xs
xsm
sm
md
lg

ปั่นธรรมดาโลกไม่จำ! "2 นักปั่น" บ้า กล้า หัวใจน่ากราบ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สิ่งประดิษฐ์ "สองล้อ" ที่หลายคนเรียกมันว่า "จักรยาน" จะสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เปลี่ยนภาระให้เป็นพลังได้ คนหนึ่งมีฝันอยากไปเรียนต่อต่างประเทศแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ขณะที่อีกคน อุบัติเหตุในวัยเด็กพรากการมองเห็นทั้งสองข้างของเขาไป กระทั่ง "จักรยาน" ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เรื่องราวการปั่นที่โลกต้องจดจำจึงเกิดขึ้น เพราะน้อยคนที่จะบ้า และกล้าแบบนี้ และนี่คือบทสัมภาษณ์ที่หวังว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ใครหลายคน

ปั่นข้ามทวีป! จากลพบุรีไปแคลิฟอร์เนีย


"รศ.ดร.ประทุม ม่วงมี" คือคนไทยคนที่สองที่เดินทางรอบโลกด้วยจักรยานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาคือหนุ่มชาวสิงห์บุรี เป็นเพียงลูกชาวนาผู้ยากจน กำพร้าพ่อ แต่ด้วยความฝันที่อยากจะไปเรียนต่างประเทศ หลังจบการศึกษาจากวิทยาลัยครู จ.ลพบุรี เขาจึงแสวงหาโอกาสในการศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาโดยการปั่นจักรยาน


เขาเดินทางด้วยจักรยานคู่ชีพเพื่อไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2512 ผ่าน 14 ประเทศ 3 ทวีป ระยะทางประมาณ 18,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 175 วัน จากลพบุรี-เบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย (Berkeley, California) ด้วยเงินในกระเป๋าในวันออกเดินทางประมาณ 600 บาท ถึงเมือง "อลาเมดา (Alameda)" ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ อยู่ในอ่าวซานฟรานซิสโกจนถูกยกย่องให้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์




"แค่จักรยาน 1 คันบวกความมุ่งมั่นตั้งใจกับเงินในกระเป๋าอีก 600 บาท มันเปลี่ยนชีวิตผมไปมาก" รศ.ดร.ประทุมเริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้น ก่อนจะเผยต่อไปว่า "จากลพบุรีไปแคลิฟอร์เนีย ผมได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี มีแวะทำงานเก็บเงินที่ฮอลแลนด์บ้าง จากนั้นมุ่งหน้าไปแคลิฟอร์เนียได้ทำงานส่งตัวเองเรียนตามที่ตั้งใจ ตั้งแต่ล้างจาน ตัดหญ้า ทำสวน ตอนนั้นภาษาก็งูๆ ปลาๆ ฝึกบ่อยๆ พูดบ่อยๆ ก็ใช้มันได้ดีจนสามารถคว้าปริญญาโทมาได้สำเร็จ จากนั้นก็กลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยบูรพาจนถึงวันนี้เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ก็ยังทำหน้าที่เป็นรองอธิการบดีของมหาวิทยาลัย"

ปัจจุบัน จักรยานคู่ใจคันนี้ยังใช้งานได้ดีอยู่ และเมื่อถามเล่นๆ หากมีคนมาขอซื้อต่อ "รศ.ดร.ประทุม" บอกสั้นว่าๆ "No way (หัวเราะ)"

"ทุกวันนี้ผมยังเอามาปั่นเล่นที่บ้านอยู่ มันมีคุณค่าทางใจสำหรับผมมาก หากใครมีฝันคล้ายๆ ผม หลักง่ายๆ คือ คิดใหญ่ แต่ทำทีละน้อยๆ การจะทำฝันให้เป็นจริง ไม่อยากรอให้พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยทำ ถ้ามันเหนื่อย ท้อ หรือเจอปัญหาก็แค่หยุดพักแล้วลุยใหม่ อย่างตอนนั้นผมต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ทั้งการบริหารจัดการชีวิต และการบริหารจัดการเงิน แต่อย่าลืมว่าเป้าหมายของเราคืออะไร"

ทั้งนี้ "รศ.ดร.ประทุม" ยังได้ให้ข้อคิดเห็นทิ้งท้ายถึงประเด็นปัญหา "การปั่นจักรยาน" ในประเทศไทย โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการปั่นจักรยาน



"ผมไม่ค่อยมั่นใจในความปลอดภัยที่จะมารองรับสักเท่าไร หนึ่งก็คือถนน มันมีหลุม บ่อ หรือบางครั้งก็เจอเศษแก้วแตกกระจาย ทำให้การปั่นค่อนข้างลำบากพอสมควร สองคือการแบ่งปันการใช้ถนนร่วมกัน ผมว่ายังมีปัญหาอยู่ ส่วนทางจักรยาน แม้จะตื่นตัวกันมากขึ้น แต่ก็ยังสู้บางประเทศไม่ได้ อย่างฮอลแลน์ที่ผมเคยไปปั่นมา เขามีโครงสร้างพื้นฐานที่อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ใช้จักรยานไม่ว่าจะเลน ถนน ป้ายบอกทาง รวมไปถึงที่จอดจักรยาน"

อย่างไรก็ดี "วันจักรยานโลก (3 มิ.ย.)" ที่ผ่านมา นักปั่นข้ามทวีปท่านนี้ก็ได้ออกมาร่วมรณรงค์เพื่อยื่นจดหมายเปิดผลึกแถลงการณ์ขอบคุณองค์การสหประชาติ (ยูเอ็น) ที่เห็นความสำคัญ และประกาศให้มีวันจักรยานโลก โดยมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), การประปานครหลวง (กปน.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และบริษัท โปร์ไบค์ ตลอดจนภาคีเครือข่ายจักรยานอื่นๆ กว่า 40 องค์กรทั่วไทย จัดงานนี้ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีนักปั่นนับพันมารวมตัวอย่างคึกคัก


ตาบอดแล้วไง? แต่ขายังมีแรง


"ผมพิการแค่ดวงตา" คือคำพูดที่ทรงพลังของ "ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์" แม้ความคึกคะนองในวัยเด็กจะทำให้เสียการมองเห็นทั้งสองข้างไป แต่เขาก็สามารถคว้าตำแหน่งที่ 1 ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับทุนภูมิพล, เป็นผู้พิการคนที่เป็นข้าราชการคนแรกของประเทศไทย




ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้พิการในฐานะประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ และที่สำคัญ ยังเป็น "นักปั่น" ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังเพื่อช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการ

เห็นได้จากโครงการ "ปั่นไม่ทิ้งกัน" ที่ผ่านมา อาจารย์ท่านนี้นำทีม "นักปั่นตาบอด" ร่วมกับคนตาดีช่วยกันปั่นจักรยานสองตอน พิชิตเส้นทาง 9 วัน 867 กม. จากกรุงเทพฯ-เชียงดาว เพื่อระดมทุนสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ตั้งเป้าในการรับบริจาค 67 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงถึงศักยภาพคนพิการ โดยเฉพาะคนตาบอดที่สามารถปั่นจักรยานได้ และกระตุ้นให้ทุกคนมาออกกำลังกาย

ตอนนั้น อาจารย์เล่าว่าต้องฝึกซ้อมกันนานถึง 3 เดือนเพราะระยะทางไม่ใช่น้อยๆ จากกรุงเทพฯ ไป อ.เชียงดาว ปั่นวันละประมาณ 100 กิโลเมตร ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมงต่อวัน


"ที่ลุกมาปั่นเพราะอยากทำให้คนเห็นว่า คนตาบอดก็มีศักยภาพนะ เราจึงเลือกจักรยานสองตอนมาใช้ปั่น เพราะน่าจะขายออก (หัวเราะ) ผมเริ่มปั่นจริงจังมาได้ 1 ปีแล้ว อย่างที่ผ่านมา เราไม่ได้ปั่นเล่นๆ แต่เราปั่นเพื่อช่วยผู้พิการที่เชียงดาว เราปั่นไปกันเป็นทีมใหญ่ มีคนหน้า ซึ่งเป็นคนตาดี กับคนตาบอด นั่งปั่นอยู่ข้างหลัง เราจะคอยช่วยกัน โดยเฉพาะเวลาขึ้นเนิน ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมคนตาบอดต้องฝึกซ้อมให้แข็งแรง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นกินแรงคนนำ




ถามว่ายากมั้ย ผมว่ามันไม่อยากครับ มันอยู่ที่กล้ามเนื้อ ถ้าแข็งแรงก็ปั่นไปได้ สำหรับเส้นทางที่ท้าท้าย และตื่นเต้นที่สุด ต้องยกให้เส้นทางไปแพร่ และข้ามไปลำปาง เส้นนั้นแหละครับดุเดือดที่สุด (หัวเราะ) มันมี 3 เนินเขาสูงที่ต้องข้ามไปให้ได้ ซึ่งมีคนบอกว่าพวกผมปั่นไม่ไหวหรอก ขนาดคนตาดียังต้องพากันนั่งรถขึ้นไป แต่พวกผมไม่ยอม เราจะปั่น สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ ใจสู้ซะอย่าง เพราะนอกจากพวกผมจะได้ท้าท้าย และแสดงศักยภาพคนตาบอดแล้ว เป้าหมายของพวกเราคือปั่นเปลี่ยนภาระให้เป็นพลังเพื่อคนพิการที่เชียงดาว"

ดังนั้น "พิการแค่ดวงตา แต่ขายังมีแรง" คือหลักคิดที่นักปั่นท่านนี้ยึดถือมาตลอด แม้ตาจะมองไม่เห็น แต่การปั่นจักรยานสองตอนก็มอบให้สุขได้มากทีเดียว

"ผมไม่รู้สึกท้อเลยนะ แม้จะเคยเสียหลักล้มหัวเข่าถลอก ทำแผลเสร็จก็ปั่นกันต่อ (หัวเราะ) เพราะระหว่างทางมันมีความสุขรอเราอยู่ อย่างตอนปั่นไปเชียงดาว คนนำก็จะบรรยายทิวทัศน์ข้างทางให้ผมฟัง ซึ่งทำให้ผมจิตนาการถึงภาพที่สวยงาม วันนี้ผมติดจักรยานมาก เพราะได้ทั้งความสดชื่น และสุขภาพที่แข็งแรง หลายคนในทีมหายจากมะเร็งก็มี ส่วนผมน่ะเหรอ เป็นโรคนอนไม่หลับครับ หลังจากลุกขึ้นมาปั่นจักรยานกลับถึงบ้านหลับสบายเลยครับ (หัวเราะ)" ศ.วิริยะ ทิ้งท้าย



กำลังโหลดความคิดเห็น...