เพียงแค่ชื่อก็เชื่อได้เลยว่าหลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่าคืออะไร? เคลื่อนไหวยังไง? แล้วทำไมต้องเคลื่อนไหวด้วย ดังนั้นแล้วไม่ต้องคิดให้ปวดหัวนาน เรามีคำตอบในเรื่องนี้มาให้ทุกคนได้รู้และเข้าใจว่า “จุดซ้อนเร้น” ที่สาวๆ นั้นหวงแหน สามารถทำให้กระชับ แข็งแรง ได้ด้วยการเคลื่อนไหว
ทันทีที่ชื่อ “จิ๋มเคลื่อนไหว” คำนี้หลุดออกไปยังโลกออนไลน์ ผู้คนที่ได้เห็นคำนี้ต่างพูดถึงและเป็นสงสัยว่า “จิ๋มเคลื่อนไหว” เจ้าของคำๆ นี้ต้องการจะสื่อถึงอะไรกันแน่ วันนี้ กรกาญจน์ รุ่งสว่าง นักเต้นอาชีพใน Pichet Klunchun Dance Company เจ้าของคลาส “จิ๋มเคลื่อนไหว” พูดถึงกระแสที่เธอนั้นได้รับการวิจารณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบ ที่แค่เริ่มต้นก็ดูเหมือนจะไม่ราบเรียบนัก
แต่นั่นก็ไม่ทำให้สาวสมัยใหม่ผู้หลงรักในศิลปะการเคลื่อนไหวรู้สึกหวาดหวั่น ย่อท้อ เธอยืนยันและมั่นใจกับแนวคิดที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาคิดค้นท่าเต้นภายนอกเคลื่อนไหว จนส่งผลถึงอวัยวะภายใน ให้เกิดความแข็งแกร่งกับร่างกายแบบองค์รวม โดยหวังว่าอีกไม่นาน คนที่เคย “ต่อต้าน” แนวคิดของเธอจะเข้าใจ “ศาสตร์แห่งการเคลื่อนไหว” เหล่านี้ขึ้นบ้าง
** “จิ๋มเคลื่อนไหว” หลักสูตรแหกคอก ถูกด่าอนาจาร
ความหลงใหลในมนต์เสน่ห์แห่งลีลา “การใช้ร่างกายภายนอกเคลื่อนไหวอวัยวะทุกส่วนภายในร่างกาย” ทำให้ เกด-กรกาญจน์ มุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความรู้อันนี้ ให้ผู้สนใจการเต้น ทันทีที่กลับถึงเมืองไทยคลาส “จิ๋มเคลื่อนไหว” จึงเกิดขึ้น
จิ๋มเคลื่อนไหว คือรูปแบบการเต้นชนิดหนึ่ง ที่เกิดได้จากโมเดิร์นแดนซ์เทคนิคในคลาสการเรียนการสอนที่อเมริกา “ที่นั่นเค้าไมได้สอนว่าเต้นอย่างไร แต่สอนให้เรานำเทคนิคการเต้นตรงนั้น มาประยุกต์ใช้เพื่อการเต้นแบบใหม่ เกดก็นำองค์ความรู้ตรงนั้นมาประยุกต์ใช้ เพราะที่ผ่านมาเราเต้นโดยใช้อวัยวะทุกส่วนกันไปแล้ว ร่างกายมนุษย์มีข้อจำกัด นักเต้นที่ดีต้องสามารถใช้ทุกสัดส่วนสื่อสารได้ แต่ทำไมพอใช้ “จิ๋ม” เป็นตัวสื่อสารในบ้านเรากลับถูกตีความไปในเรื่องของเซ็กส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น” กรกาญจน์ สะท้อนความรู้สึกส่วนตัวให้เราฟัง
หลังเปิดตัว “คอร์สจิ๋มเคลื่อนไหว” ไปแล้ว กระแสสนใจเยอะ แต่ก็มีกระแสตอบกลับมาในทิศทางลบค่อนข้างเยอะ มีกลุ่มคนที่คิดว่าเป็นสิ่งสกปรกเป็นเรื่องลามกอนาจารที่ไม่ควรนำมาพูด
เจ้าของคอร์ส ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า การแสดงตัวในครั้งนี้ มีผลลบค่อนข้างเยอะ “คนด่าเยอะมาก (หัวเราะ) เกดเข้าใจเค้านะคะ บางกลุ่มคิดว่ามันเป็นการเต้นลามกอนาจาร คิดว่าเต้นโดยใช้จิ๋ม ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่เลยค่ะ มันเป็นการแนะเทคนิคแล้วให้ครีเอทต่อๆไป ว่าจะปรุงแต่งอย่างไรให้เหมาะสมในแบบของแต่ละคน ในฐานะที่เกดเป็นนักเต้นที่เป็นนักออกแบบร่างกาย ทำงานศิลปะเกี่ยวกับร่างกาย เกดมองว่า “จิ๋ม” “จู๋” ในยุคสมัยนี้มันเป็นเรื่องปกติที่จะพูดถึงได้แล้วนะคะ ถ้าคิดแต่ในเรื่องเซ็กส์อย่างเดียวมันเป็นความคิดที่ค่อนข้างแคบ เกดไม่อยากให้มองด้านนั้นด้านเดียว “จิ๋ม” ในเวิร์คช้อปที่เกดทำ รูปแบบการทำงานหรือเคลื่อนไหวของมัน ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนทำงานสื่อสารผ่านร่างกายอย่างนักเต้น”
แม้กระแสต่อต้านจะมากมาย แต่เธอยอมรับได้ เพราะเข้าใจพื้นฐานสังคมไทย ว่า ยังเขินอายที่พูดเรื่องแบบนี้กันในสังคม ทั้งยังเปราะบางที่จะสื่อสารในเรื่องของเพศกันอย่างตรงไปตรงมา
“เวิร์คช้อปครั้งแรกที่ช่างชุ่ยตอนนั้น มีคนมาเรียนแค่คนเดียวนะคะ แต่เกดก็ไม่ได้ตกใจ ท้อใจอะไร เพราะเข้าใจว่าคนคงกลัว คงนึกกว่ามาแล้วจะมาเจอกับอะไร การที่คนมาน้อยไม่ส่งผลอะไรกับเกด เกดเป็นนักเต้น ไม่ได้มีอาชีพสอนเพื่อจะเอานักเรียนมากๆ เกดทำหน้าที่แค่แชร์ไอเดีย อยากให้คนตื่นตัวกับองค์ความรู้ใหม่ และกระหายที่จะอยากรู้อยากเห็นหรือสัมผัสมันมากกว่า อยากให้เปิดใจมากกว่าที่จะมานั่งโจมตีว่าเกดไม่มีอะไรจะทำแล้วเหรอ ถึงได้มาเปิดคลาสแบบนี้“
*** ไขความลับ 'จิ๋ม' เคลื่อนไหว
เกด เล่าถึงกระบวนท่าจิ๋มเคลื่อนไหวว่า เป็นการเต้นที่จะกระตุ้นจุดสัมผัสที่สำคัญและซาบซ่านที่สุดของร่างกาย ให้อารมณ์ ความรู้สึก กล้ามเนื้อ เส้นประสาท ของ 'จิ๋ม' ได้เคลื่อนไหว อย่างมีศาสตร์และศิลป์อย่างสวยงาม
“มันไม่ใช่การให้ท่าเต้น ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่เกดจะมานั่งบอกว่าให้ไปทางซ้าย 2 ทีไปทางขวา 4 ทีแล้วกระโดดนะคะ แต่มันเป็นการให้แนวคิดว่า ถ้าเราใช้อวัยวะส่วนนี้แล้ว มันจะได้อีกรสชาติหนึ่งในการเต้น 'จิ๋ม' มันคือจุดกำเนิดของการเคลื่อนไหว ที่เราสามารถพัฒนาไปสู่ความหมายที่เราอยากจะเล่า อยากจะถ่ายทอด และมันจะอธิบายถึงประโยชน์ให้คนที่เรียนเต้นทั้ง ฮิปฮอป แจ๊ส บัลเล่ต์ รู้ได้ว่าพวกเค้ามีวัตถุดิบในกระเป๋ามากขึ้นกว่าเก่า ได้รู้จักร่างกายในส่วนนี้มากขึ้น และแต่ละคนยังจะรู้ตัวเองได้ดีอีกด้วยว่าจะสามารถสร้างสรรค์งาน และสื่อสารความหมายจากตรงนี้ได้มากแค่ไหนอีกด้วย"
นักออกแบบท่าเต้นสาว ยังบอกอีกว่า ความสนุกอยู่ที่การควบคุมว่าเราพัฒนาสื่อสารความหมายให้ออกมาอย่างไรนั่นเอง “มันเหมือนการปรุงอาหาร เราจะปรุงท่วงท่าลีลาเคลื่อนไหวโดยการเต้นเป็นการสื่อสารเรื่องราวแทนวัตถุดิบปรุงรส เช่น พริก กระเทียม มะนาว และน้ำปลา เราจะทำอย่างไร? เราถึงจะปรุงอาหารจานนี้ให้อร่อย ก็เหมือนกันกับการเต้นเราจะทำอย่างไรให้คนดู ดุแล้วเข้าใจ สนุกไปกับเราได้ นั่นเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง และก็สนุกมากด้วยนะคะ"
นอกจากอรรถรสในการเต้นที่ได้รสชาติใหม่ๆ แล้ว แน่นอนว่า “จิ๋ม” ต้องแข็งแรง!!
“การออกกำลังกายโดยให้ความสำคัญในที่ใดที่หนึ่ง แน่นอนว่ามันต้องทำให้ส่วนนั้นแข็งแรง อย่างเราเต้นบัลเล่ต์ ขาของเราก็จะแข็งแรง ในส่วนของ “จิ๋ม” ก็เช่นกัน เมื่อเราเคลื่อนไหวภายนอก ภายในก็แข็งแรงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว”
**เปิดเส้นทางนักเต้นต้นตำหรับกระชับภายใน
ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เกด-กรกาญจน์ รุ่งสว่าง เป็นเพียงเด็กหญิงที่สนใจเรื่องการฟ้อนรำเท่านั้น เกดเริ่มเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของเธอให้ฟังว่า อาจเป็นเพราะแรงบันดาลใจมาจากปู่กับย่าที่เป็นลิเก ขณะที่พ่อ-แม่ แม้จะไม่ได้เป็นลิเกแต่ก็ชื่นชอบการรำ เธอเลยเติบโตมากับศิลปะแขนงนี้ และซึมซับมันเข้ามาเป็นเบื้องหลังของเธอนั่นเอง
ดังนั้น ทันทีที่จบมัธยมปลายจาก วิทยาลัยนาฏศิลป์ สาขานาฏศิลป์ไทย เธอจึงเลือกที่จะเรียนต่อปริญญาตรี สาขาดนตรี และการแสดง เอกนาฎศิลปไทย มหาวิทยาลัยบูรพา
“เกดเรียนรำมาตั้งแต่อายุ 13 ปี ตอนนั้นเกดไม่รู้หรอกค่ะว่าศิลปะการเต้นคืออะไร ไม่รู้ด้วยว่าชอบเต้นหรือไม่ เพราะเกดแยกไม่ออก ภาพในหัวตอนนั้นมองว่า เต้นคือการเคลื่อนไหวไปตามจังหวะ ขณะที่รำไทยก็คือการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมไทยที่คนเล่นต้องเรียบร้อย"
จนมาในช่วงมหาวิทยาลัยปี 1 สาวน้อยคนนี้ได้รู้จักและร่วมทำงานกับ “พิเชษฐ์ กลั่นชื่น”ซึ่งการทำงานตรงนั้น ทำให้เธอเริ่มรู้ เข้าใจ และแยกแยะได้ว่า “เต้น” และ “รำ” ก็คือการใช้ร่างกายในการสื่อสารเล่าเรื่องนั่นเอง “มันเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เกดรับรู้ว่าการเต้น กับ รำไทย มันมีอะไรที่คล้ายกันอยู่ และมันสามารถทำงานร่วมกันได้ พอเริ่มประติดประต่อได้แล้วว่าการเต้นไม่ใช่แค่เต้นตามจังหวะ ขณะที่รำไทยก็ไม่ใช่แค่วัฒนธรรม แต่มันคือการสื่อสารผ่านการเคลื่อนไหว เกดก็เริ่มจับต้องสิ่งที่เรียนมาได้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้ทำให้เกดตื่นตัว และตื่นเต้นที่จะเรียนรู้ พอยิ่งรู้ก็ยิ่งสนุก เลยเริ่มผสมผสานการเคลื่อนไหวทั้งสองอย่างไว้ด้วยกัน”
กรกาญจน์ โลดแล่นบนเส้นทางการทำงานด้านการเต้นมาได้ 9 ปีกว่าแล้ว ความโดดเด่นของการเป็นนักเต้นไทยที่ผสมผสานนาฏศิลป์ไทยแบบดั้งเดิม และศิลปะการเต้นแบบร่วมสมัย ไว้ด้วยกันของ “กรกาญจน์” ทำให้เธอได้มีโอกาสร่วมงานกับศิลปิน และนักออกแบบท่าเต้นมากมายในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งล่าสุดเธอได้เข้าร่วมโครงการ International Choreographers Residency Program ในงาน American Dance Festival 2017” ที่มอบให้กับนักทำงานศิลปะในสาขาต่างๆ เพื่อศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
การออกไปทำงานร่วมกับศิลปินต่างชาติ ทำให้เธอได้ซึมซับเอาโลกอีกด้านหนึ่งที่เธอไม่คุ้นเท่าไหร่ มาประยุกต์ใช้ในงานเต้น
“อเมริกาเก่งที่ค่อนข้าง balance คือเค้ามีศิลปวัฒนธรรมที่ค่อนข้างน่าสนใจ ไปอยู่อเมริกาได้ประมาณ 7-8 เดือน เกดได้เข้าคลาสเต้นได้มีโอกาสทำงานเต้นกับศิลปินที่โน่น ซึ่งสิ่งที่ได้มาคือเทคนิคการเต้นที่ใช้อวัยวะร่างกายภายนอกทุกส่วนเคลื่อนไหวอวัยวะทุกส่วนภายในร่างกาย เช่น กระดูก ปอด สมองกล้ามเนื้อทุกส่วน แม้กระทั่งจิ๋ม ตรงนี้มันทำให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเราที่มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น มากกว่าใช้ร่างกายภายนอกเพื่อสื่อสาร เกดเลยสนใจและนำเทคนิคตรงนี้มาพัฒนารูปแบบตัวมันเอง ทำให้เกิดรูปแบบการเต้นจิ๋มเคลื่อนไหว”
การยอมรับและความสนใจของสังคมเป็นสิ่งพึงปรารถนา ช่วยต่อลมหายใจให้ศิลปินได้ลุกขึ้นสู้ สำหรับ “กรกาญจน์” แม้การเริ่มต้นครั้งนี้จะไม่ได้รับเสียงตอบรับเต็มร้อย หากแต่ก็ไม่ทำให้เธอท้อและหมดกำลังใจ
“การสนับสนุนเป็นเรื่องที่จะสามารถช่วยให้ศิลปะแขนงต่างๆอยู่รอด ที่เกดเน้นว่าทุกคนสามารถมีความสุขกับการเต้นได้ การเต้นจะนำมาซึ่งความสุขและสุขภาพ เกด คิดเสมอว่า หากยังใจแคบปิดกั้นมองการเคลื่อนไหวของ “จิ๋ม” เป็นแค่เรื่องเซ็กส์เพียงอย่างเดียวก็คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก” กรกาญจน์ ทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้มสดใส
เรื่อง : วรกัญญา สมพลวัฒนา
ขอบคุณภาพประกอบ : ช่างชุ่ย , กรกาญจน์ , โรงละครช้าง


