xs
xsm
sm
md
lg

สวยจริง-ไม่อิงรีวิว!! เจาะใจ “แม่หญิงจันทร์วาด(ยุคใหม่)” [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ไม่ต้องมาคอยชม้อยชม้ายชายตา คอยมานั่งสนคำครหา เพราะชีวิตจริงของ “แม่หญิงจันทร์วาด” ไม่ใช่ผู้หญิงสูงศักดิ์ที่เอาแต่เหนียมอายอย่างในละคร แต่คือหญิงสาวมาดมั่นคนหนึ่งที่รักใน “ความชัดเจน” บทสนทนาในครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยการถามมา-ตอบไป แบบเข้าถึงทุกประเด็นร้อนโดยไม่มีอ้อมค้อม จนเจ้าตัวถึงกับออกปากเลยว่า “น่าจะเป็นบทสัมภาษณ์ที่ รู้ลึก-รู้จริง ที่สุดแล้วค่ะ เท่าที่เคยถูกถามมา”




ไม่ได้ตอบอิงกระแส แต่ “ไม่รับรีวิว” นานแล้ว

เวลามีข่าวอะไรออกมา คนก็จะอ่านข่าว แล้วก็เชื่อไปตามข่าว ทั้งที่บางทีมันไม่ใช่ความจริง แต่เราก็พูดได้เท่าที่เราพูด และมันก็จะมีในส่วนของคนที่ไม่เชื่อด้วย ตอนแรกๆ ที่เข้าวงการก็เสียใจค่ะ คิดว่าทำไมล่ะ เราก็ตั้งใจทำงานมาตลอด อยากให้ตัดสินกันที่ผลงาน แต่ทุกวันนี้ปรางปล่อยวางไปแล้ว คิดแค่ว่าหน้าที่ของเราจริงๆ คือการมอบความสุขให้คนที่ดูละครเรา ไม่ได้คิดหรอกค่ะว่าเราต้องไปเป็นที่รองรับอารมณ์ของใคร”

นี่คือความรู้สึกในวันนี้ของ ปราง-กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล ในฐานะ “บุคคลสาธารณะ” คนหนึ่ง ซึ่งกลับมาเป็นที่ถูกจับตามองอย่างรอบด้านอีกครั้ง หลังโด่งดังจากบท “แม่หญิงจันทร์วาด” ออเจ้าผู้สูงศักดิ์ในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส และยิ่งถูกพูดถึงให้สนั่นโซเชียลฯ มากขึ้นไปอีก เมื่อคำให้สัมภาษณ์เรื่อง “ไม่รับรีวิวสินค้า” ของเธอ ถูกปล่อยออกมาในช่วงที่เหล่าดารา-เน็ตไอดอลกว่า 50 ราย ถูกหมายหัวจากการรีวีว “เมจิก สกิน” สินค้าปลอม อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) พอดิบพอดี

“ปรางก็ทำอย่างนี้ ใช้ชีวิตอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ในส่วนที่ “ไม่รับรีวิว” และไม่เคยออกมาพูดด้วย แต่พอดีตอนที่มีประเด็นเรื่องนี้ แล้วพี่ๆ นักข่าวมาถาม เราก็แค่ตอบคำถามเขาออกไปว่า ส่วนตัวเราแล้ว เราไม่รีบรีวิวนะ แต่วงจรมันก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ การที่จะมีพี่ๆ นักข่าวมาถาม, มีข่าวที่ออกไป และมีคนที่ได้อ่านข่าว และสุดท้ายแล้วมันก็จะหายไป และปรางก็ทำได้แค่ตอบคำถามตามความจริงแค่นั้นเอง

คือเราก็แค่แสดงเจตนารมณ์ของเราออกไป ซึ่งจริงๆ แล้ว การที่ปรางตอบคำถามเรื่องนี้ออกไป ถ้าตอนนั้นมันไม่ได้มีดรามาเรื่องนี้อยู่ คนก็จะเฉยๆ ว่าการรับรีวิว หรือไม่รับรีวิว มันไม่ใช่เรื่องที่จะไปบอกว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ซึ่งปรางก็พูดเรื่องนี้ไปเยอะแล้ว และมันก็จบลงไปด้วยดีแล้วค่ะ



ไม่ว่าจะพิจารณาจากคำให้สัมภาษณ์ด้วยตัวเองโดยตรง หรือจากถ้อยคำที่โพสต์สื่อสารกับกลุ่มแฟนที่เข้าใจผิดผ่านอินสตาแกรม @ladiiprang ของเธอ ก็ต่างช่วยให้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า หญิงสาววัย 27 บุคลิกปราดเปรียวที่อยู่ตรงหน้า คือคนที่ตรงไปตรงมาอย่างที่เธอย้ำเอาไว้จริงๆ

“ปรางว่าเรามีจุดยืนที่ชัดเจนมากกว่า ใช้คำนี้น่าจะถูกต้องกว่า เรารู้ว่าตัวเราอยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร ซึ่งจริงๆ คนที่มีขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน มันก็จะทำให้เรามีความสุขในการทำงานด้วย”


แต่ถึงจะให้คำตอบเอาไว้ชัดเจนขนาดไหน ก็ยังมีคำครหาตีกลับมาได้เสมอ โดยมีบางเสียงโต้กลับมาว่าที่เธอเลือกไม่รับรีวิว เป็นเพราะมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ทำออกมาเองอยู่แล้วมากกว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าตัวก็ได้แต่บอกเอาไว้ว่า แม้แต่ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ปรางก็ไม่ได้รับหน้าที่รีวิวในฐานะพรีเซ็นเตอร์สินค้า แต่มองตัวเองในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ใช้สินค้าด้วยตัวเองจริงๆ มากกว่า เช่นเดียวกับ น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์ เพื่อนนางเอกที่เป็นหุ้นส่วนธุรกิจอาหารเสริมตัวเดียวกัน

“พอมีกระแสเรื่องตรวจ อย.ขึ้นมา ปรางว่าอีกแง่มันก็ดีเหมือนกันนะคะ คนที่ซื้อผลิตภัณฑ์เขาจะได้รู้วิธีเช็ก และมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่มันปลอดภัยจริงๆ เพราะเรื่องความปลอดภัยต้องมาอันดับ 1 ซึ่งของเราก็มี อย.ที่ถูกต้อง ทำทุกอย่างถูกต้อง ส่งไปที่แล็บ ตรวจที่เมืองนอกจริงๆ จนได้ผลออกมาว่ามันปลอดภัย เป็นสารสกัดจากธรรมชาติจริงๆ

ที่สำคัญ อยากให้ทุกคนเข้าใจคำว่า “อาหารเสริม” ด้วยค่ะว่า มันเป็นแค่ตัวช่วย มันไม่ใช่ยาที่ทานแล้วจะเห็นผลในเร็ววัน ตัวช่วยก็แค่ตัวที่เข้ามาเสริมเท่านั้น แต่มันจะอยู่กับเราตลอดชีวิตไม่ได้ สุดท้ายแล้ว มันขึ้นอยู่กับธรรมชาติในร่างกายของตัวเราเองด้วย เราทำอะไรให้กับร่างกาย มันก็ส่งผลออกมาให้เห็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ตัวช่วยที่ดีและปลอดภัยมันก็มีอยู่จริง ก็อยากให้เลือกใช้มันให้ถูกต้อง



[ขยัน “ออกกำลังกาย” พอๆ กับ “ออกกำลังใจ”]
มันเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ ที่จะพึ่งอาหารเสริมอย่างเดียวแล้วหวังจะผอม-สวย เพราะมันเป็นแค่ตัวช่วยอย่างหนึ่งเท่านั้น การออกกำลังกายก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการควบคุมน้ำหนัก ถ้าอยากให้ได้ผล ก็ต้องทำทั้ง 3 อย่าง คือ 1.ดูแลอาหาร 2.ออกกำลังกาย และ 3.พึ่งตัวช่วยในการบล็อกแป้ง-บล็อกไขมัน

แต่ถ้าทำแค่อย่างหลังสุดตัวเดียว แล้วไม่ออกกำลังกายเลย หรือยังกินเยอะอยู่ ตัวช่วยนี้ก็จะไม่สามารถช่วยได้ เพราะฉะนั้น การออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เป็นเรื่องที่จำเป็น และปรางก็จะพูดเสมอในทุกครั้งที่พูดถึงผลิตภัณฑ์ของตัวเองว่า ยังไงก็ต้องออกกำลังกายค่ะ

ทุกวันนี้ ปรางก็มีไปยิม, วิ่ง, ต่อยมวย ฯลฯ ทำแทบทุกอย่าง เป็นคนชอบออกกำลังกายมาก เพราะปรางรู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยแค่เรื่องให้เราหุ่นดี แต่เรารู้สึกจริงๆ ว่าร่างกายมันสดชื่นมากขึ้น อย่างเวลาเราทำงาน เป็นนักแสดงมันต้องอึดมาก มันก็เลยเหมือนช่วยรีเฟรชตรงนั้นไปด้วย”



เจ็บปวดมากี่ครั้ง กว่าจะปังที่ “ออเจ้า”

[โด่งดังเป็นพลุแตก จากการรับบท “แม่หญิงจันทร์วาด”]
ใช้เวลากว่า 9 ปี เล่นละครกว่า 10 เรื่อง และต้องฉุดตัวเองขึ้นมาจากความท้อแท้อีกมากกว่านั้นไม่รู้กี่ครั้ง กว่าผู้ชมจะจดจำเธอในฐานะนักแสดงได้อย่างทุกวันนี้ “ปรางว่าปรางเป็นคนอดทน แล้วก็สู้มากนะ” สาวตาคมโต ให้คำตอบสั้นๆ เมื่ออีกฝั่งถามถึงคุณสมบัติในตัวที่คิดว่า ทำให้ฝ่ามรสุมหลายๆ อย่างผ่านมาได้ จนมีวันที่คนทั้งบางเรียกแทนชื่อว่า “แม่หญิงจันทร์วาด” ก่อนจะพาคู่สนทนาย้อนเวลากลับไป ให้เห็นภาพที่สมกับคำว่า “อดทน” ที่เธอบอกเอาไว้จริงๆ

“การเป็นดารา-นักแสดง มันเป็นงานที่หนักมากๆ นะคะ แต่คนเขาอาจจะเห็นแค่มุมที่มันสวยงาม แต่จริงๆ แล้ว อาชีพนี้ต้องอยู่ได้ด้วยความรักและความชอบจริงๆ ปรางเคยอยู่ในช่วงชีวิตที่ทำงานหนักมาก (เน้นเสียง) ถ่ายละคร 3 เรื่อง ทั้ง 7 วัน พร้อมๆ กัน แล้วก็เป็น 3 เรื่องที่ถ่ายกันคนละจังหวัด คือเรื่องนึงถ่ายทำอยู่อยุธยา, อีกเรื่องต้องรีบตื่นเช้ามาเพื่อเดินทางไปเชียงใหม่, เสร็จจากเชียงใหม่ ก็ต้องกลับมาถ่ายที่ระยองอีก

มันเหนื่อยมากจริงๆ ค่ะ คือชีวิตเราไม่ได้คุยกับใคร อยู่แต่กับตัวเอง แล้วก็เปลี่ยนตัวเองเป็นคาแร็กเตอร์นั้น คาแร็กเตอร์นี้ และแต่ละเรื่องลำบากมาก ต้องไปอยู่ทะเลร้อนๆ ต้องเข้าป่า ปรางว่าเราก็ทำมาทุกอย่างแล้วนะคะ บางทีถ่ายทำจนไม่ได้นอนเลยก็มี แต่เราก็ต้องทำมันอย่างเต็มที่

หรืออย่างเรื่องการ acting ก็เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก เพราะมันเหมือนเราต้องเข้าไปในความรู้สึกนั้นจริงๆ ถ้าคนที่ได้เข้าไปในนั้น จะรู้เลยว่าเวลาที่ตัวละครเสียใจ เราก็ต้องเสียใจจริงๆ เวลาที่ต้องเล่นบทเศร้าๆ ติดๆ กัน เราก็จะรู้สึกเศร้าจริงๆ คือเราใช้ความรู้สึกเราจริงๆ และหลังจากเล่นเสร็จ เราก็จะหมดพลังไปเลย ทั้งที่ชีวิตเราไม่ได้มีอะไร ชีวิตเราก็มีความสุขดี แต่พอเราต้องไปเป็นคนคนนั้น ก็ทำให้เราต้องเศร้า

อีกหนึ่งวงจรในวงการ ที่ทำให้ปรางรู้สึกท้อแท้มากๆ ก็คือเรื่องการถูกเข้าใจผิด หรือถูกตัดสินในแบบที่ตัวเองไม่ได้เป็นในหลายๆ ครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ หรือยุติอาชีพนี้แม้แต่ครั้งเดียว

“บางทีเวลาเราเป็นนักแสดง คนก็จะไม่เข้าใจ แล้วก็ชอบตัดสินเราด้วยคำที่เขาบอกว่า เขารู้จักเรา แต่บางคนเขาก็ไม่ได้รู้จักเราลึกๆ ว่า เราเป็นคนยังไง ยิ่งเดี๋ยวนี้มีสื่อโซเชียลฯ เยอะ คนก็ตัดสินเราจากรูปถ่ายที่เห็น หรืออย่างบางทีในละครเราดูเรียบร้อยมาก แต่ในชีวิตจริงปรางก็เป็นเหมือนคนปกติธรรมดา พอมาเจอตัวจริงเขาก็จะบอกว่า
“ก็ไม่เห็นเรียบร้อยเลย” แล้วก็มาว่าเราด้วยภาษาที่ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ แรกๆ ปรางก็เสียใจนะคะ

เพราะว่าตอนนั้น เรายังไม่เข้าใจจริงๆ แต่ก็พยายามจะบอกตัวเองว่า “ไม่ซีเรียสๆ” แต่คนเรา โดนด่า เราก็จะรู้สึกว่าแล้วทำไมต้องมาด่าเราด้วย ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยมีใครด่าแบบหยาบๆ คายๆ กับเราแบบนี้เลย

และจริงๆ แล้ว ตัวปรางเองก็ไม่ได้มีอะไร แต่บางทีคนจะสร้างภาพของเราขึ้นมา ในแบบที่เขาอยากให้เราเป็น คืออาจจะวาดภาพว่าเราต้องดูดี ดูเพอร์เฟกต์ แต่ในความจริงแล้วอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ แต่บทบาทที่ได้รับเราชอบได้บทแบบนั้นไงคะ เป็นบทผู้หญิงเรียบร้อย สูงสง่า สวย เป็นเจ้าหญิง (ยิ้มอ่อน)



แต่พอโตขึ้น เราก็ถึงได้มาเข้าใจในอีกแง่มุมนึงมากขึ้นว่า จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันมากขึ้น พยายามคิดบวกว่าคนรักเราก็มีเยอะ บางทีเราก็ต้องอย่าไปใส่ใจกับคำพูดของคนมาก คนเรามีเป็นร้อยล้านคน ถ้าเราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาดีที่สุดแล้ว นั่นก็คือดีที่สุดแล้ว แค่นั้นเลย”

ย้อนกลับมาในจุดที่ยืนอยู่ทุกวันนี้ แน่นอนว่ารสชาติของความสำเร็จมันช่างหอมหวาน บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น ต่างจากวันที่แทบไม่มีใครรู้จักเธอในฐานะคนในวงการเลยสักคน

“ตอนนั้นจะมีบ่นกับเพื่อนบ่อยๆ ค่ะว่า เล่นเรื่องนี้แล้วเหนื่อยมาก แต่ดันไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่เราก็เข้ามาในวงการนานแล้วนะ แต่คนก็ยังจำหน้าเราไม่ได้เลย”

ในวินาทีนั้น มีอยู่หนึ่งคำสอนที่ส่งให้ปรางไม่คอยมานั่งน้อยใจในโชคชะตา และไม่เคยนึกเปรียบเทียบเรื่องบทบาทที่ตัวเองได้รับเล่นในแต่ละเรื่อง นั่นก็คือคำสอนจาก หน่อง-อรุโณชา ภาณุพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น ซึ่งเป็นผู้จัดรุ่นใหญ่ในวงการ และเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ปรางนับถือมากที่สุด



[หน่อง-อรุโณชา (คนกลาง) ผู้ใหญ่คนสำคัญในชีวิตปราง]
“เรื่องการเลือกบท ส่วนใหญ่จะผ่านการคิดวิเคราะห์มาจากพี่หน่องค่ะ พี่เขาจะเป็นคนช่วยตัดสินใจให้ว่า บทตัวไหนเหมาะกับเรา และเวลาก่อนจะเล่น เราก็จะมีโอกาสได้อ่านบท พี่หน่องก็จะมาถามค่ะว่า เราคิดว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ส่วนนึงปรางก็มั่นใจในความคิดของพี่หน่องอยู่แล้วว่า บทนี้คงเหมาะกับเรา เพราะไม่งั้นพี่หน่องก็คงไม่ชวนปรางมาเล่น

และพี่หน่องจะสอนเสมอค่ะว่า อย่าไปคิดว่านี่ไม่ใช่ตัวละครสำคัญ แต่ให้เล่นให้เต็มที่นะ รู้ไหมว่าออกฉากเดียวก็สามารถดังได้ ทำให้เธอมีชื่อเสียงได้ พี่หน่องจะย้ำคำนี้เสมอว่า อย่าไปคิดว่าตัวเองไม่ใช่พระเอก-นางเอกรู้ไหม แต่ให้เต็มที่กับทุกบท

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ปรางได้รับบทอะไรมา ปรางก็จะเต็มที่ค่ะ ถามคาดหวังไหม..จริงๆ ก็มีความคาดหวังอยู่ทุกเรื่องแหละค่ะ เพราะเราก็ใส่ให้เต็มที่ ก็อยากได้รับกลับคืนมาเต็มที่เหมือนกัน แต่ถามว่าถ้ามันไม่ได้อย่างที่คาดหวัง เราก็จะได้รับบทเรียนจากการทำงานนั้นไป



ทำบุญ “บ้านเด็ก” รายล้อมด้วย “พลังบวก”

[คุณแม่ แหล่งพลังบวกของลูกๆ]
นอกจากจะเป็นคนชอบ “ออกกำลังกาย” แล้ว ปรางยังชอบ “ออกกำลังใจ” ให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วย “เรื่องจิตใจมันก็สำคัญมากนะคะในการใช้ชีวิต คนเราถ้าสุขภาพจิตดี ก็จะมีความสุขในการใช้ชีวิต และจะมีความสุขในการทำงาน งานที่ออกมา มันก็จะดีค่ะ” แม่หญิงหน้าไทยร่างสูง บอกเคล็ดลับที่ทำให้ตัวเองอัดแน่นไปด้วย “พลังบวก” เอาไว้

“เราเป็นคนใช้เวลากับครอบครัวค่อนข้างเยอะอยู่แล้วด้วยค่ะ เพื่อนก็จะมีไม่ได้เยอะมาก แล้วก็เป็นเพื่อนที่เข้าใจเรามากๆ แล้วก็ซี้มากๆ หมายถึงว่าคุยเรื่องอะไรก็ได้ ก็เลยเหมือนเราอยู่แต่ในสภาวะที่มีแต่พลังงานบวกทั้งหมด ทุกคนเข้าใจกันและกัน เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น ชอบอะไรคล้ายๆ กัน แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ไม่ค่อยได้เจอคนที่ไม่ได้สนิทมาก ซึ่งจะทำให้เราไม่ได้รับพลังอะไรมาก เลยเลือกที่จะอยู่กับคนที่รักเราดีกว่า

โดยเฉพาะ “ครอบครัว” ที่เป็นแหล่งพลังงานบวกที่สำคัญที่สุดในชีวิตของปราง การได้โตมาในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นแบบนั้น ทำให้ปรางเป็นคนที่...

“ชัดเจนในความคิดตัวเอง มองโลกในแง่ดี แล้วก็เป็นคนมีความสุขกับการใช้ชีวิต”

...เธอนิยามความเป็นตัวเองเอาไว้แบบนั้น

“ครอบครัวปรางก็ค่อนข้างน่ารักนะ ไม่เคยมีปัญหาอะไร อยู่กันแบบอบอุ่น สนุก มีเวลาวันอาทิตย์ก็จะอยู่กินข้าวกันในห้องรับแขก ไม่ก็ไปเที่ยวด้วยกัน ก็โชคดีค่ะที่ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เราได้อยู่ในโลกที่มันสวยงามมาค่อนข้างเยอะ คือคุณแม่พาเราไปเจอแต่สภาพแวดล้อมที่มันดีมากๆ ทำให้เราเป็นคนบวกมากๆ ปรางว่ามันสำคัญมากนะคะ กำลังใจจากครอบครัว เวลากลับบ้านมาเหนื่อยๆ ได้เจอคนในครอบครัวก็หายเหนื่อย โดยที่ไม่ต้องทำอะไรมาก


อีกหนึ่งพลังใจสำคัญที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ กลุ่มคนที่พร้อมจะให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอย่าง “แฟนคลับ” ของเธอ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ปรางเชื่อว่า ต้องเคยผูกพันอะไรกันบางอย่างมาก่อน ถึงได้มาพบและมามอบความรักให้แก่กันอย่างในวันนี้

“บางทีเรายังท้อเลย แต่เขาไม่เคยท้อเลย สู้มากๆ เพื่อเรา คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนทั้งชีวิต เพิ่งจะมารู้จักกันจากผลงาน แล้วก็รักกันมากขนาดนี้ ปรางคิดเสมอว่ามันต้องมีอะไรที่เป็นสิ่งพิเศษ ที่ทำให้เขามารักเราขนาดนี้ เชื่อว่าต้องมีความผูกพันกันมา ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ใช่คนรู้จัก ไม่ใช่ญาติของเขา แต่เขาเต็มที่กับเรามากขนาดนี้



และปรางก็ได้เลือกการ “จัดมีตติ้ง ทำบุญบ้านเด็ก” เป็นวิธีตอบแทนความรู้สึกขอบคุณที่ได้รับจากแฟนๆ อย่างล้นหลาม ด้วยความคิดที่ว่า “อยากพาคนที่เรารัก เราผูกพัน ก็คือแฟนคลับ มาร่วมทำบุญกับเราด้วย เพราะปรางรู้สึกว่าการที่เราได้มาเจอกัน การที่เขามารักเราได้ขนาดนี้ เราต้องมีอะไรผูกพันกันมา ก็เลยอยากจะทำบุญร่วมกันค่ะ”

“บ้านเด็กภูมิเวท” คือสถานที่ที่ปรางและเพื่อนๆ เดินทางมาทำบุญวันเกิดทุกๆ ปี โดยเริ่มจากการหยิบเงินสนับสนุน หิ้วสิ่งของ หอบเครื่องดนตรีไปเล่นให้ฟัง เพื่อมอบความสุขให้เด็กๆ จนจุดประกายให้เกิด “ปรากฏการณ์ทางดนตรี” ที่น่าชื่นใจที่สุดสำหรับปรางและเพื่อนๆ ขึ้นมา

“พอเราไปร้องเพลงให้เขาฟัง มันกลายเป็นว่าเขาไม่ได้อยากฟังเราเล่นอย่างเดียว แต่เขาอยากลุกขึ้นมาเล่นดนตรีด้วย เขาอยากทำอย่างที่เราทำได้ เขาอยากร้องเพลง อยากเล่นกีตาร์ อยากตีกลอง อยากทำแบบที่เราทำ แต่เขาไม่มีเครื่องดนตรี ไม่มีโอกาส เพราะเขาไม่มีทุนทรัพย์ด้านนั้น

ปีนี้ก็เลยคิดว่า นอกจากเราจะมอบเงินให้อย่างที่เคยทำ เราให้แฟนคลับมาร่วมทำบุญด้วยกันดีไหม รวมถึงคนทั่วๆ ไปด้วย ด้วยการจัดคอนเสิร์ต Charity รวบรวมเพื่อนๆ ที่เล่นดนตรีได้ แล้วเราก็ร้องเพลง เพื่อรวบรวมเงินไปซื้อเครื่องดนตรีให้เด็ก ซึ่งมันก็ได้ผลตอบรับที่ดีมาก

และสิ่งที่ภูมิใจมากทุกวันนี้ แต่ยังไม่มีเวลากลับไปหาเด็กๆ ก็คือ เด็กๆ เขาส่งคลิปที่ทุกคนเล่นเครื่องดนตรีได้ ฟอร์มวงได้เป็นวงนึง ส่งมาให้เรา (พูดไปยิ้มไป) จากเครื่องดนตรีที่เราซื้อให้ คือแบบดีใจมากค่ะ ทั้งคีย์บอร์ด, กีตาร์, เบส แล้วก็กลอง น้องเขาเล่นกันเป็นวง เล่นเพลงพี่ลาบานูนเป็นเพลงได้ รู้สึกดีใจมากเลยค่ะ



[คุณพ่อ ใจดี-อบอุ่น]
ปรางรู้สึกว่าเราโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นมาก และเราก็คิดว่ามันจำเป็นในการใช้ชีวิตมากขนาดไหน มันสร้างให้เราเป็นคนแบบนี้ ก็เลยรู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญ แต่เด็กๆ พวกนี้เขาไม่ได้รับโอกาสนั้น แค่เราไปปีละครั้ง เขาก็ดีใจมากแล้วนะ

และถ้าเราได้มอบโอกาสอะไรให้กับเขาได้ อย่างดนตรี ก็เป็นเครื่องช่วยบำบัดจิตใจได้อีกหนึ่งทาง สร้างสุขภาพจิตที่ดีให้เด็กๆ ได้ ก็ดีใจค่ะ ด้วยตัวเราเองก็ชอบดนตรีด้วย และเราก็รู้ดีว่ามันช่วยเราได้มากขนาดไหน ถือเป็นกิจกรรมนึงที่สร้างสรรค์นะ นอกจากช่วยให้เราลืมเรื่องเครียดๆ แล้ว มันยังทำให้จิตใจเราดีขึ้นด้วย



“ครอบครัว” มาก่อน “ความรัก” มา(เติม)ทีหลัง

[“บ้านหลังใหญ่” ต่อเติมฝันให้ครอบครัว]
“กตัญญูรู้คุณ” คือแง่งามอีกหนึ่งอย่างที่อัดแน่นอยู่ในตัวของนักแสดงสาวหน้าไทยรายนี้ ล่าสุด เธอเพิ่งซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ให้ครอบครัวได้สำเร็จ อย่างที่เคยฝันไว้มานานแสนนานตั้งแต่ตอนเข้าวงการแรกๆ ทั้งยังฝากขอบคุณกระแสจากละคร “บุพเพสันนิวาส” อีกด้วย ที่ทำให้เธอได้มีโอกาสเก็บหอมรอมริบได้สำเร็จไวขนาดนี้ คือเพิ่งซื้อบ้านไปปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่กำลังจะผ่อนครบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว

“เป็นความตั้งใจมาตั้งแต่เริ่มเข้าวงการแล้วค่ะว่า ถ้าเราสามารถหาเงินได้ง่ายๆ ขนาดนี้ วันนึงเราต้องซื้อบ้านหลังใหญ่ได้ ที่จะสามารถให้คนในครอบครัวมาอยู่ร่วมกันได้ และมันก็เป็นอีกหนึ่งความฝันของคุณพ่อคุณแม่ เพราะคุณแม่นี่อยากทำสวนมาก อยากจะมีบ้าน มีเนื้อที่มากๆ

จากปกติ เราโตมาในทาวน์เฮาส์ ไม่มีเนื้อที่ในการทำสวน เป็นบ้านติดๆ กัน แต่คุณพ่อก็ชอบเลี้ยงปลามาก ก็อยากจะมีบ้านเดี่ยว มีบ่อปลา นั่นมันคือความคิดที่เราปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า วันนึงเราจะต้องทำได้ ตั้งแต่ตอนอายุ 15-16 คิดว่าถ้าเราเก็บเงินไปเรื่อยๆ เราต้องทำได้ แต่มันก็ไม่ง่ายเลย

กว่าเราจะถ่ายละครเสร็จเรื่องนึง กว่าจะได้เงินมาก้อนนึง กว่าเราจะใช้เงินทำตรงนู้นตรงนี้ เพราะตั้งแต่เริ่มทำงานมาได้ เราก็ไม่เคยขอเงินคุณพ่อคุณแม่อีกเลย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องประหยัดด้วย แต่บางเรื่องมันก็ต้องใช้เงินด้วย เราเลยต้องพยายาม balance ให้ได้มากที่สุด

แต่บางทีก็มีท้อด้วย เพราะว่างานเราก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น จนกระทั่งมีวันนี้ก็ดีใจค่ะ เพราะเก็บเงินมาหลายปีอยู่เหมือนกัน และมันก็เป็นสิ่งที่มาทำให้เราได้บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ เป็นเป้าหมายในชีวิตนึงที่เราสามารถทำมันได้สำเร็จ มันคือเป้าหมายของตัวเราเอง พอวันนี้ทำได้ เราก็ดีใจค่ะ



แน่นอนว่าสิ่งที่ปรางเลือกทำ ไม่ได้ทำเพราะอยากได้รับคำยกย่องเชิดชูว่า เป็น “ลูกกตัญญู” ในสายตาของใครต่อใคร แต่เธอทำเพราะอยากตอบแทนกลุ่มคนสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเอง

“เราโตมาแบบค่อนข้างสนิทกับครอบครัวค่ะ คุณแม่เลี้ยงมา แม่ก็จะสอนให้ทุกคนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้อยู่กันเป็นครอบครัวเสมอ เพราะฉะนั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าอะไรก็ต้อง “ครอบครัวมาก่อน” ถ้าทุกวันนี้เราประสบความสำเร็จ ก็จะนึกถึงแต่คุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง มาก่อน ถ้าสมมติว่าวันนี้เรามีอะไรดีๆ เราก็อยากแบ่งปันให้เขาก่อน”

ถ้าให้เรียงลำดับคนสำคัญในชีวิต แน่นอนว่า “ครอบครัว” ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยเรื่องงาน ที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปรางเหมือนกัน เมื่อถามถึงเรื่อง “คนรู้ใจ” ว่าจัดอันดับไว้ที่เท่าไหร่ เธอก็ได้แต่ส่งยิ้มบางๆ กลับมา แล้วให้คำตอบว่า...

“สุดท้ายแล้ว ครอบครัวก็ต้องมาก่อนเสมอค่ะ แต่อย่าไปเปรียบเทียบเลยดีกว่าว่า งานต้องมาก่อนแฟน งานมาก่อนเพื่อน หรือเพื่อนมาก่อน ปรางว่าทุกอย่างมันสำคัญหมด และมันต้องไปด้วยกัน มันถึงจะมีความ balance ในชีวิต แล้วชีวิตเราก็จะมีความสุข



[“โต้ง Southside” ความรักอีกรูปแบบ ที่กำลังให้โอกาสศึกษา]
เมื่อขอให้พูดถึง “ความสุขจากความรัก” ในวันนี้ว่า การให้โอกาสได้มาศึกษากันอีกครั้งกับ โต้ง-พิทวัส พฤกษกิจ หรือ “โต้ง Southside” แรปเปอร์สุดฮอตที่กำลังบูมอยู่ในรายการยอดฮิตอย่าง “The Rapper Thailand” ว่ามีทีท่าเป็นไปในทิศทางไหนบ้างแล้ว สาวเปรี้ยวก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ แล้วเฉลยให้ฟังว่า ยังไม่อยู่ในสถานะที่เรียกว่า “คบกัน” แต่เรียกว่า “ศึกษากัน” อยู่จะดีกว่า

“ถามว่ามีความสุขไหม ก็ต้องบอกว่าชีวิตตอนนี้มีความสุขอยู่แล้วด้วย เรื่องงานเราก็ประสบความสำเร็จแล้วระดับนึง และถ้าวันนี้มันมีคนที่เข้ามาเติมเต็มในเรื่องของความรัก และคุยกันได้เข้าใจมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสุขค่ะ แต่ถามว่ามีความสุข 100 เปอร์เซ็นต์เลยไหม มันก็ยัง เพราะว่าเราก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าเราจะกลับมา 100 เปอร์เซ็นต์ เราก็ยังต้องใช้อีกหลายอย่างพิจารณากันและกันค่ะ

ปรางว่าคนเรานะ ต้องรักตัวเองให้ได้ก่อน แล้วก็ต้องมีความสุขกับตัวเองให้ได้ก่อน เราถึงจะแบ่งปันความรักนี้ให้คนอื่นได้ แบ่งปันความสุขให้คนอื่นได้ ถ้าเราไม่มีความสุข เราจะไปมอบความสุขให้คนอื่นได้ยังไง

(ถ้าให้เทียบกับตอนที่เคยเลิกกันไป) ปรางว่าตอนนั้นเหมือนความคิดเราค่อนข้างต่าง ส่วนนึงเป็นเพราะปกติของคนเราอยู่แล้วค่ะ ที่เกิดมาในสภาพแวดล้อมแตกต่างกันอยู่แล้ว ครอบครัวที่ต่างกัน การที่จะมาอยู่ด้วยกัน มันเป็นเรื่องยากอยู่แล้ว

และปรางก็เป็นคนชัดเจนมาก เมื่อไหร่ก็ตามที่ปรางรู้สึกว่า สิ่งนี้มันอาจจะไม่ได้ตรงกับเป้าหมายในชีวิตเรา เรามีความฝันและทางเดินที่ค่อนข้างต่างกันแล้ว ปรางเลยคิดว่าเราเป็นเพื่อนกันดีกว่า ในเมื่อแนวความคิดเรามันไม่ตรงกัน การใช้ชีวิตไม่เหมือนกัน ถ้ามันไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือทำให้การดำเนินชีวิตเราเริ่มลำบากขึ้น เช่น เวลาไม่ตรงกัน แต่เราก็ยังอยากที่จะโฟกัสในเรื่องของงานอยู่ มันมีหลายปัจจัยค่ะ การคบกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องของความรักอย่างเดียว



จริงๆ แล้ว คนที่เราเลือกมาเป็นแฟน ก็คงต้องเป็นคนที่เรามองไว้แล้วว่า อนาคตเราจะไปด้วยกันได้อีก ถึงแม้ว่าตอนนั้นจะยังเด็กอยู่ แต่ปรางก็คิดแบบนี้มาตลอดค่ะว่า ถ้าเราคบใครก็อยากจะคบไปนานๆ ตอนนั้น ในความสัมพันธ์วันนั้น เราเลยรู้สึกว่าอาจจะไม่ใช่แล้วล่ะ เป็นไปไม่ได้แล้ว เริ่มมองไม่เห็นทิศทางที่จะไปด้วยกันได้

แต่มาวันนี้ ปรางว่าความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน มันก็ยังมีอยู่ ด้วยความที่เราไม่ได้เลิกกันด้วยไม่ดี เราก็เลยยังเป็นเพื่อนกัน เห็นความคืบหน้ากันอยู่ตลอด พอได้มีโอกาสกลับมาคุยกันมากขึ้น รู้สึกว่าการใช้ชีวิตของเราก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มไปในทิศทางเดียวกัน เหมือนเริ่มโตแล้ว เริ่มมีการวางอนาคตมากขึ้นด้วย

จากตอนนั้นที่คบกัน ก็คุยกันมา 4 ปี ก็ถือว่ารู้จักนิสัยใจคอกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าบางเรื่องมันไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ เพียงแต่วันนี้ถ้าเรากลับมาคุยกันแล้ว ไอ้เรื่องที่เคยมีปัญหา เราสามารถปรับและคลิกกันมากขึ้น อยู่ด้วยกันแล้วสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องมาเคร่งเครียดเหมือนเมื่อก่อน

เพราะการที่เราจะคบกับใคร เราต้องอยู่ด้วยกันแล้วสบายใจค่ะ ไม่ใช่ว่ามีแฟนแล้วจะยิ่งเครียดกว่าเดิม ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่ควรมีจะดีกว่า แต่ถ้าเรามีแฟนแล้ว เหมือนมีคนมาเป็นกำลังใจให้เรามากขึ้น ไม่ได้สร้างปัญหามากขึ้น ทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากขึ้น ปรางว่าก็ควรจะมีคนคนนี้อยู่ข้างๆ

แต่ถามว่าทุกวันนี้มั่นใจว่าเป็น “คนคนนี้” หรือยัง ก็ยังไม่มั่นใจ ด้วยความที่เราเคยเลิกกันมาก่อน เราก็ยังคิดมากอยู่ แต่ถามว่าดีใจไหมที่ได้กลับมาคุย ก็ดีใจค่ะ มันก็เหมือนเป็นโอกาสในชีวิต

สำหรับปราง ความรักคือสิ่งที่สวยงามเสมอ มีหลายรูปแบบ แล้วก็เป็นองค์ประกอบนึงในชีวิต ที่จริงๆ แล้วก็จำเป็นจะต้องมี เพราะมันทำให้ชีวิตเราสวยงามขึ้น”






ชอบ “ผู้ชายมีเสน่ห์” ขอศึกษาทีละคน

ปรางไม่มีสเปกเรื่องหน้าตานะคะ แต่ปรางชอบคนเก่ง เก่งด้านไหนก็ได้ หรือมีความชอบอะไรก็ได้ และเขาสามารถทำมันออกมาได้ดี ปรางว่าผู้ชายแบบนี้เป็นคนมีเสน่ห์ เข้าใจตัวเอง รักในสิ่งที่ตัวเองชอบทำ แล้วก็ทำมันออกมาได้ดี ปรางว่าคนเก่งเป็นคนมีเสน่ห์ดีค่ะ

ถ้าเป็นเรื่องนิสัยใจคอ คงชอบคนคล้ายๆ กันค่ะ ชอบคนคิดบวกเหมือนกัน ปรางเป็นคนไม่ชอบคนที่ซีเรียสอยู่ตลอดเวลา จะมีคนประเภทที่ไม่ค่อยเข้าใจโลก ซีเรียสกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น

ปรางว่าชีวิตคนเรามันคิดบวก แล้วมันจะมีความสุข คือปรางเป็นคนที่เวลาเจอปัญหาอะไรในชีวิต ปรางจะพยายามหาจุดดีของมัน และเราก็ชอบพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางพลังงานที่ดีๆ เพราะฉะนั้น คนที่จะมาอยู่ข้างเราได้ ก็ต้องเป็นคนที่คิดบวกระดับนึง เป็นคนอารมณ์ดี อบอุ่น เพราะว่าโตมาในครอบครัวแบบนั้น ก็รู้สึกชอบผู้ชายเหมือนคุณพ่อค่ะ คุณพ่อเป็นคนอบอุ่น รักครอบครัว

และปรางก็เป็นคนจริงจังกับเรื่องการคบกันนะ ถ้ายังไม่เจอที่ใช่ เราก็มีความสุขด้วยตัวเองไปได้ ปรางเองก็มีความสุขในการใช้ชีวิตของตัวเองอยู่แล้ว คือไม่ได้ปิดกั้นเรื่องความรักนะคะ แต่ถ้ามีเข้ามาก็อยากให้เป็นคนที่ใช่

แต่ถ้าเข้ามาตอนนี้คงไม่ไหวค่ะ เพราะนี่ก็ยุ่งมากนะ (ยิ้มบางๆ) และเราก็เป็นคนคุยได้ทีละคนอยู่แล้ว และถ้ามั่นใจว่าคนนี้ไม่ใช่แล้ว เราก็ต้องปล่อยเขาไปเลย

เพราะฉะนั้น ใครคิดจะเข้ามาตอนนี้ อย่าเพิ่งดีกว่าค่ะ (หัวเราะเบาๆ) เข้ามาแล้วเป็นเพื่อนกันดีกว่า ปรางว่าให้โอกาสเป็นคนคนไปดีกว่าค่ะ และมันก็ชัดเจนดีด้วย



บ้านนี้ “3 สาว 3 มุม 3 สไตล์”

[พี่น้องอีก 2 คน (ยืนแถวบนสุด)]
พี่น้องปรางเป็นผู้หญิงหมดเลยค่ะ หน้าตาก็คล้ายๆ กันหมด (ยิ้ม) แต่ว่าไม่มีใครชอบวงการบันเทิง อย่างพี่สาวจะถนัดด้านธุรกิจ-การเงิน ทุกวันนี้ก็ช่วยดูแลด้านบัญชีให้เรา ส่วนน้องสาวเพิ่งเรียนจบค่ะ ยังไม่ได้เริ่มทำงาน แต่ก็ไม่น่าจะเข้าวงการแน่นอน เพราะเป็นคนไม่น่าจะมีความอดทนเท่าไหร่ (หัวเราะ) จะเป็นคนติสต์ๆ หน่อย

ก็ถือว่าเป็น 3 คน 3 สไตล์นะ (ยิ้ม) พี่สาวจะเป็นแบบหวานๆ เรียบร้อย ได้คุณแม่มาเยอะค่ะ น้องสาวปรางก็จะติสต์ๆ หน่อย มีความคิดเป็นของตัวเองค่อนข้างสูง แล้วก็ชอบใช้ชีวิตอิสระ ส่วนปรางเป็นลูกคนกลาง ก็จะอีกแบบนึงเลย เป็นคนชอบเจอผู้คน ชอบทำอะไรใหม่ๆ เป็นคนค่อนข้างเปิดค่ะ ชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่นมาตั้งแต่เด็กๆ

ตอนอยู่ด้วยกัน ตอนเด็กๆ ก็มีทะเลาะกันบ้างอยู่แล้ว เพราะอยู่ด้วยกันเยอะ แต่สุดท้ายแล้ว ปรางว่ามันคือ Unconditional Love ต่อให้โกรธกัน ผิดใจกันยังไง เราก็รักกันอยู่ดี แป๊บเดียวเราก็หายโกรธ อย่างที่คุณแม่พูดไว้มันก็คงถูกจริงๆ แหละค่ะ คือมันไม่มีความรักไหน ที่เหมือนความรักนี้อีกแล้ว



เก่งได้ สวยด้วย อาศัย “ความพยายาม”

ปรางเป็นคนชอบทำกิจกรรมมากตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้วค่ะ ทั้งรำไทย, เป็นเชียร์ลีดเดอร์, ดรัมเมเยอร์, เล่นดนตรี, วงประสานเสียง, เล่นไวโอลิน ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องตั้งใจเรียนมากด้วย เพราะค่าเทอมแพงมาก (เน้นเสียง)

เนื่องจากเรียนโรงเรียนเป็นแบบ Bilingual ปีนึงประมาณ 60,000 บาท ซึ่งคุณแม่ก็พูดเสมอว่าผ่อนค่าเทอมเหนื่อยมาก เราฟังแล้วเราก็รู้สึกว่าเราต้องตั้งใจเรียน แต่พอเสร็จจากเรียน เราก็อยากทำกิจกรรมอะไรที่เราชอบ

เราก็พยายามไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เสียตังค์ฟรี ก็เลยพยายามทำเกรดให้มันดีๆ คุณพ่อคุณแม่จะได้รู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับการส่งเราเรียนแพงๆ เพราะจริงๆ แล้วที่บ้านก็ไม่ได้ฐานะดีมาก แต่ก็พยายามส่งเราเรียนดีๆ แพงๆ ก็เลยพยายามมากค่ะ เพราะคุณแม่บอกว่านั่นคือส่งได้สุดๆ แล้ว ถ้ามากไปกว่านี้ไม่ไหวแล้ว

แต่ตัวปรางเองชอบภาษาอังกฤษมาก อยากเรียนนานาชาติซึ่งแพงมาก จะชิงทุนไปเมืองนอก คุณแม่ก็ไม่ยอมให้ไป อยากให้อยู่ไทย เราก็เลยนั่งหาทุน แล้วก็ไปเจอทุนที่เขาเปิดรับของโรงเรียนนานาชาติ เลยลองไปสอบดู แล้วก็ได้ เลยได้เป็นนักเรียนนานาชาติตอนมัธยมไปซะอย่างงั้นเลย



เวลามีคนมาถามเทคนิคเรื่องเรียนกับปราง ปรางก็จะบอกว่าให้ตั้งใจเรียนในห้องค่ะ แล้วมันก็จะจบเลย หมายถึงว่าถ้าเราเข้าใจตั้งแต่ตอนที่เรานั่งเรียน ก็คือจบ

อีกเหตุผลนึงที่ทำให้ขยันเรียน ก็เพราะเรานึกสงสารพ่อแม่ค่ะ เพราะค่าเทอมแพงมาก ก็เลยทำให้เราฮึดสู้ ตั้งใจเรียนขึ้นมา ตรงนั้นก็ได้ 70 เปอร์เซ็นต์แล้ว อีก 30 เปอร์เซ็นต์ก็คือ เราตั้งใจเองในห้อง มันทำให้หลังเลิกเรียนได้มีเวลาไปทำกิจกรรมนู่นนี่ที่เรารัก ไม่ต้องมานั่งท่องหนังสืออีก

(สำหรับแฟนๆ ที่ตามปรางอยู่ แล้วมองเราเป็นไอดอล) ถ้าเป็นเด็กๆ ก็คงอยากให้มองเรื่องการเรียน ขอให้เข้าใจตัวเองให้มาก รู้ว่าตัวเองรักและชอบอะไร แล้วก็ไปให้สุดๆ ในทางนั้น ถ้าหน้าที่ของเขาในตอนนี้คือการเรียน ก็ขอให้เต็มที่กับมัน

ส่วนถ้าคนที่โตๆ มาหน่อย ก็น่าจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิต การ balance การคิดบวก ทำงานยังไงให้ตัวเองมีความสุขในสังคมปัจจุบัน ปรางมองว่าทุกอาชีพการงานก็ต้องมีอุปสรรคของตัวเองเสมอ ปรางก็มีเพื่อนที่ไม่ใช่นักแสดง เพราะฉะนั้น มันเป็นธรรมดาแหละค่ะที่ต้องมีปัญหาในทุกสายอาชีพ ก็อย่าไปคิดว่าชีวิตมันยาก เราอยู่ยังไงให้มีความสุขดีกว่า



ความฝันบนบันไดเสียง

อย่างที่หลายๆ คนรู้ค่ะว่า ปรางชอบร้องเพลงมาก ถ้าเป็นไปได้ก็อยากมีโอกาสได้ร้องเพลงค่ะ อาจจะไม่ต้องถึงกับว่าวันนึงต้องเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่ก็อยากจะมีโอกาสได้ทำงานเกี่ยวกับการร้องเพลง หรืออาจจะเป็นซิงเกิลเดียวที่เราได้ออก

มันถือเป็นอีกหนึ่งความฝันของเราด้วยค่ะ เพราะปรางชอบร้องเพลงมากเลยนะ แล้วก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงตามงานอีเวนต์ ก็เลยคิดว่าถ้าวันนึงเราได้หันมาทำงานเกี่ยวกับด้านนี้ก็คงมีความสุขดี




ผู้ปั้น “แม่หญิงจันทร์วาด” ในชีวิตจริง

คุณแม่ปรางดุมากค่ะ จะเลี้ยงเรามาแบบเรียบร้อยมาก เลี้ยงแบบไทยมาก (เน้นเสียง) ระเบียบจัด มารยาทต้องงาม เรื่องที่คุณแม่จะปลูกฝังตลอดก็คือเรื่อง “เวลา” ค่ะ

เชื่อไหมว่าตั้งแต่เด็กจนโต เราไม่เคยไปโรงเรียนสายเลย ไม่มีสักครั้งเดียวเลย ไปทันเข้าแถวเคารพธงชาติทุกวัน เพราะคุณแม่สอนเสมอ เราเลยโตมาได้ใช้จนถึงชีวิตปัจจุบัน ทำให้เราตรงต่อเวลาอยู่เสมอ ซึ่งมันก็ดีนะคะ เพราะการทำงานในวงการนี้ ก็ต้องอาศัยเรื่องนี้ด้วย เรื่องความมีวินัยในการทำงาน

และมันก็เป็นเรื่องที่ติดตัวเราไปจริงๆ นะคะ มันไม่ได้มาจากแค่คำสอน แต่เหมือนเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ต้องยกความดีความชอบให้คุณแม่เลยเรื่องนี้


ส่วนคุณพ่อน่าจะปลูกฝังเราเรื่อง “การใช้เงิน” การประหยัดมัธยัสถ์ เพราะเขาทำงานหนักมาก ได้เงินมาก็เก็บหอมรอมริบสุดๆ แล้วก็สอนให้เราทำตัวให้ถ่อมตนมากที่สุด บอกให้ใช้ชีวิตธรรมดาให้ได้มากที่สุด ให้เดินทางสายกลาง แล้วจะมีความสุข



[เด็กหญิงปราง แววน่ารักปรากฏตั้งแต่เด็ก]
ตอนเด็กๆ คุณแม่จะห่วงปรางที่สุด ก็เลยเลี้ยงเราเหมือน “ไข่ในหิน” เลยค่ะ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังไม่ปล่อยเลย ยังไปรับ-ส่งอยู่เลย เพราะเห็นเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบทำนู่นนี่นั่น แม่ก็เลยคิดว่าเป็นห่วงคนนี้สุด เพราะกลัวเราเสียคน กลัวเราใจแตก แต่ความจริงแล้วเรานี่เรียบร้อยสุดเลยนะ ก็บอกแม่ว่านี่เรียนเก่งสุดเลยนะ (หัวเราะ)

แต่ตอนหลังๆ คุณแม่ปล่อยแล้วค่ะ ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยแล้ว พี่ๆ ที่กองยังชอบถามเลยว่า คุณแม่ไม่มาด้วยแล้วเหรอ แต่เหมือนปรางว่าเขาก็เลี้ยงปรางมาดี จนเขามั่นใจในระดับนึงว่า เราโตแล้วนะ เราน่าจะคิดได้แล้ว เพราะเขาก็ปลูกฝังความคิดหลายๆ อย่างให้เราแล้ว

จริงๆ ปรางก็ไม่ได้คิดเลยค่ะว่า วันนี้คุณแม่จะปล่อยเราแล้วนะ คิดว่าคงเป็นแบบนี้ไปตลอด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร เพราะเราก็แฮปปี้ แม่เรายังวัยรุ่นอยู่ อยู่ด้วยกันเหมือนเป็นเพื่อนกัน แต่ปรางก็แฮปปี้นะที่คุณแม่ไว้ใจให้ปรางได้ลองใช้ชีวิตเอง และปรางก็ยังนึกถึงคุณแม่อยู่เสมอค่ะ

และกลายเป็นว่าทุกวันนี้เขาได้พักผ่อน เขาได้ไปทำอะไรในสิ่งที่เขารัก ได้ไปเที่ยว ได้มีเวลาให้ตัวเอง จากแต่ก่อนที่ไม่เคยมีเวลาเป็นของตัวเองเลย



คู่จิ้น-คู่กัด

พี่ปั้นจั่น (ปรมะ อิ่มอโนทัย) เป็นพี่ชายที่น่ารักมากจริงๆ ก็ดีใจที่มีคนจิ้นเราได้ เพราะปรางกับพี่ปั้นก็ทะเลาะกันตลอดเวลา ออกรายการก็ไม่เคยมีโมเมนต์หวานๆ อยู่แล้ว แต่ว่าคนก็จิ้น ก็ดีใจค่ะ

เขาจะเป็นคนที่พยายามหาอะไรมาแกล้งอยู่ตลอดเวลา อย่างเรื่อง “เท้าเรา” เขาก็ชอบเอามาล้อ-เอามาแซว เพราะคิดว่าจุดนี้แหละ น่าจะเป็นจุดด้อยที่สุดในชีวิตปรางแล้ว เพราะเราเป็นคนเท้าไม่สวยไงคะ (ยิ้ม) เราเป็นคนเท้าใหญ่ ไม่เรียงสวยงามเหมือนผู้หญิง แล้วพี่ปั้นเขาเป็นคนชอบผู้หญิงมือเท้าสวย

เพราะฉะนั้น สิ่งแรกเลยที่พี่ปั้นเจอเรา เขาจะขอดูมือ ขอดูเท้า ขอดูเล็บ เป็นคนชอบผู้หญิงทำเล็บสวยอยู่ตลอดเวลา เขาก็เลยแซวเรา แล้วก็คิดว่าเป็นเรื่องที่แซวเราได้อยู่เรื่องเดียวนั่นแหละ ไม่ว่าจะละครกี่เรื่อง ก็จะทะเลาะกันในรายการเรื่องนี้อยู่เรื่องเดียว (หัวเราะ)

ล่าสุด ก็เพิ่งปิดกล้องเรื่อง “นักสู้เทวดา” ไปค่ะ เล่นกับพี่ปั้นจั่นเหมือนเดิม (ยิ้ม) ก็อยากฝากให้ติดตามด้วยนะคะ สำหรับคนที่ยังคิดถึง ปรางกับพี่ปั้นที่คู่กันในเรื่องบุพเพฯ ก็อยากให้ติดตามนักสู้เทวดาดูนะคะ

ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ใช่แนวพีเรียด เป็นแนวปัจจุบัน แต่ก็คิดว่าคนน่าจะชอบ เปลี่ยนแนวไปเลยเป็นบู๊ๆ ในเรื่องก็จะออกแนวถกเถียง กวนประสาทกัน น่าจะเป็นแนวที่ทุกคนชอบ



“ออเจ้าฟีเวอร์” เทียบชั้น “ซีรีส์เกาหลี”

[ละครสุดปัง “บุพเพสันนิวาส” ส่งให้เกิด(ซ้ำ)ยกแผง]
อย่างที่ทุกคนรู้ค่ะว่า มันฟีเวอร์จริงๆ ทั้งในส่วนของละคร, ประวัติศาสตร์ไทย, การแต่งชุดไทย ฯลฯ มันฟีเวอร์ไปหมด ไปไหนมาไหนก็มีคนพูดจาไพเราะกันมากขึ้น ไปไหนมาไหนก็จะมีคำว่า “ออเจ้า” “เจ้าค่ะ” ก็เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ แล้วก็เป็นอะไรที่ทำให้เรายิ้มตลอด เวลาเจอใครมาทัก หรือมาพูดภาษาโบราณใส่ แล้วก็ดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นคนไทยใส่ชุดไทยแบบเต็มที่สุดๆ ด้วยค่ะ

แต่ถ้าถามว่า กระแสตรงนี้จะอยู่ไปได้นานแค่ไหน แน่นอนว่าไม่มีใครตอบได้ แต่มันคือสิ่งที่เราหวังไว้ว่าอยากให้อยู่ตลอดไป คือไม่ใช่ในแง่ของความดังของเรานะคะ แต่อยากให้คนจดจำในแง่ของวัฒนธรรม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ เลย

ปรางดีใจนะคะ เพราะหลังจากมีเรื่องนี้แล้ว ก็มีคนหลายคนมากที่เดินมาพูดกับเรา แล้วบอกว่า “นี่รู้ไหม ปกติไม่ดูละครไทยนะ” แล้วเขาก็บอกว่าเขาติดมาก ทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น หรือแม้แต่เพื่อนๆ เราเองที่ไม่ดูละครไทยเลย เคยดูแต่ซีรีส์ฝรั่ง-ซีรีส์เกาหลี เขาก็บอกว่าเรื่องนี้คือเหมือนเลย ดีมาก เทียบเท่ากับซีรีส์เกาหลีได้เลย ทำให้เขาติดได้เลย

จริงๆ แล้วก็ต้องยอมรับนะคะว่า บางทีเราก็หันไปดูซีรีส์เกาหลีเหมือนกัน ปรางเองก็ดูค่ะ ก็พยายามมานั่งคิดว่า อะไรทำให้เรายังไม่ไปไกลเท่าเขา หรือว่าคนบ้านเราไม่ดูละครไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันคงเป็นเพราะหลายๆ อย่างรวมๆ กัน อย่างบางเรื่องนักแสดงดีมาก แต่คนอาจจะไม่ชอบตัวบทแบบนี้แล้ว บทมันล้าสมัยไปแล้ว คนไม่อินแล้ว ก็มีเหมือนกัน แต่เรื่องนี้มันกลมกล่อมไปหมด มันก็เลยดังขึ้นมา



ในฐานะนักแสดง เราก็หวังว่าวงการบันเทิงไทยมันจะไปได้ไกล ให้สู้ต่างชาติได้ แล้วก็อยากให้คนไทยภูมิใจในละครของบ้านเราเอง แต่เราก็เข้าใจค่ะว่ามันยังมีหลายจุดที่เรายังต้องปรับเปลี่ยน และตัวปรางเอง ทุกครั้งที่ได้รับบทอะไรมา เราก็จะเต็มที่กับมัน แต่การที่ละครเรื่องนึงจะดังได้ มันไม่ได้อยู่ที่ พระเอก-นางเอก หรือนักแสดงฝ่ายเดียวเท่านั้น มันคือองค์รวมน่ะค่ะ อย่างเรื่องนี้ก็พูดได้ว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ

ตั้งแต่ตอนที่ถ่ายทำ เราก็รู้ว่ามันยากมาก ตั้งแต่เรื่องของตัวนิยายเองเลย ต้นฉบับเขามาดีอยู่แล้ว แต่พอมาเปลี่ยนเป็นบทโทรทัศน์ มันก็จะเป็นอีกแบบนึง และการเขียนบทโทรทัศน์เรื่องนี้ก็ยากมาก ปรางถ่ายละครเรื่องนี้แล้วรู้เลยว่า บทแต่จะมาแต่ละตอนช้ามาก ซึ่งหมายความว่าอาจารย์แดงศึกษาอย่างละเอียดจริงๆ

อย่างเรื่องคำพูดคำจา อาจารย์แกเข้มงวดมาก คือถ้าเขาเขียนอะไรมา เราห้ามพูดผิดเลยแม้แต่คำเดียว หรือแม้แต่การเรียกชื่อตัวละคร อย่างตัวละครของ พี่หลุยส์ (สก๊อต) ก็จะมีทั้ง “ฟอลคอน” “คอนสแตนติน” “ก็องสตังซ์” ฯลฯ คือถ้าอาจารย์แกเขียนอะไรมา ห้ามไปเปลี่ยน ถึงจะเป็นชื่อของคนเดียวกันก็ตาม

หรืออย่างคำที่ใช้ “เจ้าค่ะ” “ค่ะ” “คุณพี่” ก็ห้ามเปลี่ยนเลย คือทุกคำที่เขาเขียน มันมีความหมายหมดว่าทำไมเขาถึงเลือกใช้คำนี้ ปรางเลยรู้สึกว่าสิ่งที่ทำให้ละครเรื่องนี้ดังได้ ก็เพราะองค์รวมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบท, ผู้กำกับอย่าง “พี่ใหม่ (ภวัต พนังคศิริ)” ที่ละเอียดมาก ถ้าไม่ใช่เขา คนอาจจะไม่อินในประวัติศาสตร์ไทยขนาดนี้ แล้วก็รวมถึง นักแสดง ทุกคนด้วยค่ะ เพราะฉะนั้น มันคือหลายๆ อย่างมารวมๆ กัน



“คู่ซี้ดารา” สองสาวนักธุรกิจ

ที่ปรางมาทำธุรกิจของตัวเอง (ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า, ขนตา และอาหารเสริม) เพราะว่ามัน enjoy ดีค่ะ มันเป็นสิ่งที่ปรางชอบอยู่แล้ว คือปรางอาจจะไม่ได้จบด้านธุรกิจมาโดยตรง แต่ปรางก็จบด้านการโรงแรม (ม.มหิดล) มา มันก็จะมีการเรียน marketing มาบ้าง ก็เลยอยากจะลองดูว่า มันจะเป็นยังไงค่ะ

แต่ทุกอย่างที่ปรางทำ มันก็เป็นสิ่งที่ปรางสนใจทั้งหมด อย่างเรื่องขนตากับเสื้อผ้า ก็เป็นสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเลือกทำแต่อะไรที่ตัวเองชอบ เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเรารักในสิ่งนั้นจริงๆ เราจะทำมันออกมาได้ดี แล้วก็อยากจะทำสิ่งดีๆ มาให้คนได้ใช้ แค่นั้นเลยค่ะ

ถามว่าเกี่ยวกับเรื่องต้องการความมั่นคงในชีวิตด้วยไหม มันก็มีส่วนนะคะ พอเราโตมา ก็มีพี่ๆ ในวงการพูดให้ฟังในเรื่องนี้ว่า ทำงานมาก็ต้องรู้จักเก็บเงิน และถ้าสามารถเอามันไปต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นในแนวทางไหนก็ตาม แต่ทั้งหมดมันก็เริ่มต้นมาจากความชอบนี่แหละค่ะ พอมันเริ่มไปได้ด้วยดี ก็ถือว่าเป็นอีกรายได้นึงที่ทำให้เรารู้สึกมั่นคงมากขึ้น



ส่วนเรื่องอาหารเสริม ที่เลือกทำกับ น้ำตาล (พิจักขณา วงศารัตนศิลป์) เพราะเรารู้จักกันมานานมากค่ะ ก่อนเรื่องคิวปิด (The Cupids บริษัทรักอุตลุด) ด้วยความที่อยู่บรอดคาซท์ฯ ด้วยกัน แต่ยังไม่มีโอกาสได้เล่นละครด้วยกันเลย จนกระทั่งคิวปิด แต่เจอกันตลอด

ไปงานกับพี่หน่อง ไปค้างต่างจังหวัดด้วยกันบ่อย แล้วก็จะคุยกันเสมอเรื่องตาลอย่างทำธุรกิจมาตลอด แต่เขาไม่อยากทำคนเดียว เราก็เลยคิดว่าถ้าเรามาทำด้วยกันมันก็คงดี เพราะเราคุยกันเข้าใจ แล้วก็ชอบในทัศนคติของกันและกันด้วยค่ะ

เรียกได้ว่าตาลเป็นเพื่อนสนิทอีกคนนึงในวงการเลยค่ะ ยิ่งได้มาทำธุรกิจด้วยกัน ยิ่งเจอกันตลอด คุยกันตลอด นิสัยที่ทำให้คลิกกันก็คือ เราจะเป็นคนตรงๆ เหมือนกันค่ะ มีอะไรเราคุยกันตรงๆ เลย ปรางว่าการทำธุรกิจด้วยกัน มันคือเรื่องที่เราต้องคุยเปิดใจ ไม่ใช่ว่ารู้สึกไม่ชอบอะไร หรือชอบอะไรแล้วไม่พูด แต่เออออแล้วก็เงียบๆ ไว้ การทำธุรกิจมันต้องมีความจริงใจให้กัน มีอะไรก็พูดกันตรงๆ นะคะถึงจะเวิร์ก

อย่างตาลไม่ชอบอะไร ตรงนี้รู้สึกไม่ถูกต้อง หรือเราควรจะมีตรงนี้เพิ่ม ตาลเขาจะพูดเลย จะคุยกันตรงนั้นแล้วก็จบ จะไม่มีการไปคุยกับลับหลัง หรือรู้สึกมีอะไรในใจ เรามีอะไร เราจะพูดกันตรงๆ เลย แล้วก็ไม่เคยพูดจากันแรงด้วย ตาลเป็นคนพูดจาดี คุยกันแล้วเข้าใจ คลิกกันมากๆ














สัมภาษณ์โดย ผู้จัดการ Live
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: จิรโชค พันทวี
ขอบคุณภาพ: อินสตาแกรม @ladiiprang, @somphong.peak, fb.com/prangkannarun


กำลังโหลดความคิดเห็น...