ดรามาสนั่น! ติวเตอร์ดังจวกสาว จบ ป.ตรีทำงานกวาดถนน ความคิดถอยหลังเข้าคลอง ยันไม่ได้ดูถูกแต่เสียดายความรู้ ฟาก “น้องอ้อม” แจง ทำตรงนี้สบายใจ หวังใช้สวัสดิการรักษาแม่หลังเกษียณ ด้านหัวหน้างานกวาดเผย น้องอ้อมทำงานดี หากได้บรรจุ สวัสดิการแทบเท่าข้าราชการ!
ติวเตอร์ชี้ “มันคือการขาดทุนทางการศึกษา”
กลายเป็นประเด็นดรามาสนั่นโลกโซเชียลฯ ขึ้นมาทันที เมื่อโลกโซเชียลฯ แชร์เรื่องราวของ “อ้อม - สุวนันท์ เกตุเอี่ยม อายุ 23 ปี หลังจากที่เธอออกมาโพสต์ถึงเส้นทางและความภูมิใจการเลือกประกอบอาชีพ “พนักงานกวาดถนน” แม้ตนเองจะเรียนจบปริญญาตรี ใจความว่า “การเรียนจบปริญญาไม่ได้เเสดงว่าจะต้องทำงานอยู่ในห้องแอร์หรือทำงานเงินเดือนเยอะๆ ขอแค่จบมามีงานทำ ทำงานอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ ดีกว่าไม่มีงานทำและไม่มีเงินใช้” จนได้รับเสียงชื่นชมกระหึ่มโซเชียลฯ ตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้
แต่แล้ว ทางด้านเพจของติวเตอร์ “จารย์บิ๊กซ์ บิ๊กซ์คิด” หรือ ภัทรพล ขาวสะอาด ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในมุมที่แตกต่างออกไป เขากล่าวว่า วิธีคิดของหญิงสาวคนดังกล่าว เป็นความคิดที่ “ถอยหลังเข้าคลอง” และน่าเสียดายทรัพยากรต่างๆ ที่ต้องเสียไประหว่างที่เธอต้องเรียนให้จบปริญญาตรี ทั้งๆ ที่อาชีพดังกล่าวนั้นสามารถใช้วุฒิที่ต่ำกว่าสมัครได้ ตามบรรทัดต่อจากนี้
“เรียนประถมศึกษา 6 ปี เรียนมัธยมศึกษา 6 ปี เรียนมหาวิทยาลัย 4-5 ปี แล้วก็ไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาด ที่เขารับวุฒิ ป.6 ม.3 ม.6 จากนั้นก็ยืดอกรับคำชื่นชมจากอินเทอร์เน็ตว่าดีมาก อาชีพสุจริต ไม่เลือกงาน ไม่แข่งใคร พอเพียง
น้องครับ น้องถอยหลังเข้าคลองครับ น้องผลาญทรัพยากรไปอย่างต่ำ 4 ปี อย่างสูง 10 ปี น้องเข้ากระบวนการผลิตบัณฑิต แต่น้องกลับไปทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเรียนสูงขนาดนี้ ความรู้ความสามารถของน้องจากการศึกษาระดับนี้สามารถทำงานที่เหมาะสมได้มากกว่า ถ้าน้องโพสต์แก้เก้อ เพราะหางานทำไม่ได้พี่ก็เข้าใจ
แต่ถ้าน้องคิดแบบที่โพสต์จริงๆ แปลว่าระบบการศึกษาที่น้องผ่านมา มันเฮงซวยถึงผลิตแนวคิดแบบนี้ใส่หัวคนที่ควรเป็นปัญญาชน
กำลังสำคัญของประเทศ ทรัพยากรที่ว่า ได้แก่ เงิน เวลา อาหาร คำสอน กระดาษ เครื่องเขียน เชื้อเพลิง บลาๆ ซึ่งทั้งหมดนั้นมันไม่จำเป็นต้องเสียมากขนาดนี้เลยถ้าจะทำงานตรงนั้น เอางี้คิดง่ายๆ ครับ ถ้าครอบครัวต้องขายควาย ขายที่ ส่งหนูเรียน หรือหนูต้องกู้ยืมเรียน มันเสียเปล่าเลยนะ เพราะถ้าแค่นี้ก็พอใจแล้ว จบ ม.3 หนูไปสมัครงานนี้เลยลูก มันไม่ใช่ทำงานไม่ตรงสาย แต่มันคือการขาดทุนทางการศึกษา เห้อออออออออ”
เมื่อความคิดเห็นสวนทางกับคนส่วนใหญ่แบบนี้ แน่นอนว่าติวเตอร์บิ๊กซ์ ถูกกระแสโซเชียลฯ ตีกลับไปที่เขาอย่างไม่มีชิ้นดี โดยคอมเมนต์จากสังคมออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ในเมื่อเขาประกอบอาชีพสุจริต เลี้ยงดูครอบครัวได้ ก็ไม่ควรไปยุ่งเรื่องของเขา”
ก่อนที่กระแสสังคมจะรุนแรงไปมากกว่านี้ ทางรายการ “ต่างคนต่างคิด” จึงจับเข่าทั้งคู่มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ว่าตกลงแล้วทางเลือกของน้องอ้อม จะเป็นการขาดทุนทางการศึกษาตามที่ติวเตอร์ชื่อดังมองหรือไม่ ซึ่งทางฝั่งของน้องอ้อมได้เผยสาเหตุที่เลือกอาชีพนี้ เพราะอยากทำงานข้าราชการเพื่อแม่ที่เป็นพนักงานกวาดถนนของ กทม.เช่นกัน แม่ของเธอป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน ต้องมีค่าใช้จ่ายตกเดือนละเกือบแสนบาท และกำลังจะเกษียณอายุราชการในอีก 3 ปี เธอจึงลองสมัครเป็นพนักงานกวาดถนน ที่เป็นลูกจ้างของ กทม. ดู
ขณะเดียวกัน ด้านอาจารย์บิ๊กซ์ ก็ได้กล่าวว่า ไม่เคยว่าหากเป็นอาชีพสุจริต แต่กลับชื่นชมด้วยซ้ำที่ทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว แต่ก็อยากจะสะท้อนอีกมุมให้เห็นว่าการเรียนจบแล้วเลือกทำงานที่ต่ำว่าวุฒิการศึกษา ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่การทำงานในสายอาชีพที่รับพนักงานที่มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี ก็อาจทำให้เสียเวลา เสียทรัพยากรกรชีวิตที่ลงทุนไป
แง้มกระเป๋า “พนักงานกวาดถนน”
นอกจากประเด็นการทำงานต่ำกว่าวุฒิการศึกษาจะเป็นที่ถกเถียงกันแล้ว ยังมีอีกคำถามที่หลายคนยังสงสัย นั่นก็คือ อาชีพพนักงานกวาดถนนของ กทม. ที่น้องอ้อมเลือกนั้น ได้รับค่าตอบแทนเพียงพอต่อการจุนเจือครอบครัว และเพียงพอต่อชีวิตความเป็นอยู่ในยุคปัจจุบันหรือไม่
เพื่อความชัดเจนของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทีมข่าวผู้จัดการ Live จึงได้สอบถามไปยัง ปรีชา บุญเปี่ยม หัวหน้ากลุ่มงานกวาด ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะ สำนักงานเขตลาดกระบัง ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มงานที่น้องอ้อมสังกัดอยู่ มาช่วยคลายข้อสงสัยนี้
“น้องอ้อมเป็นลูกน้องผม เจอกันบ่อยครับ เรื่องการทำงานที่เห็นชัดคือน้องเป็นคนที่ตรงเวลา เข้ากับเพื่อนฝูงได้ดี ความคิดเขาก้าวหน้า บางทีผมสั่งงานอะไรลงไป เขาก็ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า ทำแบบดีไหม หัวหน้าทำแบบนี้ดีกว่าไหม
ผมก็โอเค ยังไงก็ได้ คือผมต้องการงานสำเร็จ ซึ่งผลงานที่ออกมาก็โอเคเลยครับ
ตอนที่น้องเขามาสมัคร ผมก็ถามตั้งแต่ตอนมาใหม่ๆ ว่าไม่ไปสมัครที่อื่นเหรอ เอาความรู้ที่เรียนมาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้มันก้าวหน้าไม่ดีกว่าเหรอ แต่เขาก็บอกเขาอยากทำตรงนี้ เขาก็ชอบอาชีพนี้ มุ่งมั่นมาทางนี้เลย
ตอนนี้น้องอ้อมเป็นลูกจ้างชั่วคราว เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 8,000 กว่าบาท บวกค่าครองชีพด้วย รวมแล้วก็ตกประมาณ 12,000 บาท สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิประกันสังคม ยกเว้นค่าเล่าเรียนครับ ส่วนแม่น้องอ้อมเป็นลูกจ้างประจำ ค่ารักษาพยาบาลก็คือเบิกกับ กทม. ได้เลย ที่เพิ่มเติมมาคือเบิกค่าเล่าเรียนได้ครับ สิทธิเหมือนกับข้าราชการเลย แต่ที่ต่างคือเมื่อเกษียณจะไม่มีสิทธิรักษาพยาบาล ส่วนเงินเดือน รู้สึกจะเกือบ 20,000 บาทครับ”
สำหรับหน้าที่ของพนักงานกวาดถนนนั้น หัวหน้าปรีชากล่าวว่า จะรับผิดชอบการกวาดถนนสายหลัก สายรอง และตรอกซอยต่าง ๆ ตลอดจนทำความสะอาดตู้โทรศัพท์สาธารณะ ป้ายรถประจำทาง ดูแลความสะอาดบนทางเท้าและหญ้าข้างทาง เก็บเศษขยะข้างทาง เกาะกลางถนน เพื่อให้เกิดความสวยงามและความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ส่วนช่วงเวลาทำงาน ใน 1 วัน จะทำงานประมาณ 8 ชั่วโมง โดยจะแบ่งหน้าที่กัน 2 ช่วงเวลา คือเวรช่วงแรก 05.00 - 13.00 น. และเวรช่วงที่สอง 13.00 - 21.00 น. ซึ่งจะทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ในกรณีของน้องอ้อมจะทำงานในช่วงบ่าย ส่วนผู้เป็นแม่จะอยู่ในช่วงเช้า
สุดท้าย ในฐานะหัวหน้ากลุ่มงานกวาดสำนักงานเขตลาดกระบัง ได้ฝากไปยังประชาชนทั่วไป ถึงเรื่องการขอความร่วมมือ ไม่ทิ้งขยะ ไม่ใช่แค่เพียงในพื้นที่สำนักงานเขตลาดกระบัง แต่ขอความร่วมมือคนไทยทุกคน รวมไปถึงผู้ที่ใช้รถใช้ถนน ให้ขับขี่กันอย่างระมัดระวัง เพราะบ่อยครั้งที่พนักงานกวาดถนน ถูกรถเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตก็มี
“เรื่องอนาคตของน้องอ้อม เขาไม่ได้บอกว่าจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้เขาก็อยากอยู่ตรงนี้ต่อไปเรื่อยๆ ที่เขาบอกนะ เราก็แนะนำว่าถ้ามีดีกว่านี้ก็ไป ถ้ามีงานที่อื่นที่มั่นคงและดีกว่านี้ก็ไปนะ ถ้ามันไม่ดีกว่านี้ก็อยู่ตรงนี้ก่อน ผมก็แนะนำไปแบบนั้น แล้วก็แนะนำทุกคน ซึ่งปัจจุบันน้องเขาก็ยังโอเคกับตรงนี้อยู่ครับ
แล้วผมขอฝากประชาชนว่าทิ้งขยะให้ลงถังเถอะครับ อย่าทิ้งขยะบนถนน ผมเห็นประจำคือเปิดกระจกแล้วทิ้งเลย แล้วเวลาขับรถก็ช่วยดูเจ้าหน้าที่ด้วย ขับรถกันเร็วมาก ผมกลัวเรื่องความปลอดภัย ขับมาเร็วๆ อาจจะไปเฉี่ยวชนเจ้าหน้าที่ที่กำลังกวาดถนนได้ครับ”
ขอบคุณภาพและข้อมูล : เฟซบุ๊ก “Suwanan Ketiam” และรายการ “ต่างคนต่างคิด”


