xs
xsm
sm
md
lg

“เพราะความจนมันน่ากลัว” เป๊กกี้ ศรีธัญญา นักสู้โชคชะตา ฮา-บ้า-จนได้ดี!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“ถ้าเราไม่ท้อแท้ สู้ในทุกๆ ทางที่เราไหว เป๊กมั่นใจว่ามนุษย์ทุกคนทำได้ค่ะ” ไม่ได้พูดเพราะโลกสวย แต่นักร้องสาวสายฮา เจ้าของฉายา “เป๊กกี้ ศรีธัญญา” บอกเล่าผ่านรอยแผลเป็นแห่งความมืดมน ในช่วงชีวิตของคนที่เคยจมดิ่งถึงหุบเหวแห่ง “ความจน” มาอย่างโชกโชน กำพร้าพ่อแม่-ไม่มีที่ซุกหัวนอน-ต้องเร่ขายเสียงร้อง-เลี้ยงปากท้องตัวเอง 

แต่ด้วย “ความฝัน” ที่ไม่เคยมอดไหม้ เธอจึงผลักตัวเองให้ขึ้นมาคว้าบัลลังก์ “ซุป'ตาร์สายฮา” ตามความฝันได้ และนี่คือหนึ่งใน “เรื่องมหัศจรรย์” ที่เจ้าของประสบการณ์ย้ำว่าสามารถเกิดขึ้นได้จริงกับทุกคน ขอแค่ต้องหาพลังของตัวเองให้เจอ แล้วใช้มันซะ!! 




 
เต็มที่กับทุกโอกาส ไม่ลืมมองหา “จุดก้าวกระโดด”


“เอาจริงๆ เป๊กไม่ได้กะไปให้ได้แชมป์เลยนะคะ แต่กะว่าจะไปทำในส่วนของการเอนเตอร์เทน เล่นให้เต็มที่ เพื่อเราจะได้ไปอัปราคาตอนออกอีเวนต์ของเราได้ (หัวเราะ) แต่คนดันชอบ”

หมุนเข็มนาฬิกา ย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่สมญานาม “เป๊กกี้ ศรีธัญญา” แจ้งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกผ่านรายการ“กิ๊กดู๋...สงครามเพลงเงินล้าน” โชว์พลังเสียงในฐานะเงาเสียงของ “หญิงลี ศรีจุมพล” จนได้ใจคณะกรรมการไปอย่างเต็มๆ แม้แต่ตัวศิลปินเองยังชมว่า ชอบเธอตรงความไม่ห่วงสวย ลีลาเด็ด เอนเตอร์เทนดีเยี่ยม ปฏิภาณไหวพริบชนะเลิศ “หญิงลีตกงานวันนี้แน่ๆ เลยค่ะ" คือคำชมที่เป๊กกี้ได้รับจากศิลปินต้นแบบในวันนั้น

แม้ว่าเสียงของเป๊กกี้จะเป็นรองคู่แข่งอีกคน แต่เธอก็สามารถขโมยสปอตไลต์กลับมาส่องที่ตัวเองได้ด้วยความแปลกแตกต่างไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะการปิดท้ายโชว์ดวลเพลง “หญิงลั้ลลา” ด้วยท่าบีบอย ยกขาสูง หัวทิ่มพื้นในชุดลูกทุ่งหญิง เล่นเอาได้ใจคนดูไปเต็มๆ

 
[ท่าบีบอยปิดท้ายดวลเพลง ส่งให้แจ้งเกิด]

และทุกความทุ่มเทที่ฝากเอาไว้ในวันนั้น ก็ทำให้หญิงสาวที่มีชื่อก่อนเข้าวงการว่า “เป๊กกี้-ดรุณี สุทธิพิทักษ์” ได้กลายเป็น “ซุป'ตาร์สายฮา” ในวันนี้ ให้ลองมองย้อนกลับไป แม้แต่ตัวเป๊กกี้เองยังแทบไม่เชื่อเลยว่า หลังจากเทปรายการที่ออนแอร์ไปเมื่อวันที่ 18 ก.พ.57 จะทำให้ชีวิตของ “ผู้หญิงโชคชะตาตกอับคนหนึ่ง”เปลี่ยนไปตลอดกาล

“เอาจริงๆ เป๊กไม่ได้กะไปเป็นเงาเสียงของใครจริงๆ จังๆ นะ คือเราไม่ได้ตั้งใจจะก๊อบปี้อยู่แล้ว และถึงทำก็ไม่ได้เหมือนด้วย (ยิ้ม) แต่จังหวะของเป๊กในวันนั้น เป๊กว่าไม่เคยมีใครทำอย่างเราหรอกค่ะ ไม่รู้รายการเขาก่อตั้งกันมากี่ปี แต่คงยังไม่มีคนเข้ามาแข่งคนไหน ที่กล้าตัดชุดไปท้าชนกับศิลปิน เป๊กกะแต่งไปให้เหมือนเลยค่ะ ตัดชุดไปเอง แต่บังเอิญหญิงลีเขาใส่อีกชุดนึงไป แล้วเป๊กก็ทำเขี้ยวด้วย จนคนคิดว่าเป๊กมีเขี้ยวจริงๆ

พอรายการออกไป บวกกับอัตลักษณ์ บุคลิกของเรา กับมุกที่เป๊กเล่นด้วย แถมเป๊กยังเต้นบีบอยได้อีก เป๊กว่าเป๊กเองก็สร้างประวัติศาสตร์ให้รายการด้วยน กลายเป็นคนจำจดเราได้ เพราะเทปนั้นคนรอดูเยอะอยู่แล้วค่ะ ไม่ได้รอดูเป๊กนะ (ยิ้ม) รอดูหญิงลี ทำให้มีงานเข้ามาเยอะมาก แล้วค่าตัวเป๊กก็ขึ้นไปอีกเท่านึงเลยค่ะ จากตอนแรกรับอยู่หลักหมื่นกว่าๆ ก็ขึ้นไปเป็น 2 หมื่น


 
[มาเยี่ยมเยือนรายการ “กิ๊กดู๋ฯ” ถ่ายรูปคู่ “หญิงลี” ต้นเสียงที่ทำให้ได้แจ้งเกิดอีกครั้ง]

จริงๆ แล้ว เรื่องการแข่งขันน่ะ เป๊กว่า แพ้-ชนะ มันไม่สำคัญหรอก ถ้าคุณมีโอกาสได้ไปเป็นคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น คุณก็โชว์ความสามารถของตัวเองให้เต็มที่ไปเลย ไม่ว่าเวทีไหน ถ้าคุณไปแล้วคุณสนุก และพลิ้วไหวไปกับมัน คนดูก็จะสนุกไปด้วย แล้วคุณก็จะอยู่ในความทรงจำของผู้ชม จะตราตรึงใจคนที่ดูคุณไปได้อีกนานแสนนาน

ดูอย่างเป๊กสิคะ จากจุดตรงนั้น จากการไปแข่งรายการกิ๊กดู๋ฯ วันนั้น มันสามารถดีดเรามาไกลได้ขนาดไหน มันก็เป็นเพราะเราอยู่ในความทรงจำของคนดู ซึ่งเป๊กก็ต้องขอบคุณคนที่ดูและเขาชอบด้วยจริงๆ ค่ะ มันมหัศจรรย์มากนะชีวิตเป๊ก ลองมองย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่แม่เป๊กเสีย จนมาถึงตรงนี้ เป๊กว่าหนทางในชีวิตเป๊ก เป็นคนนึงที่เรียกได้เลยว่า “มหัศจรรย์” มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำจริงๆ”

จากชีวิตที่เคยมืดหม่น กลับเดินถึงวันที่ท้องฟ้าสว่างสดใส จากไม่เคยรู้ว่าพ่อคือใคร ส่วนแม่ก็มาจากไปในวันที่เธอมีวัยเพียง 16 ปี ต้องปิดกิจการที่เคยมี ระเห็จออกจากบ้านเช่าติดแอร์ชั้นดี ไปขอพักพิงในเพิงพักสังกะสี ไปขออยู่กับเพื่อนที่ไม่ได้มีกินกว่ากันเท่าใดนัก อาศัยเด็ดผัก-ตกปลาริมคลองเอามาประทังยาไส้

กว่าจะได้เขยิบเข้ามาเฉียดใกล้วงการบันเทิง ก็ตอนลุงแท้ๆ ที่ดูแลกิจการวงดนตรีและเครื่องเสียง มาตามหาตัวเธอจนเจอ แล้วรับอุปการะไปอยู่ด้วยกัน ความฝันที่จะได้เป็น “นักร้อง” ตั้งแต่เมื่อครั้งที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ จึงถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้ง แต่บันไดที่จะไต่ไปสู่เส้นทางสีรุ้งก็ยังดูริบหรี่ มีแต่งานโชว์ในบาร์ โตหน่อยก็ขยับมาโชว์ในโรงแรม


กระทั่งตัดสินใจผันตัวมาเป็น “นักร้องสายเอนเตอร์เทน” เล่นมุก 5 บาท 10 บาทที่ครีเอตขึ้นมาเอง รับจ้างขายเสียงร้องเรียกเสียงฮาตามงานอีเวนต์ให้คนครื้นเครง จนถูกติดต่อให้ไปเล่นรายการ “ดันดารา” มีทั้งงานละครและภาพยนตร์เข้ามา แต่โชคชะตาก็ยังคงเล่นตลก ท้องฟ้ายังคงจงใจปกปิด ไม่ให้ผู้คนได้เห็นดาวจรัสแสงดวงใหม่ ก่อนจะเห็นใจ ปล่อยให้ดาวดวงเดียวกันนี้ เปล่งประกายเจิดจ้า แจ้งเกิดในฐานะนักร้องสายฮา พร้อมนามสกุล “ศรีธัญญา” ที่ได้ติดตัวมาจากความบ้าเกินพิกัด จนไม่มีใครกล้าลืมเธอลง

“ถ้าตั้งใจว่าจะทำแล้ว เราต้องทำให้ได้” คือจุดยืนสำคัญที่ทำให้ “สาวนักสู้ (โชคชะตา)” รายนี้ ผ่านทุกหลุมดำในชีวิตมาได้ “ถึงชีวิตเป๊กจะเศร้า แต่เราไม่เคยท้อค่ะ อาจจะมีแค่แว่บเดียวที่รู้สึก แต่เดี๋ยวก็ฮึดขึ้นมาใหม่อีก เป๊กจะพยายามกลับมามองว่าปัญหามันเกิดจากอะไร ถ้ารู้แล้วก็ไปทำ ไปแก้ไขมันซะ”



ไม่อยากจมปลัก ต้องต่อสู้กับ “ความกลัว” ในใจ

เห็นยิ้มได้ สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมฮากระจายเป็นอาชีพแบบนี้ จริงๆ แล้วเป๊กกี้เองก็มี “ความกลัว” กัดกินใจเธออยู่เหมือนกัน “มนุษย์ทุกคนมีความเศร้าแฝงอยู่ข้างใน และกัดกินเราอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว” เธอเผยอีกมิติหนึ่งของตัวเองให้ฟัง ผ่านน้ำเสียงทุ้มๆ และสีหน้าเรียบเฉย เพราะมองความรู้สึกเหล่านั้นได้ด้วยความเข้าใจแล้วในวันนี้
 



“ชีวิตเป๊กก็มีทั้ง “ความเศร้า” และ “ความกลัว” เป็นเรื่องปกติ เนื่องด้วยเราโตมา แล้วแม่เสียไปเลย มันก็ทำให้เรารู้สึกวังเวง เป๊กก็จะกลัวความวังเวง กลัวความเหงา แต่ก็ไม่ถึงกับอยู่คนเดียวไม่ได้นะ ก็อยู่ได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากจะอยู่ เรากลัวความวังเวง กลัวความเงียบ กลัวความลำบาก แล้วก็กลัวความจน”

หลายคนที่ไม่เคยอยู่ในจุดที่เรียกว่า “ยากจนข้นแค้น” จริงๆ คงไม่มีวันเข้าใจว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้กลัวมันนักหนา ถึงกับย้ำกับผู้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งว่า จุดมุ่งหมายของชีวิตคือต้องการ “หนีความจน” แต่ถ้าได้รับรู้ถึงฉากชีวิตอันทุกข์ระทมของเธอในช่วงเวลานั้นสักฉากหนึ่ง อาจจะเข้าใจตัวตนที่อ่อนไหวข้างในของเป๊กกี้มากขึ้น

เป๊กเคยเหลือเงินแค่ 5 บาท แถมเป็นเงินเพื่อนด้วย (ยิ้มบางๆ) แต่ก็อยู่แบบนั้นมาเป็นเดือนๆ ค่ะ ตอนนั้นมีเงินเท่าไหร่ก็ต้องเก็บไว้หมด ถ้ายังเหลือข้าวสารที่บ้านเพื่อนก็ต้องหุงข้าวตรงนั้นแหละกินเอา แล้วก็ตกปลา เก็บผักแถวนั้นมากิน อยู่แบบหากินไปวันๆ เพื่อให้อยู่รอด

เดิมทีเป๊กไม่ได้เกิดมาจน แล้วเป๊กต้องไปตกอยู่ในความจน เราเลยรู้สึกว่ามันโหดกับเรามาก มันไม่ไหวจริงๆ ค่ะ เป๊กเลยบอกตัวเองไว้ว่า “เราจะไม่จน” และเราจะพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อยากจะอยู่ เพราะเป๊กกลัวมาก กลัวความลำบาก กลัวไม่มีข้าวกิน กลัวต้องนอนไม่มีแอร์ (สีหน้าจริงจัง) นอนไม่มีแอร์มันลำบากมากนะ ประเทศไทยเมืองร้อน ต้องนอนไม่มีแอร์ แล้วหลังคายังเป็นสังกะสีอีก มันโหดร้ายมาก เป๊กจะไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดนั้นอีก

พอเป๊กต้องตกไปอยู่ในจุดนั้น เป๊กก็ขวนขวายมาจนมีวันนี้ เป๊กถึงอยากจะให้กำลังใจคนที่เขาหมดหวัง ไม่มีหนทาง ชีวิตท้อแท้ หดหู่ ว่าถ้าเราสู้ในทุกๆ ทางที่เราไหว ด้วยกำลังที่เรามี เป๊กว่าคนเราสู้ได้ มนุษย์ทุกคนสู้ได้ เพียงแต่คุณจะงอมืองอเท้า จะพาตัวเองออกมาจากจุดตรงนั้นหรือเปล่า

ถ้าให้พูดถึงช่วงชีวิตที่เลวร้ายที่สุดที่จำต้องเผชิญ คงหนีไม่พ้นช่วงที่เป๊กกี้ต้องเสียคุณแม่ไปอย่างกะทันหัน เหมือนดวงไฟที่เคยส่องทางชีวิตดับลงกลางครัน “ที่พึ่งเดียว” ที่เคยกอดเกี่ยวกลับหายไป เหลือไว้แค่เพียงหนึ่งชีวิตที่ถูกทิ้งให้เดียวดาย แต่สุดท้ายเธอก็สามารถดึงตัวเองออกมาจากห้วงแห่งความโศกเศร้าเหล่านั้นได้ ด้วย “ความหวัง” ที่ยังส่องแสงริบหรี่ภายในใจของเธอเอง

ความเศร้ามันกัดกินเรา กินไปจนถึงห้วงลึกของหัวใจ ไม่รู้จะทำยังไง เคว้งคว้าง วังเวง ถึงย้ายมาที่บ้านคุณลุง เป๊กก็ยังไม่ได้สนิทกับลุงนะ เพราะไม่เคยเจอกันมาก่อน ก็อยู่มาด้วยความลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ได้มีความสุขอะไรมากมาย แต่เราก็พยายามมองหาหนทางอยู่เสมอๆ ว่าเราจะทำยังไงให้เรามีหนทางที่ดีกว่านี้



อย่างเวลาเราเศร้าๆ เป๊กก็จะพยายามมองว่าจะทำยังไงให้สามารถพลิกตัวเองได้เร็ว ไม่ไปจมกับอะไรนาน เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรหรอกค่ะ ความเศร้า ความกังวลทุกอย่าง มันไม่ได้ช่วยอะไรในชีวิตมนุษย์เลย
 
เป๊กว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมความทุกข์ ทุกคนต้องเคยเจอมันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะปรับชีวิตยังไงให้หนีจากทุกข์นั้นได้ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องรีบๆ เคลียร์กับมันให้จบ แล้วก็ถอยออกมา เพื่อไปหาอย่างอื่นทำ ต้อง “คิดบวก” เยอะๆ แล้วก็ “มีความหวัง” กับสิ่งที่ทำ

อย่างเป๊กก็ฝันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากเป็นนักร้อง มันคือความฝันเดียวเลยนะที่เป๊กมี ถึงตอนนั้นมันจะริบหรี่ เป็นไปได้ยากมาก ไม่น่าเป็นไปได้เลยด้วยซ้ำ แต่มันก็มาถึงตรงนี้ได้



ทุกคนมีความฝันหมดแหละค่ะ แต่คนที่จะทำให้สำเร็จ มันมีไม่เยอะหรอกเป๊กว่า แต่ตัวเป๊กเองก็ยังไม่สำเร็จนะ เพียงแต่ว่าระหว่างทางมันก็ดีมากแล้ว ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตคนคนนึงจะมีได้ และเป๊กก็คิดเสมอในทุกๆ ครั้งว่า ชีวิตเราจะต้องดีขึ้นกว่านี้อีกเรื่อยๆ

เป๊กมั่นใจว่ามนุษย์ทุกคนสามารถทำฝันของตัวเองให้สำเร็จได้ค่ะ เพราะมนุษย์ทุกคนมีพลังอย่างมหัศจรรย์ เราเกิดมาเพื่อทำอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว แค่ต้องหามันให้เจอ แล้วก็ทำซะ

สำหรับคนที่คอยดูเป๊ก หรือติดตามเป๊กอยู่ ก็อยากให้เขามองชีวิตเราเป็นแรงผลักก็ได้ค่ะ อยากให้เห็นเราแล้วคิดถึงมุมบวกๆ อยากให้มีความสุข อยากให้ได้ข้อคิดในชีวิต อยากให้ดูเราแล้ว มีพลังเอาไปสู้กับงาน อยากให้ดูเราแล้วรู้ว่าคนที่มาจาก “รากหญ้า” ก็ทำได้ ก็สำเร็จได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าต้องเกิดในตระกูลที่สูงส่งแล้วจะสำเร็จเท่านั้น คนธรรมดาก็มีพลังพิเศษได้ อยากให้รู้สึกอย่างนั้นค่ะ”



โตไว เพราะ “เลิกเกเร” เร็ว


“ผ่อนบ้านหลังใหญ่” ราคาเกือบ 10 ล้านหมดภายในเวลา 2 ปี แถมยังซื้อ “รถเบนซ์สปอร์ต” ราคาหลายล้านด้วยเงินสดได้ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชวนให้หลายคนสงสัยว่า ทำไมนักร้องสาวร่างเล็กคนนี้ถึงได้โตไวขนาดนี้ เจ้าตัวจึงบอกเหตุผลกับผู้สัมภาษณ์ว่า เป็นเพราะเธอเลิกเกเร เลิกเที่ยว และทุ่มให้กับงานอย่างจริงจังมาตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียง
 
ส่วนเรื่องที่เคยซื้อรถหรูด้วยเงินสดนั้น เป๊กกี้เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า เธอไม่ได้อยากจะอวดรวยอะไรเลย เพียงแค่อยากเป็นแรงผลักดันให้คนที่กำลังท้อแท้ได้เห็นว่า คนที่เคยมีเงินติดตัวแค่ 5 บาทอย่างเธอ ยังสู้มาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น จงอย่ามัวแต่นั่งน้อยใจในโชคชะตาของตัวเอง อยากให้ใช้เธอเป็นแรงผลักเพื่อดันตัวเองให้ก้าวต่อไป

“เมื่อก่อนเป๊กจะเป็นสายบันเทิง สายดริงก์ สายเที่ยว แต่พอหลังจากออกรายการกิ๊กดู๋ฯ มันมีงานเข้ามาเยอะแยะเต็มไปหมด เป๊กก็เลยตัดสินใจทิ้งการเที่ยวทั้งหมด หยุดการเที่ยวลง แล้วก็มาเริ่มทำงานอย่างจริงๆ จังๆ

คนก็สงสัยว่า เอ๊ะ..ทำไมเป๊กโตเร็ว มีบ้านเร็ว มีทุกอย่างเร็ว อยู่ตัวเร็ว เพราะเป๊กทิ้งทุกอย่างเลยค่ะในเรื่องของการเกเร เป๊กโฟกัสไปที่งานจริงๆ โดยที่ไม่ทำอย่างอื่นเลย เป๊กทำแต่งานและใส่ใจในการทำงานจริงๆ อันนี้คือเรื่องจริงเลย ทุกอย่างที่ได้มา เพราะมันเกิดจากการที่เป๊กทุ่มเทแล้วก็พยายามจริงๆ

กว่าเป๊กจะมาตรงนี้ได้ เราก็ต้องอาศัยความพยายามจริงๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เก่งเลย แต่เราพยายามมากๆ ที่จะมาให้ถึงตรงนี้ให้ได้ คือในชีวิต เราไม่เคยอยากจะไปที่อื่นเลย อยากจะมาแค่ตรงจุดนี้แหละค่ะ ไม่ได้อยากจะไปเป็นนักธุรกิจ แต่อยากจะมาทำตรงนี้แหละ เพราะฉะนั้น เมื่อเราพยายามมาถึงตรงนี้แล้ว เป๊กก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาตรงนี้ไว้ให้ได้ดีที่สุดค่ะ

 
[รถคันสวยจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง]

เป๊กไม่อยากพลาด เพราะบางคนที่เดินมาถึงจุดนี้ ได้เข้าวงการบันเทิงแล้ว แต่มัวแต่ระเริงไปกับอะไรก็ไม่รู้ อยู่กับแสง-สี-เสียง กิน-เที่ยว-ใช้ตังค์ แล้วก็หมดไป หันมาอีกที โอกาสมันหายไปแล้ว ก็เสียดายค่ะ และเราไม่อยากเป็นแบบนั้น

แน่นอนว่าทุกวันนี้โฟกัสชีวิตของเธอก็คือคำว่า “งาน” เป๊กกี้ยังคงทำงานหนักด้วยใจรัก เพื่อที่จะสานฝัน “ซื้อบ้าน” อีกหลังเพิ่ม แต่ครั้งนี้เธออยากได้หลังใหญ่กว่าเดิม เพราะอยากให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่ม แม้ว่าจะไม่ค่อยได้มีชีวิตพักผ่อนอยู่บ้านก็ตามที

“ตอนนี้เป๊กมีคอนโด, มีบ้านที่กรุงเทพฯ, แล้วก็บ้านที่พัทยา ให้คุณลุงอยู่ค่ะ แต่ก็ยังอยากได้บ้านที่กรุงเทพฯ อีกหลังนะ เพราะหลังเดิมเป๊กว่ามันเล็กไปหน่อย แต่จริงๆ เป๊กก็ไม่ค่อยได้อยู่หรอก นอนบนรถตู้อยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะไม่ได้กลับบ้านเลย ทำแต่งาน

จะให้เอาเงินไปซื้อรถบ้าน มันก็เดินทางไม่สะดวกค่ะ ทำเวลาไม่ได้ จะเอาเข้าไปถ่ายรายการก็ไปไม่ได้ ไปช่อง 7 ก็ไปยาก หรือถ้าไปตึกแกรมมี่ เอารถแบบนั้นไป ไม่ต้องหาที่จอดเลย ทุกวันนี้ก็เลยนอนในรถค่ะ บ้านก็มีแม่บ้านอยู่อย่างเดียว แฟนก็ถามนะคะว่าจะซื้อบ้านเพิ่มอีกทำไม แต่มนุษย์เราก็ยังมีความอยากอยู่ค่ะ (ยิ้ม)



ถ้าดูจากจำนวนรายการที่เธอรับมาเอนเตอร์เทนอยู่ตอนนี้ คงบอกได้ว่าไม่น่าจะใช่เรื่องยากมากที่จะสานฝันบ้านหลังใหม่ให้สำเร็จ จากปีก่อนเคยจองพื้นที่เอาไว้ในรายการเล่าข่าว “สนามข่าวบันเทิง” (ช่อง 7), “คุยเเซ่บShow” (ช่องวัน), และเป็นคอมเมนเตเตอร์ในรายการประกวดร้องเพลง “ร้องได้ให้ล้าน ลูกทุ่งสู้ชีวิต”(ช่องไทยรัฐทีวี) เอาไว้ ปีนี้ก็กำลังจะมีเพิ่มเข้ามาให้เธอสร้างความฮาให้อีก 2 รายการ ทางช่อง 7 คือรายการประชันโชว์ “Golden Tambourine” และรายการโชว์ความสามารถของคนทางบ้าน “หลงเสียงเธอ” ด้วย

“แล้วก็ยังมีละครเรื่อง “พ่อมดเจ้าเสน่ห์” (ช่อง 7) กับหนังที่ยังคาๆ อยู่อีก 3 เรื่องค่ะ” สาวร่างเล็กแต่เสียงทุ้ม หันมาบอกเพิ่มเติมด้วยแววตาเปี่ยมสุข ไม่สงสัยเลยว่าอะไรทำให้ผู้หญิงคนนี้มีชื่อเสียงอยู่ในวงการได้แบบไม่มีตก เพราะเธอใส่ “ความรัก” ลงไปในทุกเรื่องที่ทำแบบนี้นี่เอง

“ถ้าอยากอยู่ในวงการได้นานๆ เป๊กว่าก็ต้องขยันทำงานค่ะ แล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไปทำงานไม่สาย ไม่เรื่องมาก ไม่เยอะ อะไรพอจะช่วยกันได้ก็ช่วยกัน บางงานเขาอาจจะเลิกเลต เราก็ยินดี บางทีดีลกันแล้วไม่ตรงตามนั้น เราก็มีอะลุ่มอล่วยกันได้บ้าง ก็ไม่เป็นไร เราทำอะไรให้เขาได้ เราก็ทำ

วงการบันเทิงอยู่ด้วยกันได้ด้วย “ความเอื้ออาทร” สุดท้าย ถ้าเรารักงาน งานก็จะรักเรา เป๊กเชื่อว่าอย่างนั้นค่ะ ทุกวันนี้เป๊กก็พยายามประคับประคองชีวิตในวงการของเราให้อยู่ได้นานที่สุด เป๊กยังทำการบ้านก่อนไปทำงานทุกครั้ง คือต้องดูก่อนว่าเราจะไปทำอะไร ที่ไหน เพราะเป๊กอยากไปแบบพร้อมๆ ค่ะ อยากให้งานออกมาดีแหละ เพื่อจะได้มีงานไปเยอะๆ ต่อยอดไปเรื่อยๆ เพราะเป๊กชอบทำงานจริงๆ


 
["ตั๊ก-ศิริพร" ผู้มอบฉายา "เป๊กกี้ ศรีธัญญา" ให้]

หรือแม้แต่รายการที่เป๊กไปแล้วไปอีก อย่างรายการกิ๊กดู๋ฯ เป๊กก็ต้องทำการบ้านทุกครั้ง แต่ถ้าสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่าการที่เราไปทุกครั้ง คนจะตื่นตาตื่นใจทุกที เป๊กจะครีเอตและคิดโชว์ให้เป็นไปตามที่เราอยากแสดง ไม่ว่าจะด้วยเรื่องชุด เรื่องมุก ทุกอย่างเลย

ที่สำคัญ เวลาเป๊กไปออกรายการอะไรก็ตาม เป๊กไม่ได้คิดจะไปแข่งกับใครหรอกค่ะ เราไม่ได้ไปทุบสถิติศิลปิน ไม่ได้ไปทุบสถิติของคู่แข่ง แต่เป๊กไปทุบสถิติของตัวเราเอง เราไปเพื่อชนะตัวเราเองคราวที่แล้วค่ะ ทุกครั้งในงานเป๊กจะเป็นแบบนี้



ชีวิตคู่ไม่พัง รักกัน “24 ชม.”

 
[สวีตปนฮากับ “ฐากูร” แฟนหนุ่มวัย 26]

“ความรักครั้งนี้ เป็นครั้งที่ดีที่สุดเลยค่ะ คบแล้วเป็น “พลังบวก” ให้แก่กัน ช่วยกันทำงาน ช่วยกันคิด ช่วยกันประคับประคอง และเขาก็ไม่ล่อกแล่ก เป๊กก็มีสมาธิทำงาน พอเราสบายใจ จะคิดจะทำงานอะไร มันก็ออกมาดีหมด”
 
คำพูดของเป๊กกี้ชวนให้นึกถึงคำพูดที่ว่า “ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ มีผู้หญิงเก่งอยู่เบื้องหลังทุกรายไป”แต่ในกรณีของคู่รักต่างวัย อายุห่างกันถึง 13 ปีคู่นี้ กลับเป็นเหมือนสมการหัวกลับ กลายเป็นว่า “ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ(คนนี้) มีผู้ชายดีๆ อยู่เบื้องหลัง” นั่นเอง ยิ่งถ้าเทียบกับความรักเมื่อ 2 ครั้งก่อนที่เหลวไม่เป็นท่าเพราะผู้ชายเจ้าชู้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้พบกับ “ฐากูร ตะเภาพงษ์” ชายหนุ่มวัย 26 ปี
 
“ชีวิตเป๊กผ่านความรักไม่ค่อยดีมานะ ความรักที่ดีเพิ่งได้ครั้งนี้แหละ ถือว่าเป็นความรักที่ดีที่สุดเลย คบกันแล้วไม่ค่อยทะเลาะกัน ถ้าจะมีก็น้อยมาก มีแต่เรื่องดีๆ ช่วยกันทำมาหากิน ไม่ค่อยพากันไปทำอะไรที่มันไม่ค่อยดี ก็ถือว่าเป็นคู่ที่ดีนะคะ ถือว่าเป๊กโชคดีที่ได้มาเจอเขา



ยิ่งเราอายุต่างกัน ถ้าเขาไม่ดี เราจะแย่เลย ถ้าเราเจอแฟนที่พาเราไปทำอะไรที่มันไม่ดี ก็อาจจะแย่ แต่นี่เวลาชวนไปทำอะไรไม่ดี ชวนไปดริงก์ เขาไม่ค่อยไป บอก “อย่าไปเลย นอนเหอะ พรุ่งนี้ทำงาน” ชวนแต่ไปทำอะไรที่ดีๆ ค่ะ ฐาเขาชวนแต่เป๊กเข้าวัดนะ (ยิ้ม) เดี๋ยวแป๊บๆ ไปทำบุญ เดี๋ยวแป๊บๆ ก็ชวนกินมังฯ อีกแล้ว อย่างช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมา เราก็กินมังฯ กันไป 3 เดือน

จริงๆ แล้ว ฐาเขากินมังฯ อยู่ก่อนแล้วค่ะ ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว แต่พอมาเจอเรา เขากลัวเราจะเหงา เขาเลยมีกินมังฯ สลับกับไม่กินบ้าง ส่วนเป๊กก็หันมากินมังฯ ไปกับเขาด้วย

เป๊กกับฐาเป็นคู่รักที่อยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงจริงๆ ค่ะ เผลอๆ รวมเวลาแล้วอาจจะมากกว่าคนที่คบกันเป็น 10 ปีด้วยซ้ำ แล้วก็เป็นแบบนี้มาได้ 5 ปีแล้ว เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่ไม่ได้ทำด้วยกันเลยค่ะ เข้าห้องน้ำยังเข้าด้วยกันเลย (ยิ้ม) แปรงฟันก็แปรงด้วยกัน ทำด้วยกันทุกสิ่งอย่าง


 
[สู่เส้นทางบันเทิงแบบ "แพ็กคู่"]

ชีวิตคู่ของเป๊กกับฐา ไม่มีวันหยุดเลย เวลาทำงานยังมีหยุดบ้าง แต่ชีวิตคู่ของเราไม่เคยมีวันหยุดเลย เป๊กไปทำเล็บ ไปสปา ฐายังไปเลยค่ะ บางทียังทำสปาเท้าไปด้วยเลย เพื่อจะได้นั่งเมาท์ด้วยกันได้ เขาไปด้วยทุกที่แหละเลย แต่เราก็คงต้องดูต่อไป วัดระยะทางกันอยู่ ว่าเราจะมีเบื่อกันบ้างหรือยัง”

ไม่ใช่แค่ไลฟ์สไตล์ที่ต้องจูนให้ตรงกัน และเรื่องการทำงาน ทั้งคู่ก็เลือกที่จะไปแบบ “แพ็กคู่” คือทุกที่ที่มี “เป๊กกี้” ต้องมี “ฐากูร” ซึ่งฝ่ายชายไม่ได้แค่คอยติดตามในฐานะ “คนรู้ใจ” เท่านั้น แต่ยังควบคำแหน่ง “ผู้จัดการส่วนตัว” ดูแลคิวงานทุกอย่างให้เสร็จสรรพอีกด้วย แม้แต่ตอนที่ผู้สัมภาษณ์นั่งคุยกับเป๊กกี้ ก็มีฐากูรคอยวนเวียนดูแล เข้ามาถามไถ่แสดงความห่วงใยอยู่ไม่ห่าง

“เราไปทำงาน คู่ชีวิตก็ต้องไปกับเรา (ยิ้ม) จริงๆ นะ เขาจะไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่าถ้าไปทำอย่างอื่น เราก็จะไม่ได้เจอกัน เพราะเป๊กงานยุ่ง เพราะฉะนั้น จงหยุดงานที่ทำอยู่ แล้วมาเป็นผู้จัดการให้เรา

ทุกวันนี้ ฐาก็หยุดงานที่บ้านของเขามาดูแลเราได้ 5 ปีแล้วค่ะ จริงๆ ที่บ้านเขามีธุรกิจของเขาเองอยู่แล้ว ทำเกี่ยวกับออกแบบตกแต่งและรับเหมาก่อสร้าง แต่เราก็ต้องให้เขาหยุดตรงนั้นไว้ก่อน แล้วมาอยู่กับเราตรงนี้



เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ เราจะไม่ได้เจอกัน และสุดท้าย คนที่ไม่ได้เจอกันก็ต้องเลิกกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นแฟนก็ต้องไปด้วยกัน มาทำงานด้วยกัน ไม่งั้นไม่โอเค ต้องเลิกกันแน่ เพราะชีวิตเป๊ก ยังไงเสียก็ต้องเลือกงาน ไม่ว่าจะวันสำคัญหรืออะไรก็ตาม สุดท้าย เขาจะไม่ได้อะไรที่สำคัญไปจากเราเลย

เขาต้องมาอยู่ในจุดที่สำคัญ พอๆ กับงานของเป๊ก คือหน้าที่ “ผู้จัดการ” ซึ่งสำคัญ และต้องไปด้วยกันกับเราเพราะตัวเขาก็สำคัญ งานเป๊กก็สำคัญ แล้วพอสิ่งสำคัญทั้ง 2 อย่างมาบวกเข้าด้วยกัน ทั้งงานเราและเขา ทุกอย่างมันก็ลงตัว แค่นี้ก็จบ นี่คือสิ่งที่เราคิดมาแล้ว

ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าบอกเล่าแผนชีวิตด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ทั้งยังยอมรับว่าตัวเองเป็น “เพอร์เฟ็กชันนิสต์” รักความเพอร์เฟ็กต์ ทุกอย่างต้องเป๊ะตามที่ได้วางแผนไว้ แม้แต่อนาคตการทำงานของชีวิตคู่อีก 5-7 ปีข้างหน้า เธอยังวางโครงเอาไว้เรียบร้อยแล้วเหมือนกัน



มีวางแผนในอนาคตไว้คร่าวๆ แล้วค่ะว่า อาจจะเปิดโปรดักชันของตัวเอง อยากผลิตรายการหรือผลิตละครด้วยกัน ฐาเขาก็ไม่ได้จบด้านนี้มาหรอกค่ะ เขาจบวิศวะไม้มา แต่น่าจะทำได้ เพราะเราก็ไปถ่ายรายการกันทุกวัน แล้วก็มีพี่ๆ ทำกันตรงนี้อยู่หลายคน

แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสนะคะ ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่เราคิดไว้ เคยมีบางกรณีเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มันจะเป็นอย่างที่เป๊กตั้งเอาไว้ เพราะเราวางแผนเอาไว้แล้ว เป๊กว่าเราทุกคนควรจะ “วางแผนให้ชีวิต” นะ ไม่ว่าจะเรื่องเงิน เรื่องแฟน เรื่องครอบครัว การซื้อบ้าน การใช้ตังค์ ฯลฯ ทุกอย่างต้องวางแผน อย่าปล่อยชีวิตสะเปะสะปะ

ชีวิตเราต้องมีแบบแผน ทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ตังค์ ทุกอย่างถ้ามีแบบแผน ทำให้มันอยู่ในแผนที่เราวางเอาไว้ ทุกอย่างไม่พัง

อย่างตอนนี้ ชีวิตเป๊กกับฐาก็มั่นคงแล้วนะ เพราะเรามีบ้าน มีรถ แล้วก็มีเงินเก็บแล้ว ที่เหลือที่จะทำต่อจากนี้คือ “กำไรของชีวิต” แล้ว หลังจากนี้คือการทำงานเอาสนุก เอากำไร ทำเพื่ออะไรก็ตามที่เราอยากจะได้แล้วค่ะ”








ลบคำครหา “กินเด็ก-เกาะผู้หญิง”

[“ฐากูร” กับ “เป๊กกี้” คือของคู่กัน]
มีคนบอกว่าเรา “กินเด็ก” เป๊กก็เฉยๆ นะ เพราะนี่เด็กกินเป๊กนะ เป๊กไม่ได้กินเด็ก (ยิ้ม) แต่เป๊กอาจจะเป็นยุคแรกๆ ที่คบแฟนที่อายุน้อยกว่าเท่านั้นเอง แต่เดี๋ยวนี้ก็มีมาเยอะแยะเลยนะ

จริงๆ แล้ว มันไม่มีบัญญัติจากที่ไหนเลยนะคะ ที่ว่าผู้หญิงห้ามมีแฟนเด็ก ก็ไม่เห็นมีนะ แต่การที่ผู้ชายสมัยก่อนมีแฟนเป็นผู้หญิงเด็กกว่า เนื่องด้วยสมัยก่อนต้องอยู่กันแบบใช้กำลังทำไร่ทำนา ผู้ชายก็เลยต้องเป็นผู้นำ ต้องดูแลและปกป้องผู้หญิง แต่ในยุคนี้ ผู้หญิงเองก็มีประสิทธิภาพที่จะสามารถปกป้องตัวเองได้ ทำมาหากิน ดูแลตัวเองได้

ก็ถือเป็นยุคที่ทั้งสองเพศถูกมองอย่างแฟร์ๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องอายุ ใครจะมีแฟนเด็กกว่าใคร ผู้หญิงจะมีแฟนเด็กกว่าผู้ชาย หรือผู้ชายจะมีแฟนเด็กกว่า เป๊กว่ามันเป็นยุคที่รับกันได้หมดแล้ว

ส่วนที่มีคำพูดว่า “เกาะผู้หญิงกิน” ก็แสดงว่าเขาไม่รู้จัก ต้องมาเห็นคุณฐากูรทำงานก่อน แล้วจะบอกเลยว่า “บุญของเป๊กกี้นะ” สบายมากเลยอ่ะ แฟนทำงานให้ดี๊ดี


ก็ถือว่าฐาเขาตรงสเปกเราทุกอย่างนะ ทั้งใจดี ใจเย็น รับฟัง เพราะเป๊กชอบคนใจเย็นอยู่แล้วค่ะ เพราะพ่อเลี้ยงเราก็เป็นแบบนี้ ถ้าเทียบกันง่ายๆ ก็คือว่า เด็กผู้หญิงก็อยากจะได้แฟนที่เหมือนพ่อ เราก็คงชอบแบบนี้แหละค่ะ ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวอะไร ยิ้มทั้งวัน (ยิ้ม)

ฐาเขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีค่ะ นั่นคือจุดบวกของเขา จุดด้อยของเขาก็คือ เขาน่าจะเป็นคนใจเย็น แต่จริงๆ มันก็คือข้อดีแหละค่ะ แค่เป๊กจะรู้สึกว่าบางทีอาจจะเย็นเกินไป ไม่ทันใจ ส่วนจุดดีของเป๊กคือ เราเป็นสายคิด แต่ข้อเสียของเราก็น่าจะเป็นเรื่องใจร้อน ตัดสินใจเร็วไป บางทีก็ทำให้พลาดง่าย แต่พอมาอยู่ด้วยกันก็กลายเป็นลงตัวพอดี









ฝันมี “เพลงฮิต” ไม่หยาบ-ไม่เหยียด-ไม่เสื่อม

ฝันของเป๊กคืออยากมี “เพลงฮิต” ค่ะ ฝันมานานแล้ว แต่ตอนนี้เราก็ยังไม่ไปถึงปลายทางตรงนั้น เหมือนอยู่ระหว่างทางที่จะไปถึง ตอนนี้ก็กำลังหาหนทางอยู่ค่ะว่า จะไปถึงตรงนั้นได้ยังไง เพราะเราเองก็ไม่มีค่าย และกำลังดูอยู่ว่าเพลงไหนจะตรงกับเรา

คือไม่ใช่เพิ่งมามองหาในช่วงนี้ด้วย แต่มองหามาตลอดทั้งชีวิต เพราะเป๊กไม่ได้อยากมีแค่ “เพลง” ออกมา แต่อยากมี “เพลงฮิต” อย่างน้อย 1 เพลงค่ะ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

ที่ผ่านมาก็เคยมีคนเอาเพลงมาเสนอเยอะเหมือนกัน แต่ว่าไม่มีที่ตรงกับที่อยากได้เลย บางทีก็ฟังแล้วไม่โดน บางทีก็ดูลามกไป เป๊กก็ไม่ชอบ เพราะเราก็ไม่ได้อยากให้เพลงเราออกไปแนวนั้น เป๊กเป็นบันเทิงสายคลีนค่ะ (ยิ้ม) ไม่ได้อยากไปแนวลามก หรือเพลงออกแนวเหยียดๆ เราก็ไม่ค่อยอยากจะได้ อยากได้แนวสนุกๆ แบบดีๆ มากกว่า

ถ้าสังเกตงานของเป๊กดู จะเห็นว่าเป๊กวางขอบเขตไว้พอสมควร ในการเล่นมุกทุกครั้ง เราจะพยายามไม่ไปเคยเหยียดคนอื่นเลย จะไม่เอาปมด้อยของคนอื่นมาทำเป็นเรื่องตลก ส่วนเรื่องงานเพลงก็เหมือนกันค่ะ ถ้าจะสนุก เป๊กอยากได้พอน่ารัก ไม่ได้อยากได้แบบลามกหรือเหยียดคนอื่น

คุณโอปอล์ (ปาณิสรา อารยะสกุล) เป็นไอดอลของเป๊กค่ะ เธอเป็นคนที่สามารถตลกได้ บันเทิงได้ สนุกได้ โดยที่ไม่ต้องเอาคนอื่นมาพูดให้เสียๆ หายๆ ไม่เอาปมด้อยคนอื่นมาล้อ โอปอล์เป็นคนนึงเลยค่ะที่เราชื่นชมในเรื่องนี้

เป๊กมองว่าเราก็สามารถตลกได้โดยที่ไม่ต้องหยาบคาย คือเราสามารถทะลึ่งได้บ้าง แต่มันก็ต้องมีลิมิตเหมือนกัน เพื่อไม่ให้ไปกระทบใจคนอื่น เพราะคนอื่นเขาก็มีจิตใจเหมือนเรานั่นแหละ อย่างเวลาเราโดนอะไรมากระทบใจเรา เรายังรู้สึกแว้บๆ เลย คนอื่นเขาก็คงเป็นแบบเรา เราก็เลยไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นค่ะ









“บ้า-เพี้ยน-ฮา” จุดขายมืออาชีพ

เป๊กน่าจะมี “ความเพี้ยน” เยอะ (ยิ้ม) คนน่าจะชอบตรงนั้นแหละ แล้วก็ “ลูกบ้า” เยอะด้วย บ้าพลังเยอะอยู่เหมือนกัน ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าเอาพลังมาจากไหน แต่เวลาเล่น มันจะมาเอง

ส่วนเรื่องมุก เป๊กก็มีคิดตลอดค่ะ ได้มาจากการอ่านหนังสือบ้าง ดูข่าวบ้าง หรือดูรายการว่าใครเล่นอะไรตรงไหนไปบ้างหรือยัง จะได้ไม่เล่นซ้ำเขา แล้วก็ดูว่ามันมีกระแสอะไรใหม่ๆ ในโซเชียลฯ มาหรือยัง

ด้วยความที่เราชอบดูรายการบันเทิงมาตั้งแต่เข้าวงการแล้วด้วย ยังเคยเข้าไปดูตลกคาเฟ่เลยค่ะ ไปดูเขาแล้วก็ครูพักลักจำมา เพื่อเอามาใช้กับการเป็น “นักร้องสายเอนเตอร์เทน”

หาข้อมูลตลอดว่ามาสายนี้ต้องเล่นยังไง ไล่ดูตั้งแต่ เจนนิเฟอร์ แบงก์, เจเน็ต เขียว ที่กำลังดังตอนนั้น ดูหลายคนมากจนเห็นว่าทุกคนมีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกัน ซึ่งเราก็มีคาแร็กเตอร์ของเรา ก็ดูเขาแล้วก็เอามาปรับใช้ ให้เป็นของเรา

[โชว์เด็ดทุกครั้ง กลายเป็น “เจ้าแม่โชว์สายฮา”]

เป๊กต้องมีวิธีเล่นของตัวเอง พอเราเล่นแล้วรู้ตัวว่าเราชอบอะไร เราก็เล่นแบบนั้น เราก็ต้องสังเกตว่า คนดูเขาอยากเสพอะไรจากเรา แล้วเราก็เอามาปรับให้มันมีสไตล์เป็นของตัวเองค่ะ

ทุกวันนี้ก็มีบางคนเรียกเป๊กว่า “ดาวตลก” แต่เป๊กว่ามันเป็นเลเวลสูงเกินไปค่ะ กลัวถ้าใช้คำว่า “ตลก” แล้วเดี๋ยวต้องมาคิดอีกว่า เราตลกพอหรือยัง (หัวเราะเบาๆ) กลัวเล่นไม่ถึง เพราะคำว่าดาวตลก ต้องใช้กับคนที่เป็นชั้นครูเลยนะ การเป็นสายตลกไม่ใช่เรื่องง่ายนะคะ เป็นสายที่ต้องใช้อัจฉริยภาพสูงในการจะทำให้คนหัวเราะ ก็เลยขอเรียกตัวเองว่าเป็น “สายเอนเตอร์เทน” ดีกว่าค่ะ 




 
[รายการ "กิ๊กดู๋ฯ" เทปที่แจ้งเกิดให้ "เป๊กกี้"]







สัมภาษณ์โดย ผู้จัดการ Live
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณภาพ: อินสตาแกรม @pexky_sretunya


กำลังโหลดความคิดเห็น...