xs
xsm
sm
md
lg

"มิสแกรนด์" แซงทุกมงฯ "ณวัฒน์" ผู้ปลุกชีพจากรุ่งริ่งสู่รุ่งเรือง!!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ประสบความสำเร็จท่วมท้นโปรดักชันส์สุดอลังการ จนกลายเป็นไวรัล เรียกเสียงฮือฮากับ มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ ปี 2017 ไปหมาดๆ สำหรับผู้อยู่เบื้องหลังไม่ใช่ใคร ณวัฒน์ อิสรไกรศีล จากไกด์หนุ่มนำเที่ยว สู่พิธีกร ผู้ผลิตรายการ ผู้อำนวยการกองประกวดนางงาม ล่าสุด กับบทบาทประธานและผู้ก่อตั้งมิสแกรนด์ไทยแลนด์ และมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนล เวทีเฟ้นหานางงามระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ

กระทั่งปัจจุบันนี้เขาได้พามิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนลแบรนด์ไทยทะยานขึ้นสู่เวทีนางงามอินเตอร์อันดับ 3 ของโลกภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี เรียกได้ว่าเป็นผู้ปลุกเสกวงการสาวงามให้ฟื้นคืนชีพกลับมาสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้ง!

เขาทำได้ยังไง?

เวทีนางงามผงาด ฟื้นคืนชีพ

“การประกวดนางงามจริงๆมันไม่น่าสนใจ และเป็นยุคตกต่ำมานานแล้ว แต่เราทำให้มีชีวิตใหม่ได้ ต้องยอมรับเลยว่า เป็นเพราะเรากับทีมงานที่มุ่งเน้นที่จะทำให้มันกลับฟื้นคืนชีพ เพราะเมื่อประมาณ 8-9 ปีที่ผ่านมา ผมมองว่าเป็นยุคตกต่ำของนางงาม บางคนที่ได้ตำแหน่งนางงามเราไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า เขาคือใคร ที่สำคัญเลยคือรองนางงาม ไม่ว่าจะเป็นเวลาทีไหน รองทั้ง 4 คือใครเรายิ่งไม่รู้เลย”

สำหรับจุดเริ่มต้นของมิสแกรนด์นั้น ณวัฒน์ เล่าว่า ต้องการแก้โจทย์เก่าที่ไม่เคยได้ชัยชนะ!

“จากที่เราทำเวทีมิสเวิลด์มาหลายปีมาก เรารู้สึกว่าเราลงทุนเยอะ ถึงแม้จะได้กำไรแต่ว่าเราไม่เคยได้ชัยชนะ ทำอย่างไรที่เราจะผ่านสเต็ปนี้ไปได้ เราอยากทำอะไรให้เกินตรงนี้ ไม่เช่นนั้นเราจะต้องเดินตามเขาตลอด 1.เราไม่เคยชนะ 2.นโยบายเราจะโตอย่างไร เพราะมากสุดเราก็ได้แค่ลิขสิทธิ์มาปีต่อปี และได้จัดประกวดกันไป

จากนั้นเมื่อปี 2012 ทางช่อง ให้หยุดรับผิดชอบ และมีการเปลี่ยนแปลงบ้างบางอย่างทั้งที่ผลประกอบการดี นี่จึงกลายเป็นจุดมารวมกันว่า ทำอย่างไรให้ระดับสากลของเราเปลี่ยนแปลงด้วย และเราต้องแก้โจทย์ที่เราทำมาตลอดแล้วเราประสบความสำเร็จแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศด้วย คือ ทางช่องต้องการให้คนอื่นเข้ามารับผิดชอบแทนเรา เราเลยคิดว่าควรจะต้องทำอะไรที่ไปพร้อมกันทั้งระดับอินเตอร์เพื่อแก้โจทย์เก่าที่เราทำกับมิสเวิลด์ และในฐานะที่เราต้องหยุดทำในประเทศคือมิสไทยแลนด์เวิลด์ แล้วเราจะทำมันอย่างไร

บังเอิญโชคดีที่ในจังหวะที่ยังคิดอยู่มีผู้ใหญ่ทางช่อง 7 เห็นด้วย อยากให้มาเริ่มการประกวดนางงามใหม่หมดเลย เพราะตอนนั้นช่อง 7 ไม่มีการประกวดนางงาม เพราะเวทีนางงามเก่าได้ย้ายไปกับผู้บริหารแล้ว จึงเอาไอเดียง่ายๆเลย และสิ่งที่ทำงานคือ ให้โอกาสผม และเชื่อผมว่า ถ้าเราไม่มีเวทีใหญ่อยู่ในมือระดับโลกที่เราต้องไปซื้อเขามา เราสามารถสร้างได้ เพราะเป็นการแก้โจทย์แบบถาวร จึงเป็นจุดเริ่มต้น ตั้งชื่อขึ้นมาย่อๆ คือ แกรนด์อินเตอร์เนชันแนล นั่นคือเวทีใหญ่

แน่นอนในสมัยนั้นที่เราจะต้องเสี่ยง ต้องอธิบายให้คนเชื่อก็คือ มันไม่มีทั้งมิสยูนิเวิร์ส ไม่มีทั้งมิสเวิลด์อยู่ในมือ และอยู่กับช่อง 7 แต่ถามว่าเราจะไปเอากลับมามันใช่เรื่องที่เราจะทำได้ง่ายๆมั้ย มันก็คงไม่ เพราะคนที่เอาไปมีการเตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วที่จะเอาไป ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เราจะช่วยเหลือได้ ไม่ใช่ไปแย่ง คือเราต้องสร้างของของเรา

ดังนั้น เมื่อมีมิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนลเป็นเวทีใหญ่ จึงต้องมีเวทีย่อยเป็นโรลโมเดล คือ เวทีประจำประเทศ จึงเป็นที่มาของ มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ เเพราะเมื่อเราจะขายมิสแกรนด์อินเตอร์ฯไปทั่วโลก เราจะมีกฎข้อบังคับว่า แต่ละประเทศจะต้องมีการจัดการประกวดชื่อว่า “แกรนด์” แล้วตามด้วยชื่อประเทศ เช่น มิสแกรนด์ลาว

ทางช่อง 7 ก็พยายามซับพอร์ตเราว่าทำอย่างไรเราจะเติบโตได้เร็ว ก็โชคดีที่เขาเชื่อเรา ให้เราลอง และสิ่งหนึ่งที่เราอยากตอบโจทย์ที่เดิมที่เราทำมาและไม่ประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งคือว่า เราไม่สามารถเอานางงามไปทำงานได้ เนื่องจากไม่มีคนให้โอกาส ก็เป็นปัญหาที่คาราคาซัง มาที่นี่เราก็บอกผู้ใหญ่เลยว่า สิ่งที่เราจะทำให้แบรนด์อยู่ได้ คือคนจะต้องมีเป้าหมายในชีวิต จะต้องมีอาชีพที่ชัดเจน คือ การเป็นนักแสดง และศิลปิน ซึ่งอยู่ที่เดิมเราไม่สามารถจะทำได้ เพราะเป็นระบบโครงสร้าง ที่เขาวางหลายๆอย่างเอาไว้ จนเราทำงานกันลำบาก

อยู่ช่อง 7 จึงกลายเป็นมีตำแหน่งชื่อว่า Grand Rising Star เป็นตำแหน่งพิเศษ ซึ่งจะเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงช่อง 7 ทันที เมื่อถูกเลือก และได้เงิน 3 แสนบาท นั่นคิดจุดเล็กๆที่เริ่มต้นขึ้น หลังจากนั้น ก็จะมีนักร้องอะไรมากมาย เลยกลายเป็นว่า นางงามที่ได้ตำแหน่งก็ไม่ได้ไปไหน ยังอยู่กับเรายาว ทุกวันนี้ปี 2013 ก็ยังอยู่ และยังเป็นนักแสดงอยู่ในวงการบันเทิง เป็นเวทีที่ตอบโจทย์ชัดเจน ทำให้เวทีเรามีอุปกรณ์ อาวุธ ค่อนข้างจะครบมือ เราก็สบายใจที่สามารถทำได้หลากหลาย เต็มรสชาติ และทำให้คนยอมรับ”

นางงามต้องดัดจริต -สวยพร้อมใช้

ณวัฒน์ มองว่า มิสแกรนด์ต้องเป็นเวทีนางงามในเมืองที่ต้องร้องเพลงลูกทุ่งได้ เพราะเราต้องเข้าถึงทุกคน จำเป็นต้องทั้งร้อง เต้น แสดงละคร ต้องครบเครื่อง คอนเซ็ปต์คือ “นางงามพร้อมใช้” และต้อง” ดัดจริต”
 ฝ้าย - สุภาพร มะลิซ้อน มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ ปี 2016
“ที่ผมวางไว้ตั้งแต่แรก นางงามเราต้อง “ดัดจริต” อย่าง ฝ้าย - สุภาพร มะลิซ้อน มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ ปี 2016 เป็นนางงามที่ครบเครื่องจริงๆ ที่ต้องดัดจริต เพราะจริตเป็นสิ่งที่สร้างมาเพื่อให้มีมูลค่า ฝ้ายเป็นคนที่แคสโฆษณาอะไรไม่เคยพลาดเลยนะ ได้งานตลอด ให้ทำอะไรได้หมด

ถ้าไม่ครบเครื่องชนะไม่ได้ มิสแกรนด์ไทยแลนด์เลยคำว่าประกวดนางงามไปมากแล้ว ผมไม่เคยนึกว่าจะต้องประกวดกันด้วยความสวย แต่สวยแล้วต้องทำอะไรได้ต่อ…

ทำไมทุกคนถึงอยากมาประกวดเวทีนี้ เพราะเวทีเป็นการประกวดที่ถึงรสถึงชาติ ถึงอารมณ์ และใครที่ได้มายืนบนเวทีนี้ ต่อให้ไม่ได้รางวัลคนก็รู้จักหมด เหมือนเราเป็นประตูบานเล็กๆที่ให้ทุกคนได้มาพรีเซนต์ตัวเอง แต่ถ้าใครได้รางวัลก็จะอยู่กับเรา แฟนคลับของแต่ละจังหวัดเขาจัดเต็ม มีทั้งเชิดสิงโต มีทั้งป้ายไฟ ยิ่งกว่าเดอะสตาร์ในยุคดังๆ ฮอลล์ใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีที่ว่าง คนดูเยอะมาก เพราะเราจุดติดแล้ว ตั้งแต่ผมเกิดมา ทำงาน ผมว่ายุคนี้เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุด รุ่งเรืองในการรับรู้

มิสแกรนด์ จะคนละแบบกับมิสยูนิเวิร์ส และมิสเวิลด์ เวทีเราจะเน้นความยุติธรรม ความสามารถ ไม่ล็อก ไม่มีการฝาก ถ้าใครมาฝาก คนนั้นก็ให้ตกรอบ ไม่ให้เข้ารอบ 20 คน เราจะมาร์กหัวไว้เลย ไม่อยากให้เอาเปรียบคนอื่น เรามีกฎ กติกา ร่วมกัน สังคมไทยจะดีขึ้นได้เพราะทุกคนต้องมีความดี

จดด่วน! สำหรับผู้หญิงที่อยากจะเป็นผู้เข้าร่วมประกวดเวทีนางงามนี้ได้นั้น ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ต้องสวยพร้อมใช้!

“ให้เป็นคอนเซ็ปต์ผู้หญิงพร้อมใช้ ผู้หญิงคนนั้นจะต้องเป็นผู้หญิงที่สามารถจะมีอรรถประโยชน์สูงสุดในการอยู่ร่วมกับคนในสังคม ถ้าสมมติว่า มีแค่ความสวย และไม่สามารถจะทำอะไรได้ ไม่ใช่คอนเซ็ปต์มิสแกรนด์

ความสวยไม่ต้องเป็นที่สุดก็ได้ แต่สิ่งที่ผสมผสานกันแล้วทำให้เขาออกมาดีที่สุด นั่นก็คือ ความสามารถ การใช้ชีวิต มุมมอง และการประมวลผลที่ดีในระดับสมอง ที่จะใช้งานเรื่องอะไรก็ได้ที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งสำคัญ ไม่เช่นนั้นคงไม่ใช่คอนเซ็ปต์มิสแกรนด์

กระบวนการความคิดสำคัญมากสำหรับคน คิดดีก็ดี คิดไม่ดีก็ไม่ดี ฉะนั้นทำไมเราต้องนั่งสัมภาษณ์ทั้งวัน 77 คน จะมีอยู่วันหนึ่งที่เราต้องนั่งหมกหมุ่นอยู่กับเขา เหมือนสัมภาษณ์งานเลย คือ คอนเซ็ปต์ผมคือ เหมือนรับสมัครพนักงาน 6 คน จาก 77 คน ผมสัมภาษณ์เองทั้งหมด

“ติดสัญญากับใครมั้ย เคยเซ็นสัญญาอะไรมาก่อนบ้าง ทำอะไรอยู่ที่ไหน พ่อแม่ทำอะไร เด็กๆเป็นยัไง เพื่อนฝูงเยอะมั้ย ในไอจี เฟซบุ๊กมีอะไรบ้าง อยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร ทำศัลยกรรมตรงไหนมาบ้าง สิ่งที่ไม่ชอบ อยากแก้ อยากเปลี่ยน อยากทำ อยากได้อะไรจากผมพูดมาเลย มีอะไรจะขาย คุณคิดว่าคุณน่าจะอยู่ตรงไหนของการแข่งขัน ถ้าไม่ใช่คุณ คุณว่าใครน่าจะชนะ”

ถามคำถามเหล่านี้เพื่อดูวิสัยทัศน์ เด็กเราต้องมีสมอง ยิ่งเดี๋ยวนี้มีโซเชียลฯ เยอะด้วย สมองต้องเป็นสิ่งสำคัญ
ย้ำ! พีคขึ้นทุกปี แรงยังไม่สุด

“ผมมั่นใจเลยว่ามิสแกรนด์ปีหน้าก็จะต้องแรงกว่านี้ แรงขึ้นทุกปี เพราะมาตามสเกล ตามอายุ นี่เพิ่งจะผ่านปีที่ 5 จะพีคขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องเตรียมคือครบ 10 ปี เราจะทำยังไง เพราะเป็น circle life อยู่แล้ว เดี๋ยวจะลง แต่ว่าเราต้องเปลี่ยน เราอยู่อย่างนี้ไม่ได้ อันนี้ต้องเก็บไว้ก่อน ต้องค่อยๆคิด
มิสแกรรนด์ไทยแลนด์ปี 2017 และรองฯ
สำหรับปีที่ 6 ก็เป็นไปในทิศทางเดิม เพียงแต่เราต้องใส่สีสัน อย่างปีนี้ เราให้รถ 5 คัน ผู้ชนะทุกคนได้รถยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกันหมด เรากล้าบอกได้เลยว่า เราขายสปอนเซอร์ได้เยอะมาก เวทีไหนจะบอกว่าขาดทุน เจ๊ง เราไม่รู้ แต่เวทีเราใช้เงินได้สนุกมาก เพราะทุกคนเทให้เราเยอะมาก เวทีเราไม่เหมือนเวทีอื่น เพราะตั้งแต่เก็บตัวจนจบห้ามกลับบ้าน เราอยู่ด้วยกัน 21 วันเต็มๆ อาหารดีทุกมื้อ โรงแรม 5 ดาว รวมเซอร์วิสทุกอย่าง คือ ห้ามกลับ เราอยู่เป็นล่ำเป็นสัน เราไม่ได้มาเช้าเย็นกลับ ทันทีที่คุณลากกระเป๋าเข้าบ้านหลังนี้ พ่อแม่ พี่เลี้ยง ผู้ว่าจังหวัด ใครจะมาส่งไม่สน เสร็จแล้วต้องกลับหมด เด็กต้องอยู่กับเรา ห้ามให้คนนอกยุ่งเกี่ยว เราต้องการฝึกคนให้เป็นผู้หญิงสวยที่พร้อมใช้ เราไม่อยากให้คุณมายืนยิ้มแบบตลก เฟค เพื่อเอารางวัล อันนั้นไม่ใช่เรา

ฉะนั้นในปีหน้าจะดีขึ้น อาจจะมีรางวัลที่ใหญ่มากขึ้นก็ได้ ทุกวันนี้มันก็ใหญ่มากแล้ว เงินสด 1 ล้าน รถคนละคัน ปีหน้าไม่แน่อาจจะเป็นบ้าน 5 หลัง กับรถ 5 คัน แล้วแต่กิมมิคของแต่ละปี เราเป็นเวทีที่สปอนเซอร์พึ่งได้”

ชุดประจำชาติเน้นอัตลักษณ์ วัฒนธรรม

ผู้เข้าประกวดทั้งประเทศมีประมาณ 3,000-4,000 คน จากนั้นคัดเหลือเฉลี่ย 20 คนต่อจังหวัด บางจังหวัดเหลือ 15 ประมาณ 1,400-1,500 คน ที่ได้เก็บตัว ได้ทำกิจกรรมในทุกจังหวัด เพราะชูนโยบาย “เมืองล้อมป่า”
(ซ้าย)ชุดประจำชาติ จ.จันทบุรี (ขวา)ชุดประจำชาติ จ.กาญจนบุรี
“คือการนำสังคมเมืองหลวงไปล้อมในป่าทุกจังหวัด เสร็จเรียบร้อยก็จะได้แค่คนเดียว เหลือ 77 ส่งถึงมือผม หน้าที่ผมคือทำ 77 ให้เหลือ 5 มีพิเศษอีก 1 ตำแหน่ง ก็รวมเป็น 6 คือเป็นดาราทันที ได้สายสะพายช่อง 7 และเงินพิเศษไปเลย

เราทำโครงสร้างเอาไว้ในการขายลิขสิทธิ์ในทุกๆปี ปีต่อปี ทั้งหมด 77 จังหวัด ทุกจังหวัดต้องมีการจัดประกวด จังหวัดละ 1 เจ้าของ เหมือนทำโอท็อปนางงาม ต้องทำพีอาร์ดี การประกวด ประชาสัมพันธ์ดี

นอกจากนี้ กิมมิคที่สำคัญของเราคือ ชุดประจำชาติด้วย เราต้องคิดต่าง ของเราจะมีอัตลักษณ์ที่แยกออกมาต่างหาก และเราก็เน้นเลยว่า อะไรคือสิ่งที่เป็นวัฒนธรรม เป็นศิลปะของคนท้องถิ่น เราก็จะให้ทำสิ่งนั้นออกมา ในแต่ละจังหวัดก็เขาจะมีดีไซน์เนอร์ทำชุดประจำจังหวัดออกมาเอง เป็นผลิตภัณฑ์จังหวัด อย่างชุดทุเรียน ก็มาจาก จ.จันทบุรี หรือ จ.ปัตตานี ก็เป็นเรื่องของสงครามและสันติภาพ ทุกจังหวัดก็บ่งบอกถึงตัวตน
ทำให้เรามีไวรัลโซเชียลฯ เยอะที่สุด อย่างการแนะนำตัว ก็เป็นเรื่องสีสัน เพราะในฮอลล์คนเยอะเสียงเชียร์ดังมาก นางงามจึงต้องตะโกนแนะนำตัว

ผมทำงานแบบทุ่มเท มีเป้าหมาย ชัดเจน สร้างมิติใหม่ สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่เคยทำมา เราทำอะไรไม่ได้เต็มที่ มีแต่คนวางระเบียบไว้ หลายๆอย่างทำให้เราแย่ลง แต่ครั้งนี้เป็นการทำงานแบบมีอิสรภาพ จึงทำได้เต็มที่ เต็มความสามารถ อยากทำอะไรอีกก็ทำได้

ตอนนี้มิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนลของเราเป็นเวทีนางงามอันดับ 3 ของโลก และมิสแกรนด์ไทยแลนด์ เป็นเวทีนางงามอันดับ 1 ของไทย ทั้งเรทติ้ง ฟอลโลเวอร์ โปรดักชันส์ เราเป็นเวทีนางงามเดียวที่กูเกิลเซิร์สขึ้นมาเป็นอันดับแรก เราค่อนข้างโตพอสมควร ทุกคนก็แย่งลิขสิทธิ์กัน ตอนนี้เราผ่านจุดเริ่มต้นมาแล้ว ถึงจุดที่เรากำลังไป ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากมาก การทำแบรนด์เป็นเรื่องปกติ เหมือนมิสแกรนด์ไทยแลนด์ มันเลยจุดเริ่มต้นมาประมาณ 2-3 ปีแล้ว ดังนั้นตอนนี้คือขาขึ้น แต่ยังขึ้นไปสุด ขึ้นไปอีกได้
เหล่าบรรดาแฟนคลับของแต่ละจังหวัด
บรรยากาศในฮอลล์แฟนคลับของนางงามแต่ละจังหวัดแน่นขนัด
ดังนั้นในแต่ละปีเราจะเติมกิมมิคเยอะๆ อย่างกระแสชุดประจำชาติ ของมิสแกรนด์จะดังมาก เงินที่ชนะก็ไม่ได้เยอะนะ แสนเดียว แต่ถามวาเขาชนะเขาได้อะไร เพื่อความยิ่งใหญ่ของจังหวัด ได้ถ้วยเกียรติยศ ถือว่าเขาเอาไปแห่ในจังหวัดเขาได้ คือทำอะไรก็แล้วแต่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ให้ชุมชนได้มีความสุข ให้ทุกคนรู้ว่าเป็นของเขา ทำให้จุดติดได้ง่าย

พอจุดติดแบบนี้ จากความคิดของเรา จากความพยายามของเรา จากความพยายามของเราที่หนัก หลายๆคนก็จะจ้องเลียนแบบ สำหรับผม ไม่ได้คิดอะไรเยอะ อยากเลียนแบบก็เลียนแบบไป จำไว้เลยว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดยาก แล้วเวลาที่เกิดขึ้นมาคนจะไม่จำของใหม่แล้ว จะจำเฉพาะสิ่งที่เกิด ฉะนั้นการจะเลียนแบบก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีอายุยาวขึ้น เพราะยิ่งเลียนแบบจะทำให้คนชอบออริจินอลมากขึ้น”

ชำแหละ!วงการนางงาม เบี้ยวเงิน เร่หาผู้ชาย

สำหรับอนาคตและทิศทางของวงการนางงามนั้น เขาตอบทันทีว่า “หาคนตั้งใจทำจริงๆยาก”

“มีแต่พวกตลก เลอะเทอะ เยอะ มีอยู่เวที สองเวทีเท่านั้นที่ทำงาน ที่เหลือทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ และอีกประเภททำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม มีธุรกิจแอบแฝงเยอะ เราไม่สามารถไปบังคับคนในวงการให้เติบโตไปกับเราได้ ตราบใดที่ทัศนคติเขายังเป็นอย่างนั้น ตราบใดที่การประกวดนางงามคือการจัดฉาก หลอก เอาคนที่จะชนะมาแล้วตั้งแต่แรก
นางงามเหล่านี้สังเกตได้ สุดท้ายก็จะไปจากเวทีเหล่านั้น ไม่ได้อยู่ให้ใช้งาน ถ้าคนเหล่านั้นที่ไปคือคนที่เตรียมมา เวทีของเรานางงามจะมีความกตัญญูเสมอ เนื่องจากเราเอาเขาขึ้นมาโดยที่เราไม่มีดีล มันจึงกลายเป็นอยู่ Long-term เวทีไหนที่นางงามมาแป้บเดียวไป ไม่ได้ทำงานให้องค์กร อาศัยความดังฉาบฉวยเดี๋ยวก็ไป

ยังมีเวทีนางงามอีกหลายเวที ที่ทุจริต คิดไม่ซื่อ นี่ก็เยอะ เช่น ไม่จ่ายเงินรางวัลให้นางงาม พานางงามไปเร่ร่อน หาผู้ชาย พวกนี้ไม่มีวันเจริญ ฉะนั้นคนเหล่านี้ไม่จริงใจในการทำงาน จะบอกว่าวงการจะไปในทางไหน ผมยังเป็นห่วงด้วยซ้ำว่า ผมปลุกวงการมันขึ้นมาแล้วพวกนี้จะฉวยโอกาสไปปหลอกคนมากขึ้นมันก็ไม่ดี

ต้องฝากย้ำเตือนว่า จงจำเอาไว้เวทีไหนไม่จ่ายเงินรางวัลช่วยพูดต่อเยอะๆ และจงหมายหัวไว้เลยว่าอย่าไปยุ่งกับพวกเขา เวทีไหนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ชอบล็อกนางงามให้ช่วยบอกต่อกันเยอะๆแล้วอย่าไปยุ่งกับเขา แต่ผลในสิ่งที่เขาทำแบบนี้มันก็ประจักษ์อยู่ทุกวันนี้ ทำไมจึงไม่มีคนไปสมัคร ทำไมถึงไม่มีคนสวยไป ทำไมถึงอยู่กันไม่ยั่งยืน ทำไมสปอนนเซอร์ถึงน้อยลง อันนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ว่าทำไมสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับใคร คนเหล่านั้นทำอะไรอยู่

มิสแกรนด์จึงเป็นความหวังของคนที่ต้องการจะประกวดนางงามจริงๆ และต้องการให้นางงามเป็นประตูบานหนึ่งที่ทำให้คุณมีชีวิตอีกหลายๆอย่างในวงการบันเทิงได้ดีขึ้น”

#ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

สำหรับณวัฒน์ เขาบอกชัดเลยว่า อยากประสบความสำเร็จเรื่องงานไม่มีคำว่า “โชคลาภ” มีแต่ “ความสามารถ”

“งานได้มาเพราะความคิด และปฏิบัติ คิดอย่างเดียวไม่สามารถจะดีได้ ประโยคที่ผมแฮชแท็กบ่อยๆคือ #ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ไม่ใช่พูดไปวันๆ ไร้สาระ ผมไม่สนใจคนที่ช่างพูด ผมสนใจคนทำงาน

เวลาทำงานผมไม่ได้มองอย่างอื่นเลย นอกจากเนื้องานอย่างเดียว ผมทำรายการท่องเที่ยว ผมก็ทำรายการให้แตกต่าง ตั้งแต่รายการเปิดเมืองแปลก เพราะความคิดต้องมีจุดยืน แล้วเราจะต้องพิสูจน์จากความคิดให้เป็นรูปธรรม ทำรายการทอล์กโชว์ในยุคแรกๆตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว คือ คุยแหกโค้ง ก็ดัง จนถึง circle life ก็เป็นไปตามวัฐจักรของรายการ

ฉะนั้นเวลาทำงานก็เหมือนทำรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ทำอย่างไรให้รายการที่มันซบเซาไม่มีคนดูให้กลับมามีคนดูให้ได้ ไม่ยากนะ เพียงแค่กลับหัวคิด และต้องเข้าใจบริบทของคน การเข้าใจคนเป็นสิ่งสำคัญว่า จริงๆแล้วคนเขาต้องการอะไร ถ้าเราจะขายอาหารเราก็ต้องรู้ว่า คนอยากกินอะไร และคนแถวนี้เขาชอบอะไร

ก็เหมือนกัน ถ้าเราอยากจะทำนางงามแล้วเปิดรับสมัครที่โรงแรมห้าดาว คัดมา 30 คน แล้วก็มาเก็บตัว 5 วัน เดินไปเดินมาสวมมงกุฏ และก็ไปออกงานเป็นงานการกุศล เตะบอล ตัดริบบิ้น มันก็ไม่ได้ตอบโจทย์ ฉะนั้นต้องศึกษาว่า เด็กที่อยากมา เขาต้องการอะไร จะดังได้ ต้องมีคนดู คนดูต้องการอะไร คนดูต้องการม็อบ ต้องการแสนยานุภาพ พลังของตัวเอง มีส่วนร่วม

จนตอนนี้ก็จะกลายเป็นม็อบนางงามอยู่แล้ว ทุกจังหวัดต้องมีม็อบนางงาม ต้องจุดให้ติด เป็นเรื่องธรรมชาติ คนเราต้องเกิดความภูมิใจในสิ่งที่จังหวัดมี ถึงใช้คอนเซ็ปต์ว่า “เมืองล้อมป่า” หลายคนบอกว่าผมพูดผิดตั้งแต่ครั้งแรกที่คิด พูด และทำ ผมบอกว่าผมไม่ผิด คุณอาจจะเคยได้ยิน ป่าล้อมเมือง เป็นอีกบริบทหนึ่ง แต่ธุรกิจนางงาม เป็นธุรกิจเล็กๆ ที่อยู่เฉพาะในเมืองมานาน ผมไม่เคยเห็นอะไรเลยที่ไปทำในชนบท นอกจากอยู่แต่ในเมืองกัน ทำให้คนไม่กี่คน คนรวยมานั่งดู ไม่เห็นไปประกวดต่างจังหวัดให้เป็นเรื่องเป็นราว จึงทำเป็นเมืองไปล้อมป่า เพื่อเอาคนในป่ากลับเข้ามาในเมือง

แต่จะเป็นป่าล้อมเมืองคงจะไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องควบคุมยาก แต่เป็นเมืองไว้ล้อมป่ามีนโยบายที่ชัดเจน แล้วส่งไปให้ป่าใช้งาน พอเขามีความสุข เขาก็จะเดินเข้ามาในเมืองเอง ทุกวันนี้เขาก็มาหาเราแล้ว ก็สบายขึ้น

3 อาชีพฝังรากในตัวตน

ความสามารถมากหมายหลากหลายเป็นทั้งพิธีกร นักเดินทาง ผู้ผลิตรายการ ผู้บริหาร แต่อาชีพที่เขารักสุดมีอยู่ 3 อาชีพที่ฝังอยู่ในตัวตน
ณวัฒน์ในบทบาทพิธีกรในรายการครัวคุณต๋อย
“งานพิธีกรก็เป็นตัวเรานะ ผมกล้าที่จะกรอกแบบฟอร์มที่ให้กรอกอาชีพว่า “พิธีกร” เพราะพิธีกรเป็นงานหนึ่งที่ต้องใช้สมอง ประเมินผล ปรับตัวเองเฉพาะหน้า ใช้ความจำ ใช้โหมดความคิดเร็ว มันก็เป็นงานที่ผมรัก

แต่ถ้าถามว่าอีกส่วนหนึ่งผมเป็นอะไร ผมเป็นครีเอทีฟ เพราะครีเอทีฟทำให้ทำงานในโหมดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง และอีกอาชีพคือ มาร์เก็ตติ้ง รู้สึกตัวเสมอว่าทุกอย่างที่ทำจะต้องมีคนซับพอร์ต เพราะเราไม่ได้รวยมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้เอาเงินที่บ้านมาใช้ และเป็นคนที่ฐานะไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก ฉะนั้นการที่เราไม่มีมาร์เก็ตติ้งคงอยู่ไม่ได้ ที่มีทุกวันนี้เพราะเรา ขายความคิด ขายงานของเรา ดังนั้นอาชีพมาร์เก็ตติ้งก็เป็นอาชีพที่ผมรัก ปฏิเสธไม่ได้ที่อยู่กับงานขายตั้งแต่เด็กจนโตและจนทุกวันนี้ก็บอกได้เลยว่า ทุกวันนี้ในบริษัททำงานเยอะแยะ แต่ผมยังต้องขายงานเอง เพราะจะเร็ว และได้เป้าหหมายที่ชัดเจนอยู่”

ส่วนเคล็ดลับการงานนั้น ต้องเคลียร์งานทุกอย่างให้เร็ว ไม่ติดใจ ปล่อยวาง

“อาชีพพิธีกรคืองานประจำ พอหมดเวลาก็ไปทำอย่างอื่น ในขณะรอคิวพิธีกร ผมก็สามารถทำงานอย่างอื่นได้ ฉะนั้นโทรศัพท์อยู่ไม่ไกลจากตัวผม

ผมเป็นคนทำงานเร็ว กึ่งใจร้อนด้วยซ้ำ แต่ผมคิดว่าถ้าไม่ทำงานเร็ว งานจะสุมหัวมากแล้วทำไม่ทัน เพราะถ้างานสุมหัวจะเริ่มเบื่อ ไม่อยากรู้สึกแบบนี้ จึงรีบเคลียร์ออกให้เสร็จ เป็นนิสัย ไม่ติดค้างเรื่องงาน และไม่ติดใจเรื่องงาน เช่น ถ้างานผิดพลาดก็ผ่านไป ไม่เก็บมาเศร้า เช็กเด้งก็ช่างมัน ตามไม่ได้ก็จบ ปล่อยเงินสูญไป เดี๋ยวเงินก็มาใหม่ ในชีวิตเคยมีคนทำเช็กเด้งเกือบ 20 ล้าน ก็ต้องปล่อยผ่าน ในเมื่อไม่มีวันได้แล้ว

งานก็ไม่ติด เรื่องก็ไม่ติด ผ่านไปเร็วทุกอย่าง ถ้าบางคนมัวแต่ไปติดเรื่องเก่าๆ ติดเรื่องเดิมๆ มันก็ไม่เกิดเรื่องใหม่ๆ จะวนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ อีกอย่างผมไม่ยึดติดอยู่กับงานเดิมๆ แม้งานนั้นจะประสบความสำเร็จมากก็ตาม เพราะเราก็จะติดค่านิยมอยู่ในหัว เวลาคิดของใหม่ ก็จะไปติดของเก่า ความสำเร็จที่ผ่านมาดูได้ความชื่นใจ เพื่อความบันเทิง

แต่เราต้องก้าวต่อไปเรื่อยๆ ต้องทำอะไรที่แตกต่าง ไม่ได้เป็นคนพูดสวย แต่สนุกกับงาน อาจจะมีทุกข์บ้าง แต่วันพรุ่งนี้ก็ “ปล่อยทุกข์” ให้มันผ่านไป

เรื่อง : สวิชญา ชมพูพัชร

ภาพ : พลภัทร วรรณดี

ขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก : ณวัฒน์ อิสรไกรศีล - Mr.Nawat Itsaragrisi และ Miss Grand Thailand
กำลังโหลดความคิดเห็น...