มาไวไปไว! สาธารณสุขยกเลิกคำสั่ง “ห้ามชาร์จแบตมือถือในโรงพยาบาล” หลังโซเชียลฯ ถล่มเละ แถมงัดสูตรคำนวณมาคิดโชว์ ชาร์จแบต100 เครื่อง/วัน ค่าไฟยังไม่ถึง 5 บาท หมอ/พยาบาล หายใจคล่อง ไม่ต้องพกแบตสำรองไปทำงานแล้ว!!
หมอ/พยาบาล ค้านสนั่น!!
กลายเป็นประเด็นดรามา ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในวงการแพทย์ขณะนี้ หลังจากที่ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ออกหนังสือ เรื่อง มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ที่มีใจความสำคัญในเรื่องของการไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้ทรัพยากรของสถานที่ทำงานไปในประโยชน์ส่วนตน แต่สิ่งที่กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก นั่นก็เพราะหนึ่งในระเบียบที่ออกมา มีการระบุไว้ว่า “ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์จไฟในสถานที่ราชการ”?!
ทันทีที่ระเบียบดังกล่าว เผยแพร่ออกสู่โลกโซเชียลฯ ก็ถูกกระแสด้านลบตีกลับอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในวงการแพทย์ อย่างมากที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ระเบียบที่ออกมานั้น “หยุมหยิม” เกินไป และไม่เอื้อต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่
เพจเฟซบุ๊ก “Drama-addict” ที่แอดมินอย่าง “จ่าพิชิต ขจัดพาลชน” เคยเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ไว้ว่า ปัจจุบันหมอและพยาบาลต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการทำงานเยอะมาก ทั้งการใช้บันทึกข้อมูลผู้ป่วย การส่งภาพ รวมถึงใช้ในการขอคำปรึกษาจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญกว่า การชาร์จแบตโทรศัพท์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
นอกจากนี้จ่าพิชิต ยังเสริมประเด็นนี้ไว้แบบเจ็บแสบว่า เพื่อความเสมอภาคกัน หากห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ทรัพยาการของรัฐ ก็ควรห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่เอาของส่วนตัวมาช่วยงานรัฐด้วย
“จริงๆ ถ้าจะห้ามชาร์จมือถือ ห้ามใช้ทรัพยากรหลวงในการปฏิบัติหน้าที่ก็ได้นะ แต่เพื่อความแฟร์ ถ้าทำแบบนั้น ก็ให้เจ้าหน้าที่ทุกคน ห้ามเอาทรัพย์สิน ทรัพยากรส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้นมาช่วยงานรัฐเด็ดขาด จากนี้ไปไม่ว่าจะทำอะไรให้หน่วยงานรัฐด้านสาธารณสุขเงินไม่มา งานไม่ไป ไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำมันขี่รถไปเยี่ยมชาวบ้าน ก็ไม่ต้องไป
ไม่มีเงินจ่ายค่าเอกสาร ค่าพิมพ์งานเกี่ยวกับตัวชี้วัดเป็นตั้งๆ ก็ไม่ต้องเอาตัวชี้วัด ไม่มีเงินจ่ายค่าพ่นยาไล่ยุงให้ชาวบ้าน ก็ไม่ต้องควักเงินส่วนตัวซื้อไปพ่น ให้ยุงแม่งกัดชาวบ้านไป ไม่มีคอมพ์มาใช้คีย์ข้อมูลการรักษาคนไข้ส่ง ก็ไม่ต้องควักเงินซื้อคอมพ์ฯ มาให้ รพ.ใช้ ให้ค้างอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วก็ถ้าเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายไม่จ่าย งานก็ไม่ต้องทำ เอามะ แบบนั้น แฟร์-ๆ”
สอดคล้องกับ เพจเฟซบุ๊ก “Nurseup Thailand” แฟนเพจที่คอยให้ความรู้เกี่ยวกับงานพยาบาล ก็ได้แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลในการสื่อสาร นับว่าเป็นประโยชน์มหาศาลในวงการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุข ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในการทำงานถือว่าเป็นประโยชน์มากกว่ามูลค่าความเสียหายหรือผลเสียที่พยายามจะชี้ให้เห็น ซึ่งผู้บริหารควรสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มากกว่าที่จะห้ามใช้ด้วยซ้ำ”
ดรามาไม่จบแค่นั้น เมื่อมีการกล่าวถึงประเด็นดรามาของกระทรวงสาธารณสุขบนโลกโซเชียลฯ ครั้งใด หลายคนยังได้มีการติดแฮชแท็ก #สอธอStyle เพื่อให้ล้อกับแฮชแท็ก #สอดอStyle ของ “เส้นด้าย” บล็อกเกอร์ชื่อดัง ที่เคยเกิดกรณีดรามาไปเมื่อไม่นานมานี้อีกด้วย
ไม่เพียงแค่บุคลากรในวงการแพทย์เท่านั้น ที่ตื่นตัวหลังจากมีการประกาศคำสั่งนี้ออกมา บุคคลในแวดวงอื่นๆ ด้วย ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎระเบียบที่ยากต่อการปฏิบัติตามนี้ ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอีกเพียบ
“อ๋อง - คมพิสิฐ ประสาท” วิศวกรไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ฟิสิกส์แม่งเถื่อน” จัดทำคลิปวิดีโอคำนวณค่าไฟ พบว่า การชาร์จแบตเตอรีมือถือในโรงพยาบาล พบว่า หากใช้หน่วยค่าไฟ 0.0076 หน่วย ค่าไฟหน่วยละ 5 บาท จะเท่ากับ 0.038 บาท/เครี่อง ดังนั้น หากมีคนชาร์จแบตเตอรี่ 100 คน เท่ากับ 3.80 บาท/วัน และหากคิดเป็น 1 ปี ก็จะเท่ากับปีละ 1,387 บาทเท่านั้น คลิปวิดีโอดังกล่าว มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 2.5 ล้านครั้ง
ในตอนท้ายของคลิป แอดมินอ๋องยังกล่าวแสดงความเห็นแกมประชดประชันไว้อีกว่า “ชาร์จมือถือเพื่อติดต่อสื่อสาร ถามอาจารย์ เคสนี้เอายังไง รักษายังไง รักษาไม่ไหวตามเพื่อนมา ตามเพื่อน ตามหมอ บ้านก็ไม่ได้กลับ ให้ชาร์จแบตที่ไหน ซื้อพาวเวอร์แบงก์สิบตัวหรือไง ให้พกแบตเตอรีพาวเวอร์แบงก์มาหรือไง มาทำงานแบบนี้ไหวเหรอ ไม่ไหว ถ้าเอาหม้อชาบูมาต้มในวอร์ดอันนั้นไม่เหมาะสม แต่ชาร์จแบตมือถือ ให้เหอะ ขอร้อง”
เจอกระแสตีกลับ สั่งระงับแทบไม่ทัน!!
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกระแสสังคมถล่มยับ หรือคำสั่งนี้ถูกหยิบไปพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียอีกครั้ง ล่าสุด ได้มีคำสั่งจาก ปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนเดิม ยกเลิกระเบียบเจ้าปัญหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ้นสุดคำสั่งสุดดรามา ที่มีอายุเพียงแค่ 9 วันเท่านั้น!
จากกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงกระแสในโลกโซเชียลฯ วิพากษ์วิจารณ์ถึง หนังสือที่ สธ. 0201.04/ว 3784 ลงวันที่ 29 ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ระบุว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงเจตจำนงสุจริตในการบริหารราชการและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวในตำแหน่งหน้าที่อันมิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นแบบอย่างที่ดี ยืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อความเชื่อมั่น ศรัทธาแก่ประชาชน
มาตรการดังกล่าวมีทั้งหมด 6 ข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วย ข้อ 1. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำวัสดุ อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานต่างๆ ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ข้อ 2. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนตัวมาชาร์จไฟในสถานที่ราชการ ข้อ 3. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ของทางราชการ ไปใช้ในกิจธุระส่วนตัว
ข้อ 4. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐให้พนักงานขับรถยนต์ของหน่วยงาน ไปกระทำภารกิจส่วนตัว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องในหน้าที่หรือภารกิจของทางราชการ ข้อ 5. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ส่วนตัวและครอบครัวมาจอดค้างคืนในสถานที่ราชการ และข้อ 6. ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาล้างในสถานที่ราชการ
นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ เมื่อลองย้อนไปดูสาเหตุที่ทำให้คำสั่งคลอดออกมา ก็ได้รับการเปิดเผยจาก นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงสาธารณสุข ทำให้ทราบว่า ต้นเหตุนั้น มาจากการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ ครม. เรื่องของการขัดกันผลประโยชน์ และมีการมอบหมายให้ทุกส่วนราชการปฏิบัติ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ส่วนเรื่องการห้ามชาร์จโทรศัพท์ ยังต้องมีรายละเอียดแนบท้ายด้วยว่า ทำได้แค่ไหน เช่น ชาร์จได้กี่ชั่วโมง เป็นต้น คงไม่ถึงห้ามชาร์จทั้งหมด และตอนนี้อยู่ระหว่างการทำรายละเอียดให้ชัดเจน
“รายละเอียดในประกาศที่ได้แจ้งไป บางข้ออาจทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน เช่น การใช้ไฟหลวงชาร์จโทรศัพท์มือถือ ที่ใช้ทั้งติดต่อราชการและเรื่องส่วนตัว ซึ่งอยู่ในวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ถึงความเหมาะสม ซึ่งคงไม่มีการออกประกาศแนบท้ายแล้วแต่อย่างใด” นพ.ยงยศ กล่าว
ส่วน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดสาธารณสุข ก็ออกมาชี้แจงถึงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ว่าถือเป็นไปตามระเบียบของ ป.ป.ช. ที่ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเป็นเพียงการวางกรอบเท่านั้น ไม่ได้เจตนาเพ่งเล็งโทษแต่อย่างใด
แม้ผู้ใหญ่ในกระทรวง จะออกมาชี้แจงกันยกใหญ่ แต่ในเมื่อตอนนั้นยังไม่มีการยกเลิกมาตรการดังกล่าวอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ก็ย่อมไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน นั่นก็เพราะในย่อหน้าสุดท้ายของประกาศ มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าว หากฝ่าฝืน จะมีความผิดตามวินัย และได้รับโทษทางวินัยอีกด้วย!
หมอแล็บแพนด้าขอแซวบ้าง
ท้ายที่สุดแล้วนั้น คำสั่งดังกล่าวก็ถูกยกเลิกไปเป็นที่เรียบร้อย สะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ถูกจับตามองในเรื่องความโปร่งใส ไม่แพ้กระทรวงอื่น แต่เหมือนว่าข้อบังคับที่ออกมานั้น ดูจะขัดแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเป็นอย่างมาก
และหากระเบียบนี้ยังบังคับใช้ต่อ ในอนาคตอาจจะได้เห็น “ตูน บอดี้สแลม” ออกมาวิ่งในโครงการก้าวคนละก้าวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คงไม่ใช่เป็นการหาเงินเพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์ น่าจะเป็น วิ่งเพื่อหาเงินซื้อพาวเวอร์แบงก์แก่บุคลากรทางการแพทย์แทน ก็เป็นได้ ...
ขอบคุณภาพ : เพจเฟซบุ๊ก “หมอแล็บแพนด้า” และ “หมออนามัยขี้mouth”


