่องเดียวเดียว คือถ้าเขาอย่างทำอะไรแล้วมันไม่ใช่เรื่องผิด ให้เขาทำ แต่สิ่งที่เขาทำ เรามาสอนเขาดีกว่าว่าเวลาทำไปแล้ว มันเหมาะสมตอนไหน อย่างนี้ดีกว่า(ยิ้ม)

แต่ถ้าเป็นเรื่องการใช้ชีวิตแบบไหน จะเรียนอะไรต่อ โตขึ้นจะทำงานอะไร หนิงไม่ได้คิดเลย คือเอาเป็นว่าวันนี้เขาทำอะไรแล้วมีความสุข เราก็ส่งเสริมเขาในสิ่งที่เขาอยากทำมากกว่า คือโตไปให้เขารู้จักคิดให้เป็น คือเอาจริงๆ เลี้ยงเด็กทุกวันนี้ สิ่งที่คาดหวังอย่างเดียวคือ คิดเป็นมั้ยว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควรไม่ควร แค่นั้น

คือถ้าเขาคิดเป็นปุ๊บ แล้วเขารู้ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ จะทำยังไงให้อยู่รอดปลอดภัยบนโลกใบนี้ หนิงว่าอันนั้นก็บุญมหาศาลของพ่อแม่แล้ว เพราะทุกวันนี้ต้องบอกว่าสังคมมันน่ากลัว ไม่ต้องไปคาดหวังหรอกว่า โตขึ้นอยากจะให้เป็นหมอ เป็นพยาบาล ถ้าใช้ชีวิตไม่เป็นมันก็ไปไม่ถึงหรอก เป็นอะไรก็ได้ที่เขามีความสุขค่ะ แต่ใช้ชีวิตให้ได้อย่างปลอดภัยก็พอ”


พูดแต่ละคำ ทำแม่อึ้ง?!



“วีรกรรมแสบๆ ของณิรินแทบจะไม่มีเลย ทำอะไรพังก็ไม่มี หรืออาจจะไม่มีโอกาสได้ทำเพราะแม่ประกบตลอดเวลา(หัวเราะ) ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของคำพูดหรือความคิดที่ทำให้แม่อึ้งๆ งงๆ ว่า เฮ่ย...คิดได้อย่างนี้เลยเหรอ อย่างเรื่องแต่งตัว บางทีหนิงใส่เสื้อสายเดี่ยว ใส่เกาะอกไปงาน เขาก็จะเดินมาแล้ว “ไหนคุณแม่ว่าใส่แบบนี้ไม่ได้ไงคะ ถ้าณิรินใส่บ้างจะได้มั้ย” เขาก็จะมาถามเราแบบนี้ จะชอบเลียนแบบเราทุกอย่าง ก็ต้องสอนเขาว่า อันนี้แม่ไปงาน ก็ต้องสอนเรื่องกาลเทศะให้กับเขา
หนิงเคยสอนเขาไว้ว่าอะไรที่เรามีอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องซื้อแล้วนะ ของเล่นมีชิ้นเดียวเราก็เล่นได้ ไม่ต้องซื้อแล้ว ต้องรู้จักประหยัดและเก็บตัง เวลาไปเมืองนอกหนิงก็จะไปที่ร้านกระเป๋าอยู่ร้านนึงประจำ ณิรินก็จะบอก “คุณแม่มาอีกแล้ว คุณแม่ก็มีแล้ว จะซื้อทำไม เราต้องหัดเก็บตัง” หนิงได้ยินแล้วเงิบเลย(หัวเราะ) สตั้นได้สักพักก็ตั้งสติแล้วบอกว่า “ณิริน วันนี้คุณแม่โตแล้ว คุณแม่ทำงาน เก็บตัง ดูแลอาม่า ดูแลณิรินได้แล้ว ดังนั้นวันนี้ถ้าสมมติคุณแม่จะใช้ คุณแม่ก็ใช้ได้ เพราะว่าคุณแม่ไม่ได้ไปขอสตางค์ใคร แต่ณิรินยังเด็กอยู่ ยังต้องใช้เงินคุณแม่เรียนหนังสือ”
ให้ทายเขาย้อนหนิงกลับว่าอะไร เขาย้อนว่า “แล้วเงินที่ณิรินถ่ายโฆษณามา ที่ณิรินทำงานแล้วคุณแม่บอกว่าเก็บไว้ในธนาคารน่ะ อย่างงั้นแสดงว่าณิรินเอาไปซื้อของเล่นได้ใช่มั้ยคะ เพราะณิรินทำงานได้แล้วเหมือนกัน” จุกเลย ไปไม่ถูกเลย(หัวเราะ) แต่ล้วนแล้วทั้งหมดที่เขาย้อนเรา มันคือสิ่งที่เราสอนเขาค่ะ(ยิ้ม)”


ยก “แม่หนิง” ไอดอลด้านการเลี้ยงลูก

“จะว่าเลี้ยงยากมั้ยก็ยากนะคะ ณิรินเขาจะเป็นแนวลูกอ้อนมากกว่า ถ้าเข้าไม่ถูกแก๊บ นางก็ไม่ยอมเหมือนกัน ถ้าบทจะเอาแต่ใจก็เอาแต่ใจ จะกับใครก็แล้วแต่ พ่อ แม่ เพื่อน หรือญาติพี่น้อง แต่จะมีวิธีในการเอาเขาให้อยู่ ก็คือพูดกับเขาดีๆ แล้ว ก็อย่างที่ออกในรายการ มีเสียง 3 เสียง ถ้าพูดดีๆ แล้วไม่ดีขึ้นก็โดน คือเราก็จะเริ่มจากสเตปที่เบาที่สุดก่อน

แต่หนิงจะเป็นคนที่พอมีเวลาอยู่กับลูก จะเป็นคนที่วางโทรศัพท์มือถือเลยนะ เราจะมีกิจกรรมกับเขาตลอดเวลา ระบายสี ปั้นดินน้ำมัน ซื้องาน DIY มาทำ ร้องเพลงด้วยกัน ช่วงนี้เขาเรียนบัลเลต์ ครูก็จะให้บริหารกล้ามเนื้อขาแบบนี้ หนิงก็จะดู เพราะหนิงก็เรียนบัลเลต์ตั้งแต่เด็กเหมือนกัน มาทำด้วยกัน แล้วพอเรามีกิจกรรมด้วยกันกับเขา เขาก็จะเป็นตัวของตัวเอง หนิงจึงให้นิยามของคำว่าลูกสำหรับหนิงว่า ลูกก็คือตัวตนเราอีกคนนึง เราอยากให้ลูกเราเป็นยังไง เราต้องกลับมาดูตัวเราก่อนว่าทุกวันนี้เราเลี้ยงเขาแบบไหน ลูกคือตัวตนของเรา”


แม่หนิง - พ่อจิน - น้องณิริน ในแฟมิลี่ทริป

นอกจากจะเป็นที่น่าเอ็นดูของคนที่ได้พบเห็นแล้ว ปัจจัยสำคัญที่สร้างให้น้องณิรินเป็นเด็กที่ฉลาดและน่ารักแบบนี้ ต้องยกเครดิตให้แม่หนิงเต็มๆ เพราะหลายคนจะคุ้นชินกับภาพลักษณ์ที่ดูแรงของเธอ แต่พอเมื่อมีลูกแล้ว เธอกลับกลายเป็นคุณแม่ดาราอีกคนที่ได้รับเสียงชื่นชมว่า เลี้ยงลูกได้ยอดเยี่ยมมาก ทางทีมข่าวฯ จึงขอล้วงลึกเคล็ดลับการเลี้ยงลูก ตามแบบฉบับของ แม่หนิง ปณิตา มาให้ได้ทราบกัน

“ใช้คำว่าเลี้ยงอย่างเป็นธรรมชาติดีกว่าค่ะ คือหนิงไม่ได้เป็นคนที่สอนลูกแบบ...อันนี้ห้าม อันนี้ทำไม่ได้ คือให้เขาได้ทำทุกอย่างในสิ่งที่เขาอยากจะทำ พอเขาได้ทำลงไป แล้วอะไรที่มันไม่ดี เราก็ค่อยมาบอกเขาว่า เห็นมั้ย...สิ่งนี้ทำลงไป ผลมันจะเกิดแบบนี้ แต่ถ้าสมมติอยู่ๆ เราไปห้ามเขาก่อน หรือไปจำกัดกรอบ เขาจะไม่มีวันเข้าใจ คือให้เขาได้เป็นธรรมชาติในตัวเขามากที่สุด



หนิงจะเน้นลูกเรื่องมารยาทค่ะ จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะจ้ำจี้จ้ำไช เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าในเมื่อเขาเกิดมาเป็นลูกเรา เขาก็ต้องคาดหวังว่าเด็กต้องมีความเป็นดาร้าดารา เวลาเจอก็ต้องเฟรนด์ลี่ แต่เด็กก็คือเด็กค่ะ หนิงก็จะสอนเสมอว่า ณิรินเกิดมาเป็นลูกแม่ เป็นเด็กที่มีคนรู้จัก ฉะนั้นเวลาที่เราไปเจอใคร สำคัญที่สุดคือมารยาท เวลาไปต้องสวัสดี เวลาจะลาเราก็ต้องบอกว่าไปแล้วนะ ต้องสวัสดี เวลาพูดจากับผู้ใหญ่จะพูดยังไง เพราะหนิงรู้สึกว่าเด็กต่อให้เก่งยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้ามีมารยาท มันก็จะดูไม่ก้าวร้าว แต่เด็กเก่งแล้วไม่มีมารยาท มันจะดูก้าวร้าว

แล้วก็เวลาที่จำเป็นต้องมีโอกาสทำงานกับแม่ ก็จะเป็นเรื่องความรับผิดชอบ ทุกครั้งที่มีงาน ก็จะถามเขาทุกครั้งว่า อยากทำมั้ย ถ้าอยากทำจะรับ ถ้าไม่อยากทำก็คือไม่รับ แต่ถ้าเขาบอกว่าเขาจะทำ เราก็จะบอกว่า ความรับผิดชอบคือเรื่องสำคัญ จริงๆ ตอนนี้น้องก็มีงานติดต่อเข้ามาเยอะเหมือนกัน แต่เอาที่มันไม่กระทบเวลาเรียน เพราะหนิงจะไม่ให้โดดเรียนเลย(ย้ำเสียงหนักแน่น)”

และอีกเรื่องของหลายๆ บ้าน ที่มีลูกน้อยในวัยกำลังเรียนรู้ ต้องเคยประสบปัญหา “เด็กติดมือถือ” จนส่งผลถึงสุขภาพและพฤติกรรมของลูก แต่สำหรับบ้านธรรมวัฒนะ กลับไม่เจอปัญหานี้ เพราะแม่หนิงมีข้อตกลงกับลูกสาวตัวน้อยในการเล่นโทรศัพท์มือถือ ถ้าขอคืนแล้วไม่คืน น้องณิรินก็อดเล่นไปยาวๆ


ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องทำกิจกรรมร่วมกันเสมอ

“การเล่นโทรศัพท์มือถือก็ไม่ได้ห้ามนะคะ แต่ว่าจะจำกัดเวลาเล่น แล้วก็ต้องดูตลอดว่าเล่นอะไร จริงๆ โซเชียลฯ ใช้ให้เป็นประโยชน์มันก็จะเป็นประโยชน์เหมือนกันนะ เพราะว่าอย่างในโทรศัพท์หนิงจะโหลดพวกแอปพลิเคชันเกี่ยวกับเรื่องภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับโฟนิกส์ การออกเสียง แอปพลิเคชันเพลง เขาก็จะดู แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นแอปพลิเคชันเกี่ยวกับการเรียน แล้วเราจะให้เขาติดอยู่กับโทรศัพท์ได้ตลอด ถ้าขอคืนแล้วไม่ให้คืน ก็จะโดนหามเล่นอีก 3 วัน โดยส่วนใหญ่ขอคืนจะให้คืนค่ะ มีงอแงแล้วไม่คืนบ้างก็มีแต่น้อย

เรื่องที่สำคัญมากๆ คือทำยังไงให้เด็กคิดให้เป็น ทำยังไงให้เด็กรู้ว่าสิ่งที่มันถูกแชร์บนโซเชียลฯ หรือสิ่งที่มันมากระทบหู กระทบตา กระทบใจเขา อะไรคือสิ่งที่ควรหรือไม่ควร เด็กเดี๋ยวนี้โตไวแล้วก็ฉลาด เด็ก 3 - 4 ขวบ ก็สไลด์มือถือกันคล่องแล้ว ผู้ใหญ่บางคนยังไม่รู้เลยว่าวิธีการทำหรือเล่นเกมในโทรศัพท์ทำยังไง เด็กเดี๋ยวนี้ไม่รู้มันซึมซับจากอะไร มันเร็วแล้วก็เป็นกันหมดเลย”



ยอมรับ ทั้งดุ ทั้งเข้มงวด



“หนิงเป็นคนที่ดุมากนะ แต่ว่าเวลาดุลูกก็ต้องดูว่าเรื่องอะไรถึงจะดุ อย่างเล่นเอาเครื่องสำอางมาเล่น สำหรับหนิงไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องที่ผิด เด็กผู้หญิงยังไงก็มีรักสวยรักงามอยู่แล้ว แต่เพียงแต่ว่า โอเค...เราก็ต้องสอนให้รู้จักกาลเทศะมากกว่าว่าควรจะใช้เครื่องสำอางเมื่อไหร่ คือไม่ใช่เรื่องผิด แต่จะทำยังไงให้มันอยู่ในขอบเขตที่ไม่เกินไปค่ะ
เรื่องความเข้มงวด หนิงไม่รู้ว่าตัวเองเข้มงวดแค่ไหนแต่คนรอบข้างบอกว่าหนิงเข้มงวดเกินไป(หัวเราะ) แต่หนิงรู้สึกว่า เราเป็นคนเดียวที่เราจะสอนและบอกได้ อย่างที่บอกค่ะ เราไม่เคยห้ามลูกเรา เราให้ลูกทำทุกอย่างอย่างที่เป็นธรรมชาติของเขา ฉะนั้นสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเขา ทำให้เราต้องปากเปียกปากแฉะ อาจจะเป็นพ่อแม่ขี้บ่นนิดนึง แต่สำหรับเรา เรารู้สึกว่า มันก็เป็นวิธีการที่ได้ผล ซึ่งต้องบอกว่าวิธีการของแต่ละครอบครัวมันจะเอามาใช้เหมือนกันก็ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะเราจะเป็นคนที่รู้จักลูกเราดีมากที่สุดว่าลูกเราเป็นยังไง
ส่วนการตีลูก หนิงเคยครั้งเดียว แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดี วันนั้นมันเหมือนกับเราคอนโทรลตัวเองไม่ได้ด้วยมั้ง อาจจะเครียดจากเรื่องงาน หลายๆ เรื่อง แล้วมันก็หงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แล้วก็บอกตัวเองว่าไม่ได้ เพราะจริงๆ หนิงคิดว่าการมีลูก มันไม่ใช่การสอนลูกอย่างเดียวนะ ลูกก็สอนเราให้เราเป็นคนใจเย็น แล้วก็ให้เรามีสติ ค่อยๆ รู้ว่าจะจัดการกับปัญหายังไงแบบค่อยเป็นค่อยไป”


ทำตามฝัน กับบทบาท “ผู้จัดละคร”

หลังจากอัปเดตเรื่องราวของลูกสาวไปพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็มาถึงคิวของแม่หนิง ที่ต้องอัปเดตเรื่องราวของตัวเองบ้าง หลายคนอาจจะสงสัยว่าเธอทำอะไรอยู่ เพราะไม่ค่อยได้ปรากฏตัวให้เห็นบนจอแก้วเท่าไรนัก ส่วนใหญ่จะเจอตามรายการทีวี เพราะล่าสุดนั้น เธอได้ผันตัวเองจากเบื้องหน้าไปอยู่เบื้องหลังแทน

“ตอนนี้ก็มีพิธีกรรายการคุยแซ่บนะคะ แล้วก็ทำเบื้องหลัง ทำละคร ตอนนี้ละครที่ทำอยู่เรื่องระบำมาร ทางช่อง 7 ค่ะ การมาป็นผู้จัดฯ ความยากง่ายมันคนละแบบกับการเล่นละครเลยค่ะ เพราะเป็นนักแสดงมันก็ดูแลแค่ตัวเรากับงานของเรา แต่พอมาเป็นผู้จัดละครมันต้องดูแลในเรื่องของส่วนรวม ก็เยอะนะ มันเป็นเรื่องราวที่เราต้องดีลกับคนหลายๆ คน มันก็ต้องใช้ความใจเย็น ความมีสติ ค่อยๆ พิจารณาเวลาเกิดปัญหา



เรื่องการกลับมาเล่นละครก็มีติดต่อมาค่ะ แต่ว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ ก็ด้วยเวลาแหละ เราทำงานเบื้องหลังด้วย ก็มีงานเบื้องหน้าทำพิธีกรด้วย ไหนจะลูกอีก สุดท้าย ณ วันนี้ เราจะไม่รับหรือทำอะไรที่ให้มันโหลดเกินตัว แล้วก็กลายเป็นว่าพอเวลาเราโหลดแล้ว มันจะไปกระทบคนอื่นด้วย

หนิงชอบทั้งเล่นละครทั้งเป็นผู้จัดฯ มันคนละฟีลกันค่ะ เล่นละครมันเป็นอาชีพที่ทำให้หนิงมีทุกวันนี้เนอะ แต่การเป็นผู้จัดละครมันเป็นอาชีพที่อยากทำตั้งแต่เรียนนิเทศศาสตร์แล้ว วันนั้นเราไม่รู้ว่าเรามีโอกาสเป็นดารา เหมือนมันเป็นความฝันที่อยากที่จะทำ แล้ววันนี้ก็ได้ทำ แต่ถามว่ามันจะไปได้อีกไกลขนาดไหน ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็อยู่ที่โอกาส และอะไรอีกหลายๆ อย่าง เพราะวันนี้มันก็เหมือนเป็นจุดที่เพิ่งเริ่มค่ะ”


ขอหนูทำสมาธิก่อนเข้าฉากหน่อยนะคะ

สำหรับน้องณิรินเอง หลายคนอาจจะเคยเห็นผลงานการแสดงของเธอผ่านทางจอแก้วบ้างแล้ว กับละครเรื่อง ระบำมาร ของคุณแม่ที่เป็นผู้จัดฯ โดยเธอรับบทเป็น "จีน่า" ส่วนฝีไม้ลายมือก็ไม่ได้ทำให้ผู้ชมผิดหวัง ตีบทแตกกระจุย จะดรามา หรือร้องไห้ ก็ทำได้อย่างนักแสดงมืออาชีพ พิสูจน์ให้ผู้ชมเห็นกันชัดๆ ไปเลยว่า ได้สายเลือดการเป็นนักแสดงจากคุณแม่มาเต็มร้อย

“หนิงก็เป็นห่วงเขาค่ะ แล้วก็แอบสงสาร แต่เขาเป็นคนขอเล่นเอง ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีหนิงไม่ให้เล่น แล้วก็เขาไปขอลุงโน่ (นีโน่ - เมทนี บุรณศิริ) ไปขออีท่าไหนไม่รู้ ลุงก็ตัดสินใจว่า โอเค ก็เป็นเขาเล่น จริงๆ บทตัวละครนี้มันจะเยอะกว่านี้ คือไปทอนบทออกแล้วครึ่งนึง แต่ท้ายที่สุดพอเวลาบทมันเขียนไป มันก็ต้องมาจบด้วยตัวละครตัวนี้


ตีบทแตกกระจุยในละคร "ระบำมาร"

แล้วบทมันดรามาหนักมาก ทุกคนในกองก็อึ้ง เซอร์ไพรส์มาก ไม่คิดว่านางจะทำได้ขนาดนั้น ซึ่งหนิงเองก็ไม่คิดว่าลูกเราจะทำได้ขนาดนั้น ยังคิดเลยว่าฉากนี้ตายแน่เลยถ้าเล่นไม่ถึง เพราะว่ามันเป็นตัวไขปริศนาของเรื่อง หนิงเห็นเขาเล่นแล้วร้องไห สงสาร น้ำตาไหล โอ้โหแบบ…เหมือนเขาอินกับบทจนเรารู้สึกว่าเขาเจ็บขนาดนั้นเลยเหรอ

ส่วนของการแสดง หนิงจะจ้างครูมาคนนึง ซึ่งครูเขาก็จะสอนในเรื่องของการแสดงกับจิตวิทยาเด็ก เวลาเขาเล่นเสร็จแล้ว ครูก็จะสอนว่า จะดึงตัวเองออกมายังไง อธิบายให้เขารับรู้ว่าอันนี้ละคร ในชีวิตจริงถ้าเราทำแบบนี้ ผลจะเกิดอะไร ก็เหมือนเขาได้เรียนไปในตัว ซึ่งไม่ใช่มากองแล้วให้เล่นๆๆ แล้วไม่มีใครอธิบายว่าในความเป็นจริงแล้วมันคืออะไร หนิงก็เลยยอมที่จะจ้างครูคนนึงมาประกบเขา ซึ่งก็ทำให้เขาได้เรียนรู้ แล้วก็ได้โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจากการทำงานค่ะ”



เพราะเป็น “ลูกดารา” จึงถูกคาดหวัง



“ถ้าพูดถึงกระแสดรามาก่อนหน้านี้ ที่มีพาดหัวข่าวออกมาว่าน้องณิรินไม่มีมารยาท ไม่สวัสดีผู้ใหญ่ ต้องตำหนินักข่าวบางคน เพราะว่าเหตุการณ์ในวันนั้น มันเป็นที่เกิดขึ้นหลังเวทีประกาศผลรางวัล ตอนนั้นน้องอายุประมาณ 4 ขวบเอง เราก็คุยกันในกลุ่มของแม่ๆ ว่าลูกเป็นยังไง แล้วทุกคนก็จะชื่นชมลูกหนิงว่า น้องณิรินเป็นเด็กน่ารัก เป็นเด็กพูดจาเพราะ หนิงก็จะออกตัวเสมอว่ามันไม่ใช่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เด็กก็คือเด็ก เขาก็จะมีมุมโวยวาย ก้าวร้าว มุมแบบเจอคนแล้วไม่อยากสวัสดีเหมือนกัน
แต่เราก็ต้องสอนเขา ซึ่งบางครั้งเราจะไปบังคับเขามันก็ไม่ได้ บางทีเขาง่วงนอน เหนื่อยจะตาย แต่พอออกไป เข็นรถเข็นอยู่ในห้างแล้วเจอแฟนคลับ เขาก็คาดหวังว่าจะได้รับความเฟรนด์ลี่ ซึ่งเด็กมันไม่ไหว เขาจะนอน เขาก็ไม่ยอมสวัสดี หนิงก็เลยต้องมาสอนลูกเราว่า ถ้าเราเจอแฟนคลับ แล้วไม่สวัสดีเขา ไม่ยิ้มให้เขา เขาจะเสียใจนะลูก นี่คือบทสนทนาที่พูดคุยในวงแม่ๆ ด้วยกัน แต่นักข่าวไปจับประเด็นตรงแค่ว่า น้องไม่สวัสดีคน แล้วไปพาดหัว ไม่ได้ขยายความว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร มันก็เลยกลายเป็นประเด็นดรามาขึ้นมา
บอกตรงๆ ว่า ตอนนั้นโกรธมาก จากประเด็นบางประเด็น แล้วทำให้...คือไม่มีอะไรจะเขียนกันแล้วหรือยังไง ก็เลยจับประเด็นบางประเด็น แล้วทำให้เด็กคนนึงต้องถูกคนรอบข้างที่ไม่เข้าใจว่าเอา ซึ่งตอนนั้นคนที่อยู่รอบข้างหนิง ที่เป็นเพื่อนๆ นักแสดงที่สนิท ก็ออกมาเขียนกันว่า ไม่มีข่าวอื่นจะเขียนเหรอ ซึ่งหนิงก็โทรศัพท์ไปเคลียร์กับเว็บไซต์นั้นเหมือนกัน ก็ขอโทษขอโพยกัน ก็จบ แต่มันก็เป็นอุทาหรณ์อย่างนึง แล้วเราก็เล่าให้ลูกฟังว่าโดนแบบนี้ เขาจะได้รู้ว่า บางครั้งถึงเราไม่ได้ตั้งใจ แต่คนก็สามารถที่จะมาคอมเพลนท์เราได้ ฉะนั้นเราก็ต้องดูแลตัวเองดีๆ ค่ะ”


ครั้งหนึ่งในชีวิตกับการโกนหัวบวชชี

แม้เธอจะมีลูกแล้วก็ตาม แต่หากได้ยินชื่อของนักแสดงสาวผู้นี้ หลายต่อหลายคนอาจจะติดภาพว่าเป็นสาวมั่น ที่มักจะได้รับบทเป็นนางร้ายอยู่เสมอ แต่บทบาทในละครที่เธอเคยรับ กลับสวนทางกับชีวิตจริง เพราะเธอเป็นคนหนึ่งที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า

และเมื่อปลายปีที่แล้ว เธอได้ทำในสิ่งที่ภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นก็คือ “การโกนหัวบวชชี” ในโครงการ 70 ปี 70 ล้านความดี อนุสาวรีย์มีชีวิตถวายพ่อ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


ปลื้มปีติ บวชชีถวายเป็นพระราชกุศล ในหลวง ร.๙

“หนิงเป็นเจ้าภาพทำบาตรให้พุทธสาวิกาบวชตั้งแต่รุ่นแรกๆ เลย แล้วคุณยายจ๋า - แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ท่านก็บอกมาเรื่อยๆ ว่า จำนวนบาตรไม่พอ ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 100 - 200 ใบทุกปี วันนั้นเหมือนทุกๆ ปี เพียงแต่ว่ามีโอกาสเอาเข้าไปถวายด้วยตัวเอง แล้วก็เจอคนที่เขาจะเตรียมบวช ทุกคนก็โมทนาสาธุกัน 200 กว่าคน ตอนนั้นมันเกิดความรู้สึกอะไรก็ไม่รู้ ก็เดินออกมาจากตรงนั้นแล้วบอกยายว่า อยากบวช

คำถามที่ยายถามกลับมา ยายถามว่า แล้วไม่ห่วงผมห่วงเล็บเหรอ เพราะหนิงเป็นคนทำเล็บ ทำผมตลอดเวลา หนิงก็ตอบไปว่าไม่นะ เพราะความรู้สึกตอนนั้นมันก็ไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจยังไงว่าเพราะอะไร ตอนนั้นมันเป็นการตัดสินใจช่วงเวลาที่สั้นมาก”

หนิงมีงานที่จะต้องทำในวันที่จะบวช รับเงินมาแล้วด้วย มัดจำมาครึ่งนึงแล้ว ก็ยังบอกกับยายเลยว่า งานนี้รับเงินมาแล้วครึ่งนึง แต่ถ้าสมมติเดี๋ยวโทรไปเคลียร์งานนี้ได้ก็จะบวชนะ แต่ถ้าเคลียร์ไม่ได้ก็คงไม่มีโอกาส ไม่มีบุญ หนิงจะคืนเงินมัดจำคืนให้ ถ้าเสียหายอะไรเดี๋ยวหนิงจ่ายให้ ปรากฏว่าโทรไปเขาก็ไม่เอาเงินคืนด้วย เขาบอกว่าเงินนั้นฝากไปทำบุญด้วย มันเหมือนเปิดทางเรา
ไม่คิดเหมือนกัน




เธอเล่าต่อไปว่า การบวชครั้งนี้ นอกจากจะได้เป็นการปฏิบัติธรรมแล้ว ยังเป็นการปลดล็อกตัวเอง ให้กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองกลัวมาตลอด ก็คือการโกนผมและโกนคิ้ว เนื่องจากเธอเป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามที่สุดคนหนึ่ง โดยหลังจากบวชเสร็จ ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ชอบเธอในลุคผมสั้นสุดเปรี้ยวนี้ แต่สำหรับตัวของหนิงเอง ยืนยันว่ายังไงก็จะไว้ผมยาวดังเดิม

“ในอนาคตจะบวชอีกมั้ย ไม่สามารถตอบได้เลย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกแบบนั้นมันจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ จริงๆ ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่มาปฏิบัติธรรม ก็เคยพูดว่าอยากบวช แต่พอเอาเข้าจริงๆ มีคนมาชวนก็บอกไม่เอาๆ ไม่กล้าโกนหัว ไม่กล้าโกนคิ้ว แล้วที่สำคัญ ต้องถอดรองเท้าเดิน เพราะหนิงเป็นโรคกลัวฝุ่น ขาโดนฝุ่นไม่ได้เลย แต่หลังจากบวชก็ได้ผ่านอะไรหลายๆ อย่าง ตอนนี้ขาก็เหยียบฝุ่นได้ ไม่มีปัญหาอะไร คือกลัวอะไรหลายๆ อย่างมาก ที่เราคิดว่าทำไม่ได้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ทำได้

ตอนไม่มีผม แรกๆ น้องณิรินเขาก็ตกใจ เขาก็งงๆ แต่เขาก็เข้าใจนะ มันก็ทำให้เขาอยู่ในศรัทธา เพราะแม่ก็พาเข้าวัดตลอด ต้องบอกว่าส่วนนึง เวลาเราทำอะไรแบบนี้ เราเป็นแม่คนแล้ว ต้องเป็นตัวอย่างอะไรหลายๆ อย่างให้ลูกได้เห็น เวลาเราสอนหรือทำอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราทำไม่ได้แล้วไปพูดกับเขา บางทีเขาก็จะไม่ฟังเรา



แต่หนิงก็ให้ณิรินเข้าวัด สวดมนตร์ตั้งแต่เล็กๆ อยู่แล้ว จริงๆ ณิรินฟังเสียงสวดมนตร์ตั้งแต่ในท้อง ซึ่งน้องก็เป็นเด็กที่เข้าวัด สวดมนตร์ นั่งสมาธิได้บ้างแล้วนิดหน่อย ไม่ได้เยอะ แต่สวดมนตร์ตลอดค่ะ

แต่พอเรามีเวลาบวชแค่อาทิตย์เดียวก็กลายเป็นประเด็นดรามาอีก คนก็หาว่าบวชสร้างภาพ แต่ ณ วันที่เกิดเรื่องก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะมันอยู่ในอารมณ์ของรสพระธรรม ไม่ได้รู้สึกว่าโกรธหรืออะไร คนเราก็มีสิทธิที่จะคิด มีสิทธิที่จะมอง เพราะภาพหนิงที่คนรู้จักก็เป็นภาพคนแรงๆ ภาพนางร้ายอยู่แล้ว มันก็ไม่ผิดถ้าเขาจะมองเราแบบนั้น อย่างบางทีเราก็มองคนแค่ภายนอกเหมือนกัน กลายเป็นบทเรียนสอนตัวเราเองอย่างนึงว่า เวลาเราจะมองคน จะมองแค่ภายนอกไม่ได้”

ตลอดการสัมภาษณ์ที่ไม่ว่าจะกำลังพูดถึงเรื่องะไรอยู่ก็ตาม คุณแม่ผู้จัดฯ ก็มักจะมีเล่าเรื่องราวของน้องณิรินเสริมเข้ามาด้วยทุกครั้ง แสดงให้เห็นได้ชัดเลยว่า เธอคิดถึงลูกสาวตัวน้อยตลอดเวลาจริงๆ

และบทสนทนาก็ได้ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย แม่หนิงจึงใช้โอกาสนี้ ฝากคำขอบคุณไปถึงแฟนคลับทุกคน ที่ยังรักและติดตามตั้งแต่รุ่นแม่ ตลอดจนส่งต่อความเอ็นดูมายังน้องณิริณที่เป็นรุ่นลูก ซึ่งเธอกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า แค่นี้คนเป็นแม่ก็มีความสุขมากแล้ว



“หนิงขอขอบคุณสำหรับทุกๆ คนนะคะที่ติดตาม แล้วก็หลายๆ ข้อความที่ส่งเข้ามา ส่วนตัวหนิงเอง บางคนจะได้รับข้อความไดเร็กกลับไป หนิงพยายามจะตอบกลับไปในทุกๆ ข้อความที่หนิงมีเวลาว่าง แต่ถ้าคนไหนหนิงไม่ได้ตอบ ไม่ใช่ว่าไม่ได้อ่านนะ ก็ขอบคุณมากๆ แล้วยิ่งมีคนชื่นชมและรักลูกเรา คนเป็นแม่เนอะ เวลาใครรัก ใครเมตตาลูกเรา เราก็มีความสุข

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากให้มองว่า เด็กยังไงก็คือเด็ก เขาก็ยังต้องมีมุมงอแง มีมุมที่อาจจะแบบ...ไม่น่ารักบ้าง แต่ในมุมของความที่เราสอนเขาหรืออะไรหลายๆ อย่าง มันก็ถือว่าหนิงโชคดี เป็นผลพลอยได้ที่เขาก็เชื่อฟังแล้วก็ทำตามค่ะ ก็ขอบคุณทุกๆ คนจริงๆ ไม่คิดว่าวันนี้ เขาเรียกว่าอะไร(หัวเราะ) เราก็เป็นแม่แล้ว มีลูกแล้ว ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจ มีคนติดตามอยู่ แต่ว่า ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ก็จะพยายามทำทุกอย่างให้มันดีที่สุดค่ะ(ยิ้ม)”

ภาพ : พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพ : อินสตาแกรม @ningpanita
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ


กำลังโหลดความคิดเห็น...