“จะทำจนกว่าจะทำไม่ไหว” “ต่าย-สายธาร” ดาราสาวหัวใจอาสา ขอตั้งปณิธานอุทิศตนช่วยเหลือสังคมตามรอยพ่อหลวง จากคนที่เคยกลัวเลือด กลัวบาดแผล กลัวทุกอย่าง กลับเอาชนะใจตัวเอง ก้าวข้ามความกลัวได้สำเร็จ เพราะยึดคติประจำใจที่ว่า “เหงื่อที่เรามี ยังไม่เท่า 70 ปีที่พ่อทำ”
จิตอาสาเพื่อพ่อหลวง
ท่ามกลางผู้คนที่พากันเดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ปรากฏหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งในเครื่องแบบกู้ชีพของมูลนิธิร่วมกตัญญู กำลังเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนอยู่บริเวณหน่วยแพทย์ มองดูแล้วคุ้นตาเหลือเกิน
เมื่อสังเกตชัดๆ ก็ทำให้ทราบว่า เธอคนนั้นคือ “ต่าย - สายธาร นิยมการณ์” ดาราสาวชื่อดังที่ปัจจุบันผันตัวเป็นอาสาสมัครกู้ชีพมูลนิธิร่วมกตัญญู สำหรับพระราชพิธีสำคัญครั้งนี้ เธอก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนที่เดินทางมา ณ ท้องสนามหลวงด้วย
“ต้องบอกว่าต่ายเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ยังมีพี่น้องนักแสดงอีกเยอะมากที่ไปช่วย แต่สำหรับตัวต่ายไปช่วยในส่วนของแพทย์สนามเพราะว่าต่ายเป็นเจ้าหน้าที่กู้ชีพ ก็จะไปดูในเรื่องของประชาชนที่เจ็บป่วย ที่ไม่สบาย ไม่ได้ดูเฉพาะจุดนี้ ไปแจกน้ำ ก็โยกไปทำจุดอื่น ทำทุกอย่าง
ต่ายมาทำตั้งแต่ปีก่อน ตอนนั้นจะมีโรงทานของมูลนิธิต่างๆ ต่ายก็จะไปอยู่ที่เต๊นท์พยาบาล แต่ว่าอะไรที่เราทำได้เราทำค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแจกน้ำ แจกข้าว เห็นขยะก็เก็บ มันไม่มีคำว่าเหนื่อย มีความสุขมากที่มาอยู่ตรงนี้ แต่ต่ายไม่ได้ไปทุกวันนะคะ ช่วงนั้นต่ายถ่ายละครด้วย ใจเราอยากจะมาทุกวันอยู่แล้ว แต่สุขภาพเราไม่เอื้อขนาดนั้น ตอนไม่ได้มาสนามหลวง ต่ายก็จะใช้เฟซบุ๊ก ดู จส100 ตามข่าวตลอดแล้วเอามาแชร์บอกกัน เราไม่ได้มาตรงสนามหลวงก็จริง แต่เราก็ทำหน้าที่จิตอาสาได้
หลังจากนี้ก็จะรอวันที่ 26 ตุลาคมที่จะต้องเข้าไป น่าจะเตรียมตัวในวันที่ 25 คือตอนนี้เรารอคำสั่ง คือทางหัวหน้า ทางร่วมกตัญญูเขาต้องเอาบัตรประจำตัวประชาชนทุกคน เพื่อที่จะเข้าไป คือตอนนี้ระเบียบขั้นตอนค่อนข้างที่จะเคร่งมาก เพราะฉะนั้นเราก็จะรอดูว่าเราจะไปอยู่จุดไหน ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือ ทำตัวเองให้พร้อม ดูแลร่างกาย ต่ายจะไม่โหมงานหนัก ถามว่าตอนนี้ไม่ไปช่วยเหรอ ตอนนี้เขามีเจ้าหน้าที่ประจำเพียงพอแล้วอยู่แล้วค่ะ”
ทีมเเพทย์พยาบาลจากรพ.นพรัตน์และเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญู
และในฐานะที่เธอเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครของมูลนิธิร่วมกตัญญู เธอจึงฝากถึงคนที่จะเดินทางมาร่วมงานที่ท้องสนามหลวง ถึงเรื่องขอการเตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว ที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพมากกว่าคนทั่วไป
“อยากให้เช็กตัวเองก่อนว่าสภาพร่างกายพร้อมไหมเพราะว่าบางคนไม่ยอมทานข้าว บางคนมีโรคประจำตัว เพราะฉะนั้นต้องเตรียม อย่างเด็กต่ายแนะนำให้เขียนเบอร์โทรของคุณพ่อคุณแม่ติดไว้ด้วย เวลาพลัดหลงตรงนี้จะช่วยได้มาก ในเรื่องของผู้สูงอายุอยากให้เขียนเบอร์ อย่างผู้สูงอายุหนีที่บ้านมาก็มี ต้องดูแลตัวเองก่อน สิ่งสำคัญคือยารักษาโรค เตรียมร่างกายตัวเองให้พร้อม อย่าอดหลับอดนอน ก็ฝากไว้ด้วย”
ย้ำฝังใจ “การทำความดีมันทำยากแต่ก็ต้องทำ”
นอกจากเรื่องราวของการทำหน้าที่เป็นจิตอาสาบริเวณท้องสนามหลวงแล้ว ดาราสาวยังเล่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ให้ทีมข่าวได้ฟัง วันนั้นถือเป็นวันที่ชาวไทยทั้งประเทศต่างพากันโศกเศร้า นั่นก็เพราะเป็นวันที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต
“วันนั้นต่ายอยู่ที่ห้องคนเดียว แต่ก็เช็กข่าวตลอด เชื่อว่าทุกคนก็มีอาการเหมือนกัน จำได้ว่าออกห้องไม่ได้ 3 วัน ตามันปิด มันบวม เราก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงร้องไห้ได้มากขนาดนั้น เหมือนเราโดนกระชากหัวใจ ก็จำได้ว่าวันนั้นหัวใจสลาย มันเป็นความรู้สึกที่ครั้งเดียวในชีวิตนะต่ายว่า ตอนคุณพ่อเสียมันเป็นอีกความรู้สึกนึงต่ายว่าหนักแล้วนะ แต่คุณพ่อเป็นคนที่สอนให้ต่ายรู้จักเข้าวัด แล้วพ่อต่ายจะเคารพรักในพระมหากษัตริย์และชาติของเรามาก
แต่พอหลังจากนั้น เราก็เริ่มฟื้น เราต้องเข้มแข็ง ต่ายไม่ลืมว่ายังมีคนข้างหลังที่ต้องดูแล มีครอบครัว มีประชาชนของพ่อที่ต่ายต้องดูแล ถ้าต่ายเป็นอะไรไปก็จะขาดบุคลากรอีกคนที่อาจะช่วยคนได้อีกหลายคน ตลอดเวลาเกือบ 20 ปีที่ทำจิตอาสา ต่ายรู้สึกว่าต่ายเป็นประชาชนตัวเล็กๆ ของพ่อ ที่เกิดในรัชกาลที่ ๙ ที่ได้มีโอกาส ได้มาช่วยประชาชนของพ่อ ได้มาทำความดีในแผ่นดินรัชกาลที่ ๙ และก็จะทำตลอดไป จนรัชกาลที่ ๑๐ และตลอดไป
ต้องยอมรับว่า บางเรื่องเราไม่รู้ ไม่รู้เลยว่าท่านทำอย่างนี้ พอรู้ก็แบบ...ห้ะ มีด้วยหรอ สิ่งพวกนี้เราจะต้องให้ลูกให้หลานเรารับรู้ด้วย เราลืมตาตั้งแต่เราเกิดขึ้นมาเราก็เห็นพระองค์ท่านแล้ว ที่หลายคนพูดว่าตายแทนได้ ต่ายเข้าใจเลย แล้วอีกอย่าง ต่ายคิดว่าตัวเองทำงานหนักแล้ว เคยคิดว่าความอดทนของคนเราไม่เท่ากัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามองเห็นใครสักคนหนึ่ง ศูนย์รวมจิตใจของพวกเรา มองเห็นพระองค์ท่าน ต่ายจะมีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งว่า
“เหงื่อที่เรามี ยังไม่เท่า 70 ปีที่พ่อทำ” มันก็เลยมีความรู้สึกว่า(น้ำตาคลอ) สิ่งที่ทำมันก็ไม่เหนื่อย เกิดมาชาติหนึ่งขอได้ทำอะไรรับใช้แผ่นดิน ต่อให้ปฏิบัติหน้าที่จนหมดลมหายใจ ต่ายก็ดีใจ”
ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมากว่า 40 ปีของเธอนั้น ได้ติดตามเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มาโดยตลอด ทำให้ทราบว่า ไม่มีวันใดที่ไม่เห็นพระองค์ไม่ทรงงานแม้แต่วันเดียว พร้อมกันนี้เธอยังได้น้อมนำคำสอนคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มาใช้กับคนเอง โดยเฉพาะเรื่องของการทำความดี
ช่วยเหลือประชาชนด้วยหัวใจจิตอาสา
“คำสอนของพระองค์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันของเราทั้งหมด คือคิดแม้กระทั่งแบบ...อยากปลูกต้นไม้ ในชีวิตต่ายไม่เคยปลูกเลย เขาเรียกว่าคนมือร้อน แต่ทีนี้มาทำที่คอนโด ต่ายก็ไปซื้อกระถางมา นั่งพรวนดิน(หัวเราะ) แล้วเปิดเพลงต้นไม้ของพ่อ มีความสุข แล้วมันมีความสุขมากๆ ตอนที่เราเห็นผักบุ้งที่ต่ายปลูกให้กระต่ายกิมันออกต้นนึงก็ดีใจมากแล้ว
พระองค์ท่านจะบอกมาอย่างนึงว่า “การทำความดีมันทำยากแต่ก็ต้องทำ” อันนี้เป็นสิ่งที่ตอกเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเรา วันไหนที่รู้สึกท้อ รู้สึกเหนื่อย ก็ท่องไว้ ดูสิพระองค์ท่านทำได้ยังไง ตั้ง 4,000 โครงการ แล้วต่ายภูมิใจมากที่ได้ไปเล่นละครเทิดพระเกียรติเกี่ยวกับเผ่าทางเหนือ เป็นเรื่องของการยกเลิกปลูกฝิ่น ซึ่งทำให้ประชาชนที่เป็นชาวเขามีที่อาชีพทำกิน เราปิติมากในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ต่ายเป็นคนเหนือด้วย ยิ่งสำนึกรักบ้านเกิด สำนึกรักประเทศไทย
พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีฬา ทรงดนตรี ทรงงาน แม้กระทั่งข้าราชการบางคนยังยอมรับเลยว่าสถานที่บางที่ในประเทศไทย คนที่มีหน้าที่ต้องทำยังเข้าไปไม่ถึง แต่พระองค์ท่านถึงหมดทุกที่ทุกทาง เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ท่านสร้าง จำไว้เลยว่า เราต้องสานต่อแค่นั้นเอง พูดภาษาชาวบ้านคือ ท่านมีรอยเท้าที่เดินให้ เราแค่เดินตามรอยเท้าท่าน ไม่ยากเลย ทุกวันนี้ต่อให้ต่ายทำ ไม่รู้ว่าจะตายวันไหน แต่ต่ายเขื่อว่าต่ายทำไม่ถึงเสี้ยวของพระองค์ท่านอยู่แล้ว 70 ปีที่ท่านทำ แต่อย่างน้อยขอให้เราได้ทำ เราเกิดมาชาตินึงขอให้เราได้ทำ ได้เดินตามรอยเท้าท่านจริงๆ”
2 ทศวรรษ ดาราหัวใจอาสา
สำหรับชีวิตที่ผ่านมาของดาราสาวผู้นี้ ก่อนที่จะเลือกเดินในเส้นทางของเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร แฟนหนังแฟนละครคงจะคุ้นเคยกับผลงานการแสดงของเธอดี เพราะเธอเคยมีชื่อเสียงโด่งดังมาก จากผลงานหนัง ม.6/2 ห้องครูวารี,สมศรี โปรแกรมดีปีนี้มีน้อง,อนึ่งคิดถึงพอสังเขป ฯลฯ แต่แล้วจู่ๆ ก็เหมือนจะหายออกไปจากวงการ เมื่อกลับมาอีกครั้งก็พลิกบทบาทจากนางเอกเป็นเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญูไปเสียแล้ว ทีมข่าวผู้จัดการ Live จึงให้เธอเล่าถึงชีวิตช่วงที่หายไปนั่นว่าไปทำอะไรบ้าง
“ที่หายไปจากวงการต่ายไปทำธุรกิจส่วนตัวค่ะ เป็นร้านอาหาร ประกอบกับใช้ร่างกายหนักด้วย ก็มีการอักเสบของกระดูกสันหลังข้อที่ 5 จริงๆ แล้วมันมาจากตัวต่ายเองไปแบกอะไรที่มันหนักๆ แล้วผิดท่า ตอนนี้เลยสะพายกระเป๋าหนักไม่ได้ ส้นสูงมากๆ ก็ใส่ไม่ค่อยเป็นแล้ว ต่ายไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นนักแสดงตลอดไป ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเมื่อมีคลื่นลูกใหม่เราก็ต้องถอย อย่างบทแม่ต่ายก็รับนะ ต่ายรับหมดเลยค่ะอะไรที่เป็นงาน ไม่ได้เลือก ถ้าพูดในเรื่องการแสดง มันต้องเล่นได้ทุกบทบาท เพียงแค่ว่าเราอาจจะดูโตขึ้น ปรับบทเรา ด้วยวัยวุฒิหรืออะไรก็แล้วแต่ แม้หน้าเราจะไม่ให้ก็ตาม ชมตัวเองนิดนึง(หัวเราะ)”
ผลงานสร้างชื่อในวงการบันเทิงของสาวต่าย
นอกจากนี้ดาราสาวหน้าเด็กได้เล่าย้อนกลับไปถึงอาชีพการเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครที่ทำมากว่าครึ่งชีวิตของตัวเองว่า แรกเริ่มนั้น เกิดจากการชักชวนของอดีตคนรักผู้ล่วงลับ “อ๊อฟ - อภิชาติ พัวพิมล” จนตอนนี้เธอสามารถทำเป็นทุกอย่างตั้งแต่ปฐมพยาบาลไปจนถึงทำคลอด รวมถึงสามารถให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปได้อีกด้วย
“เริ่มทำงานจิตอาสาเป็นเจ้าหน้าที่อาสาแล้วก็กู้ชีพมาเกือบ 20 ปีแล้วค่ะ ต้องขอบคุณคุณอ๊อฟที่ชวนต่ายมาทำในยุคแรกๆ ที่คุณอ๊อฟทำ ตอนแรกต่ายก็ไม่กล้า กลัวค่ะ เห็นเลือดก็ไม่ไหว จะเป็นลม ก็เป็นฝ่ายทิชชู ลำสี ยาดมไป แต่สุดท้ายต่ายเชื่อว่าจิตใต้สำนึกของความเป็นมนุษย์ทุกคน เวลาที่เขากำลังเดือดร้อน โดยเฉพาะคนไทย เวลาเจอใครที่บาดเจ็บเดือดร้อน ใครก็แล้วแต่ที่พูดว่ากลัวหรือไม่กล้าช่วย ช่วยไม่ได้ เห็นช่วยทุกคนเลย(ยิ้ม)
กว่าจะปรับตัวได้ก็นานมากค่ะ โชคดีที่ได้พี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่เป็นเจ้าหน้าที่ประจำจากร่วมกตัญญูและครูพักลักจำจากด้านนอก เวลาที่เราไปออกปฏิบัติหน้าที่กับพี่เขา เขาก็จะบอก หลังจากนั้นมามันก็ค่อยๆ ขยับขึ้น เราต้องมาเรียนเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วก็เรียนขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้เรียนถึงการกู้ชีพค่ะ สามารถทำคลอดได้แต่ยังไม่เคยทำ หน้าที่หลักส่วนใหญ่แล้วช่วยคนเจ็บค่ะ บางทีเขาแจ้งมาทางศูนย์เอราวัณหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกวันนี้ก็สอนปั๊มหัวใจอยู่ค่ะ ก็ไปให้ความรู้กับน้องๆ บ้าง”
พร้อมกันนี้เธอยังได้เล่าถึงประสบการณ์การออกช่วยเหลือผู้ประสบเหตุครั้งแรกของการเป็นเจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญู ที่ต้องบอกเลยว่ามีความทุลักทุเลไม่น้อย
“ถ้าจำไม่ผิด เหตุการณ์แรกที่ห้วยขวางค่ะก็เป็นเคสอุบัติเหตุทางรถ คนเจ็บมีบาดแผลที่ขา กระดูกขาวๆ โผล่ออกมาเลยค่ะ กลิ่นเลือดคละคลุ้ง เอาตรงๆ เหมือนจะเป็นลม พะอืดพะอมแล้ว พี่เขาก็บอกให้ช่วยซับเลือด เขาก็เริ่มปวด เราก็เอาพิมเสนไปให้เขาดม อยากให้เขาไม่ปวดที่ขา สักแปบนึงเขาก้ร้องโอ้ย เราก็ถามเป็นอะไร สรุปพิมเสนไหลเข้าตา(หัวเราะ) ก็ซับออกให้เขา พอเขาเอาคนเจ็บขึ้นบนรถ เราก็เห็นว่าทั้งเลือดทั้งกลิ่นเลือดมันเป็นภาพที่ไม่น่าดู จิตใต้สำนึกมันก็สั่งขึ้นมาทันที เราก็ไม่อยากให้คนอื่นเห็น ก็เลยซับเลือดเก็บให้หมด อันนี้คือจุดเริ่มต้นค่ะ
ร่วมสาธิตการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บ
จากเหตุการณ์วันนั้นมันทำให้ตัวต่ายเองได้รับความเมตตาจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ก็จะมีทางผู้ใหญ่ถามว่า อยากเรียนกู้ชีพไหม ต่ายตัดสินใจมาเรียนกู้ชีพอย่างเดียวที่โรงพยาบาลราชวิถี เขาไว้วางใจให้เราไปเรียน เรามีความรู้ออกมาแล้ว จะไม่ช่วยใครก็ไม่ได้ เวลาที่เราไปสอน เป็นวิทยากร ไปสอนการปฐมพยาบาล ต่ายดีใจที่เห็นการตอบรับที่ดี มีความรู้สึกว่าเอาไปเลย สอนฟรีด้วย ติดต่อมาทางมูลนิธิ ไม่ต้องคิดอะไรเลย
เห็นอย่างนี้ต้องบอกก่อนว่า ต่ายไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทำงานเป็นทีมค่ะ ก็จะฝึกเราในเรื่องของความสามัคคี ความรักในหมู่เพื่อน ทุกอย่างที่เรามาทำงานตรงนี้ ต้องบอกว่า วินาทีเป็น วินาทีตายของชีวิตคน เราถูกฝึก เราย้ำกับตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ เขาไม่ใช่แค่ผู้บาดเจ็บ เขาไม่ได้เป็นใครไม่รู้ที่เราไม่รู้จัก แค่เขาคือญาติเรา เราต้องปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นคนที่เรารักค่ะ(ยิ้ม)”
เปลี่ยนความคิดเพราะงานจิตอาสา
จากเหตุการณ์ข้างต้นที่ดาราสาวได้เล่าไปว่า ก่อนหน้าที่จะมาเป็นจิตอาสาอย่างเต็มตัว เธอมีความกลัวอยู่หลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเลือด ศพ ความสูง ฯลฯ แต่หลังจากที่เธอเลือกเดินในเส้นทางนี้นับเป็นเวลาก็กว่า 20 ปี ก็ทำให้วิธีคิดเปลี่ยนไป จนสามารถเอาชนะความกลัวทั้งหมดได้สำเร็จ
“ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง เหมือนคนที่กลัวความมืด ในความมืดไม่มีอะไรแต่ยังมีแสงสว่างนะ(ยิ้ม) มันเป็นทางจิตใต้สำนึกของเรา แต่จริงๆ มันไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าความคิดของเราแล้ว อย่างศพ อย่างผี เราโดนปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ผีบีบคอซึ่งในชีวิตจริงมันไม่มีแบบนี้ ต่าย 50/50 นะคะ แต่ต่ายก็อยู่กับความจริง อยู่กับวิทยาศาสตร์ บวกอะไรต่างๆ ที่มันเหลือเชื่อ อะไรต่างๆ ที่เป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญเราอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติมันดีที่สุด ชนะใจตัวเอง ไม่ต้องไปชนะคนอื่นหรอก
ต้องถามตัวเองว่าทุกวันนี้เรามีสิบได้กี่ครั้ง 10 ขวบ 20 30 40 ผ่านมาแล้ว ต่ายก็ยังนึกว่าตัวเอง 20 อยู่(หัวเราะ) ถ้าดูแลตัวเองไม่ดี มีโรคภัยต่างๆ ไม่เกิน 60 คงต้องไปแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่ ตอนนี้มันมาครึ่งนึงแล้ว เราไม่รู้หรอกว่าวันไหนจะเป็นวันสุดท้ายของเรา เพราะฉะนั้นรักใคร โกรธใคร เกลียดใคร ให้อภัยให้หมด รักใครให้บอก ทุกวันนี้เราอาจจะฟอร์มเยอะ สุดท้ายก็ไม่ได้บอก
ยุคนี้สมัยนี้มันเปลี่ยนไป วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่เราได้มองหน้า ได้คุยกัน ก็ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่บอกกับตัวเองว่าไม่เดือดร้อนใคร เพื่อนเรามีเยอะมาก กัลยาณมิตรกับเพื่อนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นชีวิตที่เหลืออยู่ มีกัลยาณมิตรแค่คนเดียวก็ถือว่าเราโชคดีแล้ว รักษาเขาไว้แค่นั้นเอง ชีวิตอย่าคิดเยอะ ทำทุกวันให้มีความสุข แล้วอย่าเอาตัวเองเป็นไม้บรรทัดหรือเป็นศูนย์กลางจักรวาล แค่นั้นเอง แล้วการที่ไม่ยุ่งเรื่องของคนอื่น มีความสุขที่สุด(หัวเราะ)”
เมื่อถามว่า จะทำงานจิตอาสาไปจนถึงเมื่อไหร่ ดาราสาวใจสวยก็ตอบกลับมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า “จะทำไปเรื่อยๆ ทำจนกว่าทำจะไม่ไหว”
“จริงๆ ยังไม่ได้เลิกเป็นนักแสดง ต่ายมาทำด้านจิตอาสาจนลืมที่จะกลับไปเล่นละครค่ะ ช่วงหนึ่งเคยค้นหาตัวเองว่าระหว่างนักแสดงกับจิตอาสา ตรงไหนคือตัวตนที่ชัดเจนกับเรามากที่สุด แต่งานจิตอาสาเนี่ย เรามาทำตรงนี้เราไม่ได้มีรายได้ อาชีพนักแสดงเราก็ทิ้งไม่ได้ เราถือว่าเรายังโชคดีที่ผู้ใหญ่ยังเมตตามีงานให้กลับมาในวงการ ตัวต่ายเองก็ไม่ได้เก่งขนาดที่ว่าต้องทำอะไรหลายๆ อย่าง เพียงแค่ว่าในงานจิตอาสาก็รู้อยู่แล้ว ต่ายจะออกมาทำตอนไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้แต่ในคำว่าเมื่อไหร่ก็ได้ยังไงก็ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้ เพียงแค่ว่าคุณต้องอยู่ในกฎระเบียบของที่มูลนิธิกำหนดด้วย
มันทำมาขนาดนี้แล้ว มันปนอยู่ในเลือด อะไรก็ได้ที่ทำโดยที่ไม่ต้องแคร์ใคร ไม่ต้องไปอาย เราต้องถามว่าเราทำเพราะอะไร ถ้าเรามีเป้าหมาย สิ่งนี้เราทำเพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชนของพ่อ จบ คนอื่นจะคิดต่างก็เรื่องของเขา เราคิดของเราแบบนี้ ขอแค่จิตสำนึกที่บอกว่ามันดีจริงๆ ก็พอ ดีจริงไม่จริงเรารู้ที่สุด
ต่ายก็ไม่ได้มานั่งบอกว่าเราเป็นคนดี ต่ายเทาๆ อ่อนๆ(หัวเราะ) ต่ายโตเกินที่จะกลับมามองคำว่าสร้างภาพแล้ว ต่ายอาจจะก้าวข้ามคำพวกนี้มาหมดแล้ว มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับเราเลย เราเดินหน้าแล้วทำความดีต่อไป แล้วถ้าภาพที่ต่ายสร้าง มันเป็นภาพที่ดี ต่ายก็จะสร้างต่อไป มันไม่มีภาพนางเอก แต่อันนั้นมันก็เป็นบทบาทการแสดง ไม่อย่างนั้นเราต้องสวมหัวโขนตลอดเวลามันเหนื่อย มันหนักมาก เพราะฉะนั้นเกิดมา ชีวิตเราจะไม่รู้เลยว่า ตัวตนที่แท้จริงเราเป็นยังไง”
ชีวิตนอกเครื่องแบบกู้ภัย “ผลงานในวงการก็มีละครเทิดพระเกียรติค่ะ เรื่องทหารกล้ากรุงศรี ช่วงนี้ต่ายจะได้รับอะไรที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ว่ามีหนังอีกเรื่องที่ต่ายเล่นคือ 400 นักรบขุนรองปลัดชู เป็นของป๋าพยัพ คำพันธุ์ ต่ายแฮปปี้มาก ได้ทาฟันดำ ต่ายชอบฟันดำมาก ไปกินข้าวก็ไม่ล้าง ชอบคนในยุคโบราณมาก ความสำนึกรักบ้านเกิดมันมีอยู่แล้ว มันก็ยิ่งตอกเข้าไปอีก ก็เริ่มไปหาประวัติศาสตร์ มันไม่มีที่สิ้นสุด ต่ายทั้งดีใจแล้วก็ภูมิใจที่ได้มาถ่ายทอด ถือว่ามันเป็นบุญของเรานะที่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับประเทศชาติ ถึงจะเป็นเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำ มีความสุข(ยิ้ม) งานวงการบันเทิงก็ไม่ได้ทิ้ง วงการบันเทิงก็อย่าทิ้งเรานะ(หัวเราะ)” ส่วนวันว่างก็ไม่ได้นอนหรอก จะคอยอัปเดตในเฟซบุ๊กค่ะ อย่างเวลาฝนตกก็จะคอยเป็นกรมอุตุฯ ให้ ก็จะบอกที่ไหนฝนตกบ้าง ขับรถเดินทางก็ระมัดระวังนะคะ หรืออะไรก็ได้ที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็อย่างล่าสุดวันน้ำท่วม ก็จะบอกว่าให้ถอดปลั๊ก ระวังสัตว์มีพิษหรือสัตว์เลื้อยคลาน เราสามารถสื่อสารกันได้ ขอเป็นกำลังใจ ต่ายอยากให้คนไทยใจเย็นเรื่องขับรถ บางครั้งเราไม่ต้องเมา แต่คนเมาเขาจะขับมาชนเรา มันหมดโอกาสกับการใช้ชีวิตในสังคม หมดโอกาสที่จะทำในสิ่งตัวเองฝันไว้ หมดโอกาสที่จะได้ทำตามความฝัน เรื่องของการปฐมพยาบาลหรือการทำ CPR ต่ายอยากให้คนไทยทำเป็นเหมือนเมืองนอก ต่ายยินดีเลยนะถ้าที่ไหนให้ไปสอน ขนาดวินมอเตอร์ไซค์ในซอย ต่ายยังบอกให้รวมกันมา เดี๋ยวนี้ในซอยใครเป็นอะไรเขาก็เรียกต่ายหมด บอกทุกคนว่าเรียกต่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่ต้องเกรงใจ” |
เรื่อง : ผู้จัดการ Live
ภาพ : วรวิทย์ พานิชนันท์
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “Saitharn Niyomkarn” ,อินสตาแกรม@Saitharn , Champbio และ Fivestarmovies


