วิจิตรศิลป์งดงาม-ตระการตา “พระเมรุมาศ” ยิ่งใหญ่รโหฐานสมพระเกียรติ หลังรวมแรงใจเนรมิต “พระเมรุมาศ” เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความจงรักภักดีจนใกล้แล้วเสร็จ ล่าสุด เผยความคืบหน้าภาพรวมเกือบสมบูรณ์ เตรียมเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้หลังเสร็จพระราชพิธี
ความงดงามที่ถูกซ่อน..ดุจสวรรค์ดาวดึงส์
วิจิตรศิลป์ตราตรึงใจ “พระเมรุมาศ” ยิ่งใหญ่รโหฐานสมพระเกียรติ หลังผู้รอบรู้เจนจบด้านศิลปกรรมของชาติจากแขนงต่างๆ ได้ร่วมกันถ่ายทอดวิชาความรู้ผ่านงานออกแบบรูปลักษณ์ ก่อสร้างอาคาร ประดิษฐ์ตกแต่ง คิดลวดลาย เนรมิตพระเมรุมาศดุจสรวงสรรค์ ใกล้แล้วเสร็จสมบูรณ์ในเวลาอันใกล้นี้
“ดร. พรธรรม ธรรมวิมล” ภูมิสถาปนิก สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ดูแลการวางผังพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยกล่าวถึงเรื่องแนวคิดการวางผังพระเมรุมาศฯ ไว้ว่า การวางผังพระเมรุมาศฯ มีความเชื่อมโยงกับ ศาสนสถานโบราณสำคัญที่อยู่บริเวณรอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวง
โดยกำหนดที่ประดิษฐานของบุษบกองค์ประธาน ที่ตั้งของพระจิตตกาธาน สำหรับถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ จากจุดตัดของเส้นทิศเหนือ - ใต้ ซึ่งลากจากยอดพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กับเส้นทิศตะวันออก - ตะวันตก ที่ลากจากเขตพุทธาวาส วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
ซึ่งหากมองพระเมรุมาศฯ จากกึ่งกลางของทางเข้าด้านทิศเหนือ (หันหน้าเข้าพระบรมราชวัง) จะสามารถมองเห็นยอดพระศรีรัตนเจดีย์ของวัดพระแก้วซ้อนอยู่ในบุษบกองค์ประธาน เป็นความงดงามทางภูมิสถาปัตย์ที่น่าประทับใจ
ความวิจิตรงดงามพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบด้วยอาคารทรงบุษบก จำนวน 9 องค์ ตั้งอยู่บนฐานชาลารูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส 3 ชั้น มีบันไดทางขึ้น ทั้ง 4 ทิศ
โดยโครงสร้างพระเมรุมาศฯ ประกอบด้วย ส่วนลานอุตราวรรต (พื้นรอบฐานพระเมรุมาศ) มีสระอโนดาดทั้งสี่ทิศและเขามอจำลอง ภายในสระประดับด้วยประติมากรรมสัตว์หิมพานต์ตระกูลต่างๆ
ฐานชาลาชั้นที่ 1 เป็นชั้นล่างสุด มีฐานสิงห์เป็นรั้วราชวัตร ฉัตร แสดงอาณาเขตพระเมรุมาศ และมีเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรก ส่วนที่มุมทั้งสี่ของฐานมีประติมากรรมท้าวจตุโลกบาลประทับยืนหันหน้าเข้าสู่บุษบกองค์ประธาน
ฐานชาลาชั้นที่ 2 มีหอเปลื้องทรงบุษบกรูปแบบเดียวกันตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ ใช้สำหรับจัดเก็บพระโกศทองใหญ่และพระโกศไม้จันทน์ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับงานพระราชพิธี
ฐานชาลาชั้นที่ 3 ฐานบุษบกประธานประดับประติมากรรมเทพชุมนุม จำนวน 132 องค์โดยรอบ รองรับด้วยฐานสิงห์ซึ่งประดับประติมากรรมครุฑยุดนาคโดยรอบอีกชั้นหนึ่ง มุมทั้งสี่ของฐานชั้นที่ 3 นี้ เป็นที่ตั้งของซ่างทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น
ซึ่งใช้สำหรับพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งสวดอภิธรรมสลับกันไปตลอด นับตั้งแต่พระบรมศพประดิษฐานบนพระจิตกาธานจนกระทั่งถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จ
จุดกึ่งกลางชั้นบนสุด มีบุษบกองค์ประธานตั้งอยู่ เป็นอาคารทรงบุษบกยอดมณฑปชั้นเชิงกลอน 7 ชั้น ภายในมีพระจิตกาธาน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศ ผนังโดยรอบเปิดโล่ง ติดตั้งพระวิสูตร(ม่าน), ฉากบังเพลิงเขียนภาพพระนารายณ์อวตารตอนบน และภาพโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตอนล่าง ที่ยอดบนสุด ประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น)
นับได้ว่าเป็นความตั้งใจของกรมศิลปากร รวมถึงหน่วยงานรับผิดชอบการจัดสร้างเพื่อให้พระเมรุมาศฯ มีความงดงาม ยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ ภายหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธี ระหว่างวันที่ 2-30 พ.ย.นี้
“พระเมรุมาศ” ตามคติความเชื่อเรื่อง “โลก-จักรวาล”
หากย้อนกลับไปศึกษาที่มาของการสร้างพระเมรุมาศ ตามคติความเชื่อเรื่องโลกและจักรวาลในหนังสือไตรภูมิพระร่วง ได้มีการบรรยายไว้ว่า จักรวาลมีลักษณะเป็นวงกลม มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล บนเขาพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
โดยมีไพชยนต์ปราสาทอยู่กลางเมือง เขาพระสุเมรุล้อมรอบด้วยทะเล 7 ชั้น เรียกว่า "ทะเลสีทันดร" สลับด้วยภูเขา 7 ลูก เรียกว่า "สัตตบริภัณฑ์" ส่วนเชิงเขาพระสุเมรุนั้นเป็นที่ตั้งของป่าหิมพานต์และสระอโนดาต ถัดออกมาเป็นทวีปทั้ง 4 และมหาสมุทรทั้ง 4 ซึ่งมนุษย์เราอาศัยอยู่ในชมพูทวีปนั่นเอง
สำหรับรายละเอียดลักษณะตามหนังสือไตรภูมิพระร่วง ได้ระบุเอาไว้ด้วยเช่นกันว่า สัตตบริภัณฑ์ มีเทือกเขา 7 เทือก แต่ละเขาจะเรียงเป็นชั้นๆ ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ และจะมีแม่น้ำสีทันดร อีก 7 สายคั่นระหว่างเทือกเขา
ยอดเขาพระสุเมรุ เป็นคติความเชื่อที่ว่าบนเขาพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีไพชยนต์ปราสาทอยู่กลางเมือง สำหรับ สระอโนดาต เป็นสระน้ำในป่าหิมพานต์ ตั้งอยู่ทั้ง 4 มุมของพระเมรุมาศ โดยมีการประดับด้วยประติมากรรมสัตว์ป่าหิมพานต์ทั้ง 4 ทิศรอบพระเมรุมาศ
ถือได้ว่าคติความเชื่อเรื่องโลกและจักรวาลนี้ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระเมรุมาศในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ไทยองค์ก่อนๆ โดยพระเมรุมาศเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและมีอาคารรายล้อมเสมือนสิ่งต่างๆ ที่รายล้อมจักรวาล
อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องยากที่จะระบุความหมายที่แน่ชัดในแบบแผนของพระเมรุมาศทั้งหมด เนื่องจากสิ่งก่อสร้างบางอย่างถูกสร้างขึ้นตามประโยชน์ใช้สอย เช่น พระที่นั่งทรงธรรม ที่ใช้สำหรับเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ เมื่อเสด็จไปงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ด้วยเหตุนี้ การสร้างพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ คือ การแสดงความเคารพอย่างสูงสุดที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่ทรงถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ซึ่งเป็นโบราณราชประเพณีที่ทำสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว
ท้าวจตุโลกบาล 4 องค์ ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 องค์ ถือเป็นเทวดาผู้ป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่มนุษย์ทั้ง 4 ทิศ เสด็จลงมาเพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสู่สรวงสวรรค์ โดยจะตั้งอยู่บริเวณมุมรอบองค์พระเมรุมาศ ท้าวเวสสุวรรณ - เทพเจ้าแห่งยักษ์ผู้ปกครองทิศเหนือ มียักษ์เป็นบริวาร ในมือถือกระบองยาว ท้าวธตรฐ - เทพเจ้าแห่งคนธรรพ์ผู้ปกครองทิศตะวันออก ฤดูร้อน ธาตุไฟ ทรงพิณเป็นสัญลักษณ์ ท้าววิรูปักษ์ - เทพเจ้าแห่งพญานาคผู้ปกครองทิศตะวันตก มีพญานาคเป็นบริวาร ในมือถือคันธนู ท้าววิรุฬหก - เทพเจ้าผู้ปกครองครุฑและนก ปกครองทิศใต้ มีเทพกลุ่มกุมภัณฑ์เป็นบริวาร ราวบันไดนาคประดับพระเมรุมาศ ตามความเชื่อในคติพุทธนั้น พญานาคถือเป็นสัญลักษณ์ของสายน้ำ และเสมือนสะพานสายรุ้งที่เชื่อมโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ โดยภพภูมิของพญานาคคือเทพกึ่งสัตว์ เหตุนี้จึงเป็นที่มาของประติมากรรมราวบันไดนาคประดับพระเมรุมาศ ซึ่งประติมากรรมบันไดนาคทั้ง 4 แบบ จะมีลักษณะแตกต่างกันตามความสำคัญ และระดับชั้นบารมี นาคปุโรหิต - มีลักษณะพิเศษ คือ นาค 1 เศียร มีลิ้น 2 แฉก นาคจะมีสีสันสดใสที่สะท้อนให้เห็นถึงกิเลสที่ยังมีอยู่ในตัวนาค ตั้งอยู่ที่ฐานชาลาที่ 1 โดยมีต้นแบบนาคมาจากเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช มกรนาคา - มีลักษณะพิเศษ คือ นาค 3 เศียร เขามังกร 1คู่ ลิ้นไม่มีแฉก โดยมีการผสมระหว่างนาคและมังกร ตั้งอยู่ที่ฐานชาลาที่ 2ซึ่งมีต้นแบบมาจากประติมากรรมนาค พบที่เตาแม่น้ำน้อย วัดพระปรางค์ จ.สิงห์บุรี วาสุกรีนาคราช - มีลักษณะพิเศษ คือ นาค 5 เศียร สวมมงกุฎยอดชัย ประดับด้วยเลื่อมสีเงินบนกายสีทองของตัวนาค สะท้อนให้เห็นถึงการละกิเลสในระดับที่สูงขึ้น โดยจะตั้งอยู่ที่ฐานชาลาที่ 3 ซึ่งมีต้นแบบมาจากราวบันไดวัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี อนันตนาคราช - มีลักษณะพิเศษ คือ เศียรทั้ง 7 เป็นหน้าเทวดา ประดับเลื่อมสีทอง ซึ่งเป็นสีเดียวกับกายนาค สื่อถึงการละกิเลสสู่ความเป็นเทพ เนื่องจากเป็นราวบันไดที่เชื่อมสู่บุษบกองค์ประธาน ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระบรมโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเปรียบดั่งพระนารายณ์ตามความเชื่อกษัตริย์เป็นสมมตเทพ ราวบันไดนาคในชั้นนี้จึงแสดงถึงความเป็นเทพมากกว่าชั้นชาลาอื่นๆ โดยมีต้นแบบมาจากประสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สัตว์มงคลประจำ 4 ทิศ เปรียบดั่งทางขึ้นเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยป่าหิมพานต์ โดยมีสัตว์หิมพานต์มากมาย ซึ่งอาศัยอยู่รอบสระอโนดาตทั้ง 4 ทิศที่ขึ้นสู่ฐานชาลาชั้นที่ 1 โดยแต่ละทิศจะมีสัตว์หิมพานต์แต่ละประเภทอาศัยอยู่ ทิศละ 1 คู่ ช้าง - ทิศเหนือ อาศัยอยู่ปากแม่น้ำหัตถีมุข อันเป็นถิ่นที่ช้างอาศัยอยู่จำนวนมาก โค - ทิศใต้ อาศัยอยู่ปากแม่น้ำอุสภมุข อันเป็นถิ่นที่โคอาศัยอยู่จำนวนมาก ราชสีห์ - ทิศตะวันออก อาศัยอยู่ปากแม่น้ำสีหมุข อันเป็นถิ่นที่ราชสีห์อาศัยอยู่จำนวนมาก ม้า - ทิศตะวันตก อาศัยอยู่ปากแม่น้ำอัสสมุข อันเป็นถิ่นที่ม้าอาศัยอยู่จำนวนมาก |
อ้างอิงข้อมูล : สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร, kingrama9.net
ภาพประกอบ : ผู้จัดการ Live, กรมศิลปากร


