xs
xsm
sm
md
lg

เปิดสถาบันออร่า สร้างซูเปอร์สตาร์ป.ตรี

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ไม่นานมานี้กับรายการ Thailand's most famous ขวัญใจไทยแลนด์ ที่สร้างกระแสจนเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ด้วยรูปแบบรายการที่มีความแปลกเฉพาะตัวตั้งแต่การมีดร.ขวัญใจ กับเกณฑ์การตัดสินที่ดูจากออร่า จนหลายคนอดจะตั้งคำถามไม่ได้ว่า ออร่าคืออะไร!!?

ครูแพม - ลลิตา ตะเวทีกุล คือ ผู้อยู่เบื้องหลังรายการนั้น เธอคือคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน ทั้งเบื้องหน้า - เบื้องหลัง และบทบาทของครูเจ้าของสถาบันซูเปอร์สตาร์อะคาเดมี จนถึงตอนนี้โปรเจกต์ล่าสุดของเธอคือสถาบันฝึกสอนศิลปินเพื่อเข้าสู่วงการบันเทิงโดยมีชื่อว่า “ซูเปอร์สตาร์ คอลเลจ ออฟ เอเชีย” เป็นหลักสูตรการศึกษาในระดับปริญญาตรี
 
“ออร่า..ง่ายๆเลย มันก็คือเสน่ห์นั่นเอง อาจจะไม่ได้หล่อที่สุด เสียงทรงพลังที่สุด แต่คนๆนั้นมีความน่าชอบอยู่ ในโลกของความเป็นจริง มันคือคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้คนอยากรู้จัก อยากติดตาม มันเป็นแนวคิดหนึ่ง”
 
วันนี้ ทีมงาน M - Lite มาเปิดสถาบันของเธอ มาดูกันว่าเธอมีแนวคิดที่แตกต่างอย่างไร?

ซูเปอร์สตาร์คอลเลจ

คณะด้านนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาที่หลายคนมุ่งหมายจะเข้าสู่วงการบันเทิงมีเปิดขึ้นมามากมาย ไม่ต่างจากความฝันของเด็กรุ่นใหม่ที่ต่างมุ่งไปบนสายทางบันเทิงที่มีทั้งเงินและชื่อเสียงอยู่ที่ปลายทาง วิทยาลัย “ซูเปอร์สตาร์ คอลเลจ ออฟ เอเชีย” ก็เป็นอีกหนึ่งสถาบันที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ในสังกัดของมหาวิทยาลัยสยาม

โดยจะเปิด 3 สาขาวิชาด้วยกัน ได้แก่ สาขาดนตรี การแสดง และธุรกิจบันเทิง

“เป็นหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิตมี 3 สาขาด้วยกัน สาขาดนตรี มีเอกขับร้องและปฏิบัติดนตรี ศิลปะการแสดงมีเอกแสดงละครโทรทัศน์ - ภาพยนตร์ เอกละครเพลง และเอกครูสอนการแสดง”

ครูแพมเผยว่า จะเปิดรับนักศึกษาเพียงปีละ 200 คนเท่านั้น โดยจะมีการคัดเลือกนักศึกษาด้วยการสอบออดิชัน ปฏิบัติจริง เพื่อเฟ้นเลือกนักศึกษาที่มีความสามารถและความตั้งใจจริงเพื่อเข้ามาศึกษาและพัฒนาความสามารถเข้าสู่วงการได้

“เป้าหมายของวิทยาลัย เราอยากจะผลิตศิลปินและนักแสดงให้แก่วงการบันเทิง เพราะว่ายังไม่มีที่ไหนที่เปิดโดยเฉพาะ”

แน่นอนว่าประสบการณ์ทั้งจากเบื้องหน้าและเบื้องหลัง พร้อมทั้งการเป็นครูฝึกสอนมาหลายปีของเธอก็ถูกนำมาสร้างเป็นหลักสูตรที่ตรงต่อความต้องการของวงการบันเทิงจริง

“ปัญหาที่พบในการศึกษาปัจจุบันคือ พอเข้าวงการบันเทิง สิ่งที่เราเรียนรู้ใช้ไม่ได้จริง ประมาณ 70-80เปอร์เซ็นต์ มันรู้ลึกรู้จริง แต่ใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ มันต้องมาปรับกับตลาด หรือวิธีการทำงานของจริงในชีวิตจริง ครูแพมเลยรู้สึกว่าถ้ามันมีวิทยาลัยที่สามารถเรียนได้ความรู้ทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ที่รู้อย่างลึกซึ้ง”

ทีมครูผู้สอนนั้น เธอเผยว่าได้มีการเชิญบุคคลในวงการบันเทิงตัวจริงมาสอน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง นักร้อง รวมไปถึงโปรดิวเซอร์ หรือแอ็กติ้งโค้ชที่ทำงานอยู่ในวงการบันเทิงจริงๆ อีกทั้งยังมีวิทยากรระดับโลกที่ผลัดเวียนเปลี่ยนหน้ามาให้ความรู้ในระดับสากล ทำให้เธอมองไปไกลในระดับเอเชียว่า ด้วยการยอมรับในศักยภาพในวงการบันเทิงไทยในปัจจุบัน รวมกับการศึกษา น่าจะทำให้วิทยาลัยแห่งนี้เป็นที่สนใจในระดับเอเชีย

“คนที่จบจากที่นี่พร้อมที่จะทำงานได้ทันที ศิลปินต้องแต่งเพลงเป็น ทำเพลงเป็น รู้ขั้นตอนทั้งหมด ทำแบรนดิ้งวงตัวเองเป็น ทำเอ็มวีได้ ต้องยูทิวน์แชลแนลของตัวเองสร้างฐานแฟนคลับเองได้”

เมื่อถามถึงสถาบันด้านบันเทิงมากมายที่ผุดขึ้นมา ผลิตนักศึกษามากมาย การแข่งขันย่อมสูง เธอมองว่า ในอนาคตนั้นคนทำงานด้านสื่อจะต้องมีมากกว่านี้ จากที่ 5 ปีที่ผ่านมามีสื่อทีวีเคเบิลเพิ่มขึ้นกว่า 200 ช่อง รวมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสื่อ คนเสพสื่อทีวีจากมือถือ และแท็ปเล็ต ก็ทำให้เนื้อหาจำเป็นต้องผลิตมากขึ้นตามช่องทางการเสพของคนที่มีหลายช่องทางมากขึ้น ยิ่งการปรับช่องทีวีจากระบบอะนาล็อกสู่ดิจิตอลทำให้ช่องทีวีเพิ่มขึ้นอีกกว่า 50 ช่อง การผลิตเนื้อหาก็ต้องเพิ่มขึ้นไปอีก
 

“ถ้าในสาขาวิชาดนตรี ถือว่ายังน้อยอยู่ ไม่พอกับคนที่อยากจะเรียนด้านนี้ ถ้าเป็นในสาขาด้านนิเทศฯ ส่วนมากก็เน้นด้านโปรดักชัน ไม่ได้เน้นด้านการแสดง อย่างไรก็ตาม ครูแพมก็มองว่า วงการบันเทิงกำลังขยาย และทุกที่ต้องการคนทำงานทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังที่มีคุณภาพ มันยังมีพื้นที่ว่างอยู่”


ความฝันมักอยู่ไกลออกไป

การเป็นศิลปินในสมัยก่อนนั้นอาจมาจากการประกวด หรือไปเดินตามสยามแล้วมีคนเอาไปปั้น แต่สมัยนี้ครูแพมเห็นว่าไม่ได้แล้ว ศิลปินจำเป็นต้องเก่งด้วย

“ศิลปินก็ต้องทำเพลงเป็น แต่งเพลงได้ มียูทิวน์แชลแนลของตัวเอง มีเฟซบุ๊ค มีแฟนคลับ ซึ่งเหล่านี้เราสอนในหลักสูตรของดนตรี ต้องเรียนไปถึงกระบวนการให้ห้องอัด เรียนรู้ถึงแนวดนตรีต่างๆ เพื่อรู้ว่าจะกำกับนักดนตรีแบบไหน สื่อสารอย่างไร พออัดเสร็จก็ไปถึงขั้นตอนมิกซ์เพลง ใช้โปรแกรม พอทำเพลงเสร็จก็มาดูเรื่องการตลาด ดูเรื่องกฎหมายการเซ็นสัญญาเป็นอย่างไร แบรนดิ้งตัวเองอย่างไร การแต่งตัว เอ็มวี ถ่ายออกมาเลย ผลงานเสร็จลงยูทิวน์โปรโมตยังไง ส่งข่าวยังไง ส่งเพลงทางวิทยุ ส่งเพลงทางสถานีโทรทัศน์ที่เปิดเพลงยังไง

“นักศึกษาที่จบที่นี่จะรู้ขั้นตอนทั้งหมด ดังนั้นจบแล้วจะเปิดค่ายทำอินดี้ก็ได้ หรือจะทำผลงานเองสร้างแฟนคลับให้ดังระดับหนึ่งเพื่อเข้าค่ายใหญ่ก็ได้ มันจะครบวงจรมากๆ เพราะว่าสมัยนี้ถ้าไม่ทำแบบนี้มันดังไม่ได้แล้ว อย่างเช่น ซีซันไฟน์ที่เป็นเด็กต่างจังหวัดทำเพลงลงยูทิวน์แล้วก็เข้าค่ายใหญ่ หรือว่ารูม 39 ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เขาก็เริ่มจากการเล่นเพลงคัฟเวอร์อยู่ในห้องนอน เรียกว่าสมัยนี้มันต้องรู้มากกว่าแค่ร้องเพลงเป็น”

แต่การเข้าวงการบันเทิง ส่วนหนึ่งที่สำคัญการคือหน้าตา ในความเห็นของครูแพนนั้นไม่เป็นจริง ด้วยวงการบันเทิงที่ขยายตัวขึ้นนั้นมีที่ว่างพอให้แก่คนที่หลากหลายในวงการ

“สิ่งที่ทุกคนเฟ้นหาคือนักแสดง พิธีกร ผู้กำกับ คนเขียนบท ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง มันขาดคนที่มีคุณภาพที่มาทำให้รายการนั้นสนุกแล้วก็ประสบความสำเร็จ”

วงการบันเทิงนั้นไม่ต้องการแต่พระเอก นางเอก ยังต้องการเพื่อนพระเอก เพื่อนนางเอก ตัวเพื่อนบ้าน ตัวตลก ยังมีตัวร้าย บางงานต้องการคนตัวผอม บางงานต้องการคนอ้วน บางงานต้องการคนพูดไม่เก่ง พูดไม่ชัด เรียกว่ามีทุกรูปแบบ

“วิทยาลัยของเราไม่ได้คัดที่หน้าตา เราคัดที่ความโดดเด่นมากกว่า หมายความว่านักศึกษาของเราต้องมีแววที่เอาไปพัฒนาเป็นศิลปินนักแสดงได้จริง บางคนหน้าตาดีอย่างเดียว แต่ไม่มีความสามารถเลยเราก็ไม่เอา แต่ถ้าหน้าตาปานกลางแต่ความสามารถโดดเด่น มีคาแร็กเตอร์ชัด มีความมุ่งมั่นสูงเรียนรู้ได้เร็ว แบบนี้เราอยากได้มากกว่า”

ทว่าหนทางของความฝันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลายคนที่มุ่งหมายเข้าสู่วงการบันเทิงถูกผลักออกนอกวงการ ขณะหลายคนแม้ไม่ได้อยากเข้าวงการกลับเข้าสู่วงการได้ ซึ่งครูแพมบอกว่า การเรียนที่นี่นั้นไม่ได้การันตีถึงความสำเร็จในอนาคต เพราะในความเป็นจริงไม่มีใครกำหนดได้ว่าใครจะประสบความสำเร็จในชีวิต ความสำเร็จของนักศึกษาแต่ละคนขึ้นอยู่กับหลายๆ เงื่อนไข

“ความสามารถ ความพยายาม ความขยัน บางทีก็ดวง เราไปเจอใครแล้วเขานำพาไปเจอสิ่งที่ดี หรือจังหวะและโอกาส เพราะฉะนั้นที่นี่ เราไม่สัญญาว่า คุณมาเรียนแล้วคุณจะดังประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เราสัญญาคือเราจะให้ความรู้ ให้โอกาส ให้คอนเน็กชัน เราให้สิ่งดีๆ สอนสิ่งดีๆให้

“ส่วนที่เหลือเวลาไปแคสต์จะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวน้องความสามารถ บุคลิก คาแร็กเตอร์ตรงกับสิ่งที่เขามองหา อันนั้นก็ขื้นอยู่กับความสามารถและดวงของแต่ละคนด้วย เพราะฉะนั้นการมาเรียนที่นี่ ทุกคนจะเข้าใจตรงกันว่า เรามาเพราะเรารักที่จะร้องเพลง เล่นดนตรี และแสดง หรือที่จะอยู่เบื้องหลัง ถ้าเรามาด้วยความคิดที่ว่าเราอยากจะรวย หรืออยากจะดัง ก็ไม่ควรเรียนทางด้านนี้”

ออร่า VS เสียง

แน่นอนว่ารายการขวัญใจไทยแลนด์จะถูกนำมาเทียบกับอีกรายการยอดนิยมอย่าง The voice แม้หลายเสียงจะยกย่องรายการThe voiceว่าดีกว่า และถึงขั้นโจมตีรายการของเธอ เธอก็ตั้งข้อสังเกตว่า บางส่วนอาจจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างสร้างกระแส

“ง่ายๆค่ะ ข้อสังเกต ถ้ามีใคร หรือที่ไหน ชมแต่รายการหนึ่ง และด่าแต่อีกรายการอยู่ตลอดเวลา อันนั้นแหละที่ไม่ชอบมาพากลแล้ว ซึ่งก็ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วย”

โดยรายการของเธอชัดเจนที่การเลือกคนจากออร่า หรือเสน่ห์ที่เป็นแนวทางซึ่งตรงข้ามกับThe voice เพราะในโลกของความเป็นจริงของสังคมนี้ ที่ผ่านมาก็มีนักร้องที่มีพลังเสียงทรงพลังมากมาย แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ หรือเป็นที่นิยมในวงกว้าง

“เราชัดเจนที่เราเลือกคนที่มีออร่า อาจจะไม่ใช่คนหน้าตาดีที่สุด หรือมีพลังเสียงมากที่สุด ถ้าสังเกตจะพบว่าทำไมนักร้องที่มีพลังเสียงเยอะๆ ทำไมเขาไม่ดังละ? เพราะเขาไม่มีความน่าชอบไง เขาเก่งแต่ไม่มีความน่าชอบ ไม่มีอะไรทำให้ผู้ชมกรี๊ดให้เขา หรือตามไปดูในเฟซบุ๊คว่าเขาคือใคร วันๆ เขาทำอะไร ที่บ้านเลี้ยงสุนัขมั้ย? ไม่มีอะไรที่ทำให้ผู้ชมติดตามเขา”

ฉะนั้นคนที่จะประสบความสำเร็จในวงการในความคิดของเธอคือต้องมีออร่า

“ตอนประกวดเราก็...เออ! ร้องเพลงเก่ง แต่เราอยากจะไปตามค้นหาเขามั้ยว่า เขาเป็นใคร ไม่ นั่นแหละคะ คือสิ่งที่เราพยายามจะบอกในรายการของเรา มันเป็นแนวคิดที่แตกต่าง”

แต่นิยามของคำว่าศิลปินของเธอก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับความนิยมเสมอไป หากแต่สำหรับเธอแล้วคำว่าศิลปินนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์

“ศิลปินคือคนที่มีแนวคิดที่สร้างสรรค์ มีการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ที่ไม่เหมือนใคร มองโลกในมุมต่าง คนอื่นอาจจะเห็นว่าอันนี้คือดอกไม้ แต่ศิลปินจะมองว่ามันคือความชื่นบานในใจของเขา กล้าที่มองโลกในมุมต่าง คิดในแบบที่คนอื่นไม่คิด กล้าที่จะแสดงออกในแบบที่เป็นตัวของตัวเขา ในแนวคิดการแต่งตัว ในคำพูด ในการใช้ชีวิต”

และศิลปินไม่จำเป็นต้องเป็นที่ชื่นชอบ แต่การเป็นที่ชื่นชอบก็ทำให้อยู่ได้นาน ซึ่งต่างจากดาราที่เธอนิยามว่า คือคนที่ออกทีวีที่ดัง และดาราอาจไม่ได้เป็นศิลปินก็ได้

“คนที่เป็นศิลปินคือคนที่มีศิลปะอาจจะดังหรือไม่ดังก็ได้ บางคนก็ไม่ได้อยากจะดัง แต่อยากเป็นศิลปิน คืออยากเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อให้คนอื่นชอบไง บางคนทำเพื่อให้คนอื่นชอบ แต่คนที่เป็นศิลปินเขาทำเพราะเขาเป็นแบบนั้น”

เมื่อมองถึงกระแสเวทีประกวดต่างๆ ก็พบว่ามีเด็กมากมายอยากเป็นดารา อยากเข้าวงการ เธอถามกลับทันทีว่า เขารักในการแสดงหรือเปล่า เขามีความมุ่งมั่นที่จะทำ ดังก็ทำไม่ดังก็ยังจะทำอยู่หรือเปล่า เพราะว่าไม่มีใครดังได้ตลอดเวลา

“แต่ถ้าเรารักในสิ่งที่เราทำ รักในการร้องเพลง จะมีคนปรบมือให้เพียง 1 คน หรือ 10 คน ฉันก็จะร้องเพลง อย่างนี้ก็ควรจะเข้าวงการ หรือถ้าเราแค่อยากดัง แต่งตัวสวยๆ หล่อๆ เป็นที่รู้จักลงข่าวเยอะๆ อยากได้เงินเยอะๆ ก็แนวนั้นก็ไม่ควร ก็อาจจะไม่สำเร็จหรืออยู่ได้ไม่ยั่งยืนเพราะพอเขาไม่ดังเขาก็ท้อไม่ดัง มันอยู่ที่ใจว่าเรารักด้านนี้ขนาดไหน”

อีกจุดเด่นของสถาบันของเธอก็การเปิดกว้างให้แก่นักศึกษาในทุกแนวทางของการเป็นศิลปิน ด้วยเพราะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เปิดกว้าง และเชื่อมั่นว่างานบันเทิงนั้นเป็นงานสร้างสรรค์ที่ต้องให้ความคิดนอกกรอบ

“สถาบันในประเทศไทย หลายสถาบันก็จะเน้นที่คลาสสิก สนับสนุนให้นักศึกษาเล่นคราสสิก แจ็ส และสร้างค่านิยมให้นักศึกษาเลิกเล่นเพลงป็อป หรือร็อก อาจารย์จะบอกว่าเพลงเหล่านั้นกระจอก กลายเป็นว่าเด็กที่ใฝ่ฝันอยากทำเพลงร็อกแบบบอดี้สแลม ชอบดา เอ็มโดรฟิน แต่ต้องไปเรียนแจ็สคราสสิก แล้วก็โดนปลูกฝังว่าที่คุณชอบมันกระจอก เด็กจบมาก็อายที่จะเล่นดนตรีที่ตัวเองชอบ แล้วก็ไปเป็นครูกันหมดเลย

“แล้วก็คิดว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไปเป็นครู และทำอาชีพอื่นหมดเลย เพราะเชื่อว่าความฝันของเขามันเป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครอยากให้เขาทำ กลายเป็นความอายที่จะทำให้สิ่งที่ตัวเองรัก เราก็เลยรับไม่ได้ มหาวิทยาลัยแบบนั้นรับไม่ได้ เอาความคิดของตัวเองไปครอบงำความคิดของคนอื่น ดนตรีมันควรมีอิสระ ก็เลยมาทำวิทยาลัยนี้ จะทำอะไรก็ทำไปเลย ขอให้สนุกและเป็นตัวของตัวเอง”

ภาพโดย วชิร สายจำปา
รายละเอียดของวิทยาลัยซูเปอร์สตาร์ คอลเลจ ออฟ เอเชีย ติดต่อ www.superstarcollege.com






สถาบันซูเปอร์สตาร์ คอลเลจ ออฟ เอเชีย
ห้องบันทึกเสียงเพลง

ห้องมิกซ์ทำเพลง
ห้องซ้อมเต้น ซ้อมการแสดง