xs
xsm
sm
md
lg

กูรูชี้! โดดตึกกลางห้างฯ รีบย้ายร่าง “ผิดกฎหมาย” เจตนาทำลายหลักฐาน??

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


วิจารณ์สนั่น! จนท.ห้างดังเคลื่อนย้ายศพ พล.ต.อ.สล้าง ใช้ผ้าดำห่อ ไม่มีบอร์ดรองร่าง ซ้ำยังเอาขึ้นท้ายรถกระบะออกจากจุดเกิดเหตุอย่างไว โซเชียลฯ ซัด รีบช่วยหรือรีบย้ายศพ ด้านกู้ชีพเผยช่วยแบบนี้ไม่มีมาตรฐาน เสียชีวิตหรือไม่ แพทย์เท่านั้นที่ตัดสิน!

ได้หรือ?! ห่อผ้าดำ นำขึ้นท้ายกระบะ

จากกรณีที่ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อายุ 81 ปี อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ด้วยการกระโดดลงจากชั้น 7 ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านแจ้งวัฒนะ เป็นเหตุให้เสียชีวิตนั้น โดยทิ้งจดหมายสั่งเสียถึงลูกหลานไว้ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว ได้มีประเด็นดรามาตามมาทันที เพราะโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อภาพของกลุ่มเจ้าหน้าที่ หอบร่างของ พล.ต.อ.สล้าง ที่คลุมด้วยผ้าดำ นำขึ้นท้ายรถกระบะ ส่งโรงพยาบาลชลประทาน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า “ทำแบบนี้ถูกต้องแล้วหรือ?”



เฟซบุ๊ก “Tarach ProMedic” โพสต์ภาพหลังเกิดเหตุสลดดังกล่าว เป็นภาพที่เจ้าหน้าที่ของทางห้างดัง 4 คน หอบร่างของ พล.ต.อ.สล้าง ที่คลุมด้วยผ้าสีดำ ออกมานอกตัวห้าง ผู้โพสต์ระบุข้อความ “นี่คือวิธีการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตกจากที่สูงของห้างดังหรือแค่การรีบย้ายศพออกจากจุดเกิดเหตุเพื่อป้องกันลูกค้าตกใจ ไม่มีการช่วยเหลือใดๆ เลยเอาผ้าดำคลุมออกมาเรียบร้อยแบบนี้จะอ้างอย่างไรว่าคือการช่วยชีวิตรีบนำส่งโรงพยาบาล ขอไว้อาลัยพล.ต.อ.สล้าง บุญนาค”

ส่วนอีกโพสต์ที่ตามมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นภาพขณะนำร่างของอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจขึ้นท้ายรถกระบะ พร้อมข้อความ “ผมเข้าใจทุกฝ่าย เข้าใจผู้บริหารห้างดังว่าถ้ามีร่างผู้เสียชีวิตอยู่ตรงนั้นจะทำให้ผู้ใช้บริการไม่สบายใจ แต่เราก็ควรจะมีวิธีที่ดีกว่ายกร่างผู้เสียชีวิตวิ่งขึ้นรถแล้วแกล้งตะโกนว่าจะรีบนำส่งโรงพยาบาลด้วยรถกระบะนอนตากแดดผ้าดำห่อร่างไปแบบนี้ มาตรา 199 ผู้ใดลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอไว้อาลัย พล.ต.อ. สล้าง บุนนาค” ซึ่งในภายหลัง โพสต์ดังกล่าวไม่สามารถเข้าดูได้อีก



หลังจากที่ภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไปบนโลกโซเชียลฯ แล้วนั้น ก็นำมาซึ่งความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือตั้งข้อสังเกตกับวิธีการจัดการผู้ประสบเหตุของทางห้างแห่งนี้ ว่าสิ่งที่ห้างทำนั้น เป็นการทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุหรือไม่ หรือเคลื่อนย้ายเพียงเพื่อให้เหตุการณ์เข้าสู่ความสงบเท่านั้น

เพื่อความชัดเจนของเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับประเด็นการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ทีมข่าวผู้จัดการ Live ได้พูดคุยกับเพจ “Street Hero Project” เพจที่ให้ความรู้ทางการแพทย์ ที่มีผู้ติดตามเกือบ 60,000 คน โดยมีทีมแอดมินเป็นแพทย์ ทีมกู้ชีพ และวิศวกรประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งแอดมินเพจนี้กล่าวถึงภาพการช่วยเหลือที่ปรากฏออกมานั้นว่า เป็นการตัดสินว่าผู้ประสบเหตุเสียชีวิต โดยที่ไม่รอคำยืนยันจากแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีช่วยเหลือที่ไม่ได้ทำตามมาตรฐาน

“อันดับแรกคือต้องประเมินเขาก่อน ว่าเสียชีวิตหรือเปล่า ยังรู้สึกตัวและหายใจหรือเปล่า ถ้าเราพูดถึงเคสนี้เป็นตัวอย่าง 1. เราไม่รู้เลยว่าเป็นอุบัติเหตุหรือฆ่าตัวตาย คือตกมาตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าเกิดจากอะไร เพราะฉะนั้น สมมติถ้าเป็นอุบัติเหตุ ก็แสดงว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะตาย ก็ต้องประเมินก่อนว่า หลังจากตกลงมาแล้ว เขายังมีมีชีวิตอยู่รึเปล่า คำว่ามีชีวิตคือมีสติและหายใจครับ

2. ถ้าเกิดเขายังมีสติและหายใจ ต่อมาเราต้องดูพื้นที่รอบๆ ว่ามันปลอดภัยไหม ก่อนที่จะเข้าไปช่วยเหลือ เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรตกลงมาอีก พื้นที่ข้างๆ จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นอีก ก็ต้องกั้นพื้นที่ครับ แล้วก็เริ่มทำการปฐมพยาบาล อีกอย่างหนึ่งจากภาพที่เห็นคือการเคลื่อนย้าย ในรูปที่แชร์กัน มันไม่ใช่มาตรฐานครับ มันจะต้องมี spinal board เป็นแผ่นสำหรับเคลื่อนย้าย ที่เราจะเห็นพวกกู้ชีพ หรือรถพยาบาลเขามีกัน มันจะล็อกตัวผู้ป่วยไม่ใช่ขยับเขยื้อน เพราะถ้าเกิดเขายังมีชีวิตอยู่และเราไปขยับผิดท่า เขาอาจจะเป็นอัมพาตได้ กระดูกหักได้

แล้วก็มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็น จริงๆ แล้วห้างแห่งนี้มีโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดคือเวิลด์เมดิคอล ซึ่งห่างกันประมาณ 2-3 นาทีก็ถึง แต่เขาเลือกไปที่โรงพยาบาลชลประทาน แสดงว่าเขาคิดว่าเสียชีวิตแล้วไง ถ้าเห็นว่าตกลงมาแล้วเห็นว่าเสียชีวิตแน่ๆ เราต้องรีบโทร.แจ้งครับ คนที่จะบอกว่าผู้ป่วยเสียชีวิตได้ นั่นก็คือแพทย์เท่านั้น คนทั่วไปไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าคนนี้เสียแล้ว ผมเลยไม่รู้ว่าเคสนี้ใครเป็นคนตัดสินว่า พล.ต.อ.สล้าง เสียชีวิตแล้ว”

คลายข้อสงสัย ช่วยอย่างไรไม่ผิด กม.

ทีมข่าวผู้จัดการ Live ได้ถามแอดมินเพจดังต่อไปว่า หากผู้ประสบเหตุเสียชีวิตจริง ห้างสรรพสินค้าควรมีวิธีจัดการที่ถูกต้องอย่างไร โดยได้แนะนำให้ใช้วิธีเช่นเดียวของต่างประเทศ คือการนำเต็นท์มาปิดไว้ ซึ่งจะทำให้คนภายนอกไม่เห็นภาพเหตุการณ์ สามารถช่วยเหลือชีวิตได้ถูกต้องตามขั้นตอน ไม่ทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุ อีกทั้งยังไม่ผิดกฎหมายด้วย

“พูดในภาพรวม สมมติว่าเสียชีวิตแล้ว เราไม่รู้ว่าตายเพราะเหตุฆาตกรรมหรือว่าอุบัติเหตุใช่ไหมครับ มันก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายศพได้ ที่ผมแนะนำในเพจไปแล้ว คือต้องเอาเต็นท์ไปปิดร่างและกันพื้นที่ เพื่อไม่ให้คนเห็น โอเค เราเข้าใจทางห้างที่ทำแบบนี้ส่วนหนึ่ง

แต่สมมติถ้ามันเป็นเคสฆาตกรรมขึ้นมา แล้วคุณเคลื่อนย้ายปุ๊บก็เท่ากับว่าคุณไปทำลายหลักฐานทันที เรื่องการเคลื่อนย้ายศพโดยพลการ อันนี้ผมไม่มั่นใจในตัวกฎหมายครับ มันมีความผิดอยู่แต่ว่าโทษมันไม่เยอะมาก คือตอนนี้ทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เขาพยายามควบคุมมาตรฐานของการกู้ชีพ ให้มันได้มาตรฐานมากขึ้นอยู่ครับ

กรณีนี้ที่คนมองว่าทางห้างเหมือนไม่มีผู้มีความรู้ทางการแพทย์หรือเปล่า ผมว่าเขาคงมีแหละ เพราะว่าในมาตรฐานห้างสรรพสินค้า เขาต้องมีการอบรมเรื่องพวกนี้อยู่แล้วล่ะครับ แต่ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของห้าง เพราะว่าผมเชื่อว่าตอนที่ตกลงมา ทางห้างไม่รู้หรอกว่าคือใคร เขาเหมือนกับพยายามเคลียร์พื้นที่ให้เร็วที่สุด” แอดมินเพจทางการแพทย์ทิ้งท้าย

นอกจากความคิดเห็นของผู้ที่อยู่ในแวดวงกู้ชีพแล้ว ยังมีความคิดเห็นจากทางฟากฝั่งของ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ที่ได้ ว่าที่ร้อยตรี การันต์ ศรีวัฒนบูรพา หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ มาเป็นผู้ให้ข้อมูลกับทีมข่าวผู้จัดการ Live ถึงเรื่องของการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ที่ไม่ใช่เพียงแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในห้างสรรพสินค้า ยังรวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ประชาชนทั่วไปมีโอกาสเจอได้แทบทั้งสิ้น



“โดยทั่วไปแล้ว เมื่อห้างเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ซึ่งถ้าเป็นเหตุเพลิงไหม้ ผมว่าเขามืออาชีพอยู่แล้ว แต่ว่ากรณีที่มีผู้ป่วย หรือว่าเกิดเป็นลม แพ้อาหาร หรือเจ็บป่วยอื่นๆ หรือเป็นการพลัดตกหกล้ม ตกบันไดเลื่อน ทางห้างจะมีวิธีการรองรับอย่างไร ผมว่าต้องไปถามทางห้างดูครับ

ในส่วนของการจัดการเกี่ยวกับผู้ได้รับบาดเจ็บ ถ้ามองในมุมมองของการแพทย์ฉุกเฉิน คนเจ็บที่ตกลงมาจากที่สูง ก็จะมีวิธีการจัดการเช่นเดียวกับผู้บาดเจ็บที่เกิดจากอุบัติเหตุจราจรครับ ยังรวมถึงทุกเหตุการณ์ที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นในห้างอย่างเดียว แนะนำก็คือ โทร.สายด่วน 1669 และให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่จำเป็นนะครับ จะเป็นการให้โอกาสกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ในการที่จะยื้อชีวิตเขาอีกสักหน่อย ถ้าเปรียบเทียบในเคสคนหัวใจหยุดเต้น ถ้าเราฟันธงว่าเขาตายเลย โดยที่ไม่ปั๊มหัวใจ อันนั้นก็น่าเสียดายครับ”



ไม่ใช่แค่เหตุการณ์นี้เท่านั้น ยังมีหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม ยังสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุร้ายต่างๆ ยังไม่ได้นับรวมเหตุการณ์ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การถ่ายภาพผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิต และนำไปแชร์ว่อนโลกออนไลน์ จนต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกมาเตือนกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งกรณีนี้ นอกจากจะมีความผิดทางกฎหมายแล้ว ในทางจริยธรรมก็ถือว่า ไม่ให้เกียรติผู้เสียชีวิตอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่า ประเทศไทยคงต้องทบทวนเรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างจริงจังเสียที หากรู้วิธีช่วยเหลือที่ถูกต้อง แม้จะไม่ใช่แพทย์ ก็ถือว่าเป็นการช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุได้อีกทางหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน หากเข้าช่วยเหลือแบบผิดวิธี ผลลัพธ์ที่ตามมาที่อันตรายกว่าทำให้พิการ นั่นคือทำให้ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตได้ ...

ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “Tarach ProMedic” และ “Street Hero Project”


กำลังโหลดความคิดเห็น...