xs
xsm
sm
md
lg

“คนสองขั้ว” ไม่ใช่ “คนบ้า” เปิดใจคนไข้ไบโพลาร์-ซึมเศร้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เปิดชีวิตคนเคยป่วยทางจิตเวช “โรส-โรสแมรี่” อดีตนักร้องสาว และ “เคนโด้” ดีเจและพิธีกรฝีปากกล้า ทำความรู้จักโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ให้มากขึ้น ก่อนที่โรคเหล่านี้อาจเป็นภัยคุกคามคุณ

“ฆ่าตัวตายยากมาก แต่การใช้ชีวิตอยู่ยากกว่า”

สำหรับโรคภัยที่คุกคามชีวิตมนุษย์ ถือเป็นบททดสอบชีวิตชนิดหนึ่งที่บั่นทอนพลังชีวิตของมนุษย์ให้สั้นลง การเจ็บป่วยทางกายนั้นเราสามารถตรวจพบได้จากอาการที่แสดงออกภายนอก แต่กับอาการที่ป่วยทางใจหรือทางจิต เรามักมองข้าม โดยอาจคิดไปว่านี่คือความเครียด แต่ถ้าไม่รู้เท่าทันและไม่ได้รับการรักษาก็อาจเป็นภัยคุกคามชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จนต้องหาทางออกด้วยการไปพบจิตแพทย์ ซึ่งก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยในสังคมยังมองว่า คนที่ต้องไปพบจิตแพทย์ คือคนบ้าเท่านั้น



“โรส-โรสแมรี่ คาฮันดิง” อดีตนักร้องสาวเจ้าของเพลง “ให้ทำอย่างไร” ที่ปัจจุบันหายหน้าหายตาออกจากวงการดนตรีไปเป็นซิงเกิลมัม เธอเป็นคนหนึ่งที่เคยต้องรับการรักษาจากจิตแพทย์ นั่นก็เพราะเธอกลายเป็น “ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า”
“โรสอยู่ในวงการเกือบ 20 กว่าปีได้ พอมีคลื่นลูกใหม่เข้ามา โรสก็เริ่มไม่มีงาน เพื่อนเลยชวนไปร้องเพลงกลางคืนก็ไป ตัดสินใจไม่นาน ต่อมาโรสเจอพ่อของน้อง (ผายมือไปที่ลูกชาย) แล้วก็มีน้อง เจอกันจากการเล่นดนตรีกลางคืน เขาบอกเขาไม่พร้อม โรสก็เลย โอเค...ถือว่าความผิดไม่ใช่ของเขาคนเดียว จะไปโทษเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ ก็เลยรู้สึกว่า 50 ของเขาไม่พร้อม แล้ว 50 ของเราจะไปยังไงต่อ”

เมื่อตั้งครรภ์ โรสแมรีก็ได้ตัดสินใจออกจากวงการบันเทิง และใช้ชีวิตที่ อ.อรัญประเทศ โดยทำงานไปด้วยและเลี้ยงลูกไปด้วย ประมาณ 3 ปี ก่อนเบนเข็มกลับมาอยู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง ภายหลังจากที่คุณพ่อของอดีตนักร้องสาวเสียชีวิต เธอก็ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตตัวเองผ่านสื่อว่าตัวเองป่วยเป็น “โรคซึมเศร้า”



“ตอนไปอยู่กับคุณพ่อ คุณพ่อก็ป่วย น่าจะเป็นโรคซึมเศร้าด้วย ดูแล้วมีอาการ เขาไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมออกกำลังกาย เหมือนเขาตรอมใจ เบื่อโลก เขาไม่อยากอยู่ คุณพ่อก็ผอมลงเรื่อยๆ จนนั่งไม่ได้ ก็หามส่งโรงพยาบาลเลย คุณหมอก็บอกหัวใจตีบ เหมือนปอดอักเสบด้วย เขาผอมเลยแต่กระดูกแล้วค่ะ สุดท้ายท่านก็จากไป หลังจากนั้นโรสก็มาขายเครป ชื่อร้าน “เครปดาวเหนือ by โรสแมรี่” มาจากชื่อน้อง

พอได้ข่าวคนที่ทำสำเร็จ สำหรับโรสหมายความว่าฆ่าตัวตายสำเร็จ โรสจะรู้สึกว่าเขาทำแล้วอะ โรสรู้สึกเข้าใจ คิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้ามานานมากแล้ว ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตอนเด็กเราค่อนข้างกดดัน รู้สึกว่าโลกมันไม่น่าอยู่ อยากตายแต่ไม่กล้าตาย สำหรับโรส ฆ่าตัวตายยากมาก แต่การใช้ชีวิตอยู่ ยากกว่า หายใจก็ยังลำบากเลย มันน่ากลัว มันทรมาน”


โรสแมรีและคุณพ่อ

ช่วงหลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตไปแล้ว โรสต้องใช้ชีวิตเอง ตอนนั้นเริ่มสังเกตตัวเองว่ามีอาการโรคซึมเศร้าแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปพบแพทย์ แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ตัดสินใจเข้าปรึกษา นั่นก็คือเหตุการณ์ที่เธอรู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม

“ตอนนั้นโรสหายใจไม่ออก จะตาย(เสียงสั่นเครือ) ก็คือทำเครปอยู่ แล้วหัวใจมันเต้นตึกๆๆๆๆ แล้วมันก็หายไป สักพักมาอีก เราคิดว่าเรานอนน้อย เป็นถึงวันที่ 3 คราวนี้มือเท้ามันชา โรสก็เลยเขียนจดหมายลาไว้ 3 ฉบับ เขียนถึงลูก 1 ถึงน้องชาย 1 และถึงพี่คนหนึ่ง”

จากความคิดอยากฆ่าตัวตายของโรสแมรี่ น่าจะสะท้อนถึงความผิดปกติด้านจิตใจซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ว่าอาจเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ภายหลังจากที่พบอาการผิดปกติทางจิตใจและเริ่มแสดงออกทางร่างกาย เธอจึงได้หาข้อมูลและไปปรึกษาแพทย์ เมื่อทราบว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์

“ไบโพลาร์” อันตรายตรงที่ไม่รู้ว่าเป็น

ไม่เพียงแค่อดีตนักร้องสาวเท่านั้น ทางด้าน “เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร” ดีเจและพิธีกรฝีปากกล้า ก็เป็นคนในวงการบันเทิงอีกคนที่เคยป่วยจากอาการทางจิตและออกมาเปิดเผยตัวเองว่าเคยเป็นซึ่งได้รับการรักษาแล้ว หากแต่เขามีอาการทางจิตที่แสดงออกมาในลักษณะของ “ไบโพลาร์” หรืออารมณ์สองขั้ว

“ผมเริ่มจัดรายการวิทยุตั้งแต่ปี 42 ก็จัดรายการวิทยุเป็นวัยรุ่นก่อน แต่พอจัดไปได้สักพักหนึ่งก็เกิดดีเจรุ่นใหม่ค่อนข้างเยอะ เลยคิดว่าลองไปคลื่นลูกทุ่ง ปรากฏว่าทำได้ 3 เดือนดังเปรี้ยงเลย แต่พอมันดังมากๆ ก็มีอุปสรรคต่างๆ เข้ามา แล้วเรารู้สึกว่าไม่ค่อยมีความสุขกับตรงนั้นแล้ว ก็เปลี่ยนมาลองจัดรายการข่าวดู ในสไตล์ที่สนุกสนานแต่ข้อมูลแน่น ปรากฏว่าก็ดังมากอีก ก็รู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้ว คิดว่าประสบความสำเร็จนะครับ คือเราประเมินจากความนิยมของคนที่มีฟีดแบ็กกับเราคือค่อนข้างดีมาก”


ดีเจเคนโด้สมัยเป็นดีเจคลื่นวิทยุลูกทุ่ง

ดีเจเคนโด้เล่าต่อไปว่า ชีวิตในช่วงนั้นโลดโผนมีพลังมาก จะคิดว่าตนเองเก่ง กลายเป็นเจ้าโปรเจกต์ที่คิดอะไรใหม่ๆ ออกมาแล้วต้องทำทันที แต่อารมณ์ก็เปลี่ยนแปลงไวเช่นกัน อาการทั้งหมดนี้เรียกว่า ระยะแมเนีย ที่เขามาทราบในภายหลังจากที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นไบโพลาร์

“ตอนแรกผมไม่รู้จักโรคพวกนี้หรอก รู้แต่ว่าเราเองช่วงหนึ่งมีความอะเลิร์ตในตัวเองค่อนข้างมาก มีบุคลิกเปลี่ยนแปลงจนคนจำไม่ได้ว่าคนเดียวกันรึเปล่า เราไม่แน่ใจว่านี่คือตัวโรคหรือมันเป็นบุคลิกที่เราอยากจะทำ แต่ก็มีความสุขกับมัน ก็ใช้ชีวิตแบบโลดโผน มีพลังมาก คิดอะไรรวดเร็วตลอดเวลา โชคดีที่ตอนนั้นได้รู้จักกับจิตแพทย์คือ “คุณหมอเบิร์ท-อภิสมัย ศรีรังสรรค์” ตอนแรกคิดว่าผมเป็นโรคซึมเศร้า แต่คุณหมอบอกว่าน่าจะเป็นไบโพลาร์ เพราะว่ามี 2 ขั้วอย่างชัดเจน



คนที่เป็นไบโพลาร์ในระยะแมเนียจะคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด เวลาที่ใครมาขัด มันจะต้องชกต้องตี เห็นช้างเท่ามด อารมณ์ค่อนข้างเปลี่ยนไว เพราะว่าพลังตอนนั้นเยอะ คนต้องเห็นด้วยกับเรา แต่ถ้ามีคนไม่เห็นด้วย คนนั้นอาจจะบี้แบนไปเลย ไม่กลัวอะไร

แต่พอถึงระยะดีเพรส คือซึมเศร้าไปเลย จากคนที่เคยมีความสุขในชีวิต มันก็ไม่มี คือเป็นขั้วตรงข้าม ระหว่างโรคซึมเศร้ากับภาวะดีเพรสในไบโพลาร์ คุณหมอบอกว่าภาวะดีเพรสในไบโพลาร์อาจจะรุนแรงกว่าด้วย ซึ่งตรงนี้น่ากลัว เพราะว่าบางคนไม่รู้แล้วก็ปล่อยให้ดีเพรสนานๆ ซึ่งน่ากลัวที่มันอยู่กับเรานาน มันจะพัฒนาไปสู่การทำร้ายตัวเองสำหรับผมก็มีนะครับ คือมันเป็นโครงสร้างของโรคนะครับ บางทีก็ไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต รู้สึกไม่อยากอยู่แล้ว เคยเอาเศษถ้วยแตกมาจะเฉือนเนื้อตัวเองก็มี”

จะหายหรือไม่ สังคมมีส่วน

เส้นทางชีวิตของโรสแมรี่ และดีเจเคนโด้ เรียกได้ว่าทั้งคู่ เป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน เพราะช่วงที่ผ่านมาทั้ง 2 คนเป็นที่ยอมรับของสังคมเป็นอย่างมาก แต่อยู่มาเพราะอะไรที่ทำให้ชีวิตเขาและเธอต้องเข้าสู่สภาวะ “ผู้ป่วยจิตเวช” เพื่อหาคำตอบของเรื่องนี้ นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือ จ่าพิชิต แอดมินเพจ Drama - addict ได้อธิบายเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีอาการ “โรคซึมเศร้า” และ “ไบโพลาร์” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“อันนี้เป็นปัญหาเยอะนะ เพราะว่าสังคมไทยยังมีการตีตราจากหนังสมัยก่อนที่ไปหาจิตแพทย์ คือคนที่สังคมเข้าใจว่าเป็นบ้า จริงๆ แล้วไม่ใช่ การไปพบจิตแพทย์คือเรื่องปกติมาก ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพ เรื่องของการควบคุมอารมณ์ เรื่องโรคซึมเศร้า เรื่องจิตเวช เรื่องการติดยาเสพติดอะไรพวกนี้ จิตแพทย์ช่วยได้หมด อยากให้สังคมไทยเลิกความเชื่อผิดๆ พวกนี้ และกล้าไปพบจิตแพทย์มากขึ้น


นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือ จ่าพิชิต แอดมินเพจ Drama – addict

โรคซึมเศร้าต้องดูปัจจัยที่ทำให้มันเกิดก่อน มันเกิดจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ปัจจัยภายในก็จะเป็นสารสื่อประสาทในสมองที่ทำงานผิดปกติ ปัจจัยภายนอกก็จะเป็นพวกตัวเร้า สิ่งกระตุ้นเหตุการณ์ต่างๆ ที่สร้างความกดดันจนเกิดความตึงเครียด ซึ่งพอมันมารวมกันก็โป๊ะแตก เป็นโรคซึมเศร้าที่เกิดได้กับทุกคนไม่ว่าอาชีพไหน แวดวงอะไร ยากดีมีจน คนที่ฆ่าตัวตายเพราะเป็นโรคซึมเศร้าก็มีเยอะเหมือนกัน

ส่วนไบโพลาร์ มันจะทำให้คนที่เป็นโรคนี้มีอารมณ์สลับกัน จะมีช่วงที่ซึมเศร้าด้วย สลับกับช่วงที่มีอารมณ์ครื้นเครงผิดปกติ ช่วงที่มีอารมณ์ครื้นเครงอาจจะมีการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หุนหันพลันแล่น ควบคุมตัวเองไม่ได้ เซ็กซ์จัด ความคิดโลดแล่นไว คนที่มีโรคอย่างนี้ในสังคมค่อนข้างเยอะ แต่บางคนก็อาจะยังไม่รู้ บางครอบครัวอาจจะไม่เห็นเป็นอะไร ปล่อยไป”

ไม่เพียงแค่จ่าพิชิตเท่านั้น ทางด้านของ เครือวัลย์ เที่ยงธรรม ผอ.ศูนย์บริการผู้พิการทางจิตสายใยครอบครัว ศูนย์ที่ทำงานด้านการบำบัดผู้ป่วยจิตเวช ก็ได้ให้คำตอบว่าสาเหตุของการเกิดสุขภาวะทางจิตที่ผิดปกติ ที่นอกจากพันธุกรรมหรือสิ่งเร้าต่างๆ กระตุ้นแล้ว สังคมก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการของโรคทุเลาลงหรือปะทุขึ้นได้


เครือวัลย์ เที่ยงธรรม ผอ.ศูนย์บริการผู้พิการทางจิตสายใยครอบครัว

“ตามธรรมดา คนที่เป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึกไม่สบายใจ ร่างกายก็อาจจะไม่สบายด้วย เจ็บป่วยตรงนั้นตรงนี้ เขาอาจจะหาหมอทางกายแต่ไม่ได้หาหมอจิตเวช หรือไม่ก็มาหมอจิตเวชอีกทีตอนซึมเศร้ามากและพยายามคิดฆ่าตัวตาย ถ้าหมอที่ดูแลคนไข้แบบองค์รวม เขาก็จะไม่เพียงแต่เย็บแผลหรือล้างท้องอย่างเดียว แต่เขาจะส่งต่อมาดูเรื่องสุขภาพจิตด้วย ก็จะเฝ้าระวังด้านนี้

แต่สมมติว่าเป็นไบโพลาร์ มันเป็นความผิดปกติทางอารมณ์ซึ่งถ้าในกรณีที่เป็นแมเนีย บางครั้งเขาก็จะเพลินเพลินกับอาการแมเนียของตัวเอง แล้วก็อาจจะไม่ได้รับการรักษา แล้วก็ไม่ได้รู้ตัว นอกจากว่าเกิดความเสียหาย พอเขาเกิดความทุกข์ทางอารมณ์อย่างรุนแรงขึ้นมา เขาก็จะเสียการควบคุมต่างๆ ก็จะกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวช

แต่เมื่อผ่านกระบวนการต่างๆ การเยียวยารักษา การสนับสนุนทางจิตสังคม จิตบำบัด ก็จะกลับมาควบคุมได้อีกครั้งหนึ่ง ก็จะกลายเป็นทุกข์ทางอารมณ์ธรรมดาที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรค แต่ถ้าสังคมไม่สนับสนุน สังคมกีดกัน ไม่เข้าใจ ถูกกันออกจากสังคม มันจะพัฒนา สูญเสียการควบคุมและกลายเป็นโรคค่ะ”

มาถึงตรงนี้ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับโรสแมรีและเคนโด้น่าจะทำให้สังคมได้รู้จักและมีความเข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและไบโพลาร์มากขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว



แต่ความน่าสนใจของโรคยังไม่จบเพียงเท่านี้ ครั้งหน้าจะพาไปรู้จักกับกระบวนการรักษาโรคทั้งสอง ในรายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ” ตอน “คนสองขั้ว”

ติดตามรับชมรายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ” ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-10.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ NEWS1

สัมภาษณ์โดย : รายการ “ฅนจริง ใจไม่ท้อ”
เรียบเรียง : ผู้จัดการ Live


กำลังโหลดความคิดเห็น...