xs
xsm
sm
md
lg

เป็นผีมีศาลเสียที! “โก๊ะตี๋” โชคชะตา “เล่นตลก” จนได้ดี!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“โอ้...ชีวิตของตลก อกฉันท่านรู้ไหมว่า มีอาชีพขายขำเฮฮา ฉันเศร้าเพียงไร ทุกข์ยิ่งสิ่งใด บางครั้งใจสุดเหว่ว้า เดินยิ้มออกมา ยิ้มทั้งน้ำตา ให้ท่านได้ครื้นเครง”

ชีวิต “ตลก” จริงๆ แล้ว มัน “ไม่ตลก” เอาเสียเลย... ยิ่งได้เปิดบทสนทนา เบื้องหลังฉากเฮฮาในชีวิต “โก๊ะตี๋” ยิ่งทำให้เนื้อเพลง “น้ำตาตลก” ที่เคยได้ยิน ดังแว่วกังวานชัดขึ้นทุกทีๆ... หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมา 36 ปี วันนี้ ไม่มีคราบน้ำตาหลงเหลือให้เห็นอีกต่อไป ทิ้งไว้แค่เพียงรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ กับแววตาแห่งความมุ่งมั่นบนเส้นทางใหม่ ในฐานะ “ตลกมีสังกัด” ครั้งแรกในชีวิต!!



“เฮียโก๊ะ” จัดไป! คุมทัพใหญ่บนจอทีวี!!

[ขอบคุณภาพ: อินสตาแกรม @kootee]
“ทุกวันนี้เราสู้กันอย่างเต็มตัวด้วยคำว่า 'สังกัด' กลายเป็นต้องมีสังกัด ถึงจะได้รับโอกาส ถ้าเป็นฟรีแลนซ์ โอกาสจะเหลือน้อยมากนะ การแข่งขันมันสูง ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน สัก 20 ปีที่แล้ว หนูออกทุกช่องเลยนะ 3, 5, 7, 9 แล้วก็ itv แต่ปัจจุบันมันทำไม่ได้แล้ว...
 
ต้องบอกก่อนว่า ก่อนเซ็นสัญญา หนูคุยไว้เลยว่า งานของนอกสังกัด หนูขอไว้แค่ 2 คน คือพี่ยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) กับอาต๋อย (ไตรภพ ลิมปพัทธ์) ไม่ว่าเขาอยากให้หนูไปช่วยทำอะไรให้ หนูไม่มีข้อแม้เลย ถ้ารับตรงนี้ได้ หนูก็โอเค เพราะพี่ยุทธ์กับอาต๋อย มันมากกว่าเพื่อนร่วมงานไปแล้ว... อาต๋อยเหมือนพ่อหนู พี่ยุทธ์ก็เหมือนพี่ชาย หนูเลยขอไว้แค่งานของ 2 คนนี้ ต่อไปหนูก็เดินหน้าทำงานให้กับ True4U อย่างเต็มที่ ก็จะได้เป็นผีมีศาลซะที
 


เจริญพร อ่อนละม้าย หรือคนที่ใครต่อใครเรียกว่า “โก๊ะตี๋ อารามบอย” ดาวตลกแถวหน้าของเมืองไทย พิธีกรอารมณ์ดีที่มีผลงานประจำอยู่ในช่องน้อยสี จนผู้ชมคุ้นหน้าคุ้นตามาเป็นเวลานาน พูดถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา กับการเซ็นสัญญาข้ามช่อง มานั่งจ้ออยู่ในรายการกีฬา ภายใต้สังกัด “True4U” ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 อย่างเต็มตัว แถมยังกุมบังเหียนควบตำแหน่ง “โปรดิวเซอร์” ผู้คุมกองพลอีก 60 ชีวิต ใน “สมรภูมิบ้านทุ่ง” แบบเต็มกำลังอีกต่างหาก
 


[รับบทหนัก คุมทัพกองพล รายการโปรดักชันอลังการ “สมรภูมิบ้านทุ่ง”]
“ต้องบอกว่าเราลงแรง ลงทุกอย่างเอง เป็นคนไกด์สคริปต์รายการทั้งหมดเอง แล้วก็เป็นพิธีกรเองด้วย มันเป็นรายการที่ทำหลายอย่างมากนะ ทั้งมีเกมให้เล่น ให้ความบันเทิง แล้วก็พากิน-พาเที่ยวไปด้วย คงเรียกว่าเป็น 'เกมโชว์วาไรตี้ท่องเที่ยว' แหละ (ยิ้ม) ลงไปชวนคนจังหวัดนั้นมาเล่นเกมกับเรา ส่วนคนที่ดูอยู่ทางบ้านก็จะได้ความรู้ แล้วก็ได้เที่ยวไปพร้อมกัน
 
สมมติ ถ้าไปสมุย เราก็อาจจะชวนคนที่นั่นมาเล่นเกมปอกมะพร้าวด้วยกัน หรือเกมสนุกๆ อะไรก็ได้ คลายเครียดขำๆ แล้วก็มีเงินรางวัลให้ผู้เข้าแข่งขัน ถ้าทีมไหนทำได้เยอะๆ เราก็อาจจะมอบเงินรางวัลให้อีกเท่านึง สมมติเงินรางวัล 8,000 เราก็จะให้อีก 8,000 เพื่อการสาธารณประโยชน์ของที่นั่น ไปซื้อหนังสือให้หอสมุด หรือไปซื้อเสื้อชูชีพ เพราะอยากให้มันเป็นรายการที่เข้าถึงชุมชนได้จริงๆ... พื้นเพตัวหนูเอง หนูก็เป็นเด็กต่างจังหวัดอยู่แล้ว เรียกว่าบ้านนอกเลยแหละ (ยิ้ม) หนูเลยจะเข้าถึงคนรากหญ้า-คนต่างจังหวัดได้ง่ายอยู่แล้ว

ส่วนตัวรายการ ก็พยายามหาอะไรที่มันเป็น unseen มาให้ อย่างถ้าไปจังหวัดน่าน เราก็จะพาไปดูประเพณีที่ปีนึงมีครั้งเดียวอย่าง 'ประเพณีตักบาตรคู่รัก' ที่มีทุกเดือนกุมภาฯ หรือถ้าไปบุรีรัมย์ เราก็จะเลือกไปช่วงที่พระอาทิตย์ลอดช่องหน้าต่างของปราสาทเขาพนมรุ้งตรงกัน 15 บานพอดี จะพยายามหาอะไรที่ปีนึงมีครั้งเดียวมาให้เห็น ที่มันเด็ด ที่มัน unseen จริงๆ

รายการนี้จริงๆ มีมา 2 ซีซันแล้ว แต่หนูเพิ่งมาดูซีซันนี้ เพิ่งได้ทีมที่เป็นบุคลากรที่ดี ทางภาพหลายๆ อย่างก็เลยลงตัวมาก ทั้งวิธีการเล่าเรื่อง การหาข้อมูล น้องๆ ทีมงานเขาเก่งมากจริงๆ แม้แต่คนที่ถ่ายกล้องโดรน เราก็ไปเอาแชมป์โลกมาเลยนะ (ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ) เป็นคนไทยที่ได้แชมป์มาจากปักกิ่ง และรายการเราก็ลงทุนซื้อโดรนเองด้วย”

[ขอบคุณภาพ: อินสตาแกรม @kootee]
ลองนับนิ้ว วัดจำนวนออกมาได้ความว่า มีกล้องที่ใช้ถ่ายทำทั้งหมด 12 ตัว และมีกองพลเบื้องหลังอยู่อีก 60 ชีวิต ทั้งหมดนี้คือหน่วยรบหนุนโปรดักชันอลังการ ที่โปรดิวเซอร์ไซส์กะทัดรัดนายนี้ต้องคอยดูแล และการเทกแคร์ของเขาก็ไม่ได้สเกลเล็กเหมือนขนาดตัว แต่ยัง “ใจป้ำ” จนถึงขนาดที่ลูกน้องต้องยอมศิโรราบในความเป็น “เฮียโก๊ะ” กันเป็นแถว!

“หนูก็ไม่รู้ว่ามันอลังการแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่นะ (ยิ้มงงๆ) ล่าสุดเพิ่งมาตกใจว่าทำไมกองถ่ายเราคนเยอะจังวะ เพราะค่าโรงแรมตอนไปพักที่ภูเก็ตปาเข้าไปหลายหมื่นเลย เป็นโรงแรม 4 ดาว ห้องละ 3,500 (บาท) หนูก็ให้ทุกคนนอนที่เดียวกันหมด คือเวลาทำงาน หนูจะไม่เหมือนกองถ่ายอื่นไง บางคนบอกว่าต้อง save cost นะ เอาเฉพาะพิธีกร-ดารา ให้ไปนอนโรงแรมดีๆ หน่อย แล้วพวกตากล้อง-ทีมงาน ให้ไปนอนโรงแรมจิ้งหรีดอะไรก็ได้... (ส่ายหน้า) ไม่รู้สิ เขาก็คนเหมือนกันน่ะ ใครๆ ก็อยากสบาย ถูกป่ะ? คุณอยากไปนอนเหรอ โรงแรมจิ้งหรีดผีเยอะๆ เห็นแล้วหลอนเหลือเกิน...

หนูเชื่ออย่างนึงคือ คนเราถ้ามันมีความสุขกับการทำงาน บรรยากาศทุกอย่าง มันจะดีไปด้วย ทีมงานของหนูทุกคนไม่มีใครทะเลาะกันนะ เวลาเลิกงานก็เฮฮากัน นั่งกินข้าวด้วยกัน อาหารก็กินเหมือนกัน กินซีฟูดเหมือนกัน หนูถือว่าทุกส่วนมีความสำคัญเท่ากัน เหมือนอวัยวะในร่างกายเรานั่นแหละ คุณจะดูดีได้ยังไง ถ้าคุณดูแลแค่หน้ากับผม แล้วหุ่นคุณล่ะ จะปล่อยให้แขนย้อยเหรอ หรือปล่อยให้เล็บเท้าดำๆ ยาวๆ เหรอ ก็เหมือนที่คุณจะดูแลแค่ดาราหน้ากล้องไม่ได้ คุณต้องดูแลทั้งทีม เพราะทั้งหมดมันคือทีมเดียวกัน

["ให้ใจ" ปฏิบัติต่อทุกคนเท่าเทียมกัน ทั้งคนเบื้องหน้าและเบื้องหลัง]

คงเป็นเพราะหนูเคยอยู่เคยเป็นเบื้องหลังมาก่อน เป็นนักแสดงตัวกะจ๊อกมาก่อนด้วย ตอนยังไม่ดัง จะเห็นเลยว่าข้าวของบางกองแบ่งเลยว่า อันนี้ของดารา อยากกินอะไรดีๆ ก็ได้กินดี มีหมู มีไก่ มีผลไม้หมดทุกอย่าง ส่วนทีมงานนี่ เน้นผักเยอะๆ หมูมีอยู่ 3 ชิ้นในกล่อง แทบจะแย่งกันกิน (ยิ้มเยาะ) เราเลยรู้สึกว่าทำไมล่ะ ในเมื่อก็คนเหมือนกัน ทุกคนก็มี 'กล้ามเนื้อที่เรียกว่าหัวใจ' ป่ะวะ การทำงาน เราก็ต้องดูแลหัวใจของคนทั่วไปด้วย ถ้าเราดูแลเขาด้วยหัวใจ หนูเชื่อว่าเขาก็จะให้ใจเราเหมือนกัน

ล่าสุด ช่างแต่งหน้า-ทำผม บอกว่าน้องโก๊ะ ไม่ต้องให้พี่พักโรงแรมดีขนาดนี้ก็ได้นะ พี่ไปนอนโรงแรมอะไรก็ได้ หนูก็บอกไม่เป็นไรพี่ (ยิ้มสบายๆ) ใครก็อยากสบายป่ะวะ หนูก็อยากนอนโรงแรมที่แอร์มันเย็นๆ เปิดหน้าต่างมาแล้วเจอวิวสวยๆ อยากมีอ่างในห้องน้ำให้นอนแช่ เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไรเลยพี่..ไม่เป็นไรเลย หนูขอแค่ตอนทำงาน ทำให้หนูเต็มที่แค่นั้นแหละ เพราะหนูก็เป็นคนทำงานเต็มที่ หนูดูรู้

ทุกวันนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ถามว่าผิดที่ใคร ในกองหนูจะไม่มีใครโบ้ยกันเลยนะ ใครผิดเขาจะยกมือเลย บอกพี่ผิดเองๆ เดี๋ยวพี่จัดการให้ เราก็โอเค ไม่เป็นไรพี่ ครั้งหน้าดูแลตรงนี้ให้หนูหน่อยนะ... พอเป็นแบบนี้แล้ว เราเห็นจริงๆ ว่าทุกคนให้ใจ เราก็มีความสุข นี่แหละคือคำว่า 'ทีม' ในความรู้สึกหนู แบบนี้แหละคือ 'สปิริต' ของการทำงาน”



กราฟชีวิต “เล่นตลก” จากก้นเหวสู่ปลายฟ้า...

เคยวาดภาพในหัวมาก่อนบ้างไหม ว่าชีวิตเราจะเดินทางมาถึงจุดนี้? ผู้สัมภาษณ์โยนคำถามนี้ออกไป เพราะเห็นว่าตลอดบทสนทนาที่ร่วมแลกเปลี่ยนกันมา คำว่า “โอกาส” คือสิ่งที่ดาวตลกคนนี้พูดถึงบ่อยที่สุด โก๊ะไม่เคยลังเลที่จะคว้าทุกโอกาสทองที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และในหลายๆ ครั้ง เส้นทางที่เลือกเดินก็แทบไม่เคยอยู่ในแผนเลยด้วยซ้ำ และนั่นแหละที่ถือเป็นเสน่ห์ของชีวิตอีกแบบหนึ่งซึ่งน้อยคนนักจะมีโอกาสได้พบเจอ...
 
เส้นทางชีวิตที่ต้องระหกระเหิน ฝ่าทางวิบาก หลงทางอยู่ในอุโมงค์มืด ก่อนออกไปพบแสงสว่างที่รออยู่ปลายทาง

“ถ้าวันนึงหนูเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตหนูขึ้นมาเนี่ย จะเห็นเลยว่ามีกราฟชีวิตที่ประหลาดมาก มันจะมีช่วงชีวิตที่ตกลงไปต่ำสุด แล้วก็พุ่งขึ้นมาสูงอีก สลับกันแบบนี้ตลอดเลย...

อย่างตอนเด็กๆ หนูก็เกิดมาแบบติดดินเลย พอเริ่มเล่นลิเกหลังจากงานบวชของพี่ชาย ชีวิตก็ดีขึ้นมา เป็นเด็กเรียนเก่ง เป็นเด็กกิจกรรม สุดท้าย พอมีปัญหาเกี่ยวกับความคิดความรู้สึกของตัวเอง ก็กลายเป็นเด็กติดกาว ถูกเรียกพบผู้ปกครอง โดนตีหน้าห้อง โดนตีเสาธง แต่ตอนนั้น ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรนะ เพราะยังคิดว่ากูเก๋า กูพิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่าไม่ใช่ตุ๊ด ก็ถือเป็นช่วงกราฟชีวิตลงสุดๆ ต้องออกจากโรงเรียน กลายเป็นเด็กเร่ร่อน


[อดีตลิเกที่เคยโด่งดังสุดๆ ประจำ จ.นครสวรรค์]

ไปตระเวนเล่นลิเก ตามสิงห์บุรี ชัยนาท จนไปรุ่งที่นครสวรรค์ ตอนนั้นคิดว่าชีวิตจะจบที่นั่นแล้ว เพราะเป็นลิเกที่ดังมากแล้ว คิดดูว่าถูกจ้างให้ไปเล่นทุกวัน 90 วัน ไม่มีวันว่างเลย เล่นจนเก็บเงินส่งให้แม่ได้ ซื้อวัว ซื้อที่ให้ครอบครัวได้
 
พอสุดท้าย มีเรื่องจนต้องออกจากคณะลิเก ไปขายผัก กราฟชีวิตก็ตกลงมาอีก จนได้ไปหาหลวงปู่ ถูกฝากมากับอาเอ๊ดดี้ ได้มาเป็นตลก ชีวิตก็พุ่งขึ้นมาอีก พอทะเลาะกับผู้จัดการอาเอ๊ดดี้ หนูก็ต้องแยกออกมาอีก ชีวิตก็ตกลงมาอีก จนออกมาตั้งคณะตัวเอง เป็น 'โก๊ะตี๋ อารามบอย' มาถึงตอนนี้ ต้องบอกว่ากราฟชีวิตหนูแปลกมากจริงๆ”

รอให้เจ้าของเสียงแหบห้าวสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเฮือกใหญ่ๆ จึงขอให้ช่วยขยายเส้นกราฟที่แสนยุ่งเหยิงเส้นนี้ให้ดูอีกสักที โดยเริ่มจากจุดพลิกผันที่ทำให้เด็กกิจกรรมตัวท็อปของโรงเรียน กลายเป็นเด็กมีปัญหา จนต้องหนีออกจากบ้านไปสู่ชีวิตเต้นกินรำกิน

เหตุผลก็คือหนูอยากพิสูจน์... ต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าเราไม่ใช่ตุ๊ดนะ เพราะแต่ก่อนจะโดนเพื่อนผู้ชายล้อตลอดว่าเป็นตุ๊ด ด้วยความที่เราตัวเล็กไง ทีนี้พอเพื่อนผู้ชายไม่ให้เข้ากลุ่ม เราก็เล่นได้แต่กับเด็กผู้หญิง เลยยิ่งโดนล้อเข้าไปใหญ่ ก็อยากพิสูจน์ตัวเอง พอมีเพื่อนมาท้า เฮ้ย..มึงกล้าสูบบุหรี่ตอนครูสอนอยู่หรือเปล่า เราก็ทำ ทำเสร็จก็ได้รับการยกย่องจากเพื่อน พอหลังๆ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเจ๋งแล้ว ไม่อยากเรียนแล้ว ได้ตังค์มาก็ไปสวนมะม่วง ไปจับกลุ่มมั่วสุมกันอยู่ตรงนั้น จนสุดท้ายก็ติด ร. ทุกวิชาจนไม่ได้เรียน



เรื่องมาถึงฝ่ายปกครอง ต้องส่งใบมาเรียกพบผู้ปกครอง แต่เราให้พ่อรู้ไม่ได้ เพราะพ่อดุมาก คิดดูว่าพี่ชายคนกลางเคยทำตัวเกเร ยังถูกพ่อเตะสลบเลย หนูเป็นลูกชายคนเล็กที่ไม่เคยเกเรมาก่อน พ่อรู้ว่าเราเป็นเด็กเรียนมาตลอด พ่อรักเรามาตลอดชีวิต หนูก็กลัวมาก คิดสภาพตัวเองไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไง ถ้าเขาได้รับใบเรียกพบผู้ปกครอง
 
ตอนนั้นเหลือตังค์ติดตัวอยู่ 12 บาท ก็ตัดสินใจนั่งรถไปหา 'พ่อลอ' เพื่อนพ่อเลย ไปขอร้องเขาว่าให้ช่วยคุยกับพ่อให้หน่อย พ่อลอก็ขับมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ไปบอกพ่อให้ 'ลูกมึงไม่อยากเรียนแล้วนะ มันอยู่บ้านกูนะ ไม่ต้องไปตีมัน เดี๋ยวกูให้มันเล่นลิเก' มันเลยเป็นจุดกำเนิดของการได้มาเป็นลิเกที่ดังมากในนครสวรรค์

ทุกอย่างไปได้ดีและเหมือนจะจบลงที่ลิเกแล้ว แต่วันนึงหนูก็ต้องย้ายคณะ ไปอยู่กับ 'พ่อบำรุง' เพื่อนพ่อลอ แล้วเกิดไปผิดใจกับลูกเจ้าของคณะที่เด็กกว่า แต่ตัวโตกว่าเลยชอบแกล้งเรา พอแกล้งมากๆ เข้า หนูก็ต่อย พ่อแม่เขาก็ตีเราทั้งๆ ที่เราไม่ได้ผิดด้วยซ้ำ เลยรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม ก็เกิดความน้อยใจว่าเขารักลูกเขามากกว่า เพราะเราก็มองเขาเป็นพ่อเป็นแม่ไปแล้ว เลยตัดสินใจออกมาจากคณะลิเก

มาขายผักอยู่พิจิตรกับพี่สะใภ้คนโต ด้วยความที่เราเป็นคนบ้าๆ บอๆ อยู่แล้ว ระหว่างขายผัก-ขายหมู ก็ร้องลิเกไปด้วย (ยิ้ม) มีคนมาเห็นก็ชอบใจ พาเราไปฝากเป็นลูกศิษย์หลวงปู่พิมพา ซึ่งเป็นหลวงปู่ที่มีลูกศิษย์ในวงการเยอะมาก มีตลกทุกคณะเลย ประจวบเหมาะกับที่เป็นช่วงวันเกิดหลวงปู่พอดี มีลูกศิษย์มาไหว้ มาจัดคอนเสิร์ตกัน หลวงปู่เลยฝากเรามากับอาเอ๊ดดี้ (ผีน่ารัก) จนทำให้เราได้เกิดจากการเป็น 'โก๊ะตี๋ ผีน่ารัก' แล้วหลังจากนั้นก็มีปัญหากัน เลยต้องเปลี่ยนนามสกุลเป็น อารามบอย”


ตลอดเส้นทางที่เต็มไปด้วยรอยแผล ให้มองย้อนกลับไป “ช่วงหนีเรียนไปมั่วสุม จนต้องออกจากโรงเรียน” น่าจะเป็นกราฟขาลงที่โก๊ะอยากจะลบออกไปจากชีวิตที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่าเส้นทางแนวดิ่งในครั้งนั้น จะเป็นโอกาสทองนำไปสู่งานสายบันเทิงในภายหลังก็ตาม...

หนูว่าอะไรที่เขาสร้างมาให้เราเป็น เราก็คงต้องได้เป็นอย่างนั้นอยู่ดี สุดท้าย ถ้าหนูเลือกเรียน ไม่เกเรไปตั้งแต่วันนั้น หนูอาจจะแสดงได้ดีกว่านี้ก็ได้ เพราะเราเป็นเด็กเรียนดี เป็นเด็กกิจกรรมตัวท็อปๆ ของจังหวัดเลยนะ ได้ออกรายการ 'ตามไปดู' ด้วย ตอนนั้นได้รางวัลเป่าขลุ่ยที่ยาวที่สุดในโลก แล้วก็ได้อันดับ 2 ระดับมัธยมต้นในงานผลิต 'เทคโนโลยีการออกกำลังกาย' กับกลุ่มเพื่อนด้วย...
 
ก็เสียใจนะที่ตอนนั้นตัดสินใจพลาดไป ถ้าย้อนกลับไปได้ก็อยากกลับไปแก้เหมือนกัน เพราะถ้าหนูตั้งใจเรียน หนูเชื่อว่าหนูไปได้ไกลกว่านี้ อาจจะไปเป็นด็อกเตอร์, นายแพทย์ หรือศาสตราจารย์อะไรสักอย่างนึงแล้วก็ได้



ท่องไว้... “ชีวิตกูต้องดีกว่านี้”!!

อะไรทำให้คนที่ “ชีวิตติดลบ” ไม่ได้เกิดมาพร้อมต้นทุนที่ได้เปรียบกว่าใคร กลับพลิกให้คิดบวก แล้วเดินหน้าฝ่ามรสุมจนพบทางสว่างขึ้นมาได้? ดาวจรัสแสงหลายดวงคงมีคำตอบในใจที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับดาวตลกนายนี้ มีเพียงคำสั้นๆ ที่ช่วยให้ผ่านพ้นทุกความมืดหม่นมาได้ คำเพียงคำเดียวจากหลักคำสอน นั่นคือคำว่า... “สติ”

เวลาเกิดปัญหาอะไรก็แล้วแต่ หนูจะนั่งมองบ้านตัวเอง มองสิ่งที่เราสร้างมา สิ่งที่เราหามา แล้วก็คิดกับตัวเองว่า เรามาไกลมากแล้วนะ (ยิ้มบางๆ) จากเด็กคนนึงที่เคยอยู่กระท่อมปลายนา ไฟฟ้าไม่มีใช้ ประปาไม่มีกิน เรามาถึงทุกวันนี้ได้ เรามาได้ไกลมากแล้วนะเว้ย และเราคงไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก เวลาที่เหนื่อยๆ ท้อๆ กับเรื่องอะไรก็ตาม หนูก็จะนั่งมองมันแบบนี้ แล้วก็บอกตัวเองตลอดว่า เฮ้ย..ปัญหาตั้งมากมาย หนักหนาแค่ไหน เรายังผ่านมันมาได้ ทำไมแค่นี้เราจะผ่านมันไปไม่ได้อีกวะ... บอกตัวเองไว้ มึงเก่งแล้ว มึงมาถึงทุกวันนี้ได้ มึงเก่งมากแล้วนะไอ้โก๊ะ


[ขอบคุณภาพ: อินสตาแกรม @kootee]
เห็นในหน้าจอทีวี หนูอาจจะดูสนุกสนานเฮฮา แต่ชีวิตจริง หนูเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับชีวิตนะ หนูเครียดนะ แต่เวลาได้ทำงาน มันเหมือนเราได้ปลดปล่อย หนูจะสนุกทุกครั้งที่ได้ทำงาน มันเหมือนเวลาทำงานหนูได้ออกมาเที่ยว อยากจะเล่นมุกอะไรก็สนุกสนานไป พอสั่งคัตปุ๊บ เราก็กลับไปอยู่กับความเป็นจริง มันเหมือนเราปรับโหมด สวิตช์อารมณ์ได้ พอนับ 5-4-3-2 ปุ๊บ เราจะเป็นอีกคนไปเลย ทุกอย่างต้องตัดทิ้งให้หมด

อีกหนึ่งคำประกาศิตที่เป็นเหมือนประโยคปลุกใจในชีวิตที่ใช้บ่อยๆ ในวันที่จิตใจอ่อนล้าก็คือคำว่า “ชีวิตกูต้องดีกว่านี้!!” ที่สำคัญ โก๊ะไม่เคยปล่อยให้มันเป็นเพียงคำพูดที่ลอยออกจากปากแล้วหายไป แต่เขาลุกขึ้นมาทำให้มัน “ดีกว่านี้” อย่างที่อยากเห็นจริงๆ

“จะบอกตัวเองคำนี้ตลอด (ยิ้ม) 'ชีวิตกูต้องดีกว่านี้' เราต้องไปให้รอด ถึงบางช่วงชีวิตเราจะดิ่งลงไปแค่ไหน แต่เรารู้ว่าตัวตนจริงๆ ของเราเป็นยังไง เรารู้ตัวเองดีอยู่แล้ว ด้วยกมลสันดานของเราว่า เราไม่ใช่คนที่เลวร้ายอะไร แต่บางครั้งบางที เราก็แค่ต้องการพิสูจน์ตัวเองเพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าเราไม่ยอม เพราะเราไม่ชอบให้ใครมากดขี่ข่มเหง สังเกตดูว่าอะไรที่เป็นคำดูถูกเหยียดหยามทุกอย่างในชีวิตที่เข้ามา มันจะเป็นแรงผลักที่ทำให้หนูก้าวข้ามผ่านมันไปทุกครั้งเลยนะ


หนูไม่ชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น และไม่ว่าใครก็แล้วแต่ กรุณาอย่าเอาหนูไปเปรียบเทียบกับใครเหมือนกัน เพราะต้นทุนชีวิตของคนเรามันไม่เท่ากัน ที่หนูมาถึงทุกวันนี้ได้ จากติดลบมาถึงบวกขนาดนี้ได้ มันก็เยอะแล้วนะหนูว่า หนูอายุแค่ 36 แต่เหมือนคนอายุ 50 แล้ว (หัวเราะเบาๆ) เหมือนคนผ่านโลกมาเยอะ มีอะไรหลายๆ อย่างที่เรารู้สึก และไม่จำเป็นต้องบอกให้โลกรับรู้ก็ได้ แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็ยังอยู่กับเรา

ความฝันของหนูมาแต่ไหนแต่ไรคือ หนูแค่อยากดูแลครอบครัวให้ได้ อยากมีบ้านหลังใหญ่ๆ ให้อยู่กันอย่างสุขสบาย เหมือนกับที่เคยดูในละครตอนเด็กๆ และทุกวันนี้หนูก็ทำได้แล้ว หนูพอใจแล้ว หนูดูแลแม่ได้ หลานๆ อีก 3 คน หนูก็ดูแลหมด ส่วนพ่อ เสียไปตั้งแต่เข้าวงการใหม่ๆ แล้ว”

[ดิ้นรนมาตลอดทาง จนทำให้ครอบครัวสุขสบายได้แล้ว]

คำว่า “ดูแลครอบครัว” ของโก๊ะ ไม่ได้มีความหมายแคบๆ แค่เรื่องปากท้อง แต่รวมไปถึงความอบอุ่นทาง “ใจ” ด้วย โดยเฉพาะคุณแม่ที่ป่วยเนื่องจากได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง จนทางการแพทย์ตีตราว่า “บ้า” ลูกชายคนเล็กของบ้านคนนี้ก็ยังรักษาให้หายได้ ด้วยวิธีสะกดจิตจากคำว่า “รัก”

“สมัยพ่อกับแม่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว เขารับจ้างเฝ้าควาย มีคนเอามาฝากไว้เป็น 50 ตัว บางทีเป็น 100 ตัว รับจ้างเฝ้าไม่ให้โจรมาขโมยตั้งแต่สมัยหนูยังไม่เกิดเลย มีครั้งนึงหัวขโมยมันมาทำร้ายแม่ เอาปืนมาตบเข้าที่กะโหลก แม่เลยได้รับการกระทบกระเทือนมาตั้งแต่ตอนนั้น ผิดที่ไม่ได้พาแกเข้ารักษาอะไรมาก ตามประสาคนสมัยก่อน แค่รู้ว่าไม่ตายก็โอเคแล้ว แต่พอหลังจากนั้น แกก็จะเพี้ยนๆ หน่อย ยิ่งวันไหนกินเหล้าด้วย บางทีมีแก้ผ้าร้องเพลง แต่พอเวลาแกหายเมา แกก็ปกติดีนะ ก็พาไปพบจิตแพทย์ รักษาจนแกเลิกเหล้าได้แล้ว

มีช่วงนึงแก alert หนักมาก ไม่รู้ภาษาทางการแพทย์เรียกว่าอะไร แต่เรียกภาษาชาวบ้านว่าเป็นโรคคนแก่ alert จะกระตือรือร้นตลอดเวลา อยู่นิ่งๆ ไม่ได้ พอ alert มากๆ นานๆ เข้า ร่างกายแม่ก็ไม่ไหว คิดดูปั่นจักรยานไปบ้านนู้นบ้านนี้ ตี 3 แล้วแม่ยังไม่นอนก็มี ทำงานกลับบ้านมา อ้าว! แม่หายไปไหน ถามแม่บ้านก็ไม่รู้ ก็ต้องโทร.หาคนรู้จัก จนเจอว่าแม่ไปหลับที่บ้านนู้น ไปหมดแรงอยู่ตรงนั้น

พอแกเป็นแบบนี้อยู่นานๆ เข้า เลยลองพาแกไปพบจิตแพทย์ เขาก็เอายากล่อมประสาทมาให้กิน ให้รู้สึกง่วง เพื่อให้แกอยู่บ้าน ไม่ alert ออกไปทำอะไรเกินแรงตัวเอง แต่การให้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์นะ ใช้ไปสักพักหนูก็ทนไม่ไหว แม่หนูจะเบลอๆ ตลอด แล้วก็พูดกับเราไม่รู้เรื่อง ก็เลยค่อยๆ ลดปริมาณยา จนทุกวันนี้ ไม่ต้องให้แม่กินอะไรแล้ว แต่เราใช้ความรักรักษาแทน...


[เยียวยาคุณแม่ ด้วยคำว่า “รัก” ทุกวัน]
สะกดจิตให้แม่รู้ว่าเรารักแม่ หนูจะบอกรักแม่ตลอด 'แม่หนูรักแม่นะ แม่รักหนูหรือเปล่า รักแค่ไหน?' แม่ก็จะตอบว่า 'รักหนูเท่าฟ้า' ถามตอบกันอยู่แบบนี้ วันนึงประมาณ 4-5 รอบได้ (พูดไปยิ้มไป) บางทีหนูกวาดบ้านอยู่ แม่อยู่ในครัว หนูก็จะตะโกนบอก 'แม่..หนูรักแม่นะ' มันทำให้แม่รู้สึกว่าความรักจากเราไม่ได้ห่างหายไปไหน ทำให้แม่ไม่ต้องกินยาก็หาย ทุกวันนี้แม่ก็ปกติแล้ว ไม่ได้ซึมเศร้า แล้วก็ไม่ได้ alert ด้วย มันดีขึ้นเยอะเลยจริงๆ” เจ้าของเรื่องเล่าปิดท้ายด้วยรอยยิ้มอุ่นๆ อย่างที่ไม่น่าจะมีใครได้พบเห็นมันบ่อยนักผ่านจอทีวี

“ไว้อีก 4-5 เดือนหลังจากนี้ มาสัมภาษณ์หนูใหม่นะ” อ่านจากแววตาเป็นประกายสดใสแล้ว รู้ได้ทันทีว่าผู้ชายตัวเล็กมากพลังคนนี้ คงกำลังมีโปรเจกต์สนุกๆ ผุดขึ้นมาใหม่ เพื่อเพิ่มความเคลื่อนไหวให้ “กราฟชีวิต” ของตัวเองอีกแล้ว

“หนูกำลังจะทำโครงการโครงการนึงเพื่อเปลี่ยนจิตสำนึกของคนไทย หนูอยากให้คนเห็นว่ายังมีคนที่จงรักภักดีต่อแผ่นดินนี้ พร้อมอุทิศให้แผ่นดินนี้จากจิตใจที่บริสุทธิ์โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไร...
ถ้าพูดถึงเรื่องการรักป่า คนต้องพูดถึง คุณสืบ นาคะเสถียร ใช่ไหม หนูอยากให้สิ่งที่หนูทำมันหลงเหลืออะไรแบบนั้นเอาไว้เหมือนท่าน หนูอาจจะไม่มีบุญถึงท่านนะ แต่หนูอยากจะทำให้ได้อย่างที่ท่านทำ ดาราส่วนมากรักความสบาย ไม่มีใครยอมมาลำบากหรอก แต่เดี๋ยวหนูจะทำให้ดูว่า ดาราที่ทำงานอย่างยากลำบาก ทำเพื่อตอบแทนแผ่นดินนี้ มันยังมีอยู่จริง!!

คำบางคำ...ไม่ควรพูดกับ...คนบางคน #ฝันดีครับชาวig

A photo posted by โก๊ะตี๋ อารามบอย (@kootee) on




สัมภาษณ์โดย ผู้จัดการ Lite
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
ภาพ: ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณภาพบางส่วน: อินสตาแกรม @kootee




มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"MGR Online Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารมาได้ที่: manageronlinelive@gmail.com
หรือ Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...