xs
xsm
sm
md
lg

สวยใสใช้แล้วตาย! "สบู่คลอรีน" หลอกคนอยากขาว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


‘สบู่คลอรีน’ อวดอ้างสรรพคุณใช้แล้ว ‘ขาวใส’ ถูกแชร์สะพัดบนโลกออนไลน์ ชี้ให้เห็น สาวไทยคลั่งขาวจนเกินความพอดีถึงขั้นใช้คลอรีนอาบน้ำ อีกทั้ง ยังไม่สนใจถึงส่วนผสมที่เป็นพิษภัยต่อร่างกาย อย่างสารต้องห้าม 'คลอรีน' ที่มาใช้เป็นส่วนประกอบ!

 
อยากขาวได้ แต่ต้องไม่โง่!

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคปัจจุบัน สาวๆ หลายคนคลั่งความขาว และให้ความสำคัญกับความขาวใสมากจนเกินไป อาจเพราะด้วยเหตุผลหลายประการและความเชื่อผิดๆ ว่าจะต้องขาวเท่านั้นถึงจะเป็นผู้หญิงสวยและดูดี และยึดคติที่ว่าขอสวยก่อนตาย โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในครีมนั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้างขอแค่ใช้แล้วขาวเท่านั้นพอ

เหตุนี้เองจึงทำให้ผู้ประกอบการในตลาดสินค้าความงามบางรายอาศัยช่องทางนี้ทำมาหากิน ขายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานวางขายเกลื่อนทั่วไปโดยเฉพาะในอินเทอร์เน็ตแฝงโฆษณาชวนเชื่ออวดอ้างสรรพคุณเกินจริง โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยลูกค้าแม้แต่น้อย

โดยสินค้าเหล่านั้นมักมาในรูปแบบของครีมหน้าขาว หน้าเด้ง หรือแม้แต่กระทั่งครีมลอกผิว ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าในครีมเหล่านั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้าง และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ฟอกผิวขาวตัวใหม่ ‘สบู่คลอรีน’ ที่เชื่อว่าหากใช้อาบน้ำแล้วจะมีผิวขาวขึ้นภายในกี่วัน หรือยิ่งใช้ยิ่งขาว

“ธรรมชาติจะเลือกคนที่อยู่รอดเอง บางคนฉลาดมากในทุกเรื่อง แต่โดนลัทธิผิวขาวครอบงำจนโงหัวไม่ขึ้น สุดท้ายสารเคมีสะสมในตัวมากๆ ก็เดินไปตามวัฏสังขารแบบเร็วคูณ 10”

“คนเป็นคนกำหนดกันครับ ว่าผู้หญิงขาว คือคนสวย คือคนที่ดูดี มโนกันไปเองทั้งนั้น คนดำแล้วสวย ดูดีมีออกถมเถไป”

“ถ้าโง่ขนาดคิดว่าคลอรีนทำให้ขาวได้ ก็ให้ใช้กันไปเถอะ ตอนเด็กเรียนว่ายน้ำสระคลอรีนในร่ม ต่อให้ในตึกเลยยังดำ มันก็น่าจะคิดบ้างนะ”

“เรื่องยี่ห้อเครื่องสำอางใช้ของดีของแพงติดแบรนด์ดัง พอเป็นเรื่องขัดตัวขาว ลดความอ้วนนี่ ผู้หญิงจะไม่ใช้สมองคิดเท่าไหร่ เอาให้เห็นผลไว จะตายมั้ยเดี๋ยวไปรู้เอาดาบหน้า ตอนนี้คิดใกล้ ๆ แค่นี้แหละ ผู้หญิงที่ฉลาดหลุดพ้นแล้วจะใช้สมองคิดเรื่องการใช้ยาให้เห็นผลไว้ กลัวตายก่อนแก่”




จุดประเด็นสาวไทยคลั่งขาวอีกครั้ง! กับ ‘สบู่คลอรีน’ สินค้าใหม่ที่ขายเกลื่อนทางเน็ตอยู่ ณ ขณะนี้ กำลังเป็นกระแสดรามาทั่วโลกออนไลน์ และเกิดเป็นข้อถกเถียงว่าสบู่ดังกล่าวมีอันตรายหรือไม่? คลอรีนจะช่วยให้ขาวขึ้นและเอามาเป็นส่วนผสมในเวชภัณฑ์เครื่องสำอางได้จริงๆ หรือ? รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้ออกมาถกถึงประเด็นดังกล่าวนี้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้ทำการทดสอบทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่าสบู่คลอรีนเป็นอันตรายต่อผิวหนังอย่างมาก

“สมการการทดสอบ Calcium hypochlorite นะครับ จากผลิตภัณฑ์ผิวขาวคลอรีนทั้งหลาย อ.อ๊อด ได้ทดสอบแล้ว เป็น Calcium hypochlorite แน่นอน 100% จากการที่นักข่าวล่อซื้อทางเน็ตมา แล้วเอามาที่ Lab อ.อ๊อด ก่อนหน้านี้นะครับ เป็นของรายการสารคดีข่าวเชิงสืบสวนรายการใหม่ทางช่อง 3 SD คุณบิณฑ์ บันลือฤทธิ์เป็นพิธีกร (รอออกอากาศ) แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังเห็นการขายผลิตภัณฑ์พวก คลอรีนฟอกผิวขาว ขายเกลื่อนทางเนต แลกกับความปลอดภัยลูกค้า อันตรายมากครับ สคบ อย. กรมวิทยาศาสตร์ DSI ควรออกมาได้แล้ว

สารพวกนี้ละลายน้ำจะเป็นเบสครับ กัดผิว แสบระคายเคือง เข้าตาก็เยื่อบุตาไปก่อนเพื่อน
ClO− + H2O → HClO + OH−

หากเจอกรดจะปลดปล่อยแก๊สพิษ แก๊สคลอรีนออกมาครับ แก๊สคลอรีนใช้ในสงครามเคมีในสงครามโลกครั้งที่ 1 และต้นสงครามโลกครั้งที่ 2
Ca(OCl)2 + 4 HCl → CaCl2 + 2 H2O + 2 Cl2 ”



 
‘คลอรีน’ สารต้องห้าม!

หลังจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ออกมาเปิดประเด็นถึงภยันตรายของการเอาสบู่คลอรีนมาขัดผิวเพราะเชื่อว่าทำให้ผิวขาว ทางด้านพ่อค้าเองก็ออกมาอ้างว่าสบู่คลอรีน ไม่ได้ใส่คลอรีนแต่อย่างใด เพียงแค่ตั้งชื่อว่าคลอรีนเฉยๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าเท่านั้น และอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา พ่อค้าก็ออกมาอ้างว่าแคลเซียมไฮโปคลอไรต์มันไม่อันตราย โดยเอาเอกสารอ้างอิงออกมาเผยแพร่ให้ดู

โดยในเอกสารดังกล่าวพูดถึงกรณีเอาสารตัวนี้ไปฆ่าเชื้อในน้ำ แล้วรอให้คลอรีนในน้ำสลายตัวจนเหลือปริมาณน้อยมาก จึงเอาน้ำพวกนั้นมาใช้อุปโภคบริโภค ไม่ได้พูดถึงการเอาคลอรีนไปอาบหรือขัดผิว และในเอกสารอ้างอิงที่พ่อค้าเอามาโพสต์เองก็ยังเขียนว่าข้อควรระวัง และแก้ไขเบื้องต้นในการใช้คลอรีนอีกด้วย

“คลอรีนทำให้เกิดการระคายเคือง ระบบหายใจ ทำให้แสบจมูก ระคายเคืองตา แสบตา ผิวหนังเป็นผื่นแดงอักเสบ ดังนั้นในการเตรียมคลอรีน จึงควรป้องกันตัวเองโดย

1. สวมถุงมือยางขณะเตรียมสารละลายคลอรีน และในระหว่างการผสมคลอรีน
ควรมีผ้าปิดปาก จมูก และควรแต่งกายปกปิดร่างกายให้มิดชิด

2. อย่าให้ถูกผิวหนัง และเข้าตา เมื่อถูกผิวหนังให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที ถอดเสื้อผ้าที่ถูกคลอรีนออก และอาบน้ำชะล้างคลอรีนให้หมด เมื่อเข้าตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 15 นาที และรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป”








เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทีมข่าว ASTV ผู้จัดการ Live ต่อสายตรงไปขอความรู้จาก รศ.นพ.นภดล นพคุณ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้คำตอบว่า คลอรีนเป็นสารต้องห้ามและเป็นอันตราย หากเอามาใช้กับผิวในปริมาณสูงๆ จะเกิดการระคายเคือง และทำให้ผิวอักเสบแน่นอน

“ความจริงมันเป็นสิ่งที่เราพยายามเตือนมาตลอดอยู่แล้วว่า การฟอกสีให้ผิวสีที่พ่อแม่ให้มาเป็นสิ่งอันตราย เพราะไม่ว่าจะเป็นสารไฮโดรควิโนน ซึ่งเป็นสารต้องห้าม หรือจะเป็นกลูตาไธโอน ส่วนเมื่อก่อนนี้ก็จะมีขี้ผึ้งเบอร์ 28 คือสารพวกนี้ถ้านำมาฟอกมันเป็นอันตรายกับผิวทั้งสิ้น

เพราะสารคลอรีนมันเป็นตัวที่ใช้ซักผ้าซักอะไรก็ตามที่ให้ขาว และเรานำมาใส่กับหน้าเรา หน้าเราไม่สามารถจะทนได้ มันจะเกิดการระคายเคือง อักเสบได้ สังเกตคนที่ไปว่ายน้ำยังรู้สึกเลยว่าแสบตาแสบผิว เพราะถ้านำสารตัวนี้มาเป็นส่วนผสมมันก็จะทำลายผิว แล้วผิวก็จะแดงอักเสบ มันจะทำให้ดำมากขึ้นกว่าปกติอีกครับ ถ้ามันเป็นไอระเหยขึ้นไปเข้าตา หรือไหลไปโดนตา มันอันตรายมากๆ ข้อห้ามคือไม่ควรใช้อย่างยิ่งครับ

เป็นสารต้องห้ามครับไม่ควรใส่ลงไปในนั้น แล้วยิ่งปริมาณเยอะด้วยยิ่งต้องห้ามเด็ดขาด อันตรายของมันก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสารที่ใช้ ผมไม่ทราบว่าเขาเอามาในรูปแบบไหน แต่ว่าสารพวกนี้เมื่อไหร่ที่เราเอามาใช้กับผิวในปริมาณสูงๆ มันจะเกิดการระคายเคืองกับผิวแน่นอน ทำให้ผิวอักเสบได้ เวลาเราแพ้เกิดผดหรือกากได้”


สวยธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งเคมี!

ปัจจุบันจะพบได้ว่าครีมฟอกผิวขาวพวกนี้มีขายอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะการขายผ่านเน็ต ซึ่งจะมีรีวิวการเปรียบเทียบก่อน และหลังใช้ อีกทั้ง ยังอ้างว่าผ่านการตรวจสอบแล้วและมีเลขทะเบียนจดแจ้งกำกับไว้อย่างชัดเจนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าเป็นครีมที่ปลอดภัยใช้แล้วไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน

ประเด็นนี้เอง นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงขอกล่าวเสริมด้วยความเป็นห่วงว่า การจดทะเบียนเป็นเครื่องสำอางนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านความปลอดภัย และส่วนเลข อย. ก็มีการปลอมแปลงกันได้อีกเช่นกัน ทางที่ดีก่อนใช้ ควรนำเลข อย. มาตรวจสอบให้ดีเสียก่อน

“พวกนี้ส่วนมากเครื่องสำอางที่เอามาใช้ต้องผ่านการตรวจกับองค์การอาหารและยาเสมอ ซึ่งองค์การอาหารและยาเขาต้องตรวจสอบว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง ใส่ได้เท่าไหร่ และส่วนผสมไหนไม่ควรใส่ คือถ้าใส่ได้ปริมาณต้องไม่เกินเท่าไหร่ ซึ่งพวกนี้ชอบอ้างว่าผ่าน อย.

แล้วการผ่าน อย. การจดเป็นเครื่องสำอาง อันนี้ยังไม่ได้หมายความว่าผ่านความปลอดภัยหรือเปล่า ซึ่งการผ่าน อ.ย. ถ้าสงสัยให้ดูเลขที่เขากำกับเอาไว้ ถ้าเลขนั้นจริงมันก็จะบอกเลยว่ามันถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง แต่ต้องระวังว่าเลขพวกนี้มันมีการปลอมแปลงกันได้ ไม่ได้เป็นเลขจริงๆ ต้องระวังมาก แต่สิ่งสำคัญสุดโดยธรรมชาติแล้วไม่ต้องไปลอง เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไร”




อีกทั้ง ยังกล่าวย้ำเตือนอีกว่า สีผิวเป็นส่วนที่อยู่ลึกลงไปในชั้นหนังกำพร้า การที่เอาสบู่หรือเอาอะไรไปฟอกลงไปนั้น ไม่สามารถจะทำให้สีที่คล้ำจางลงได้ จึงอยากขอวิงวอนว่าอย่าหลงเชื่อเรื่องพวกนี้จากอินเทอร์เน็ต เพราะของพวกนี้ไม่มีความปลอดภัย มิหนำซ้ำอาจทำให้ผิวของเราเสียโฉม และคล้ำหนักกว่าเดิมเสียอีก

ถึงแม้วันนี้ ความขาวจะเข้าครอบงำสาวๆ หลายคนจนขาดสติ และผลที่ได้ตามมานั้นส่วนใหญ่เป็นผลเสียมากกว่าผลดี จะดีกว่าหรือไม่หากเราไม่พึ่งสารเคมีพวกนั้น แต่หันมาพึ่งวิธีทางธรรมชาติแทน

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าเราไม่โดนแดดผิวเราก็จะไม่คล้ำ พยายามทาครีมกันแดดที่ถูกต้อง พวกไวเทนนิงที่ขายกันก็พอใช้ได้ มันอาจจะไม่ได้ผลในทันทีแต่ก็จะช่วยให้สีผิวที่หมองคล้ำจางลงได้ อย่างไรก็ตามเราไม่มีทางจะเปลี่ยนสีผิวที่พ่อแม่ให้มาได้ มันเป็นสีผิวโดยธรรมชาติของเรา

และผมคิดว่าคนที่มีผิวคล้ำแต่ว่าสะอาดสะอ้านไม่มีสิวฝ้า ไม่มีริ้วรอยอะไรก็สวยได้ ไม่จำเป็นจะต้องขาวเสมอไป การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบ สำคัญคือหลีกเลี่ยงแดด พวกนี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยทั้งสิ้นครับ” นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวโดยASTV ผู้จัดการLive
ข้อมูลบางส่วน: เฟซบุ๊ก Weerachai Phutdhawong



มาสร้างแรงบันดาลใจไปด้วยกัน!!ตัวอย่างงานในเซ็กชั่นทั้งหมด>>>...

Posted by ASTV ผู้จัดการ Live on Friday, August 21, 2015

รายละเอียดเพิ่มเติม (คลิก)>>> ตัวอย่างงานในเซ็กชั่น "ASTVผู้จัดการ Live"



มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram

"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@manager_live" กันได้ที่นี่!!


และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754



กำลังโหลดความคิดเห็น...