ไม่แปลกใจ ที่คนในวงการมอเตอร์สปอร์ตต่างยกย่องเขาให้เป็น “ลมหายใจของตำนานซูเปอร์คาร์เมืองไทย” คุณเปาะ กีระเกียรติ เย็นมะโนช นักแข่งตัวพ่อในวงการกีฬายานยนต์ ผู้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เจ้าของตำนาน BMW สีเขียว แห่งทีม "สังกะสี 3 มงกุฏเรซ" ปัจจุบันผันตัวมาอยู่เบื้องหลังเป็นผู้จัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบทิ่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
จากความฝัน สู่ความหลงใหล
“ชอบรถมาตั้งแต่มัธยม แต่ยุคนั้นการสื่อสารต่างๆไม่มี อาศัยดูแม็กกาซีนรถแข่งจากต่างประเทศ มาเปิดดูเล่น จินตนาการ ฝันไปตามเรื่องตามราว”
กระทั่งเขาได้ไปเรียนต่อที่อเมริกา ความฝันเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อเพื่อนชวนไปลองขับรถแข่งดู รู้สึกสนุก และเกิดความหลงใหลในที่สุด
จากนั้นพอกลับมาเมืองไทยเขาจึงเริ่มเข้าเข้าไปสัมผัสการแข่งรถอย่างจริงจัง โดยได้ซื้อรถคันแรกจากคุณมงคล เสถียรถิรกุล อดีตนักแข่งรถชั้นนำของเมืองไทย นั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนาน
คุณเปาะเล่าว่า ในอดีตนั้นประเทศไทยเริ่มต้นแข่งขันรถยนต์กันในสนามที่จัดทำขึ้นชั่วคราว โดยเริ่มต้นกันที่สนามกองบิน 2 (ทอ.) และสนามบินสะพานนาค (ทบ.) จ.ลพบุรี ก่อนที่จะมีการก่อตั้งสนาม “พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต” ขึ้นเป็นสนามแข่งรถถาวรแห่งแรกของประเทศไทย ถือเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของกีฬามอเตอร์ สปอร์ต
“ สนามแรกในชีวิตก็ที่พีระเซอร์กิต ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดสนามด้วย วันนั้นจำได้เลยคนดูไม่ต่ำกว่า 40,000 คน”
ดังนั้นในวงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทยยุค 90’s ไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาคนนี้แน่นอน
สำหรับชื่อทีม “สังกะสี 3 มงกุฏ” ที่หลายคนคิดว่า สังกะสีตรา 3 มงกุฏ คงเป็นสปอนเซอร์ในการแข่งรถนั้น ในความเป็นจริงแล้ว เป็นสปอนเซอร์หลักในชีวิตเลยเพราะเป็นธุรกิจครอบครัวนั่นเอง
ส่วน BMW สีเขียวคันแรกที่ใช้ลงแข่งนั้น เป็น BMW M3 E30 ที่เขาปลดระวาง เลิกแข่งเลยไปขอซื้อเขามา จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้ BMW จากนั้นจึงขยับมาสร้างรถแข่งด้วยตัวเองโดยใช้ BMW M1 เป็นต้นแบบ
“หลังจากได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาเรื่อยๆได้เรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น รู้จักคนที่ทำรถ BMW มากขึ้น ประจวบกับอยากจะขยับตัวเองไปแข่งในรุ่นที่ค่อนข้างจะแข่งขันกันจริงจังมากขึ้นในรุ่นของซูเปอร์คาร์ ยุคนั้นจะเป็น South East Asean Super Car โดยมีกติกาที่สุดจริงๆ คือคุณสามารถทำรถเองได้ เรียกว่า Space Frame
ในยุคนั้นการทำ Space Frame ไม่ใช่ของง่ายๆ กระทั่งยุโรปเองก็มีคนไม่ถึง 5 คน ที่ทำได้ ยุคนั้นจริงๆ คนไทยก็มีคนที่เก่งจริงๆ คือ ช่างเล็ก เออาร์ม เราได้รู้จักกัน เขายินดีทำรถให้
ก่อนที่จะเกิดรถคันนี้ได้มีการพูดคุย ปรึกษาคิดกันอย่างหนักว่าเราจะทำรถอะไรดี เพราะในยุคนั้นผมผูกพันกับบีเอ็มฯ แต่ตอนนั้นบีเอ็มฯก็ไม่มี M1 ขาย ซึ่งเป็นรถที่ดังมากๆในการแข่งขัน เป็นอะไรที่ทุกคนจินตนาการว่า ถ้ามีรถคันนี้อยู่กับเรา จะถือว่าชีวิตนี้สุดแล้ว จึงตัดสินใจทำคันนี้ขึ้นมาโดยใช้ BMW M1 เป็นต้นแบบ
การทำคันนี้ไม่ได้ง่าย ต้องไปซื้อโมเดล 1 ต่อ 24 มา เกลาขึ้นเป็นรูปทรงรถ ให้ได้ตามที่เราต้องการ เครื่องวางกลางลำ ใช้เครื่อง 1,600 ซีซี เป็นเครื่องยนต์มาจากทีมแข่งของเยอรมันคือ SCHNITZER
SCHNITZER คือทีมแข่งรถของ BMW ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ใช้เครื่องยนต์ของเขา เพราะเขาไม่ได้ขายใครง่ายๆ
สำหรับรายการ South East Asean Super Car ผมแข่งทั้งหมด 3 ปี ได้แชมป์อาเซียน 2 สมัยในปี 1990 และ 1992 จากนั้นมาถึงรายการ South East Asean Touring Car จึงใช้ BMW M3 E30 ในการแข่ง ซึ่งเป็นรถที่มาจาก SCHNITZER ทั้งคันเลย
ตั้งแต่ 1993-1996 เป็นช่วงปีที่ผมคิดว่าพีคสุดในชีวิต เพราะได้สัมผัสกับทีมระดับโลกอย่างทีม SCHNITZER เราได้เรียนรู้วิธีการทำงานในรูปแบบของทีม ความคิดของทีมนักแข่งระดับโลกเขาเป็นอย่างไร เป็นพื้นฐานให้เราให้เข้าใจรถแข่งในวันนี้ และที่สำคัญรถของเราทุกสิ่งทุกอย่างมาจากเขาหมด เราก็ส่งช่างไปเรียนรู้วิธีดูแลรถ”
คุณเปาะ อธิบายว่า การดูแลรักษารถ การเตรียมทีมสำคัญมากกว่าการมีรถอีก
“ ไม่ใช่ว่ามีรถแล้วจะแข่งๆขับๆไป แต่คุณจะทำอย่างไรให้รถดีๆอยู่กับคุณได้นานๆ คุณต้องรู้ ว่าชิ้นส่วนตรงไหนมีอายุการทำงานแค่ไหน เมื่อไหร่จะต้องเปลี่ยน”
นักแข่งเขาไม่ซิ่งบนท้องถนน
อะไรกันทำให้เขาหลงใหลประทับใจใน BMW ถึงขั้นเลือกใช้เป็นรถคู่ใจตั้งแต่เริ่มลงแข่งครั้งแรก
“เริ่มใช้มาตลอด มายุคหลังๆที่คิดว่า BMW เปลี่ยนไปเป็นพักๆแต่ก็ยังติดตามตลอด จนปัจจุบันนี้กับรุ่นใหม่ BMW M2 ก็กลับมาเป็นบีเอ็มฯที่รู้สึกว่า เราเคยสัมผัสเมื่อวานนี้เอง
รถใช้งานก็อย่างหนึ่ง รถที่มีสมรรถะสูง เป็นรถสปอร์ตก็อย่างหนึ่ง รถ M ผมว่าเป็นรถพิเศษ ที่บีเอ็มฯ เขาสร้างขึ้นมาสำหรับบนถนน เพื่อความพิเศษที่เขานำความสำเร็จในสนามมาเป็นตัวตั้ง ให้เรารู้สึกว่ารถคันนี้พิเศษจริงๆในสนามแข่ง
M คือตัวหนังสือพิเศษที่ BMW สร้างขึ้นมาโดยการนำเอาความสำเร็จในสนามแข่งมาสู่รถบ้าน เหมือนนำรถแข่งมาใช้ในชีวิตประจำวันบนท้องถนนได้
ปัจจุบันคุณเปาะผันตัวมาอยู่เบื้องหลัง โดยเป็นบอสใหญ่ของ Super Car Thailand และผู้จัดงาน Touring Car Series In Asian & Road Sport หวังส่งเสริมวงการรถแข่ง พัฒนานักแข่งให้ก้าวขึ้นระดับสากล
“เป็นความผูกพัน ถึงแม้จะไม่ได้ขับรถแข่ง แต่การได้เป็นผู้จัดก็เหมือนเป็นการส่งเสริมวงการ ส่งเสริมภาพโดยรวม พัฒนานักแข่ง ทีมแข่ง ให้ได้ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆ และได้เข้าใจในมาตรฐานสากล อันนี้สำคัญ ก่อนที่เราจะมีนักกีฬาไปต่อสู้กับเขาในต่างประเทศ เราต้องสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับนักกีฬาเราก่อนว่าเกมกีฬานี้คืออะไร เมื่อคุณก้าวออกนอกประเทศหรือสนาม คุณจะเจออะไร คุณจะต้องทำตัวอย่างไรบ้าง
มอเตอร์สปอร์ตจริงๆ เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ และเข้าใจว่าการใช้ความเร็วที่ถูกต้องเป็นอย่างไร สำหรับคนที่ชอบความเร็วขอให้มาแข่งขันในสนาม ได้มาเรียนรู้ว่าการขับรถเร็วนั้นเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำสิ่งเหล่านี้ไปปกป้องชีวิตกับตนเอง ปกป้องชีวิตคนที่เรารักบนท้องถนน
สุดท้ายนักแข่งรถในตำนานขอฝากถึงนักซิ่งบนท้องถนนว่า ควรคำนึงถึงความปลอดภัยมากกว่าความเร็ว และ “นักซิ่ง” กับ “นักแข่ง” ไม่เหมือนกัน
“เพราะผมได้ปลดปล่อยความรู้สึกนั้นในสนามแล้ว”
“บนถนนผมไม่กล้าขับเร็วหรอกครับ เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ถ้าคุณขับเร็วอยู่ดีๆมีมอเตอร์ไซค์ จักรยานมาตัดหน้าคุณ คุณก็ทำอะไรไม่ถูก แต่ในสนามแข่งไม่มีสิ่งเหล่านี้มีแค่ตัวคุณ ที่จะพลาดเอง และในสนามแข่งหากกคุณพลาดไประบบความปลอดภัยที่เขาเตรียมไว้ ถึงตัวเราได้เร็วกว่า
ก็เหมือนกับคุณเล่นกีฬา แต่เป็นกีฬาที่เสี่ยงในเรื่องความปลอดภัย เราแข่งในสนาม ใช้ความเร็วในสนาม เขาก็พร้อมดูแลคุณถ้าหากคุณเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่หากคุณเกิดเหตุบนท้องถนน ใครจะมาช่วยคุณทัน
นักแข่งทุกคนจะถือคอนเซ็ปต์นี้ทั้งนั้น คำนึงถึงความปลอดภัยมากกว่าความเร็ว อยู่บนถนนเราทำตามระเบียบ กฎหมาย แต่อยู่ในสนาม เราก็ตามระเบียบของสนามเช่นกัน คือ คุณต้องไปเร็ว คุณช้าไม่ได้ ช้านี่โดนหยามแน่”
.....จากความฝันสู่ความหลงใหลบัดนี้กลายเป็นความผูกพันและลมหายใจไปเสียแล้ว
“ตั้งแต่วันแรกที่ลงสนาม ไม่ได้คิดว่าจะต่อเนื่องยาวมาจนถึงวันนี้เลย เหมือนกับว่าเราไปทีละขั้นตอน คิดซะว่าตราบใดที่ยังมีแรงอยู่ก็คงจะไปเรื่อยๆ”
คลิกชม>> รายการพระอาทิตย์ LIVE "ตำนาน BMW สีเขียว หนึ่งเดียวของไทย"


