“ภาวะหัวใจล้มเหลว” เป็นสาเหตุของการตายได้มากกว่า “มะเร็งเต้านม-มะเร็งลำไส้ระยะรุนแรง” ถึง 2-3 เท่า, เป็นสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้ผู้ป่วยอายุมากกว่า 65 ต้องแอดมิดเข้าโรงพยาบาล, เป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 4 คนต่อชั่วโมง และยังเป็นภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ เพราะจากจำนวนประชากรกว่า 60 ล้านคน จะมีผู้ป่วยแฝงอยู่อย่างน้อย 1 ล้านคน ซึ่งมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่รู้ตัวว่า ตัวเองกำลังจะหมดลมหายใจเพราะภาวะหัวใจไม่ปกติ...
วัยรุ่นก็เป็นได้ ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่ควรกลัว!!
[“ภานุพงศ์” ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว ตั้งแต่อายุ 24 ปี]
“ก่อนหน้านี้ ผมเป็นนักกีฬาแฮนด์บอลโรงเรียนด้วยซ้ำครับ ออกกำลังกายมาตลอดสมัยเรียน แต่พอมาทำงานแล้วก็ออกกำลังน้อยลง ด้วยตัวงานก็ทำแต่เช้า แล้วเลิกดึก ทำให้แทบไม่ได้ออกกำลังกายเลย แล้วก็มีการกินเลี้ยงหนักๆ บ่อยๆ รวมถึงผมชอบกินของทอดๆ มันๆ อยู่แล้วด้วย
พอมารู้สึกตัวว่าอาการไม่ปกติอีกทีก็ตอนที่รู้สึกเหนื่อยผิดปกติ แล้วก็ไอหนักมาก เหมือนผู้ป่วยวัณโรคเลยครับ ผมนอนราบไม่ได้ กลางคืนต้องลุกขึ้นมานั่งไอโดยไม่รู้สึกตัวเลย ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นไซนัสอักเสบ เพราะเคยเป็นมาก่อน เลยซื้อน้ำเกลือมาล้างจมูก ก็ไม่คิดว่าจะเป็นโรคหัวใจขนาดนี้”
ภานุพงศ์ ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวย้อนรอยเล่าในวันที่ฝันร้ายกลายเป็นจริง ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ขณะที่ร่างกายกำลังย่ำแย่ถึงขีดสุดในตอนนั้น เชื่อไหมว่าเขามีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น จึงแทบไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มวัยนั้น จะต้องมามีชะตากรรมเช่นเดียวกับผู้ป่วยวัยชรา เพราะปกติแล้วภาวะหัวใจล้มเหลวแบบนี้ จะพบในคนอายุ 60 ปีขึ้นไป จึงถือเป็นกรณีศึกษาที่ทำให้รู้ว่า ภัยเงียบชนิดนี้ไม่เลือกวัยอย่างที่คิด
“ตอนแรกก็ยังไม่ได้เอะใจอะไรมากครับ แต่หลังๆ เริ่มจะปัสสาวะไม่ออก นอนหลับก็ไม่ได้ เพราะเวลาหลับไปหลายๆ ครั้งเหมือนเราจะหยุดหายใจไปเลย ก็เลยต้องสะดุ้งตื่น ตอนนั้นตัวบวมขึ้น น้ำหนักขึ้นเร็วมาก ทั้งๆ ที่เริ่มทานอะไรๆ ได้น้อยลงแล้วด้วย เพราะผมเริ่มเบื่ออาหาร ตอนที่เป็นหนักๆ ถึงขั้นลุกขึ้นยืนไม่ได้เลย ลุกขึ้นนั่งยังเหนื่อยเลยครับ ผมไม่มีแรง ขยับตัวไม่ได้เลย
พอมาเจอคุณหมอ คุณหมอก็วินิจฉัยว่าสภาวะหัวใจเราโตขึ้น เส้นเลือดตีบตัน พอได้ยินแบบนั้นผมช็อกเลย ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับผม หลังจากนั้นก็ต้องมารักษา เข้าออกโรงพยาบาลถึง 5 ครั้งในรอบ 2 เดือน นอนรักษาอยู่เป็นอาทิตย์ 2 อาทิตย์ พอเขาฉีดยาขับปัสสาวะให้ก็ดีขึ้น แต่ดีขึ้นได้แค่คืน 2 วัน ก็ต้องกลับมานอนโรงพยาบาลใหม่ คราวนี้ถึงขั้นต้องใส่ท่อหายใจถึง 2 ครั้ง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ทรมานมาก”
[อ.นพ.ธีรภัทร หน่วยโรคหัวใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี เจ้าของเคส]
ทุกวันนี้ หลังได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีนาน 3 เดือน เด็กหนุ่มที่เคยหมดเวลาชีวิตไปกับการเข้าออกโรงพยาบาลอย่างภานุพงศ์ ก็กลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ คือกลับมาเดินออกกำลังกายได้ถึงวันละ 10 รอบสนามฟุตบอลใหญ่ ซิตอัพได้ 100 ครั้ง และไม่ต้องกลับมานอนโรงพยาบาลอีกเลย เพียงแต่ต้องรู้จักวิธีดูแล “ภาวะหัวใจล้มเหลว” ของตัวเองอย่างถูกต้อง
อ.นพ.ธีรภัทร ยิ่งชนม์เจริญ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยรายนี้บอกว่า การสำรวจ “สัญญาณเตือน” จะช่วยได้มากสำหรับอาการของโรคนี้
“ถ้ามีสัญญาเตือน เช่น มีอาการบวมตามแขนขาเนื่องจากมีน้ำคั่ง, หอบเหนื่อยตอนออกแรง, ไอหรือเหนื่อยในตอนนอน ฯลฯ ก็ควรมาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ เพราะปัจจุบันมีการรักษาที่ได้ผลดี สามารถช่วยลดความทุกข์ทรมาน ลดการเข้านอนโรงพยาบาล และช่วยยืดอายุของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“หัวใจล้มเหลว” ผู้ป่วยโรคหัวใจทุกคนต้องเจอ!!
[สัญญาเตือนมีหลายอย่าง ต้องคอยสังเกตให้ดี]
“หัวใจของคนเราทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเพื่อไปเลี้ยงทั่วร่างกาย โดยส่วนประกอบของหัวใจจะประกอบไปด้วย “กล้ามเนื้อหัวใจ” และ “ลิ้นหัวใจ” เพราะฉะนั้น ไม่ว่าโรคอะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับทั้ง 2 อย่างนี้ ก็จะนำมาสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้”
รศ.นพ.ถาวร สุทธิไชยากุล นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมเอาไว้ผ่านงานเปิดตัวโครงการ “Every Beat Matters (เพราะทุกจังหวะมีความหมาย)” ซึ่งจัดขึ้นมาเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวให้แก่ประชาชนทั่วๆ ไป ให้มีความเข้าใจและสามารถรับมือกับภัยเงียบชนิดนี้ที่มีแนวโน้มผู้ป่วยสูงขึ้นทุกวันๆ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกถึง 46 เปอร์เซ็นต์ภายในอีก 13 ปีข้างหน้า
“ปัญหาเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือดในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากๆ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตอยู่ใน 2 อันดับต้นๆ เลย โดยเฉพาะ “โรคหลอดเลือดสมอง” และ “โรคหัวใจขาดเลือด” หรือถ้าพูดง่ายๆ ก็คือว่า ในเพศชาย จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดถึง 2.3 รายต่อชั่วโมง ส่วนในเพศหญิงจะเสียชีวิตน้อยกว่าหน่อยหนึ่ง คือ 2 รายต่อชั่วโมง เพราะฉะนั้น ถ้านับรวมจำนวนคนไข้ทั้งเพศชายและหญิง จะเสียชีวิตประมาณ 4 รายต่อชั่วโมง
[รศ.นพ.ถาวร นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์]
ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสภาวะเหล่านี้ก็คือ หลอดเลือดแข็งตัว, หัวใจโต, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จนมาสู่ “สภาวะหัวใจล้มเหลว” ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตในที่สุด และสาเหตุก็มาจากการปฏิบัติตัวของเราเอง เช่น การไม่ออกกำลังกาย, การมีความดันโลหิตสูง, การบริโภคไขมันเยอะจนทำให้ระดับไขมันในเลือดสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบตันมากขึ้นทุกวัน
จากข้อมูลค่าใช้จ่ายของทางสหรัฐอเมริกาพบว่า ถ้าคนไข้ต้องนอนโรงพยาบาลบ่อยๆ จะมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 53 เปอร์เซ็นต์เลย แต่ถ้าสามารถรักษาตัวเองที่บ้านได้ ก็จะถูกลงมาก สิ่งที่สำคัญก็คือเราจะทำยังไงให้เขาเข้าใจสภาวะตัวเองและดูแลตัวเองได้เบื้องต้น แล้วถ้าอาหารหนักถึงมาพึ่งโรงพยาบาล ก็จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไข้ดีขึ้น และครอบครัวก็จะสบายขึ้นเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยครับ
[8 สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม: เหนื่อยง่าย, ไอเมื่อนอนราบ, หัวใจเต้นเร็ว, เบื่ออาหาร, อ่อนเพลีย, แขนขาบวม, น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว และปัสสาวะบ่อย]
ส่วนเรื่องของแนวโน้มในไทยก็เพิ่มผู้ป่วยมากขึ้นทุกวัน เทียบง่ายๆ อย่างในโรงพยาบาลจุฬาฯ มีผู้ป่วยโรคหัวใจเข้าไปรักษาวันละกว่า 10 ราย และเมื่อคนไทยเป็นโรคหัวใจกันเยอะๆ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องค่ารักษาพยาบาล ไม่ว่าจะจากขั้นตอนสวนหัวใจ, ใส่บอลลูน, ใส่ขดลวดเพื่อขยายเส้นเลือด ฯลฯ ราคามันค่อนข้างสูง ในขณะที่งบประมาณของทางรัฐเองก็มีจำกัด ส่งผลให้เกิดปัญหาในระยะยาว และผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องรับประทานยาตลอดชีวิต ซึ่งก็ต้องมีคนรองรับช่วยเรื่องของค่ายา”
การรับมือกับภาวะหัวใจล้มเหลวรูปแบบใหม่ที่ทั่วโลกกำลังรณรงค์กัน จึงเป็นการเน้นเรื่องให้ความรู้ความเข้าใจแก่ทั้งตัวผู้ป่วยและญาติๆ ที่ช่วยดูแล หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปให้สามารถสังเกตสัญญาณหลายๆ อย่างและวินิจฉัยอาการเสี่ยงต่อโรคในเบื้องต้นได้ รวมถึงการปลูกฝังให้พึ่งตัวเองก่อนโผเข้าหาโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดการรักษาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
“ทุกวันนี้ทั่วโลกเน้นย้ำว่า ให้ปรับการรักษาให้คนไข้กลุ่มนี้ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องมานอนโรงพยาบาลบ่อยๆ ดังนั้น ปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาลก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราตระหนักและอยากแก้ไข ถ้าคนไข้สามารถดูแลตัวเองได้ มันจะสามารถช่วยได้ทุกอย่างตั้งแต่ระดับครอบครัว ไปจนถึงระดับสังคม จะทำให้ช่วยเซฟเรื่องค่าใช้จ่ายไปได้ ซึ่งจะดีต่อทั้งคนไข้เองและงบประมาณของประเทศด้วย
เราเชื่อว่าถ้าโครงการนี้ออกไปแล้ว และคนไข้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างดี จำนวนคนไข้ที่มีอยู่ก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้แพทย์มีเวลาไปดูแลผู้ป่วยรายอื่นๆ มากขึ้น ส่วนตัวคนไข้ จากที่เคยต้องเป็นเหมือนภาระของคนอื่นๆ ก็จะสามารถดูแลตัวเองได้ การต้องนอนโรงพยาบาลก็จะลดลง คุณภาพหลายๆ อย่างก็จะดีขึ้นเองครับ”
เพราะทุก “จังหวะ(หัวใจ)” มีความหมาย
[โครงการ “Every Beat Matters (เพราะทุกจังหวะมีความหมาย)" เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันหัวใจโลกพอดี]
คำว่า “ทีม” มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวแบบนี้ ศ.นพ.รุ่งโรจน์ กฤตยพงษ์ ประธานชมรมหัวใจล้มเหลวแห่งประเทศไทย ยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทั้งยังอัพเดตสถานการณ์โรคหัวใจในปัจจุบันให้ได้รับรู้ด้วยว่า ทุกวันนี้หลายๆ โรงพยาบาลพัฒนาคลินิกเฉพาะด้านนี้ขึ้นมา โดยจะมีทั้งแพทย์, พยาบาล, นักกายภาพบำบัด และญาติผู้ปวย เพื่อที่จะให้ผลรวมการรักษาเป็นไปได้อย่างดีที่สุด
“เรื่องของการดูแล นอกจากตัวผู้ป่วยเองที่ควรจะทำความเข้าใจในสภาวะของตนเอง ให้สามารถรับรู้ถึงสัญญาณเตือนได้เองแล้ว ญาติของผู้ป่วยก็มีส่วนสำคัญในการช่วยดูแลพฤติกรรมของผู้ป่วยให้ทานยาอย่างสม่ำเสมอ ส่วนบทบาทของแพทย์ ก็คือช่วยในการวินิจฉัยโรคจากการตรวจ และยังมีหน้าที่พิจารณาเรื่องยาที่ใช้ให้เหมาะสมเป็นรายๆ ไป โดยพยายามหาแนวทางการรักษา ประยุกต์หลักการจากต่างประเทศอยู่เสมอๆ
ผมคิดว่าการตระหนักรู้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าสามารถทำให้ผู้ป่วยที่ไม่รู้ว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะนี้ เข้ามาพบแพทย์ได้ เขาก็จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ส่วนคนที่รู้ว่าตัวเองป่วยแล้ว เขาก็จะได้เรียนรู้จากข้อมูล เพื่อมีชีวิตอยู่ในสภาวะนี้ได้อย่างมีคุณภาพ”
ทุกวันนี้ สถิติของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว นับจากประชากรทั้งหมดของประเทศเรา จะแฝงไปด้วยผู้ป่วยโรคนี้อยู่ 1 เปอร์เซ็นต์ เรียกง่ายๆ คือ ถ้าตอนนี้มีในไทยมีทั้งหมด 60 กว่าล้านคน ก็จะมีผู้ป่วยในภาวะนี้ถึง 1 ล้านคน โดยถ้าในจำนวนนั้นเป็นผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป จะมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ป่วยถึง 30 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องเข้ารับการรักษาซ้ำอีก หลังแอดมิดเข้าโรงพยาบาลครั้งแรก ทั้งยังมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
[มีนากชี เนวาเทีย ประธานบริหารบริษัทโนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด]
ด้วยเหตุนี้เอง มีนากชี เนวาเทีย ประธานบริหารบริษัทโนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด จึงตระหนักถึงภาระข้อใหญ่ที่ครอบครัวของผู้ป่วยและประเทศชาติต้องแบกรับ จึงได้เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งโครงการ “Every Beat Matters (เพราะทุกจังหวะมีความหมาย)” ขึ้นมาขุดช่องโหว่ของข้อมูล ซึ่งจะช่วยเซฟหลายๆ อย่างได้ ทั้งตัวผู้ป่วยเอง ทั้งโรงพยาบาล และประเทศชาติไปได้ในคราวเดียวกัน
“จริงๆ แล้วโรคหัวใจไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ เลย แล้วก็มีผู้ป่วยหลายคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังประสบภาวะนี้อยู่ ทางเราจึงเห็นความสำคัญของภาวะหัวใจล้มเหลว เพราะเชื่อว่าเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องสื่อสารเรื่องนี้ออกไป เราจึงได้เปิดตัวโครงการนี้ขึ้นมาโดยหวังให้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจในอาการของตัวเอง ให้เขาดูแลตัวเองได้อย่างดีจากข้อมูลในโครงการนี้ เพื่อให้มีชีวิตยืนยาวต่อไปได้ค่ะ”
เจ้าของโปรเจกต์อธิบายวัตถุประสงค์โครงการ ก่อนเปิดทางให้ ภญ.ดร.อิษยา สุขารมณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการเข้าถึงยา ฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจสัมพันธ์ และฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ขยายความความหวังดีเหล่านี้ให้เข้าใจมากขึ้น
“ในนามของ บริษัท โนวาร์ตีส (ประเทศไทย) จำกัด เรามีความยินดีที่จะนำเสนอสื่อโครงการที่ชื่อว่า “Every Beat Matters (เพราะทุกจังหวะมีความหมาย)” โครงการนี้เป็นโครงการรณรงค์เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ความสำคัญของโรคหัวใจ เป็นโครงการระยะยาวที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีข้อมูลที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว และยังจะให้ข้อมูลในทุกๆ แง่ แก่บุคคลที่ดูแลหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยด้วย
[เปิดตัวโครงการ พร้อมแนบข้อมูลช่วยเหลือระยะยาวในเว็บไซต์ www.everybeatmatters.in.th]
เรื่องสถิติโรคหัวใจในไทย จะพบว่าโรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ อยู่แล้ว ส่วน “ภาวะหัวใจล้มเหลว” เรียกได้ว่าเป็นภาวะในช่วงท้ายที่ต้องพบเจอในโรคหัวใจแทบจะทุกชนิด คือตอนนี้มี 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยที่ตกอยู่ในภาวะนี้ นั่นหมายความว่ามีผู้ป่วยโรคภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นหลักล้านเลยทีเดียว และยังมีอีกเยอะที่ยังไม่ทราบว่าต้องดูแลตัวเองยังไงให้ถูกวิธี
เราอยากจะให้ผู้ป่วย, ผู้ดูแลผู้ป่วย, รวมถึงประชาชนได้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ทันท่วงที เพราะยิ่งวินิจฉัยได้เร็ว โอกาสที่ผู้ป่วยจะรอด หรือมีผลการรักษาที่ดีก็จะยิ่งมีสูงขึ้นค่ะ”
อย่างที่ อ.นพ.ธีรภัทร หน่วยโรคหัวใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกเอาไว้ว่าการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือแก่ประชาชนคนไทย เกี่ยวกับ “ภาวะหัวใจล้มเหลว” เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะคนส่วนใหญ่ยังแยกอาการไม่ออก และมักจะเข้าใจผิดไปว่า สัญญาณเตือนหลายๆ อย่างจากภาวะนี้คือ “โรคชรา” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่
“หลายคนที่เป็นโรคนี้อยู่ แต่ยังไม่รู้ตัวครับ จึงเป็นจุดที่เราอยากให้เขาตระหนักเพื่อสังเกตตัวเองว่า นอกจากอาการเหนื่อยง่ายแล้ว เขายังมีอาการร่วมด้วยอย่างอื่นหรือเปล่า การสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนตรงนี้ จะช่วยให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบข้อมูลเพื่อเฝ้าระวัง และยังช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัว ได้ตระหนักถึงสัญญาณเตือนต่างๆ และพาตัวเองเข้ามารับการรักษาได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องในที่สุด”
สกู๊ปข่าว: ผู้จัดการ Live
รายละเอียดเพิ่มเติม: fb.com/everybeatmatters.in.th หรือ www.everybeatmatters.in.th


