xs
xsm
sm
md
lg

สรีระหลวงพ่อคูณ “พวกมึงอย่าเหนี่ยวกูไว้เลย”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“ยอมรับเอาไปปลดหนี้ 102 ล้าน” ญาติเผยสาเหตุที่แท้จริงของการขอคืนสรีรสังขารหลวงพ่อคูณ หลังเป็นอาจารย์ใหญ่ ที่คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้ร่วม 2 ปี ด้านเจ้าหน้าที่ระบุ เอาร่างคืนได้ก็ต่อเมื่อนักศึกษาเรียนเสร็จ ไม่ขัดพินัยกรรม แต่สังคมยังประณาม “หากินกับพระ” แม้ขณะที่เกจิดังละสังขารไปแล้ว

“หลวงพ่อคูณอยู่ที่ไหน ผลประโยชน์อยู่ที่นั่น”

"กูมานึกได้ว่าอยากจะสร้างบารมี เรื่องบริจาคศพ ดีกว่าเอาไปเผาทิ้ง ให้เขาเอาไปเป็นทาน ได้เป็นครูเขา …พวกลูกหลาน เมื่อถึงเวลาที่กูหมดลมหายใจแล้ว พวกมึงก็อย่าได้หน่วงเหนี่ยวเลย ให้เขาไปเถอะ เพราะมันจะเสียเจตนาของกู ขอให้อนุโมทนากับกู"
ข้อความบางตอนจากคำสั่งเสียของ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2547 หลังจากที่ท่านทำพินัยกรรมมอบศพให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



หากยังจำกันได้ ตอนที่ท่านอาพาธอยู่ ก็ยังถูกรบกวนจากบรรดาลูกศิษย์ที่นิมนต์ท่านมาทำพิธีปลุกเสกต่างๆ หลังจากที่หลวงพ่อหลวงพ่อมรณภาพไปไม่ทันไร ดูท่าทางเจตนารมณ์ของหลวงพ่อคูณที่ต้องการจากไปอย่างสงบคงเป็นเรื่องยาก เพราะญาติของ พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ ลุกขึ้นมาร้องขอสรีรสังขารคืนจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยให้เหตุผลว่าจะนำไปฌาปนกิจที่วัดบ้านไร่ และเพื่อช่วยแบ่งเบาหนี้ของวัดบ้านไร่ที่มีกว่า 102 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกทางมหาวิทยาลัยปฏิเสธไปแล้ว เนื่องจากในพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า ‘ได้มอบร่างของตนไว้เป็นอาจารย์ใหญ่’



เรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดเผยผ่านรายการ “ปากโป้ง” โดยมีน้องสาวของหลวงพ่อคูณ คำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ รวมถึงหลานๆ ของหลวงพ่อคูณอีก 3 คน คือ ต้อ - บุญเทิด วงษ์กาญจนรัตน์,ดำ - ประทีป วงษ์กาญจนรัตน์ และแดง - สุดท้าย วงษ์กาญจนรัตน์ มาร่วมพูดคุย

ข้อมูลจากทางญาติของหลวงพ่อคูณเปิดเผยว่า ที่ต้องการขอรับร่างคืน ก็เพราะได้รับแรงกดดันจากญาติและลูกศิษย์ เมื่อเจอหน้าก็มักจะถูกถามว่าทำไมไม่อยากได้ร่างท่านกลับมาวัด ตนจึงคิดว่าถ้านิ่งเฉยก็เหมือนกับว่าไม่รู้จักบุญคุณ ก็เลยชี้แจงพวกเขาไปว่ามีพินัยกรรม เขาก็ตอบกลับมาว่า ‘พินัยกรรมมันสู้ความเป็นเครือญาติไม่ได้’ เมื่อมีแรงกดดัน จึงตัดสินใจขอร่างคืนเพื่อให้เห็นว่าทำแล้ว



ทางด้านหลานคนที่เป็นหนึ่งในพยานตอนเซ็นรับรองพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณ เปิดเผยว่า “ที่ออกมาเรียกร้องเพราะ อยากจะทำตามที่เขาพูดไว้ ให้หลวงพ่อสบายใจเฉยๆ เขาบอกว่าจะไม่เอาร่างไป โดยอ้างเหตุผลว่า เพราะ 1.หลวงพ่ออายุมาก 2.น้ำหนักไม่ได้ 3.ท่านมีอาการอาพาธ ตอนแรกผมก็จะไม่เอาไป ถ้าเกิดมีการเอาไปผมก็จะไม่เซ็น”

ส่วนสาเหตุที่ญาติต้องการนำร่างของหลวงพ่อกลับมาที่วัดบ้านไร่ นอกเหนือจากความศรัทธาแล้ว ก็ยังมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้ได้รับคำตอบจาก สุดท้าย หลานอีกคนหนึ่ง ที่ยอมรับว่า เป็นเรื่องจริง เพราะวัดบ้านไร่นั้นมีหนี้มูลค่ากว่า 102 ล้านบาท ซึ่งได้ชำระไปแล้วจนปัจจุบันเหลือประมาณ 90 ล้านบาท โดยเขาอ้างว่า วัดบ้านไร่เป็นหนี้มาตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อคูณยังมีชีวิตอยู่ มาจากการสร้างศาลา อุทยาน และวิหารภายในวัด 3 โครงการ

“ในฐานะสายเลือดลูกหลาน ไม่อยากให้ท่านติดหนี้ เผาไปแล้วก็ติดหนี้ อย่างที่แม่เคยพูดว่า หลวงพ่ออยู่ตรงไหนมีผลประโยชน์ที่นั่น เราจึงคิดกันแล้วว่า ผลประโยชน์สุดท้ายน่าจะเกิดที่วัดบ้านไร่ เพราะตลอด 2 ปีผ่านมาคนน้อยลง พอผมได้เป็นที่ปรึกษาเจ้าอาวาสคนใหม่ ก็ได้รับโทรศัพท์การทวงหนี้อยู่เรื่อยๆ”


คำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ อายุ 91 ปี น้องสาวหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

ส่วนประเด็นที่ว่า เป็นไปได้มั้ยว่าเงินจะเข้ากระเป๋าตัวเอง สุดท้ายได้ให้คำตอบว่า ”ยึดตามพินัยกรรมข้อ 6 คือนายอำเภอด่านขุนทด ศึกษาธิการอำเภอ หรือเป็นสำนักพุทธที่เป็นผู้เข้าดูแลเรื่องทรัพย์สิน ซึ่งก็ตรวจสอบไปหมดแล้ว”

ล่าสุดมีคำชี้แจงจากคณะกรรมการวัดบ้านไร่ว่า หลวงพ่อคูณและวัดบ้านไร่ไม่ได้เป็นหนี้สินใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ในส่วนของหนี้สินอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่ขอรับรู้และยุ่งเกี่ยว

ญาติมีสิทธิ์แค่ไหนในร่าง “อาจารย์ใหญ่หลวงพ่อคูณ”

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องผลประโยชน์ระหว่างบรรดาญาติและคณะกรรมการวัด ที่ยังไม่มีข้อสรุป ยังมีในเรื่องของการบริจาคร่างกายของหลวงพ่อ ที่ยังเป็นที่คลางแคลงใจของคนในสังคมว่า หากญาติต้องการนำร่างกลับไป จะเป็นการขัดกับพินัยกรรมหรือไม่ นับตั้งแต่หลวงพ่อคูณมรณภาพ คือวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 จนถึงปัจจุบันก็มีระยะเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว

ตามพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณที่ได้มีการนำมาเผยแพร่ ระบุไว้ชัดเจนถึงการบริจาคร่างกายว่า การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศและพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ


พินัยกรรมของหลวงพ่อคูณระบุไว้ชัดเจน ถึงการจัดการกับสรีระหลังเป็นอาจารย์ใหญ่

ทั้งนี้ทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่น

ส่วนอัฐิ เถ้าถ่านและเศษอังคารทั้งหมดให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม และก่อนหน้านี้ทางคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ ม.ขอนแก่น ปฏิเสธที่จะคืนร่างของหลวงพ่อให้แก่ทางญาติ โดยให้เหตุผลว่า “ทางคณะแพทย์ศาสตร์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในพินัยกรรมอย่างถูกต้องทุกประการ”

เกี่ยวกับเรื่องการบริจาคร่างกาย ทีมข่าวผู้จัดการ Live ได้ติดต่อไปที่หน่วยรับบริจาคร่างกาย คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูล จึงได้ทำการติดต่อไปยังภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลแทน

สงกรานต์ คล้ายกลิ่น เจ้าหน้าที่รับร่างและประเมินร่างอาจารย์ใหญ่ ให้ข้อมูลกับทางทีมข่าวว่า การจะบริจาคร่างกาย ในแต่ละแห่งมีกฎระเบียบค่อนข้างคล้ายกัน คือหากญาติต้องการนำร่างของอาจารย์ใหญ่กลับไปได้ก็ต่อเมื่อนักศึกษาเรียนเสร็จสิ้นแล้ว



โดยทั่วไปถ้าเรียนเสร็จสิ้นแล้วทำได้ครับ แต่ถ้ายังเรียนไม่เสร็จก็นำไปไม่ได้เพราะนักศึกษาต้องเรียนต่อเนื่อง ใช้เวลาประมาณ 1 ปีเต็ม ซึ่งเมื่อศึกษาร่างของอาจารย์ใหญ่เสร็จสิ้นแล้ว ถ้าญาติแจ้งไว้ล่วงหน้าว่าจะแยกไปจัดการฌาปนกิจเอง และสามารถขอพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษได้ด้วยการแจ้งทางภาควิชาฯ ให้ออกจดหมายขอพระราชทานเพลิงฯ แล้วญาตินำจดหมายนี้ไปติดต่อกับสำนักพระราชวัง หากญาติไม่ขอ ทางเราก็จะจัดการให้เป็นพระราชทานเพลิงรวมครับ

ส่วนผู้ที่ต้องการจะบริจาคร่างกาย ตามระเบียบการของคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ผู้ที่จะเป็นอาจารย์ใหญ่ ต้องมีร่างกายสมบูรณ์เต็มที่ 100% แต่จะไม่จำกัดเรื่องอายุ ส่วนเงื่อนไขจะมีดังนี้ 1.ไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงทั่วไป 2.แต่กรณีเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในช่องอก หรือช่องท้อง เจ้าหน้าที่ภาควิชาฯ จะไปพิจารณาดูว่ามีลักษณะเหมาะสมที่จะนำร่าง มาเตรียมให้แพทย์ฝึกทางหัตถการและวิจัยทางการแพทย์ได้หรือไม่ 3.น้ำหนักต้องไม่ต่ำกว่า 40 และไม่เกิน 70 กิโลกรัม

ในกรณีร่างของหลวงพ่อคูณสำหรับการนำไปเป็นอาจารย์ใหญ่นั้น เจ้าหน้าที่จากทางมหาวิทยาลัยมหิดลผู้นี้ ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ตอนที่นำร่างท่านไปเก็บรักษา กล้ามเนื้อของหลวงพ่อคูณไม่ค่อยมี คงไม่อาจถือว่านำไปศึกษาได้ แต่อาจจะเก็บร่างไว้อยู่แบบนั้นเพื่อเป็นอนุสรณ์จะเหมาะสมกว่า

เขายังกล่าวอีกด้วยว่า ในส่วนของแบบฟอร์มการบริจาคร่างกาย ถึงแม้ญาติจะเซ็นยินยอมไปแล้ว แต่จะยกเลิกภายหลังก็ทำได้ เพราะการบริจาคร่างกายไม่มีข้อผูกมัดใดๆ แต่หากมีเรื่องของพินัยกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย แต่ที่สำคัญที่สุด หากคิดจะบริจาคร่างกาย ผู้ที่บริจาคต้องแจ้งให้ญาติทราบด้วย



“ผมขออนุญาตยกกรณีตัวอย่างคือ นาย ก บริจาคร่างกายไว้ ซึ่งนาย ก มีบุตร 4 ท่าน ลูกทั้งหมดได้ทราบว่าบริจาคร่างกายไว้ เมื่อถึงเวลาผู้บริจาคเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่จะไปรับร่าง แต่ลูกนาย ก คนหนึ่งเป็นคนคัดค้าน ก็ไม่สามารถรับได้ แม้จะเซ็นในแบบฟอร์มขอรับบริจาคไปแล้ว ตรงนี้ไม่มีพันธะกิจใดๆ ครับ เพียงแค่เจตนารมณ์อย่างเดียวครับ แล้วก็เรื่องความอนุเคราะห์ร่างอย่างเดียว

บางท่านที่ประสงค์จะมาทำกับเราก็เดินมาคนเดียว แล้วบอกว่ามาบริจาคร่างกาย ผมขอชี้แจงไว้ว่า การบริจาคร่างกายต้องแจ้งให้บุคคลในครอบครัวทราบด้วย เพราะบางท่านไม่ทราบว่าต้องแจ้งให้ครอบครัวทราบ หลายท่านที่เข้ามาคือบริจาคกัน คือไม่รู้ข้อมูล รู้อย่างเดียวว่าจะมาบริจาคร่างกาย

ผมเลยอยากให้ผู้ที่ประสงค์จะมาบริจาคร่างกายทราบว่า การบริจาคร่างกายต้องให้บุคคลในครอบครัวรับรู้และยินยอมด้วยจึงจะดีที่สุด พอถึงเวลาจริงๆ ก็มีหลายครั้งที่ให้มั่งไม่ให้มั่ง เดี๋ยวพี่น้องทะเลาะกัน แล้วมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”

ขอบคุณภาพประกอบ : รายการ “ปากโป้ง”




มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"MGR Online Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: manageronlinelive@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...