xs
xsm
sm
md
lg

ปริศนาในลายพราง! "นร.เตรียมทหาร" หัวใจล้มเหลว-ถูกควักอวัยวะ อำพรางการตาย?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


คดีปริศนาสุดฉงน! นักเรียนเตรียมทหารปี 1 จู่ๆ หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันทั้งที่สุขภาพแข็งแรง ครอบครัวติดใจ ลูกชายเสียชีวิตเพราะอะไรกันแน่? อึ้ง แอบนำศพไปผ่าชันสูตรรอบ 2 สุดช็อก! อวัยวะภายในที่สามารถระบุสาเหตุการตายได้หาย เนื้อสมองหายเกลี้ยงทั้งชิ้น พบร่องรอยบอบช้ำ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติเวช ยันจะผ่าศพต้องแจ้งญาติ และนำอวัยวะที่เอาออกมาชันสูตรกลับเข้าที่เดิม!

หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน โรคฮิตของทหารไทย?
คุณพ่อและคุณแม่น้องเมย
จากกรณีที่คุณพ่อพิเชษฐ และคุณแม่สุกัลยา ตัญกาญจน์ ร้องผ่านสื่อเพราะการตายของลูกชาย ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำในวันที่ 17 ตุลาคม หลังกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เพียง 1 วัน และไม่ได้รับคำชี้แจงที่ละเอียดจากผู้เกี่ยวข้อง ได้รับเพียงใบมรณบัตรชี้แจงสาเหตุการตายจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ครอบครัวมั่นใจ น้องเมยสุขภาพแข็งแรงมาก หากร่างกายไม่แข็งแรงจะเข้าเตรียมทหารได้อย่างไร ไม่เชื่อสาเหตุการตาย เพราะก่อนหน้านี้เคยโดนทำโทษจนต้องปั๊มหัวใจขึ้นมาแล้วรอบหนึ่ง!

"หลังจากน้องเสีย คุณแม่ก็อยากให้น้องไปในที่ๆดีที่สุด แต่หลังจากผ่านงานศพ ของน้องไป 3 วัน เกิดมีข่าวที่สร้างความกระทบกับครอบครัว และน้องโดยตรง เช่น น้องมีโรคประจำตัว น้องฆ่าตัวตาย ถูกพ่อแม่บังคับให้ไปเรียน นานวันเราไม่พูด มันยิ่งถม" คุณแม่น้องเมย กล่าวด้วยความอัดอั้น พร้อมโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงความช้ำใจที่ลูกชายจากไป เพราะประโยคสุดท้ายที่น้องเมยได้บอกกับคุณแม่ว่า “ร่างกายยังไม่หายดีเลย มันระบมไปหมดแล้ว”

“#หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน โรคฮิตของทหารไทย ฟังแล้วเหมือนกันทุกที่ ทุกราย

ทำใจเมื่อไรโรคฮิตโรคนี้จะหายไป แล้วยืดอกรับว่า #ระบบภายในมันเน่า สงสารพ่อ สงสารแม่ สุดท้ายความผิดเป็นของผู้ตายและญาติ ฟังแล้วคุ้นหูเหมือนว่าเพิ่งเกิดกับครอบครัวเราเช่นกันหรือมีใครจะเถียงแทน

ลองให้ลูกเสียชีวิตบ้างจะได้รู้ว่าโรคนี้เป็นอย่างไร”

ด้านคุณพ่อ เผยด้วยว่า ครอบครัวไม่ได้กดดันบังคับให้เรียนอย่างที่มีคนกล่าวอ้าง ยันอาชีพทหารคือความฝันลูกชาย น้องเมยตั้งใจสอบเตรียมทหารมา 3 ปี ไม่เชื่อว่าลูกชายฆ่าตัวตายร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่มีโรคประจำตัวแน่นอน

เปิดไดอารีน้องเมย เช้าโดนต่อย ตกดึกลงนรก!
ความฝันอยากเป็นทหารในวัยเด็ก
สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวน้องเมย โชว์สมุดบันทึกของน้องชายบรรยายความรู้สึกต่างๆลงไดอารี่ สุดภูมิในที่ได้เรียนเตรียมทหาร เพราะคือความฝัน ดังนั้นคำกล่าวหาที่ว่า โดนครอบครัวกดดันจึงไม่เป็นความจริง

“สุดภูมิใจมากที่ติดเตรียมทหารทั้งรอบวิชาการและพละ ก็ถือว่าได้พิสูจน์สิ่งที่ตั้งใจมา 3 ปี ตั้งใจขนาดที่ยอมหยุดเรียนเพื่อเป็นในสิ่งที่ฝัน ผมตั้งฝ่าฟันทั้งคำดูถูก คำว่า คำสบประมาทของผู้อื่น รวมทั้งตัวผมเอง ผมดูถูกตัวผมเองว่า

"หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม" เพราะเวลาซ้อมผมทำได้ดี แต่เวลาจริงกลับทำไม่ได้"


เผยที่ผ่านมารู้ว่าน้องชายมักถูกลงโทษธำรงวินัย สอดคล้องกับสมุดบันทึกประจำวันของน้องเนยในวันที่ 26 พฤษภาคม

“เช้ามาก็โดนต่อยท้องไปหมัดนึง จุดโคตรเลย แถมตกกลางคืนมา มีลงนรกอีก เหนื่อยมาก"

สำหรับคำว่า “ลงนรก” ตามที่น้องเมยเขียนไว้ พี่สาว เผยว่า เป็นคำที่ใช้เรียกการเข้าห้องซาวน่า และต้องออกกำลังกายท่ามกลางความร้อนระอุ

นอกจากนี้ ยังมีศัพท์ภาษาอังกฤษ พร้อมคำแปลเป็นภาษาไทย ที่น้องเมย ได้จดลงสมุดบันทึกซึ่งเป็นคำที่ค่อนข้างดูไม่มีความสุข “Nightmare ฝันร้าย และ Afterlife ชีวิตหลังความตาย”

ทางครอบครัวน้องเมย เล่าต่อว่า น้องเมยเคยช็อกถูกส่งโรงพยาบาลจนต้องปั๊มหัวใจขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเพราะถูกทำโทษ ในวันที่ 23 สิงหาคม และเคยบอกพี่สาวว่า

โดยถูกสั่งให้ทำท่าหัวปักกับตะแกรงท่อน้ำทิ้ง ยกขาสลับไปมา จนเกิดอาการช็อกเพราะเลือดตกที่หัวและความดันพุ่งต่ำลง แต่น้องเมยถูกปั๊มหัวใจจนมีชีพจรอีกครั้ง จนพี่สาว ขอร้องให้ลาออกจากโรงเรียนเตรียมทหารฯ ด้านน้องเมย ยืนยัน "มาไกลเกินกว่าจะลาออกแล้ว"


25 สิงหาคม กลับไปที่โรงเรียนเตรียมทหาร จากนั้น 12 ตุลาคม กลับบ้าน โดยคุณพ่อคุณแม่พาลูกชายไปตรวจสุขภาพอีกรอบเพราะน้องเมยบอกว่าตกบันไดในโรงเรียน 15 ตุลาคม กลับไปโรงเรียนเตรียมทหารใหม่ พร้อมคำพูดสุดท้าย “อย่าไปเชื่อผู้พัน” 

กระทั่ง 17 ตุลาคม น้องเมยเสียชีวิตจากหัวใจวายเฉียบพลัน! พร้อมโพสต์เฟซบุ๊กครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ฝากถึงพี่สาว “ดูแลใจของตัวเองให้ดีนะครับ”

ขอคืน อวัยวะลูกชาย หายไปไหน?

ครอบครัวติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เพราะใบชันสูตรศพก็ยังไม่ได้ น่าจะมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง วันฌาปนกิจในที่ 24 ตุลาคม จึง ให้สัปเหร่อเผาหลอก แอบนำศพออกไปทางด้านหลังเมรุ แล้วนำศพไปส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อทำการผ่าพิสูจน์ศพรอบ 2 โดยพี่สาวน้องเมยเข้าไปในห้องผ่าชันสูตรศพด้วย สุดช็อก!พบอวัยวะภายในหายเพียบ พบเพียงทิชชู่ซับเลือด! และยังพบว่า มีการหักของซี่โครงซี่ที่ 4 ด้านขวา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ทำ CPR หัวใจ และยังพบรอยช้ำที่มุมขวาด้านหน้า เช่นเดียวกับบริเวณแผ่นหลัง

นอกจากนั้น ยังพบว่าอวัยวะสำคัญหลายส่วนหายไป ทั้ง หัวใจ กระเพาะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ ส่วนปอด กับไต เหลือเพียงอย่างละครึ่ง นอกจากนี้ คุณหมอยังได้ทำการเปิดกะโหลกศีรษะ แล้วพบว่าภายในกะโหลกศีรษะไม่มีสมองอยู่ มีแต่เพียงกระดาษทิชชู่ซับเลือดอยู่ภายใน โดยที่ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวจากผู้อำนวยการกองการแพทย์ โรงเรียนเตรียมทหารตั้งแต่เมื่อครั้ง น้องเมย เสียชีวิต แต่ครอบครัวกลับได้รับแจ้งเพียงว่า ขออนุญาตตัดชิ้นเนื้อบางส่วนเพื่อทำสไลด์หาสาเหตุการเสีย ชีวิตเท่านั้น

ทางครอบครัว เล่าว่า จากการสอบถามคุณหมอ ให้ความเห็นว่า การที่ซี่โครงหัก ไม่น่าจะเกิดจากการปั๊มหัวใจ เพราะถ้าจะหักต้องหักทั้งแถบ และรอยช้ำ น่าจะเกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรง ส่วนชิ้นส่วนอวัยวะที่หายไป ทางครอบครัวอยากจะขอคืน เพื่อนำมาผ่าพิสูจน์หาสาเหตุอีกครั้ง ทว่า การนำเอาชิ้นส่วนอวัยวะภายในออกไปตรวจ หากญาติมารับศพต้องส่งอวัยวะกลับคืนทั้งหมด หากไม่คืนก็ต้องมาทำหนังสือเป็นทางการบอกญาติให้รับทราบ แต่ไม่บอกให้ผู้ใดทราบ และถ้าหากพ่อแม่นำร่างของน้องเมยไปเผา ทางครอบครัวจะไม่เหลือหลักฐานใด และไม่สามารถรู้เลยว่าอวัยวะภายในของลูกหายไป

ไขข้อข้องใจ! ผ่าชันสูตรศพ

ครอบครัวคาใจ! ทางโรงเรียนมีสิทธิ์เก็บอวัยวะ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ครอบครัวทราบได้ด้วยหรือ ส่งแต่ศพมาให้เผา ปกปิดบางสิ่งบางอย่างไว้หรือไม่?
คุณพ่อคุณแม่ และพี่สาวน้องเมย
ศ.เกียรติคุณ นพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติเวช ย้ำต้องแจ้งญาติให้ทราบ โดยปกติการนำชิ้นส่วนอวัยวะไปชันสูตรแล้วต้องคืนกลับเข้าที่เดิม! สมองและอวัยวะภายในเป็นอวัยวะสำคัญในกระบวนการชันสูตรพลิกศพ

“คำว่าชันสูตรพลิกศพแท้ๆ ไม่จำเป็นต้องผ่า แต่ในกฎหมายบอกว่า ถ้าผู้ชันสูตรพลิกศพบอกว่า มีความจำเป็นเพื่อจะหาเหตุตาย ก็ให้ผ่าศพได้

การผ่า ผ่าเพื่อจะดูเท่านั้น ว่ามีพยาธิสภาพอะไร หากดูแล้วว่าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก ก็จะตัดชิ้นเนื้อไว้อย่างละนิดอย่างละหน่อยที่สงสัย แต่ถ้าเป็นในกรณีที่สงสัยว่าเป็นยาพิษ ก็อาจจะเอาเลือด หรือตับ ออกมา”
ส่วนการผ่าศพโดยปกติก็เอาอวัยวะภายในออกมาหมดอยู่แล้ว ทั้งสมองและหัวใจ แต่เมื่อผ่าชันสูตรเสร็จแล้วก็ต้องเอากลับคืนช่องลำตัวให้ที่เดิม และต้องบอกญาติให้ทราบ

“โดยปกติ การจะเก็บอวัยวะ ในรายงานการชันสูตรจะบอกว่าจะเก็บอะไรบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเก็บไม่เยอะ เป็นชิ้นเล็กๆ แค่ปลายนิ้วก้อย เอาเฉพาะที่มองเห็นมีพยาธิสภาพ” ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติเวช กล่าว

ทว่า ขั้นตอนในการผ่าชันสูตรสำหรับสมองนั้นแพทย์จะทำการผ่าออกมาจากกะโหลก จากนั้นจะนำผ้าหรือสำลี ยัดใส่ช่องศีรษะเพื่อไม่ให้ศีรษะยุบตัว และโดยทั่วไปอวัยวะหลังการชันสูตรจะไม่สูญหายไปไหน

ล่าสุด กองทัพไทยแถลงชี้แจง โดยแพทย์ผู้ชันสูตรศพในครั้งแรก ยอมรับ เอาสมองและหัวใจไปแช่แข็ง

“ได้รับร่างน้อยเมยมาในคืนวันที่ 18 ต.ค.ในช่วงตีหนึ่ง จากนั้นได้ผ่าชันสูตรช่วงเช้า ไม่พบบาดแผลประทุษกรรมใดๆ หลังจากผ่าชันสูตรพบว่า ซี่โครงที่ 4 หัก มีรอยช้ำของกล้ามเนื้อหน้าอกด้านขวา และชายโครงข้างซ้าย ซึ่งไม่ตอบโจทย์ว่า รอยช้ำหรือกระดูกซี่โครงที่หักทำให้เสียชีวิตได้

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจทางกล้องจุลทรรศน์เพิ่ม จึงต้องเก็บอวัยวะ แต่กรณีที่ตายผิดธรรมชาติส่วนใหญ่จะดูเป็นพิเศษที่สมอง และหัวใจ แต่ทางกายภาพ สมองนั้นมีลักษณะนิ่มมาก จึงต้องทำการ แช่ฟอร์มาลินเพื่อให้แข็งแล้วนำไปทำสไลด์ได้ จึงได้เก็บไว้ทั้งสมอง หัวใจ และกระเพาะอาหาร เพื่อหาสารพิษ และสุ่มตัวอย่างอวัยวะไว้ทำสไลด์เพื่อตรวจทางห้องปฏิบัติการ"

ชี้มีความผิดปกติทางด้านหัวใจ จึงลงสาเหตุการตายว่า หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ยันพร้อมคืนอวัยวะแก่ญาติหากประสานมา พร้อมยืนยันได้แจ้งทางครอบครัวแล้ว

…การตายของน้องเนยที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำ คงจะต้องพิสูจน์และติดตามกันต่อไป


ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Meay P Tanyakan และ รายการทุบโต๊ะข่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...