อีกไม่เกิน 10 ปี รัฐบาลคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ 'สังคมผู้สูงอายุ' (Aged Society ) อย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นอย่างไรเมื่อสังคมเมืองคราคร่ำไปด้วยคนแก่ สอดคล้องกับแนวโน้มโลกหลายประเทศกำลังตบเท้าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเช่นเดียวกัน ทว่า รัฐสวัสดิการของเมืองนอกนั้นเอื้อประโยชน์กับประชากรวัยดึกมากกว่าประเทศไทย ซึ่งถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเราต้องเร่งวางมาตรการรองรับในระยะยาว
ขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊กพลังสูงวัย
13 เมษายนนอกจากเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาลสงกรานต์ วันหยุดยาวที่มนุยษ์เงินเดือนได้พักและเดินทางกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว ยังตรงกับ 'วันผู้สูงอายุแห่งชาติ' วันสำคัญที่กระตุ้นเตือนบรรดาลูกหลานได้ตระหนักถึงร่มโพธิ์ร่มไทรในบ้าน อาทิ ปู่, ย่า, ตา, ยาย, ทวด ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเกิดปรากฏการณ์ใดเมื่อคนกลุ่มนี้เพิ่มปริมาณมากขึ้น รัฐสวัสดิการของไทยเตรียมพร้อมรองรับพวกเข้ามากน้อยแค่ไหน เป็นโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องเป็นหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของคุณผู้สูงอายุ
เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
แนวโน้มการเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุ มีข้อมูลเปิดเผยอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี อ้างอิงข้อมูลจาก กรมสุขภาพจิต เมื่อปี 2557 ระบุว่า อีก 7 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประชากรโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยแล้ว โดยในปี พ.ศ.2555 โลกมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ประมาณร้อยละ 8 ของประชากรโลกทั้งหมด 7,000 ล้านคน
ในระดับอาเซียนมี ไทย และ สิงคโปร์ ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยสิงคโปร์นำเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ ไทย
ขอบคุณภาพประกอบจากสภากาชาด
นพ.เจษฎา เปิดเผยต่อว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงวัย (60 ปีขึ้นไป) ข้อมูลจากการทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2556 มีจำนวนผู้สูงวัย 8,970,740 คน หรือประมาณร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด
ภายใต้ข้อสมมติภาวะเจริญพันธุ์ลดลงตามปกติ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2556 ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีจำนวนผู้สูงวัยมากกว่า 13 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 หรือประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ
ด้าน ดร.จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ให้สัมภาษณ์กับ Astv ผู้จัดการ Live ในประเด็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เขาอธิบายว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นแนวโน้มของโลก ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การที่ประชากรวัย 60 ปี เพิ่มปริมาณมากขึ้นนั้นไม่ได้เป็นปัญหาต่อสังคมใดๆ ตรงนี้เป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประเด็นสำคัญต่อจากนี้คือการเตรียมรับมือ ใน 3 ประเด็นหลัก 1. เรื่องของการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ 2. สวัดิการสังคมเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3. สภาพสภาวะจิตใจ
“เรื่องแรก เรื่องของการเข้าการสู่บริการด้านสุขภาพ เพราะว่าภาวะการเป็นผู้สูงอายุมันก็จะมีปัญหาภาวะทางสุขภาพตามมา โดยเฉพาะจะเป็นปัญหาในกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะยากจน หรือไร้ญาติขาดมิตร เราควรให้ความสนใจมากหน่อย ผู้ด้อยโอกาส ยากจน เราต้องดูแลสภาพ สุขภาพความเสื่อมถ้อยทางด้านร่างกายจะเกิดขึ้น ถ้าผู้สูงอายุเข้าถึงระบบหลักประกันได้ยากมันก็จะลำบาก
“เรื่องที่สอง รายได้ ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยากจน จริงอยู่เรามีสวัสดิการเรื่องของเบี้ยยังชีพ แต่มันไม่พอครับ มันนิดเดียว ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ลูกหลานไม่อาจจะช่วยดูแลได้ ตรงนี้รัฐอาจจะช่วยดูแลได้ รัฐต้องมีการดูแลเป็นระบบอย่างเรื่องแผนการออมแห่งชาติ ที่มี พ.ร.บ. ออกมาแล้ว ต้องเร่งรัด และก็ทำให้เกิดผลมาให้ได้เรื่องของแผนการออมแห่งชาติที่ต้องเข้าไปรองรับผู้สูงอายุผู้มีรายได้น้อย
“และสุดท้ายเรื่องของภาวะจิตใจ ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งโดดเดี่ยวต้องมีคนดูแล ต้องมีคนคอยให้กำลังใจ อย่างที่ประเทศญี่ปุ่นเขามีระบบอาสาสมัครไปเยี่ยม ดูแลสุขภาพ และดูแลสภาพจิตใจ ไปพูดคุย ไปให้กำลังใจ ไปเอาของขวัญไปให้ ผมคิดว่าประเทศไทยเรายังขาดในเรื่องอาสาสมัครในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องเป็นประเด็นเชิงนโยบายระดับชาติที่เริ่มทำได้แล้ว เพราะเรากำลังดำเนินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ”
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ ดร.จตุรงค์ แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า เบี้ยยังชีพที่รัฐให้นั้นน้อยเกินไปและไม่เพียงพอใช้จ่าย รัฐอาจจะจัดสรรงบประมาณเสียใหม่ วางมาตรการระยะยาว ยกตัวอย่าง นอกจากพิจารณาจำนวนเงินจากระดับอายุ ควรจำแนกเรื่องรายได้ด้วยว่ากลุ่มใดควรได้เบี้ยยังชีพจำนวนเท่าใด ในประเด็นนี้ต่างประเทศรัฐสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุดีมาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยต้องกลับมาพิจารณาวางระบบใหม่โดยเร็ว
ขอบคุณภาพประกอบจาก www.thaihealth.or.th
อย่าหาว่า 'รัฐ' ไม่เหลียวแล
ล่าสุด ทางรัฐบาลไทยประกาศนโยบายรับลูกการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยวาง 3 นโยบายหลักเพื่อรับมือสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ความว่า กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รายงานสถานการณ์แนวโน้มผู้สูงอายุที่มีสูงขึ้น และอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยแถลงผ่านสื่อมวลชนความว่า
ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายรองรับไว้ 3 ประการ
1. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี เช่น การพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยีให้ผู้สูงอายุได้อยู่อย่างปลอดภัย การส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้ามาดูแล การออกแบบก่อสร้าง อาคารที่พัก ให้เกื้อกูลเหมาะสมกับการดำเนินชีวิต เป็นต้น
2. การเสริมสร้างสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุ จัดระบบสาธารณสุขให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าไปใช้บริการอย่างสะดวกและง่ายขึ้น
3. ส่งเสริมประกันรายได้ที่มั่งคงและยั่งยืน โดยผู้สูงอายุบางท่านที่อายุครบ 60 ปีแล้ว แต่ยังมีศักยภาพในการทำงาน และบางคนมีความสามารถในงานเฉพาะทาง จึงจะมีการแก้ไขกฎหมายให้มีความสอดคล้อง
นอกจากนี้ ยังส่งมเสริมในประเด็นแผนการออมเงินไว้ใช้จ่ายในยามชรา พัฒนาระบบเงินบำนาญ
นพ.เจษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางมาตรการดูแลคนกลุ่มนี้ และเป็นภาระหน้าที่ของรัฐต้องดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ ไม่ใช่แก้ปัญหาหรือจัดการภาษีเป็นรายปี ต้องดูแลระยะยาว
“ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุชนชั้นกลางขึ้นไปแต่ความยากลำบากเขาไม่เท่ากับระดับล่างที่มีอยู่มาก แม้จะมีผลบอกว่ารายได้ของสังคมไทยอยู่ในระดับปานกลางและระดับสูง แต่ก็มีคนรายได้ต่ำอีกจำนวนมาก ภาพรวมของเราเป็นการคิดรายได้เฉลี่ยนของประเทศ คนจนไม่มีรายได้เฉลี่ยนสูงในระดับนั้น” นพ.เจษฎา กล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐในอุดมคติ ควรมีกลุ่มคนวัยแรงงานต้องมีจำนวนมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแนวโน้มของสังคมโลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุ
ขอบคุณภาพประกอบจาก ทรู คอร์ปอเรชั่น
“สังคมอุดมคติต้องมีคนในวัยแรงงานเยอะ ชนชั้นกลางที่อยู่ในวัยแรงงาน เป็นคล้ายกับรูปฐานเล็ก ตรงการป่อง และส่วนปลายเล็ก แต่ในความเป็นจริงผู้สูงอายุจะมีฐานที่กว้างขึ้น ดังนั้น ถ้าคนในวัยแรงงานมีน้อยรัฐต้องแบกภาระเยอะในการดูแล ฉะนั้น ทำไงให้คนผู้ใช้แรงงานเยอะและมีงานทำ อย่างในยุโรปพยายามนำคนว่างงานกลับเข้าสู่การทำงานเพื่อมีรายได้ และจัดเก็บภาษี”
เป็นคนแก่อย่างมีความสุข
จากบทความเรื่อง '2573 คนแก่ครองเมือง!!' นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย เปิดเผยในประเด็นการเตรียมการก่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความว่า การเตรียมพร้อมเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย
ขณะเดียวกันก็จะต้องสร้างจิตสำนึกให้คนวัยหนุ่มสาวรู้จักการออมและใช้ชีวิตอย่างมีสติ รู้จักที่จะเริ่มต้นดูแลชีวิตและสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่ เสมอ เพื่อที่เมื่อถึงวัยที่ก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะได้เป็นผู้สูงอายุที่เป็นพลังมากกว่าเป็นภาระของครอบครัวและประเทศ
ทว่า เป้าหมายระยะยาวของการพัฒนาผู้สูงอายุ ไม่ใช่การหาทางช่วยเหลือผู้สูงอายุ เพราะนั่นเป็นการมองอนาคตว่าจะเต็มไปด้วยภาระที่ทุกคนต้องมาช่วยกันรับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุที่นับวันแต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการสาธารณสุขที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
“เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาผู้สูงอายุ คือการทำให้ผู้สูงอายุเป็นสมาชิกที่เข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ซึ่งจะทำได้ นอกเหนือจากการมีสุขภาพที่ดี ยังต้องมีความรู้ความสามารถ และโอกาสในการทำงานต่างๆ รวมทั้งมีเงินสำหรับการจับจ่ายใช้สอย เพื่อสิ่งจำเป็นในชีวิต ซึ่งหากทำได้จะทำให้ผู้สูงอายุเป็นสมาชิกที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้มากกว่าประชากรในวัยอื่นๆ ดังนั้น เราจึงต้องมาช่วยกันสร้างสังคมไทยให้มองผู้สูงอายุเป็นผู้สร้าง มากกว่าการมองผู้สูงอายุด้วยความสงสาร หรือแย่ที่สุดคือมองผู้สูงอายุว่าเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์”
นพ.บรรลุ เปิดเผยเคล็ดลับในการดูแลรักษาสุขภาพของผู้สูงอายุ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการกิน ตัดทอนใจความสำคัญจากบทความเดิม ความว่า คือต้องรู้จักกิน เลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ใหญ่ ช่วงเช้าจะรับประทานอาหารในปริมาณมากกว่าปกติ ขณะที่มื้อกลางวันจะลดลงมา ส่วนมื้อเย็นจะไม่รับประทานอาหารหนัก แต่จะรับประทานเพียงผลไม้เท่านั้น โดยไม่รับประทานอาหารเสริมแต่อย่างใด
ขอบคุณภาพประกอบจาก กกท.
จากนั้นจึงออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย เช่น การเดิน และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญจะต้องทำสุขภาพจิตให้ดี โดยพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด
“ความเครียดมักเกิดจากความต้องการมาก ความสามารถน้อย จะทำให้เครียด แต่เมื่อไหร่ที่ความต้องการน้อย แต่ความสามารถมาก เราก็จะไม่เครียด เพราะความเครียดคือความต้องการในด้านต่างๆ ของมนุษย์ หารด้วยความสามารถนั่นเอง ซึ่งหากเราสามารถควบคุมตนเองให้ คิดดี ทำดี รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ สุขภาพดี รับรองว่าอายุยืนแน่นอน”
ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือธรรมลีลา, www.newsletter.ipsr.mahidol.ac.th และอื่นๆ
ขอบคุณภาพประกอบจาก Thai publica
นิยามผู้สูงอายุ
องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ให้นิยามคำว่า 'ผู้สูงอายุ' คือประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60ปีขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ
1. ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง ประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่าร้อยละ7ของประชากรทั้งประเทศ
2. ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง ประเทศที่มีประชากรอายุ 60ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ20 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่าร้อยละ14 ของประชากรทั้งประเทศ
3. ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึง ประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ20 ของประชากรทั้งประเทศ
ข้อมูลจาก : www.stou.ac.th
มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram
"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@astv_live" กันได้ที่นี่!!
และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754
13 เมษายนนอกจากเป็นวันเริ่มต้นของเทศกาลสงกรานต์ วันหยุดยาวที่มนุยษ์เงินเดือนได้พักและเดินทางกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว ยังตรงกับ 'วันผู้สูงอายุแห่งชาติ' วันสำคัญที่กระตุ้นเตือนบรรดาลูกหลานได้ตระหนักถึงร่มโพธิ์ร่มไทรในบ้าน อาทิ ปู่, ย่า, ตา, ยาย, ทวด ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเกิดปรากฏการณ์ใดเมื่อคนกลุ่มนี้เพิ่มปริมาณมากขึ้น รัฐสวัสดิการของไทยเตรียมพร้อมรองรับพวกเข้ามากน้อยแค่ไหน เป็นโจทย์ใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องเป็นหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมคุณภาพชีวิตของคุณผู้สูงอายุ
เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์
แนวโน้มการเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุ มีข้อมูลเปิดเผยอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี อ้างอิงข้อมูลจาก กรมสุขภาพจิต เมื่อปี 2557 ระบุว่า อีก 7 ปี ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประชากรโลกได้เปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยแล้ว โดยในปี พ.ศ.2555 โลกมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ประมาณร้อยละ 8 ของประชากรโลกทั้งหมด 7,000 ล้านคน
ในระดับอาเซียนมี ไทย และ สิงคโปร์ ที่เข้าสู่สังคมสูงวัย โดยสิงคโปร์นำเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ ไทย
นพ.เจษฎา เปิดเผยต่อว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรสูงวัย (60 ปีขึ้นไป) ข้อมูลจากการทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2556 มีจำนวนผู้สูงวัย 8,970,740 คน หรือประมาณร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด
ภายใต้ข้อสมมติภาวะเจริญพันธุ์ลดลงตามปกติ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2556 ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีจำนวนผู้สูงวัยมากกว่า 13 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 หรือประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ
ด้าน ดร.จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ให้สัมภาษณ์กับ Astv ผู้จัดการ Live ในประเด็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เขาอธิบายว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นแนวโน้มของโลก ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การที่ประชากรวัย 60 ปี เพิ่มปริมาณมากขึ้นนั้นไม่ได้เป็นปัญหาต่อสังคมใดๆ ตรงนี้เป็นผลพวงจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประเด็นสำคัญต่อจากนี้คือการเตรียมรับมือ ใน 3 ประเด็นหลัก 1. เรื่องของการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ 2. สวัดิการสังคมเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3. สภาพสภาวะจิตใจ
“เรื่องแรก เรื่องของการเข้าการสู่บริการด้านสุขภาพ เพราะว่าภาวะการเป็นผู้สูงอายุมันก็จะมีปัญหาภาวะทางสุขภาพตามมา โดยเฉพาะจะเป็นปัญหาในกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะยากจน หรือไร้ญาติขาดมิตร เราควรให้ความสนใจมากหน่อย ผู้ด้อยโอกาส ยากจน เราต้องดูแลสภาพ สุขภาพความเสื่อมถ้อยทางด้านร่างกายจะเกิดขึ้น ถ้าผู้สูงอายุเข้าถึงระบบหลักประกันได้ยากมันก็จะลำบาก
“เรื่องที่สอง รายได้ ในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยากจน จริงอยู่เรามีสวัสดิการเรื่องของเบี้ยยังชีพ แต่มันไม่พอครับ มันนิดเดียว ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ลูกหลานไม่อาจจะช่วยดูแลได้ ตรงนี้รัฐอาจจะช่วยดูแลได้ รัฐต้องมีการดูแลเป็นระบบอย่างเรื่องแผนการออมแห่งชาติ ที่มี พ.ร.บ. ออกมาแล้ว ต้องเร่งรัด และก็ทำให้เกิดผลมาให้ได้เรื่องของแผนการออมแห่งชาติที่ต้องเข้าไปรองรับผู้สูงอายุผู้มีรายได้น้อย
“และสุดท้ายเรื่องของภาวะจิตใจ ผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งโดดเดี่ยวต้องมีคนดูแล ต้องมีคนคอยให้กำลังใจ อย่างที่ประเทศญี่ปุ่นเขามีระบบอาสาสมัครไปเยี่ยม ดูแลสุขภาพ และดูแลสภาพจิตใจ ไปพูดคุย ไปให้กำลังใจ ไปเอาของขวัญไปให้ ผมคิดว่าประเทศไทยเรายังขาดในเรื่องอาสาสมัครในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องเป็นประเด็นเชิงนโยบายระดับชาติที่เริ่มทำได้แล้ว เพราะเรากำลังดำเนินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ”
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุ ดร.จตุรงค์ แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า เบี้ยยังชีพที่รัฐให้นั้นน้อยเกินไปและไม่เพียงพอใช้จ่าย รัฐอาจจะจัดสรรงบประมาณเสียใหม่ วางมาตรการระยะยาว ยกตัวอย่าง นอกจากพิจารณาจำนวนเงินจากระดับอายุ ควรจำแนกเรื่องรายได้ด้วยว่ากลุ่มใดควรได้เบี้ยยังชีพจำนวนเท่าใด ในประเด็นนี้ต่างประเทศรัฐสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุดีมาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยต้องกลับมาพิจารณาวางระบบใหม่โดยเร็ว
อย่าหาว่า 'รัฐ' ไม่เหลียวแล
ล่าสุด ทางรัฐบาลไทยประกาศนโยบายรับลูกการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยวาง 3 นโยบายหลักเพื่อรับมือสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ความว่า กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รายงานสถานการณ์แนวโน้มผู้สูงอายุที่มีสูงขึ้น และอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยแถลงผ่านสื่อมวลชนความว่า
ทางรัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายรองรับไว้ 3 ประการ
1. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี เช่น การพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยีให้ผู้สูงอายุได้อยู่อย่างปลอดภัย การส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้ามาดูแล การออกแบบก่อสร้าง อาคารที่พัก ให้เกื้อกูลเหมาะสมกับการดำเนินชีวิต เป็นต้น
2. การเสริมสร้างสุขภาพอนามัยของผู้สูงอายุ จัดระบบสาธารณสุขให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าไปใช้บริการอย่างสะดวกและง่ายขึ้น
3. ส่งเสริมประกันรายได้ที่มั่งคงและยั่งยืน โดยผู้สูงอายุบางท่านที่อายุครบ 60 ปีแล้ว แต่ยังมีศักยภาพในการทำงาน และบางคนมีความสามารถในงานเฉพาะทาง จึงจะมีการแก้ไขกฎหมายให้มีความสอดคล้อง
นอกจากนี้ ยังส่งมเสริมในประเด็นแผนการออมเงินไว้ใช้จ่ายในยามชรา พัฒนาระบบเงินบำนาญ
นพ.เจษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางมาตรการดูแลคนกลุ่มนี้ และเป็นภาระหน้าที่ของรัฐต้องดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ ไม่ใช่แก้ปัญหาหรือจัดการภาษีเป็นรายปี ต้องดูแลระยะยาว
“ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังอยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุชนชั้นกลางขึ้นไปแต่ความยากลำบากเขาไม่เท่ากับระดับล่างที่มีอยู่มาก แม้จะมีผลบอกว่ารายได้ของสังคมไทยอยู่ในระดับปานกลางและระดับสูง แต่ก็มีคนรายได้ต่ำอีกจำนวนมาก ภาพรวมของเราเป็นการคิดรายได้เฉลี่ยนของประเทศ คนจนไม่มีรายได้เฉลี่ยนสูงในระดับนั้น” นพ.เจษฎา กล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐในอุดมคติ ควรมีกลุ่มคนวัยแรงงานต้องมีจำนวนมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแนวโน้มของสังคมโลกกำลังขับเคลื่อนเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุ
“สังคมอุดมคติต้องมีคนในวัยแรงงานเยอะ ชนชั้นกลางที่อยู่ในวัยแรงงาน เป็นคล้ายกับรูปฐานเล็ก ตรงการป่อง และส่วนปลายเล็ก แต่ในความเป็นจริงผู้สูงอายุจะมีฐานที่กว้างขึ้น ดังนั้น ถ้าคนในวัยแรงงานมีน้อยรัฐต้องแบกภาระเยอะในการดูแล ฉะนั้น ทำไงให้คนผู้ใช้แรงงานเยอะและมีงานทำ อย่างในยุโรปพยายามนำคนว่างงานกลับเข้าสู่การทำงานเพื่อมีรายได้ และจัดเก็บภาษี”
เป็นคนแก่อย่างมีความสุข
จากบทความเรื่อง '2573 คนแก่ครองเมือง!!' นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย เปิดเผยในประเด็นการเตรียมการก่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความว่า การเตรียมพร้อมเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย
ขณะเดียวกันก็จะต้องสร้างจิตสำนึกให้คนวัยหนุ่มสาวรู้จักการออมและใช้ชีวิตอย่างมีสติ รู้จักที่จะเริ่มต้นดูแลชีวิตและสุขภาพตนเองให้แข็งแรงอยู่ เสมอ เพื่อที่เมื่อถึงวัยที่ก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุจะได้เป็นผู้สูงอายุที่เป็นพลังมากกว่าเป็นภาระของครอบครัวและประเทศ
ทว่า เป้าหมายระยะยาวของการพัฒนาผู้สูงอายุ ไม่ใช่การหาทางช่วยเหลือผู้สูงอายุ เพราะนั่นเป็นการมองอนาคตว่าจะเต็มไปด้วยภาระที่ทุกคนต้องมาช่วยกันรับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุที่นับวันแต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการสาธารณสุขที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
“เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาผู้สูงอายุ คือการทำให้ผู้สูงอายุเป็นสมาชิกที่เข้มแข็ง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ซึ่งจะทำได้ นอกเหนือจากการมีสุขภาพที่ดี ยังต้องมีความรู้ความสามารถ และโอกาสในการทำงานต่างๆ รวมทั้งมีเงินสำหรับการจับจ่ายใช้สอย เพื่อสิ่งจำเป็นในชีวิต ซึ่งหากทำได้จะทำให้ผู้สูงอายุเป็นสมาชิกที่ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมได้มากกว่าประชากรในวัยอื่นๆ ดังนั้น เราจึงต้องมาช่วยกันสร้างสังคมไทยให้มองผู้สูงอายุเป็นผู้สร้าง มากกว่าการมองผู้สูงอายุด้วยความสงสาร หรือแย่ที่สุดคือมองผู้สูงอายุว่าเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์”
นพ.บรรลุ เปิดเผยเคล็ดลับในการดูแลรักษาสุขภาพของผู้สูงอายุ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการกิน ตัดทอนใจความสำคัญจากบทความเดิม ความว่า คือต้องรู้จักกิน เลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น เนื้อปลา หลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์ใหญ่ ช่วงเช้าจะรับประทานอาหารในปริมาณมากกว่าปกติ ขณะที่มื้อกลางวันจะลดลงมา ส่วนมื้อเย็นจะไม่รับประทานอาหารหนัก แต่จะรับประทานเพียงผลไม้เท่านั้น โดยไม่รับประทานอาหารเสริมแต่อย่างใด
จากนั้นจึงออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย เช่น การเดิน และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญจะต้องทำสุขภาพจิตให้ดี โดยพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด
“ความเครียดมักเกิดจากความต้องการมาก ความสามารถน้อย จะทำให้เครียด แต่เมื่อไหร่ที่ความต้องการน้อย แต่ความสามารถมาก เราก็จะไม่เครียด เพราะความเครียดคือความต้องการในด้านต่างๆ ของมนุษย์ หารด้วยความสามารถนั่นเอง ซึ่งหากเราสามารถควบคุมตนเองให้ คิดดี ทำดี รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ สุขภาพดี รับรองว่าอายุยืนแน่นอน”
ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือธรรมลีลา, www.newsletter.ipsr.mahidol.ac.th และอื่นๆ
นิยามผู้สูงอายุ
องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ให้นิยามคำว่า 'ผู้สูงอายุ' คือประชากรทั้งเพศชายและหญิงที่มีอายุมากกว่า 60ปีขึ้นไป โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ
1. ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging society) หมายถึง ประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีมากกว่าร้อยละ7ของประชากรทั้งประเทศ
2. ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง ประเทศที่มีประชากรอายุ 60ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ20 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่าร้อยละ14 ของประชากรทั้งประเทศ
3. ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged society) หมายถึง ประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า ร้อยละ20 ของประชากรทั้งประเทศ
ข้อมูลจาก : www.stou.ac.th
มาตามติด Facebook Fanpage และ Instagram
"ASTVผู้จัดการ Live" และ "@astv_live" กันได้ที่นี่!!
และสามารถส่งข่าวสารและเรื่องราวร้องทุกข์ในสังคมมาได้: astvmanager.live.lite@gmail.com
หรือ โทร.0-2629-4488 ต่อ 1477, Fax 0-2629-4754


