ทุกวันนี้ เมื่อพูดถึง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีคนไทยตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อต่าง ๆ ที่มักจะมีข่าวการจับกุม หรือการเตือนภัยจากแก๊งดังกล่าวอยู่เป็นระยะๆ
ไม่ต้องย้อนไปไกล กรณีล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บุกจับกลุ่มคนร้ายโทรศัพท์แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม หลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินไปเป็นมูลค่านับ 10 ล้านบาท ซึ่งคาดกันว่าเป็นกลุ่มคนร้ายที่ใช้วิธีการโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือระบบ VOIP (Voice Over Internet Protocol) โทรศัพท์มาหาผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจนเหยื่อหลงเชื่อ ก่อนโอนเงินเข้าบัญชี เข้าข่ายการต้มตุ๋นในลักษณะของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ครั้งนี้ มีชาวไต้หวัน และชาวจีน เป็นหัวหน้าขบวนการ โดยมีคนไทย 15 คน ร่วมขบวนการด้วย
หรือย้อนไปไกลกว่านั้น จำได้ไหม กับข่าวการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้โทรศัพท์ผ่านระบบวีโอไอพีเช่นเดียวกัน หลอกลวงชาวยุโรปให้ซื้อหุ้น ซึ่งได้เงินจากผู้เสียหายไปหลาย 100 ล้านบาท และตัวการใหญ่ คือนายโรโดโฟ ซัลกาโด้ เมกา สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสามีดาราดัง ลีน่า คริสเจนเซ่นนั่นเอง รวมไปถึงคดีอื่น ๆ ที่ไม่ได้เอ่ยถึงอีกจำนวนมาก
แม้จะเป็นเรื่องเก่า แต่มันกลับมาระบาดอีกครั้ง และเป็นภัยสังคมที่ปราบปรามกันไม่หมดเสียที แถมมีกลวิธีที่แยบยลกว่าเดิมมาก
เปิดโปงกลอุบาย งับเหยื่อให้ติดกับ
หากสาวให้ลึกลงไป จากสถิติที่ผ่าน ๆ มา พบชาวต่างชาติเป็นมิจฉาชีพมากกว่าคนไทย ส่วนคนไทยเป็นแค่หนึ่งในผู้เข้าร่วมขบวนการด้วยเท่านั้น โดยจุดเริ่มต้นของเแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เกิดจากแก๊งอาชญากรรมในไต้หวัน เข้าไปตั้งฐานในการปฏิบัติการที่ประเทศจีน แต่หลังจากถูกกวาดล้างอย่างหนัก ทำให้แก๊งดังกล่าวที่ยังหลงเหลืออยู่ ไปตั้งฐานปฏิบัติการล่อลวงเหยื่อที่ประเทศอื่นๆ แทน ไม่ว่าจะเป็นประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว กัมพูชา รวมไปถึงประเทศไทยด้วย แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่แอบใช้ประเทศจีน หรือไต้หวันเป็นฐานปฏิบัติการอยู่
ด้านผังข่ายการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากข่าวการจับกุมหลาย ๆ ครั้ง พบว่า จะแบ่งแยกส่วนกันอย่างชัดเจน ระหว่างกลุ่ม "ผู้บริหาร" และกลุ่ม "ผู้ปฏิบัติการ" ส่วนใหญ่จะมีชาวไต้หวัน และชาวจีน เป็นหัวหน้าขบวนการ สำหรับคนไทยมักจะเข้ามาร่วมขบวนการด้วย เพราะเห็นว่าเงินดี โดยทำหน้าที่หลอกเหยื่อให้ติดกับ
ทั้งนี้ หากจะหลอกคนไทยให้ติดกับ แก๊งดังกล่าวจะไม่ตั้งสถานที่เป็นฐานปฏิบัติการในประเทศไทย แต่จะแอบตั้งฐานปฏิบัติการหลอกเหยื่อในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศจีน และไต้หวัน แต่จะจัดจ้างคนไทยให้มาเป็นพนักงาน และหลอกคนไทยด้วยกันเอง ขณะเดียวกันคนต่างชาติก็มาตั้งออฟฟิศในประเทศไทย เพื่อโทรศัพท์หลอกคนประเทศตนเอง
ที่ไฮเทคไปกว่านั้น ส่วนใหญ่จะใช้โทรศัพท์ผ่านระบบวีโอไอพี VOIP (Voice Over Internet Protocol) ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาดัดแปลงด้วยการป้อนข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานราชการ และธนาคาร เพื่อลวงเหยื่อข้ามประเทศให้ไปทำธุรกรรมหน้าตู้เอทีเอ็ม และก็มีคนไทยติดกับจนสูญเงินไปแล้วหลายราย
"คนไทยที่จะเข้ามาร่วมขบวนการจะถูกนายหน้าคนไทยหลอกให้ไปทำงานโรงงานในประเทศจีน แต่พอมาถึงจะถูกสอนให้ใช้โทรศัพท์พูดตามสคลิปต์ที่มีให้ โดยจะมีการให้ค่าคอมมิชชั่น 3 เปอร์เซ็นจากเงินที่สามารถหลอกมาได้ ซึ่งแต่ละคนจะมีรายได้ตกเดือนละ 10,000-16,000 บาท ทำให้ช่วงหลังต่างสมัครใจเข้ามาทำเอง เพราะเห็นว่ารายได้ดี ซึ่งทุกคนจะสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกลับบ้านทุก 3 เดือน เพื่อนำเงินที่ได้กลับมาให้ครอบครัวในประเทศไทย" พ.ต.อ.กิตติ สะเภาทอง รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ให้ข้อมูล
ส่วนวิธีการหลอกเหยื่อให้ติดกับนั้น อย่างกรณีล่าสุด ข่าวทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กวางตุ้ง ประเทศจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สาวให้ลึกลงไป จะพบว่า แต่ละคนมีหน้าที่หลอกลวงเหยื่อแตกต่างกัน และจะทำกันอย่างชนิดที่เรียกว่า ไม่เปิดโอกาสให้เหยื่อได้คิดนาน ซึ่งประกอบไปด้วย 3 หน้าที่หลัก ๆ คือ
คนแรกจะสุ่มหมายเลขโทรศัพท์เพื่อหาเหยื่อก่อนจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสอบถามหารายละเอียดข้อมูล ชื่อ บัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขบัญชี ธนาคารอะไรบ้าง
คนต่อมาแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะทำการข่มขู่ หลอกล่อว่าเหยื่อเป็นหนี้ธนาคาร หากไม่เป็นผลก็จะใช้ไม้แข็งว่าผู้เสียหายมีคดีพัวพันเกี่ยวกับยาเสพติด จนเหยื่อหลงเชื่อ
ส่วนคนสุดท้ายจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ซึ่งจะบังคับให้เหยื่อโอนเงินเข้ามาเคลียร์ เพื่อให้รอดพ้นจากกรณีที่คนร้ายแต่งขึ้นมาจนเหยื่อจะหลงเชื่อดำเนินการตามคนร้าย โดยให้เหยื่อนำเงินสดไปโอนที่ตู้โอนเงินอัตโนมัติตามธนาคาร จากนั้นให้ส่งมาตามเลขบัญชีธนาคารในประเทศไทย ซึ่งจะมีคนไทยรับจ้างเปิดบัญชีไว้ แต่เงินจะถูกถอนที่ประเทศจีน จากการที่คนร้ายได้ทำปลอมแปลงบัตรกดเงินไว้ถอนอีกด้วย
แฉ 6 กลลวง..มันมากับโทรศัพท์
ภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นภัยร้ายใกล้ตัวที่คนไทยจำนวนไม่น้อยยังคงตกเป็นเหยื่อกันอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีรูปแบบการล่อลวงสารพัดวิธี และเท่าที่ทีมข่าว ASTVผู้จัดการ Live ได้วิเคราะห์จากข่าวการจับกุมที่ผ่าน ๆ มา ประกอบกับข้อมูลบางส่วนจากหนังสือคู่มือเตือนภัยฉบับเงิน เงิน เงิน โดยสำนักพิมพ์บ้านของเรา ก็พอจะจำแนกวิธีการหลอกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบันออกมาได้ ดังต่อไปนี้
1. แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารต่าง ๆ โทรศัพท์เข้ามาแจ้งว่าเราติดหนี้บัตรเครดิต บางครั้งแจ้งสถานที่ซื้อสินค้าผ่านบัตรเครดิตเพื่อให้เราตกใจ จากนั้นจะเสนอตัวให้ความช่วยเหลือโดยขอข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลการเงิน และหลอกให้ทำธุรกรรมผ่านเครื่องเอทีเอ็ม โดยบอกว่า เป็นการตรวจสอบโดยให้กดใช้บริการเป็นภาษาอังกฤษและให้กดตามที่บอก แต่แท้จริงเป็นการกดปุ่มโอนเงิน เข้าบัญชีมิจฉาชีพ คนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษจึงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย อีกอย่างธนาคารจะไม่มีธุรกิจทางการเงินโดยตรงกับประชาชน และไม่มีระเบียบให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ทวงถามหนี้สินของประชาชน
2. หลอกว่าจับลูกไปเรียกค่าไถ่และสั่งให้โอนเงิน สำหรับวิธีนี้ มิจฉาชีพจะโทรศัพท์มาบอกว่าจับลูกหลานของเราไว้เป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ ซึ่งอาจเปิดเสียงร้องให้ช่วยไว้ในโทรศัพท์ด้วย โดยอ้างว่าลูกหลานได้ไปค้ำประกันให้เพื่อนไว้แล้วต้องให้เราโอนเงินใช้หนี้แทน หากไม่ทำตามจะตัดแขนตัดขาส่งกลับมา และขู่ว่าห้ามปิดโทรศัพท์และห้ามบอกใคร โดยให้โอนเงินครึ่งแรกมาก่อนที่ธนาคารหนึ่ง เมื่อโอนแล้วก็จะให้เราฉีกใบนำฝากทิ้ง และบังคับให้เปลี่ยนธนาคารที่ใช้โอนอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นมิจฉาชีพก็จะปิดโทรศัพท์หนีไป ทางที่ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ ควรตั้งสติ แล้วรีบติดต่อลูกหลานหรือทางโรงเรียนโดยตรงก่อนที่จะหลงเชื่อเล่ห์กลแบบนี้
3. อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกให้โอนเงินเข้าบัญชี วิธีนี้มิจฉาชีพจะอ้างตัวว่าโทรมาจาก ปปง. ป.ป.ส. หรือสรรพากร เพราะสงสัยว่าเรามีชื่ออยู่ในบัญชีเครือข่ายฟอกเงินของแก๊งยาเสพติด และเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินของเราว่าเกี่ยวกับขบวนการค้าหรือไม่ จึงต้องให้โอนเงินไปตรวจสอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือให้โอนเงินไปยังบุคคลที่มีการอ้างถึงว่า เป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่การงานน่าเชื่อถือ เช่น นายตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร ส่วนใหญ่แล้วด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกจับ หรือถูกดำเนินคดี หากไม่ให้ความร่วมมือจึงทำให้มีผู้หลงเชื่อและสูญเงินจำนวนมาก
4. อ้างว่าโทรจากศูนย์กลางอายัดบัตร หรือฝ่ายตรวจสอบจากแบงก์ชาติ แจ้งบัตรเครดิต หรือบัญชีของเราถูกอายัด ขอให้เรายืนยันเลขที่บัญชี เลขที่บัตรเครดิตและรหัสเพื่อปลดอายัด หรืออ้างว่าข้อมูลสูญหายไปกับน้ำท่วมจึงขอให้แจ้งรายละเอียดบัญชี และข้อมูลส่วนตัวใหม่ จากนั้นมิจฉาชีพก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้เบิกถอนได้
5. สแกรมเมล ล่าสุดตอนนี้เรื่องของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตำรวจรับแจ้งในเดือนตุลาคมเมื่อปี 2555 ใช้เทคโนโลยีใหม่ชื่อ "โปรแกรมสแกรมเมล" โดยมิจฉาชีพจะโทรศัพท์เข้ามาเหยื่อ เบอร์โทรศัพท์ที่แสดงจะขึ้นด้วยเลข +331 และ +337 นำหน้า โดยโทรแบบมิสคอลแล้ววางสาย เมื่อเหยื่อโทรศัทพ์กลับไป โปรแกรมนี้จะดึงข้อมูลทางการเงินจากโทรศัพท์ของเหยื่อได้ภายใน 3 วินาที ทางตำรวจจึงขอฝากเตือนประชาชนอย่ารับโทรศัพท์เบอร์ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อเป็นการป้องกัน
6. แอบอ้างชื่อธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออ้างเป็นหนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ติดต่อกับประชาชนทั้งทางโทรศัพท์และอีเมล เพื่อลวงให้หลงเชื่อและทำธุรกรรมทางการเงินต่าง ๆ เช่น ลวงว่ามีเงินโอนจากต่างประเทศ (ซึ่งมาจากการขายสินค้าหรือได้รับมรดก) เข้ามาอยู่ที่บัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย หากผู้รับต้องการเงินดังกล่าว ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งไม่ควรหลงเชื่อ หากไม่ได้มีญาติอยู่ที่ต่างประเทศ หรือหากมีญาติที่ต่างประเทศจริงก็ไม่ควรหลงเชื่อเพียงเพราะอยากได้เงินจำนวนดังกล่าว เพราะไม่มีทางที่จะได้จริง ทั้งนี้หากญาติจะโอนเงินหรือมีมรดกมาจริง ๆ คงจะติดต่อโอนมาให้เองโดยไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ธนาคาร
ย้ำอีกครั้ง! หนีให้ไกล ภัยคอลเซ็นเตอร์
ถึงวันนี้ ภัยเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจกันให้มาก ไม่ใช่แค่เรื่องที่พูด ๆ หรือระวังกันเป็นพัก ๆ และเพื่อย้ำกันอีกครั้ง สำหรับใครที่ไม่อยากให้เงินในบัญชีธนาคารที่สะสมมาทั้งชีวิตหายเกลี้ยงไปในพริบตาจากการถูกหลอกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทีมข่าวมีวิธีรู้เท่าทันก่อนเงินในบัญชีของคุณจะหายเกลี้ยงมาฝากกัน
- หากถูกคนร้ายโทรศัพท์มาทำทีอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ขอให้ตั้งสติเมื่อรับสาย บอกกับตัวเองทุกครั้งว่าปลายสายเหล่านั้นอาจเป็นคนร้ายก็เป็นได้
- ธนาคารไม่มีธุรกิจทางการเงินโดยตรงกับประชาชน และไม่มีระเบียบให้เจ้าหน้าที่โทรศัพท์ทวงถามหนี้สินของประชาชนอย่าหลงเชื่อให้ข้อมูลส่วนตัว และรายละเอียดบัญชีเด็ดขาด
- เบอร์แปลก ๆ ตัวเลขแปลก ๆ (มีเบอร์โทรศัพท์มากกว่า 10 หลัก เช่น +666158444xxxx) ควรเช็กให้ดีก่อนรับ หรือโทรกลับ รวมไปถึงเสียงตอบรับอัตโนมัติให้กดหมายเลขเพื่อฟังซ้ำ หรือให้ติดต่อ กับเจ้าหน้าที่ เช่น ฟังซ้ำกด 1 ติดต่อเจ้าหน้าที่กด 9 เป็นต้น ก็ควรระวังเช่้นกัน
- ไม่คุยโทรศัพท์ขณะกดเอทีเอ็ม เนื่องจากมิจฉาชีพจะหลอกเพื่อให้ไปกดเอทีเอ็มแล้วพูดให้งง หรือในบางกรณีคนร้ายเร่งเพื่อให้กดตามคำสั่งจนไม่ได้อ่านตัวอักษรบนตู้ เอทีเอ็ม ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตามไม่มีนโยบายให้โทรศัพท์ไปด้วยกดเอทีเอ็มไปด้วย
อย่างไรก็ดี หากท่านตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ ควรแจ้งตำรวจเพื่อเร่งดำเนินคดี หรือโทรฯ มาที่สายด่วน 1200 หรือสายด่วน 1155 และสายด่วน 1135 โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ท้ายนี้ คงต้องยอมรับว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังไม่หมดไปจากสังคมไทยง่ายๆ ทางป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อก็คือ การตั้งสติ เตือนตน และบอกต่อแก่คนอื่น เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์ต่อไป
แม้จะเป็นเรื่องเดิม ๆ แต่นับวันจะไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ "ไม่กลัวไม่ได้" อีกแล้ว
ทีมข่าว ASTV ผู้จัดการ Live



