xs
xsm
sm
md
lg

“Toolmorrow” เกรียนจนได้เรื่อง! เมื่ออดีตเด็กเกเร อยากสร้างสรรค์สังคม!! [มีคลิป]

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


จะเกิดอะไรขึ้น... ถ้าเด็กชายคนหนึ่งไปบอกพ่อว่า "เจี๊ยวเล็ก"!!, ถ้าเด็กสาวคนหนึ่งปรึกษาแม่เรื่อง "จิ๊มิมีกลิ่น"!!, ถ้าจู่ๆ เด็กๆ ก็เดินไปคุยเรื่อง "เพศ" กับพ่อแม่!! พวกเขาจะถูกดุอย่างที่คิดเอาไว้หรือไม่? ผู้ปกครองจะทำอย่างไรกับปัญหาสารพัดที่วัยรุ่นวัยเรียนหอบมาให้ พ่อแม่จะจัดการอย่างไรกับ “คลิปที่ลูกถูกแอบถ่าย”, สังคมจะยอมรับได้ไหมถ้าเด็กๆ ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับ “สิ่งที่ครูสอน” ว่าไม่ได้ถูกต้องเสมอไป ประเทศไทยจะรับแค่ไหนถ้ามี “นักทำลายความเชื่อผิดๆ” ปรากฏตัว!!



แฟนเพจ “Toolmorrow” คือกลุ่มคนเจ้าของคำถามพาปฏิวัติความคิดเหล่านั้น คือกลุ่มคนที่ให้คำจำกัดความตัวเองเอาไว้ว่า “นักทำลายความเชื่อผิดๆ” ด้วยการทำให้ความเชื่อผิดๆ ทั้งหลายหมดความน่าเชื่อถือลงไป เพราะมองเห็นแล้วว่า ถ้าสังคมมัวแต่เพิกเฉย ปล่อยให้ “ความเชื่อผิดๆ” ยังคงฝังหัวและดำเนินต่อไป ก็จะก่อให้เกิดการสร้าง “พฤติกรรมผิดๆ” จนนำไปสู่ “ชีวิตมีปัญหา” ได้ในที่สุด

เสก-สุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ ว่าที่คุณพ่อวัย 38 คือเจ้าของหัวคิด “ขจัดวงจรหลงผิด” ด้วยการสร้าง “เครื่องมือสำหรับอนาคต (Tool for Tomorrow)” ผ่านรูปแบบสื่อสร้างสรรค์บนเฟซบุ๊กแฟนเพจ สร้างสื่อออนไลน์ที่เน้นเนื้อหาในการทำลายความเชื่อผิดๆ ทั้งในรูปแบบคลิปวิดีโอ, รูปภาพ และบทความ จึงเป็นที่มาของชื่อที่สอดคล้องกับแนวคิดที่ชื่อว่า “Toolmorrow” ขึ้น

ปัจจุบันผู้ดูแลแฟนเพจดังกล่าว ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ซึ่งได้เข้าร่วมงาน “The Admin Pendables” งานรวมสุดยอดแอดมินแห่งยุคครั้งล่าสุดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว


จริงๆ แล้วเรื่องความเชื่อยังมีอีกมากมายในสังคมไทย ที่หยิบเอามาตั้งคำถามและหาคำตอบกับมันได้ แต่ผมไม่สนใจความเชื่อที่มันไกลตัวเกินไป อย่างเรื่อง “บั้งไฟพญานาคมีจริงไหม?” เพราะผลของความเชื่อเหล่านั้นมันอาจไม่ได้ส่งผลต่อมุมมองและชีวิตของคนเราขนาดนั้น ไม่เหมือนความเชื่อฝังหัวแบบผิดๆ ที่ใกล้ๆ ตัวอย่างอื่น ที่มันส่งผลกระทบได้มากกว่า และความเชื่อแบบผิดๆ เหล่านั้นแหละครับที่ผมอยากจะ “ทำลาย” มันให้ได้มากที่สุด

ถ้าให้มองจากมุมมองของคนที่เคยเป็น “เด็กเกเร” มาก่อน ผมมองว่าที่ทำให้วันนั้นผมหลงผิด เดินไปในทางผิดๆ จนชีวิตเดินไปไม่ถึงไหน ก็เพราะผมมีความเชื่อผิดๆ อยู่ในใจ เหมือนกับวัยรุ่นไทยทั่วๆ ไปที่เชื่อกันอย่างนั้น เช่น เชื่อว่า “สูบบุหรี่แล้วเท่” “โดดเรียนคืออิสระของชีวิต” “เพื่อนคือคนที่สำคัญและให้คำปรึกษาเราได้ดีที่สุด” หรือแม้แต่การกระทำหลายๆ อย่างที่รู้สึกว่า “แล้วไง ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่หว่า” จริงๆ แล้ว มันเป็นความเชื่อที่ผิดทั้งนั้นเลย”

ลองยกตัวอย่าง ความเชื่อผิดๆ ที่คอยเกาะฝังความรู้สึกในด้านลบของเด็กและเยาวชนในบ้านเมืองเรา ก็คงหนีไม่พ้นความคิดที่ว่า “คุยเรื่องเพศกับพ่อแม่แล้วจะโดนดุ” จึงหันหน้าไปปรึกษาเพื่อนในวัยเดียวกันแทน และเพื่อให้เหล่าวัยรุ่นเลิกมโนไปเองว่าคนในครอบครัวไม่พร้อมเข้าใจ ทางทีมงานจึงทำคลิปหลายๆ ตัวช่วยหักล้างความเชื่อผิดๆ แบบเดิมๆ ออกมา


เริ่มจากการโพสต์หาอาสาสมัครวัยรุ่น ที่อยากทราบปฏิกิริยาพ่อแม่ของตัวเองว่าจะดุกลับมาอย่างที่กลัวๆ กันหรือไม่ จากนั้นทีมงานก็เดินทางไปคุยกับผู้ปกครองคนใดคนหนึ่ง อาจเป็นพ่อหรือแม่ก็ได้ เพื่อขอติดตั้งกล้องแอบถ่ายบทสนทนาระหว่าง เด็ก-ผู้ใหญ่ จากสถานการณ์จริง จนออกมาเป็นคลิปน่ารักๆ จากหลากหลายครอบครัวที่พร้อมรับฟังและให้คำแนะนำลูกหลานตามแบบฉบับของตัวเอง

“เพราะวัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากลอง บางทีเราไปสั่งสอนเขาแบบปกติ มันก็ไม่น่าสนใจ เขาจะไม่รู้สึกว่ามันท้าทาย แต่ถ้าเราทำคลิปขึ้นมาให้เห็นตัวหนึ่ง ไม่ได้บอกว่านี่คือคำตอบที่ดีที่สุด แต่มันจะทำให้เขารู้สึกสงสัย และอาจจะอยากลองไปคุยกับพ่อแม่ของตัวเองดูบ้างว่าจะได้ผลออกมาเป็นยังไง เขาก็จะรู้สึกว่า เฮ่ย! จริงเหรอ? ถ้าลองคุยเรื่องเซ็กซ์กับพ่อแม่ พ่อแม่จะไม่ดุจริงๆ เหรอ ไหนลองทำดูบ้างซิ




ถามว่าจะเป็นแค่ไหนที่จะต้องทำลายความเชื่อผิดๆ เหล่านั้น เสกให้คำตอบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ว่า ความเชื่อที่ฝังหัวคนเราแบบผิดๆ นี่แหละคือ “ไอ้ตัวแสบ” สำหรับชีวิต เพราะมันคือตัวการสำคัญที่ทำให้ชีวิตคนเราเดินไปผิดทาง หรือถึงแม้ว่าท้ายที่สุดจะหาทางเดินที่ถูกต้องได้ แต่มันก็ทำให้เราเดินไปถึงจุดมุ่งหมายช้าลงกว่าเดิมอยู่ดี

ลองให้คำจำกัดความเกี่ยวกับแนวความคิดนี้อีกสักที ผู้สร้างทฤษฎีอย่างเสกจึงสรุปให้เข้าใจง่ายๆ เอาไว้ให้ว่า “ความเชื่อผิดๆ = ความเชื่อที่เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของชีวิต” นั่นเอง เช่นเดียวกับชีวิตของเสกที่เคยเดินหลงผิดมาตลอดช่วงวัยรุ่น

ย้อนกลับไปสมัยยังเป็นวัยคอซอง ถึงแม้เสกจะมีโอกาสเรียนโรงเรียนมัธยมชื่อดังระดับประเทศในกรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่ติดเพื่อนและอยู่ในช่วงอยากรู้อยากลอง เขาจึงเรียนไม่จบและต้องออกจากโรงเรียนกลางครัน แม้จะเบนเข็มไปเก็บประสบการณ์ต่างประเทศช่วงระยะเวลาหนึ่งของชีวิตแล้วก็ตาม แต่ท้ายที่สุด เสกก็ยังหาอนาคตของตัวเองไม่เจอ

และแล้ว วันสุดท้ายแห่ง “ชีวิตเหลวไหล” ของเขาก็เดินมาถึง เมื่อถึงวันที่ได้ทราบข่าวว่า เพื่อนสนิทสมัยมัธยมรุ่นเดียวกัน คนที่เคยเกเรมาด้วยกัน กลับเอนทรานซ์ติดและได้เรียนคณะที่มุ่งหมายเอาไว้ หันกลับมามองตัวเอง เขายังเดินไปไม่ถึงไหน ใครถามว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตอบไม่ได้ เสกจึงตัดสินใจกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งที่ จ.ยะลา กลับไปเรียนต่อในสายอาชีพ มุ่งสู่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์

“ต้องขอบคุณอาจารย์จริงๆ ครับที่ดึงผมเอาไว้ได้ ด้วยการส่งผมเข้าประกวดรางวัลออกแบบ พอเริ่มส่งก็เริ่มได้รางวัล ผมก็เลยเริ่มรู้สึกสนุกกับทางของตัวเองในตอนนั้นขึ้นมา รู้สึกว่าเรายังมีค่านะ จนกลายเป็นว่าผมได้เป็น “มือล่ารางวัล” ไปเลย

ถือเป็นช่วงที่บูมมากๆ ของชีวิตเลยครับช่วงนั้น มีได้เอางานออกแบบของเราไปแสดงที่ต่างประเทศด้วย ตอนนั้นผมก็รู้สึกภูมิใจกับตัวเองนะ แต่มันก็เกิดอีกความรู้สึกหนึ่งขึ้นมาหลังจากนั้น... รู้สึกว่างานออกแบบของเรามันดีก็จริง แต่มันก็ยังส่งถึงแค่คนเฉพาะกลุ่ม ยังไม่สามารถส่งความคิดสร้างสรรค์ ส่งเรื่องราวดีๆ ไปสู่คนในวงกว้างได้ ผมก็เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า อยากจะสร้าง “สื่อดีๆ” ขึ้นมาสักที่หนึ่ง เลยกลายมาเป็นแฟนเพจนี้นี่แหละครับ


วัดจากประสบการณ์ตรง เสกเข้าใจดีว่า “วัยรุ่น” ทุกคนล้วนอยากเป็นที่สนใจ หรือต้องการได้รับการยอมรับกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าสังคมไหนที่จะให้พื้นที่กับเขา ถ้าใครเรียนไม่เก่ง เขาอาจจะไปขลุกตัวอยู่กับอย่างอื่นที่ทำให้รู้สึกว่ามีที่ยืน บางคนก็พุ่งไปทางดนตรี บางคนก็ถูกดึงเอาไว้ด้วยกีฬา

แต่เด็กที่ยังหาตัวตนไม่เจอ เขาอาจจะรู้สึกว่าพื้นที่ที่เขามีค่าที่สุดคือ “วงเหล้า” ก็ได้ เพราะเพื่อนๆ ยอมรับ มันเลยทำให้มีเด็กหลายๆ คนที่หลงผิดไป เพราะเชื่อผิดๆ ไปแล้วว่า นั่นคือที่ยืนที่ดีที่สุดสำหรับเขา

“ที่เราทำคลิปออกไป เราไม่ได้หวังให้วัยรุ่นลุกขึ้นมาเห็นด้วย หรือทำตามทั้งหมดหรอกครับ แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่ได้ดูและฉุกคิดอะไรบางอย่างได้จากมัน แค่นั้นผมก็พอใจแล้ว

เชื่อไหมครับว่าในหลายๆ คลิปที่ทำไปที่เกี่ยวข้องกับเรื่องครอบครัว มีเด็กหลายคนมากที่บอกว่า ดูแล้วมันกระทบใจเขา เขาส่งแชตมาเล่าให้เราอ่านว่า เพราะคลิปนี้ของพี่ๆ เลยนะที่ทำให้ผมกล้าเดินไปบอกปัญหาของผมกับพ่อแม่ บางคนคิดปกปิดมาตลอดชีวิตเรื่องติดยา ไม่กล้าเปิดปากบอกผู้ปกครองเพราะกลัวถูกลงโทษ กลัวถูกซ้ำเติม

แต่พอดูคลิปจากทางเพจของเรา มันทำให้เขากล้าลองเดินไปบอกพ่อแม่ดูบ้าง แล้วก็พบว่าพ่อแม่ไม่ได้ใจร้ายกับเขาอย่างที่เคยคิดเอาไว้ แต่ท่านกลับยื่นมือเข้ามาปกป้อง ช่วยเหลือลูก แล้วก็พาน้องเขาไปรักษา ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเพื่อนวัยเดียวๆ กันได้

นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารมาตลอด อยากให้เด็กๆ วัยรุ่นรู้ว่า ไม่ว่าเราจะไปทำเรื่องราวผิดพลาดอะไรในชีวิตมาก็ตาม ยังไงพ่อแม่ก็คือคนที่พร้อมจะเข้าใจเราได้เสมอ เหมือนกับที่ผมอยากให้ผู้ปกครองหลายๆ คนรู้ว่า ลูกๆ หลานๆ ของเขาไม่ได้ต้องการอะไรหรอกครับ แค่ต้องการคนที่พร้อมจะให้อภัยเขา คนที่จะไม่เหยียบย่ำซ้ำเติมในวันที่เขาผิดพลาด


คลิปที่ชื่อ “คลิปหลุดนักเรียน” ที่เราทำขึ้นมา น่าจะเป็นตัวอย่างที่บอกเล่า message ตรงนี้ได้ดีที่สุดแล้วครับ เป็นการทำคลิปจากการตั้งคำถามเอาไว้ว่า “คุณจะทำอย่างไร ถ้าลูกคุณโดนแอบถ่าย!!?” และผลตอบรับที่ได้จากผู้ปกครองคนนั้นก็คือ การนั่งฟังลูกบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดแบบใจเย็นมากๆ เย็นจนผมรู้สึกว่าจะมีผู้ปกครองสักกี่คนที่จะเย็นได้ขนาดนี้ แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ทุกๆ ครอบครัวต้องการ

สิ่งที่เด็กๆ ต้องการจากพ่อแม่ของเขา คือการให้พื้นที่กับลูก ตั้งใจฟังอย่างไม่ตัดสิน และพร้อมจะเป็นที่พึ่งให้แก่ลูกๆ ในวินาทีที่เขาเผชิญกับเรื่องราวผิดพลาดในชีวิต และมองไม่เห็นทางออกแล้วจริงๆ

ลองกลับไปดูคลิปเก่าๆ ของเราในเพจก็ได้ครับ จะเห็นว่าแรกๆ เราจะทำคลิปที่เกี่ยวกับตัวเด็กซะเยอะ คือให้เด็กเป็นคนบอกเล่าดำเนินเรื่อง ตั้งสมมติฐานและหาข้อสงสัย แต่ช่วงหลังๆ เราจะดึงเอาผู้ปกครองมาร่วมด้วย เพราะคิดว่าถึงเราเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ ในหัวเด็กๆ ได้ แต่ถ้าสภาพแวดล้อมของเขาไม่เปลี่ยน ครอบครัวยังไม่พร้อมเข้าใจ สุดท้ายมันก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ผมมองว่าครอบครัวเป็นสถาบันแรกที่สำคัญที่สุดแล้วครับ ถ้าเราสามารถทำให้ที่บ้านน่าอยู่ได้ มีคนที่เข้าใจเด็กได้จริงๆ คุยกันได้อย่างเปิดอก ทำให้เขารู้สึกว่านี่บ้านเรานะ นี่แหละคือความอบอุ่น ผมเชื่อว่าไม่มีเด็กคนไหนหรอกครับที่อยากจะออกไปจากบ้าน ออกไปหาพื้นที่ของเขาที่อื่น ถ้าที่บ้านมีพื้นที่ความสุขให้แก่เขามากพอ




สัมภาษณ์โดย ผู้จัดการ Live
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล




มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"MGR Online Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: manageronlinelive@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...