xs
xsm
sm
md
lg

“เดี่ยว” เจ้าพ่อไอที อดีตเด็กติดเกมขั้นพีค!

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“เดี่ยวไมโครโฟน” ที่คุ้นเคยกันในวันก่อนกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเจ้าพ่อไอทีผู้คร่ำหวอดในวงการ Gadget กว่า 15 ปี ลุกขึ้นมาก้าวขาขึ้นเวที คว้าไมค์ หยิบเรื่องบนโลกออนไลน์ แล้วขึ้นไปเดี่ยวไมโครโฟน!!



ตื่นตาตื่นใจ เดี่ยวล้ำสมัย อนุญาตถ่ายคลิป!
Talk.Tech.Spectacular คอนเซ็ปต์ตามคำนี้เลยครับ โชว์ทั้งหมดจะเป็นการพูดเรื่องเทคโนโลยีที่ตื่นตาตื่นใจ เวทีจะมีฉากแบบไม่สมมาตรมารองรับ ใช้ Projector ประมาณ 20 ตัว ฉายภาพต่อเนื่องกันเพื่อเล่าเรื่องตลอดทั้งโชว์ เป็นการพูดแบบมีเทคนิคพิเศษซึ่งต่างประเทศเรียกกันว่า 3D Mapping” หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ เจ้าพ่อไอที เจ้าของรายการ “แบไต๋ไอที” และคนรู้จริงด้านเทคโนโลยีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังมาตลอด 15 ปี พูดถึงเดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกในชีวิตเอาไว้ด้วยน้ำเสียงตื่นตาตื่นใจสมกับชื่อโชว์ที่เรียกเต็มๆ ว่า NuiShow โซเชียลมีเดี่ยว : Talk.Tech.Spectacular

“ทุกวันนี้ Social Media คือสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ใช่อุปกรณ์เฉพาะทางของวิศวกรคอมพิวเตอร์แล้ว ทุกคนใช้มันอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโชว์นี้คือรวมเอาทริค, เทคนิค และการต่อยอดไปสู่งานด้านอื่นๆ ซึ่งผมจะสร้างฐานความเข้าใจให้กับคนฟังให้ Get ทั้งหมดภายใน 2 ชั่วโมงว่าวงการไอทีเป็นยังไง โลกอนาคตข้างหน้ามันจะมีอะไรบ้าง ผมจะไปหาของในอีก 2 ปีข้างหน้ามาเล่าแล้วทำให้มันตื่นตาตื่นใจ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเราจะต้องเจอกับอะไรในอนาคต คนที่ไปดูจะได้รับความสนุก สีสัน พร้อมกับได้ความรู้กับมาด้วย” นั่นคือสาเหตุที่เขาเลือกใช้คำโปรโมตว่า “ฮากับเรื่องสาระ และสะใจกับเรื่องไอที”

“ผมอยากทำให้มันเกิดอีกลายเซ็นนึงในรูปแบบ Talk Show ที่เอาเรื่องไอทีมาคุยได้ ที่ผ่านมา เรามีนักทอล์กที่คนไทยรักอยู่แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในแฟนของพี่โน้ต-อุดม ผมจึงอยากทำในอีกแบบนึง ซึ่งไม่ว่าจะไม่รู้เรื่องไอทีเลยมาดู หรือรู้มากก็ยังดูสนุกได้เหมือนกัน เพราะคนที่รู้แล้วอาจจะมาขำกับวิธีการเล่า ส่วนคนที่ยังไม่รู้ก็จะ โอ้! เหรอ (ยิ้ม)

นี่เป็นโชว์แรกเลยครับที่หลังบัตรเข้างานเขียนไว้ว่า สามารถถ่ายภาพระหว่างการแสดงได้ แล้วอัปสเตตัสตามแต่ใจ แต่ไม่อนุญาตให้อัดคลิปยาวเพราะเจ้าของโชว์อาจทำขายเองภายหลัง (หัวเราะขี้เล่น) ตอนดูโชว์ เราอาจจะให้คุณเปิดมือถือและดาวน์โหลดแอปฯ ไปพร้อมๆ กันครับ”

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือโชว์นี้เป็นโชว์แรกที่คนดูจะได้นั่งสุดยอดเก้าอี้ที่สั่งตรงมาจากอังกฤษ เพราะเป็นโชว์แรกที่จัดแสดงหลังการ Renovate ของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยเปลี่ยนจากเก้าอี้รุ่นเดิมเป็นรุ่นที่ใช้ในโรงละครดังๆ ระดับโลก เพื่อให้ไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดเวลาคนดูลุกเข้าออก “ถ้าคนลุก ผมก็จะไม่รู้ว่ามีคนเดินออกครับ (ยิ้ม) พูดเล่นครับ ผมจะพยายามสร้างความต่อเนื่องให้สนุกทั้งโชว์อยู่แล้วล่ะครับ”

งานนี้มีสิทธิพิเศษสำหรับผู้พิการทางสายตาด้วย เนื่องจากแฟนรายการ “แบไต๋ไอที” ซึ่งเจ้าของเดี่ยวไมโครโฟนรูปแบบแปลกใหม่ในครั้งนี้เป็นเจ้าของอยู่ มีจำนวนไม่น้อยเลยที่เป็นคนตาบอด “ผมเลยจองแถวยาวไว้แถวนึงเลยครับ บัตรโซน 2,000-2,500 สำหรับพวกเขา เคยเจอกันแล้วเขาใช้คำพูดที่น่าประทับใจมากว่า “ผมดูพี่มาเป็น 10 ปีแล้วครับ” เขาใช้คำว่าดูทั้งๆ ที่เขามองไม่เห็น ผมก็เลยอยากให้ครั้งนี้มันพิเศษนิดนึงสำหรับพวกเขาด้วย

คือคนตาบอดที่อยากดูโชว์นี้ สามารถส่งชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวคนตาบอดมาให้ผมได้เลยครับ เข้าไปขอบัตรได้ทางทวิตเตอร์ @nuishow เราก็จะยืนยันกลับ แล้ววันงานคุณก็สามารถเข้าไปดูฟรีได้เลย เป็น Blind Seat โซนที่ลุกเดินเข้าห้องน้ำได้สะดวกที่สุดแล้วครับ”




มีวันนี้ได้เพราะเป็น “อดีตเด็กติดเกม”
กว่าจะมาถึงวันที่ลุกขึ้นมา “โซเชียลมีเดี่ยว” ได้ มองย้อนกลับไปในวันวาน ใครจะรู้บ้างว่าเขาเป็นแค่ “เด็กชายหนุ่ย” ที่ติดเกมชนิดที่ว่าเล่นทั้งวันทั้งคืนจนแขนขาชาจึงจะยอมเลิก

“ผมโตมากับครอบครัวที่คุณพ่อเสียตั้งแต่เด็ก คุณพ่อเป็นดอกเตอร์ เป็นนักธุรกิจฟาร์มไข่มุก เหมือนจะดูดี แต่พ่อชิงตายไปก่อนตั้งแต่ผม 3 ขวบครึ่ง คุณแม่เลยเลี้ยงลูก 2 คนมาด้วยความยากลำบาก เปิดร้านตัดเสื้อเล็กๆ ในบ้าน หลังขดหลังแข็งเพื่อหาค่าเทอมหรือซื้อสิ่งที่ผมอยากได้ พอตอน 9 ขวบ ผมก็รบเร้าคุณแม่ให้ซื้อเกมให้ เพราะผมอยากมีเกมเล่นที่บ้าน ไม่งั้นผมจะต้องปั่นจักรยานไปเล่นที่ตลาดพระโขนงเพราะว่าผมอยากเล่นมาก เล่นทีละ 5 บาท ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ด้วยครับ ไม่ให้เวลาเกิน 15 นาที ก็เลยอยากมีเล่นเองที่บ้าน

ผมเป็นคนที่เล่นเกมไหนต้องเคลียร์ให้จบ อย่างเกม Rock Man ที่ว่ายากที่สุดแล้ว ผมก็พยายามหาสูตรให้ได้ ตื่นมาเล่นตั้งแต่ 8 โมงเช้า เล่นจบเกมตอน 2 ทุ่ม แต่ต้องจบ เล่นจนมือเท้าชา ต้องเอาให้จบให้ได้ ซึ่งแม่ก็เห็นเป็นปัญหาเรื่องนี้ เลยออกกฎเหล็กว่าห้ามเล่นเกมวันจันทร์-ศุกร์ เราก็ทำตามนั้น สุดท้ายคุณแม่ก็กัดฟันซื้อแฟมิคอมเครื่องครีมแดงให้ แต่มาเสียบทีวีที่บ้านแล้วเล่นไม่ได้เพราะทีวีที่บ้านเก่าไป ตูดเสียบสายคนละแบบ เครื่องเกม 3,000 กว่าบาทก็ว่าแพงแล้ว พอไปซื้อทีวีใหม่ 4,900 แพงมาก (เน้นเสียง) ผมเลยต้องเล่นให้คุ้มครับ (หัวเราะ)”

คงไม่มีใครเชื่อว่าชีวิตของเด็กติดเกมอย่างเขาจะมีอนาคตที่สว่างไสวอย่างในวันนี้ได้ แต่หนุ่ยขอบอกเลยว่ามันเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ทำให้เขาหลงใหลและเลือกบนเส้นทางสายไอทีในที่สุด

“คนอาจจะมองว่าเด็กติดเกมไม่มีความก้าวหน้า แต่ผมว่ามันอยู่ที่การต่อยอดครับ จะทำอาชีพอะไรคุณต้องมีพื้นฐานอาชีพจากสิ่งที่คุณทำบ่อยๆ และคุณก็สนุกกับมัน อาชีพโปรแกรมเมอร์หรือนักสร้างเกม ย่อมต้องมาจากนักเล่นเกมเสมอ เพราะถ้าไม่เล่นมาก่อน คุณจะไม่เข้าใจศาสตร์นี้

แต่ปัญหามันมีอยู่ 2 อย่าง คือเด็กไทยอาจจะต่อยอดไม่ค่อยเก่ง คือเล่นเพื่อความบันเทิง แต่มีน้อยคนนักที่จะคิดว่าต้องเอาองค์ความรู้ตรงนี้ไปเรียนโปรแกรมดีกว่า เอาไปคิดเกมใหม่ๆ ดีกว่า เราก็มีคนแบบนั้นอยู่นะครับ แต่มันไม่ใช่ทั้งหมด กับอีกปัญหาหนึ่งก็คือ โครงสร้างของระบบอุตสาหกรรมเกมไทยมันไม่ได้เอื้อกับการทำให้คนหนึ่งคนที่ชอบเกมมากๆ จะมีอาชีพที่สง่าผ่าเผยได้

เขาเล่าจากประสบการณ์ ในฐานะโปรดิวเซอร์เกม “ต้มยำกุ้ง” ซึ่งเป็นเกมที่ต่อยอดมาจากภาพยนตร์เรื่อง “องค์บาก” และเป็นเกมที่ทำยอดขายได้ถึง 23,000 กล่อง ถือว่าขายดีที่สุดแล้วในบรรดาเกมไทยเพราะไม่เคยมีเกมไทยเกมไหนทำยอดได้เท่านี้!

เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ได้หัวไวขนาดนี้ แต่ผมหัวไวขึ้นเพราะคอมพิวเตอร์ ผมค้นพบว่าคอมพ์ทำคนฉลาดขึ้น ผมจึงอยากเห็นคนไทยฉลาดขึ้น ผมเลยตัดสินใจเบนเข็ม จากเคยอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ตามสายที่เรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เอกการแสดงและกำกับการแสดง และโทวาทการ (การพูด) ผมเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตในตอนขึ้นปี 1 ผมเป็นนิสิตคนแรกของคณะที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำเร็จนะ (ยิ้ม) ยุคนั้น เครื่องคอมพ์ยังเป็น Windows 95 อยู่เลย ตอนนั้นผมใช้ Windows 3.1 ด้วย เครื่องคอมพ์ยังไม่มีไอคอนต่ออินเทอร์เน็ตเลย

ผมได้รับความรู้จากการดูทีวี ดร.บวร ปภัสราทร พูดออกช่อง 11 โดยบังเอิญ บอกว่าคุณผู้ชมที่ใช้ Fax Modem สามารถเชื่อมต่อโครงข่าว world wide web (www.) ได้ ผมก็เลยเก็บตังค์ 4,000 กว่าบาทไปซื้อ Fax Modem มาต่ออินเทอร์เน็ตเอง นั่งทดลองต่อเองอยู่คืนนึง มานั่งอ่าน text book เล่มหนาๆ เพราะมันไม่มีคู่มือการติดตั้งให้ พอทำสำเร็จผมก็สั่งปริ้นท์ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาให้เพื่อนดูเกี่ยวกับวิชาศิลปะการแสดงที่สอนในมหาวิทยาลัยอังกฤษว่าเขาสอนอะไรบ้าง ทุกคนก็ตื่นเต้น ได้เห็นเป็นครั้งแรกว่านี่คือข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต พอคนอื่นๆ อยากต่อเน็ตบ้างเลยเดิมมาถามผมว่าต่อยังไง เพื่อนบางคนให้เราไปเซตระบบให้ที่บ้าน ผมพาเพื่อนไปซื้อคอมพิวเตอร์เกือบ 50 คนได้ในช่วงนั้น”



เรื่องอัศจรรย์! เงิน 1 ล้านกับคอมพ์รุ่นเต่า
ความสำเร็จของคนคนหนึ่งมักมีเบื้องหลังที่น่าทึ่งเสมอ เรื่องราวชีวิตของนักเดี่ยวไมโครโฟนมือใหม่นายนี้ก็เช่นกัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเขาคือ “ผู้โชคดีคว้ารางวัล 1 ล้านบาท” ในวัยเพียง 16 ปี และเงินจำนวนนี้เองที่นำพาเขาไปสู่เรื่องอัศจรรย์ทุกอย่างในชีวิต

“ตั้งแต่ตอนอายุ 14 ผมเริ่มอยากทำงาน ผมพยายามจะไปรับจ้างโรงงานน้ำแข็งข้างบ้าน แล้วก็อยากไปขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วยนะ แต่แม่ห้ามไว้ครับ ยังไงแม่ก็ไม่ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้เด็ดขาดเพราะกลัวลูกตาย ผมก็เลยขวนขวายหาทางอื่น พออายุ 16 ผมก็ไปสมัครประกวดรายการทีวีที่เขาโปรโมตว่า มีเงินรางวัลให้ผู้เข้าแข่งขันสูงสุด 1 ล้านบาท!

ตอนนั้นมีเด็กสาธิตรามฯ คนนึงชนะเข้ารอบไปได้เรื่อยๆ จนรอบสุดท้ายเพื่อรอแข่งแชมป์ประจำปี ทำให้เด็กสาธิตรามฯ คนนั้นได้เซ็นสัญญากับค่าย RS เด็กคนนั้นคือ เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ แล้วก็ได้แข่งกันกับเขา สรุปผมชนะรายการนั้นและได้เงินรางวัลมา 1 ล้านบาท ผมได้เงินล้านตอนอายุ 16 ปี ผมก็เอาเงินก้อนนี้มาซ่อมแซมบ้าน ซื้อของที่คิดว่าจำเป็น บริจาคบ้าง แล้วก็ได้เอาเงินก้อนนี้ไปซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในชีวิตด้วยครับ ราคา 58,000 บาทจากห้างพันธ์ทิพย์ ได้เครื่อง Pentium ความเร็ว 133 เมกกะเฮิร์ตซ์มา ซึ่งช้าเป็นเต่าคลานเลย แต่ ณ วันนั้นถือว่าเดิ้ลมากๆ ละ”

และคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเองที่นำพาเขาเข้าระบบ Connect เปิดตัวตนบนโลกออนไลน์ และย้ายให้เขาหลุดจากโลกสมมติมาสู่โลกความเป็นจริง กระทั่งได้เดินบนเส้นทางพิธีกร จนกลายเป็น “เจ้าพ่อไอที” อย่างไม่เคยได้คาดฝัน และนี่คือเรื่องราวที่พรั่งพรูออกมาจากปากของเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนปลาบปลื้มใจตลอดการสนทนา

“สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ถือว่าเหนือความคาดหมายแล้วครับ เพราะตอนแรกตั้งใจว่าจะเป็นมนุษย์ production กะจะทำสายงานละคร สายงานหนัง ไม่คิดว่าจะมาได้ออกหน้าออกตาได้เยอะขนาดนี้ ในอดีต ผมเคยมีความฝันเหมือนที่ เจมส์-เรืองศักดิ์ ฝันน่ะครับ ทำอะไรที่วัยรุ่นยุคนั้นมองว่าเท่ ได้ออกเทป สุดท้ายผมไม่ได้ทำ ผมก็ตั้งหน้าตั้งตากลับมาเรียนหนังสือ พอได้เงินล้านตอน ม.4 ผมก็เหมือนสามล้อถูกหวยพอสมควร แต่สิ่งที่ผมคิดก็คือจะทำยังไงให้เงินก้อนนี้มันไม่หมด

ผมเคยพูดในรายการในวันที่เขาแจกเงินล้าน ผมคิดตอนนั้นด้วยความรู้สึกเด็กๆ ว่า ผมจะเอาไปต่อยอดให้มันงอกเงยขึ้นครับ สุดท้าย ผมลงทุนไม่เป็น มีคนมาแนะนำให้ไปเล่นหุ้นเยอะแยะ แต่ไม่กล้าทำ เอาไปฝากแบงก์ก็มีแต่เอาไปถอนๆ ผมก็เลยเข้าไปเล่นอินเทอร์เน็ต เล่นเว็บบอร์ดพันทิป log in เข้าไปโดยใช้ชื่อ “นักเรียนละคร” เข้าไปบ่นกันเรื่องราคาตั๋วแพงขึ้น โรงหนัง EGV เลยอยากจัดกิจกรรมให้ เลยติดต่อผมผ่านอินเทอร์เน็ตให้ช่วยไปเป็นพิธีกรในงาน ปรากฏว่าคนที่ไปงานสนุกกันสุดเหวี่ยงในงานนั้น ทำให้ชื่อผมเป็นที่รู้จักขึ้นมา งานต่อไปก็มีคนเรียก “นักเรียนละคร” ให้มาเป็นพิธีกรอีก ผมก็ฟินเลย ได้รับความรู้สึกที่ทุกคนยอมรับ ทำให้ผมเลือกมาสายพิธีกร

แต่ตอนนั้นยังเป็นพิธีกรทั่วไปครับ ผมชอบหนัง สามารถพูดเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ แล้วพอวันนึง มีงาน ICQ Party เกิดขึ้นมา เพราะยุคนั้นคุยแชทกันด้วยโปรแกรมชื่อ “ICQ” ปรเมศวร์ มินศิริ เจ้าของ Kapook.com ในวันนี้ คือผู้ก่อตั้ง Sanook.com วันนั้น เขาตั้ง community นี้ขึ้นมา เชิญคนมาแน่นโรงละครเลย 500 คน ผมก็ไปเป็นพิธีกร แล้วคุณจอห์น-รัตนเวโรจน์ ก็โผล่มา ทำให้ผมได้สัมภาษณ์เขาบนเวที พอกลับบ้านประมาณ 3-4 อาทิตย์ ก็มี ICQ เด้งขึ้นมาถามว่า คุณใช่ MC วันนั้นหรือเปล่า ผมกำลังจะทำรายการไอทีรายการใหม่ อยากได้พิธีกร คุณสนใจมั้ย? ผมพิมพ์ Yes รอไว้ละ กด enter เลย พอไปนั่งคุย เขาบอกว่าถ้ารู้จักคนในวงการไอทีแล้วฟอร์มทีมกันได้ มาทำเป็นทีมงาน เขียนสคริปต์เลยได้มั้ย ผมก็ตกลงครับ ตอนนั้นผมเพิ่งขึ้นปี 3 เขาจ้างผมด้วยเงินเดือน 7,000 บาท ผมก็แฮปปี้มาก

มาถึงทุกวันนี้ได้ ผมต้องบอกว่าพี่จอห์นให้โอกาสที่อัศจรรย์กับผมมาก เป็นโอกาสที่สุดยอดมากสำหรับเด็กที่ยังเรียนไม่จบในยุคนั้นจะได้รับ ยอมรับผมให้เข้ามาอยู่ในบริษัท แค่ขอให้เลิกเรียนแล้วไปที่บริษัท ผมก็ไปนั่งเขียนสคริปต์ ทำงาน นัดสัมภาษณ์คน พอคนเริ่มติดรายการ ผมก็เริ่มมีอีเวนต์ขึ้นมา ทำให้ผมคิดต่อว่าผมจะเอาเงินก้อนที่กำลังจะร่อยหรอลงไปทำอะไรดี ตอนนั้นผมเหลือเงินแสนกว่าบาท จากล้านนึง ผมเลยเอาเงินแสนกว่าบาทมาตั้งบริษัท “Show No Limit” รับงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์ จัดอีเวนต์ ฯลฯ บริษัทก็โตขึ้น ทำให้เงินล้านก้อนนั้นก็ยังไม่หมดไป จนถึงตอนนี้ก็ตั้งบริษัทได้ 12 ปีแล้วครับ



“เล่น” ให้ชีวิต “ง่าย”
สะดวกสบายคือสิ่งที่ทุกคนได้รับจากข้อดีของการใช้ Social Media แต่บางครั้งเรื่องที่ควรง่ายก็กลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยากเพิ่มขึ้นให้ชีวิตเข้าไปอีก หาก “ใช้ไม่เป็น” ในฐานะที่อยู่กับเทคโนโลยีจนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ไปแล้ว เจ้าพ่อไอทีจึงขออาสาแนะนำวิธีใช้ที่จะทำให้ชีวิตง่ายที่สุดให้ทุกคนไปพร้อมๆ กัน

“ถ้าไปดู Social Network ผม อาจจะมองว่าผมฟับบิ้ง แต่สิ่งเดียวที่ผมจะไม่ทำคือ ผมจะไม่อัปเดตทันที หลายๆ ครั้งเวลาเจอกัน หลายๆ คนเจออะไรปุ๊บถ่ายแล้วต้องก้มลงไปพิมพ์ทันที ไอ้ลำพังการถ่ายมันไม่กี่วินาทีหรอก แต่ส่วนใหญ่เสียเวลาเพราะต้องพิมพ์บอกคน ซึ่งผมจะไม่ทำแบบนี้ครับ ผมจะถ่ายรูปไว้ก่อน จนกระทั่งผมขึ้นรถและมีคนขับให้ ผมค่อยอัปโหลด หรือกลับบ้านอาบน้ำเสร็จแล้ว ผมถึงจะทำ เพราะผมพยายามใส่เรื่องราวในชีวิต ผมมีจุดมุ่งหมายบน Social Network ว่าผมอยากจดบันทึกไดอารี่ บางทีพอเราย้อนกลับไปดูความคิด 2-3 ปีให้หลังเราก็ตลกตัวเองเหมือนกันนะว่า เราเคยคิดอย่างนี้ด้วยเหรอเนี่ย

เอาจริงๆ ผมว่า Social Media มันไม่ได้ทำให้ชีวิตยุ่งยากขึ้น แต่ที่มันยากสำหรับบางคนเพราะเราเล่นมันไม่หยุดแค่นั้นเองครับ ผมเป็นคนที่ถ้าจะหยุด ผมหยุดได้เลย ผมไม่เคยมีปัญหาลงแดงอยากจะเล่นนะ เคยมีคนถามผมว่าคุณใช้ไอทีเยอะขนาดนี้ ถ้าวันนึงไม่มี ตายมั้ย? ผมบอกเลยว่าไม่ตาย แต่คงอยู่อย่างลำบากเพราะว่าเราเคยชินไปแล้ว เหมือนอย่างที่นิวยอร์ก ปกติก็อยู่กันได้ พอไฟดับ 11 ชั่วโมง ปรากฏมีคนตาย แต่สำหรับผม ผมไม่ตาย แต่โลกที่ผมมองอาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็อาจจะไปเจอมุมใหม่ๆ ที่สนุกกว่าก็ได้

สุดท้าย พอเพียงคือพอดีครับ ต้องใช้ให้มันพอดี เหมือนกับที่ในหลวงตรัสตลอดเวลาเรื่อง “พอเพียง” ถ้าใช้มากไปมันก็แยกเราออกจากคนใกล้ อินเทอร์เน็ตทำคนไกลมาเป็นคนใกล้ แต่ทำคนใกล้วายวอดเพราะสังคมก้มหน้า วันนี้ผมให้เกียรติคุณโดยการคุยกันแล้วมองตาตลอด คนทั่วไปพูดกันก็ควรให้เกียรติกัน แต่มีคนจำนวนนึงที่ก้มหน้าคุยกับผมตลอด ผมเจออย่างนี้ทุกวัน พยายามจะสะกิดให้เงยหน้ามาคุยกัน เขามองจอคอมพ์เสียจนเขาไม่สามารถมองตาคนได้แล้วไง เพราะคอมพิวเตอร์มันไม่มีตาเหมือนคน เราอ่านแค่ตัวหนังสือ เราเหมือนแอบดูอยู่ พอเจอตัวจริง พอจะมองไปในตา เกิดความรู้สึกตกใจ ลูกตามันดิ้นได้ (ยิ้ม)

ถึงแม้ Social Media จะไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตขาดไม่ได้ แต่ในยุคที่เราต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้ จึงไม่แปลกหากจะเรียนรู้มันเอาไว้ และเดี่ยวไมโครโฟนของเขาในครั้งนี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะตอบโจทย์นั้น

“ณ วันนี้ เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่คนต้องรู้และทุกคนก็ขวนขวายที่จะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วครับ ผมไม่ได้ทำโชว์เพื่อเป็นเวทีรายงานข่าว แต่ผมได้วิเคราะห์ คิดย้อนในมุมบวก ชวนหัวหน่อยๆ เพื่อให้คนบันเทิง โชว์นี้ก็คือโชว์สาระที่บันเทิง ผมต้องการให้เรื่องสาระมันถูก Talk ให้คนในประเทศนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น ผมคงไม่ได้สอนแค่เรื่องเทคโนโลยีใหม่ แต่ผมจะพูดในหลายๆ บริบทที่เป็นตัวอย่างสะท้อนเรื่องการใช้ Social Network กับวิถีชีวิตปัจจุบันมันมีจุดที่พอดีมั้ย ซึ่งคงไม่ใช่การเทศนา

ทุกคนคงเคยเห็นผม Talk แล้ว คงเคยเห็นผม Text แล้ว แต่คงยังไม่เคยเห็นผม Spectacular ฉะนั้น ครั้งนี้มันจะตื่นตาตื่นใจ ผมชอบงานนี้มากเพราะโปสเตอร์มันบอกเล่าสิ่งที่ผมจะทำได้ทั้งหมด ผมจะเอาความเป็น Social Network มายำและทำให้เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว การจะอยู่ร่วมกับมันได้ มันมีมุมอื่นแบบไหนอีก โดยเฉพาะในยุค New Media แบบนี้ด้วยครับ ผมว่าเราจำเป็นต้องมีภูมิต้านทาน และการสร้างภูมิต้านทานเรื่องพวกนี้ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าการมานั่งคุยกัน และผมจะอาสาอธิบายให้ฟังเอง”

หมายเหตุ: “NuiShow โซเชียลมีเดี่ยว : Talk.Tech.Spectacular” จะขึ้นจัดใน วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน 2557 เวลา 19.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
รายละเอียดเพิ่มเติม (คลิก): thaiticketmajor.com





---ล้อมกรอบ---
ปากคำ "เด็กติดเกม"
ให้พูดจากมุมมองของ “อดีตเด็กติดเกม” เขาค่อนข้างมองเรื่องนี้อย่างเข้าใจ ถึงแม้คนส่วนใหญ่ในสังคมจะยังแอนตี้คนกลุ่มนี้อยู่มากก็ตาม

คนเล่นเกมไม่ใช่คนไม่คุยกับใครนะครับ เขาคุยนะ แต่เขาคุยกับคนที่เขาชอบ คบกันด้วยตัวหนังสือ เหมือนกับคนติดแชต คนติดเฟซบุ๊กนั่นแหละครับ ซึ่งผมคิดว่ามันคือการใช้ทัศนคติในการมาเจอกัน มันทำให้เราเลือกคบคนจากทัศนคติ ไม่ใช่หน้าตา ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค สมัยติดพันทิปหนักๆ เหมือนผม เราเป็นเพื่อนต่างวัยในพันทิปนะ ผมใช้ชื่อ “นักเรียนละคร” เขาใช้ชื่อ “บิล คลินตัน” พอมาเจอหน้ากันก็สนิทกันทันที นิติพงษ์พูดว่าเพื่อนแบบนี้เขาจะไม่มีวันทิ้งเลย เพราะเป็นเพื่อนที่รู้จักกันจากทัศนคติ ไม่ใช่เพื่อนที่ตัดสินกันจากหน้าตา

แต่ข้อเสียก็มีครับ เมื่อคุยกับคอมพ์มากเกินไป บุคลิกในการจะมาใช้ชีวิตแบบเผชิญหน้า มันขาดทักษะไป เพราะทุกอย่างพิมพ์ด้วยคอมพ์หมด พอเริ่มอ้าปากพูดปั๊บ พูดไม่ออก พูดไม่รู้เรื่อง หรือแม้กระทั่งการใช้อินเทอร์เน็ตมากๆ มันมีข้อเสีย ทุกอย่างที่เป็นข้อมูลมันมาจากใจเรา เราอยากได้อะไรเรากดหรือเสิร์ชเอาแล้วมันก็มา แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น

ฉะนั้น คนที่เล่นอินเทอร์เน็ตมากๆ แล้วแยกแยะไม่ได้ จะกลายเป็นคนที่มีไม้บรรทัดโลก คือตัวเองเป็นมาตรวัดทุกอย่าง อะไรไม่ถูกใจแม่งเอ๊ย! ทุกอย่าง คอมเมนต์กันเข้าไป ตัดสินคนอื่น ทั้งที่จริงๆ แล้วมนุษย์มันไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิดที่สุดหรอก ก็เลยคิดว่าเป็นจุดที่ต้องระวังเพราะการอยู่กับตัวเองมากเกินไป บางครั้งมันก็ทำให้เราขาดทักษะในการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น”


ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการ Live
เรื่อง: อิสสริยา อาชวานันทกุล
 

ตามมา Follow Instagram และ Facebook Fanpage ของ "ASTV ผู้จัดการ Live" กันได้ที่นี่!!





ศูนย์วัฒนธรรม Renovate ใหม่
เจ้าพ่อไอที เจ้าของรายการเทคโนโลยีหลายรายการ

วันชิลๆ กับลูกสาว


กำลังโหลดความคิดเห็น