ไม่รู้ว่าจะแปลกใจหรือชินชาดี เมื่อจู่ๆ กองบังคับการตำรวจจราจรก็เปิดเผยเหตุการณ์ความเสียหายทางจราจรในกรุงเทพมหานคร ให้ชาวกรุงได้ตระหนักถึงการกระทำของตัวเอง
เพราะเพียงระยะเวลาแค่ 8 วัน นับจากวันที่ 4-11 มกราคม 2555 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับผู้กระทำผิดจราจรได้มากถึง 317 ราย (อันนี้เฉพาะพื้นที่ที่มีตำรวจเข้าไปประจำพื้นที่) พูดง่ายๆ ก็คือเฉลี่ยวันหนึ่งเท่า 39 รายกันเลยทีเดียว และเมื่อเจาะรายละเอียดลงไป ก็พบว่าความผิดที่เรียกว่านิยมสุดๆ ก็คือ การปาด การเบียดรถชนิดที่ไม่มีคำเตือนเลย ซึ่งก่อให้อุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันออกมาอย่าง
จากสถิติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เอง ก็ทำให้ผู้คนสงสัยตงิด ว่าพฤติกรรมการขับรถของคนกรุงนั้นมีปัญหาหรือเปล่า เพราะทั้งๆ ที่ทุกคนก่อนจะมาขับรถได้ ก็ต้องสอบใบขับขี่กันทั้งนั้น และเรื่องนี้เขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องกฎมารยาทในการขับรถไม่น้อย แสดงว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรทะแม่งๆ แน่เลย แต่จะเป็นอะไรนั้น ต้องไปพิสูจน์กัน
‘พฤติกรรม’ นี่แหละ ‘โคตร’ อันตราย
จริงๆ พฤติกรรมของคนใช้รถใช้ถนนที่อันตรายก็มีไม่กี่อย่าง แต่ที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ ขับปาดหน้า เบียดซ้าย-เบียดขวา และแซง
ซึ่งถ้าว่าไปแล้ว การปาดกับการแซงนั้นเป็นการกระทำเหมือนกัน ก็คือ การที่รถที่วิ่งอยู่คันหลังเลนเดียวกัน ต้องการจะขับมาอยู่ข้างหน้ารถคันหน้า (อาจจะดูซับซ้อนสักหน่อย) จะต่างกันตรงที่มารยาทของผู้ขับขี่ต่างหาก ว่าจะอนุญาตให้รถคันหน้ารู้ชะตากรรมหรือไม่ เพราะการปาดส่วนใหญ่มักทำโดยไม่คำนึงถึงหลักมารยาท พูดง่ายๆ ก็คือคิดจะแซงก็แซงเลย โดยไม่ได้บอกกล่าว หาแสดงสัญญาณไฟให้คันหน้ารู้แม้แต่นิดว่า กำลังจะต้องเจอกับอะไร หรืออย่างดีก็เปิดไฟประมาณ 2-3 วินาทีการแซง ซึ่งแน่นอนว่ารถที่ถูกแซงนั้นคงไม่ทันตั้งตัว
ส่วนการขับเบียดนั้น มันก็มีการเบียดหลายแบบด้วยกัน อาจจะเบียดเพราะว่าต้องการให้รถข้างๆ นี่หลีกทางให้เพื่อเราจะได้ปาด แล้วก็แซงรถคันหน้าขึ้นไปได้ หรือบางคันอาจจะขับเบียดด้วยอารมณ์ เกิดอาการหมั่นไส้รถคันข้างๆ ขับไม่ดี ขับเร็วไม่ทันใจ ก็เป็นได้ ซึ่งบรรดาคนขับมารยาทน้อยแบบนี้นั่นเองที่เป็นต้นตอให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนแบบไม่เว้นแต่ละวัน
แต่จุดหนึ่งที่สังเกตได้พบก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้มักเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ (เดี๋ยวนี้เมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ก็มีแล้ว จนมีคำกล่าวว่า ไปเอานิสัยคนกรุงเทพมาใช่เหรอ?) แถมยังเกิดขึ้นกับรถทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเล็กหรือใหญ่ โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีศักยภาพในการแทรกตัวไปตามพื้นที่ต่างๆ และรถโดยสารสาธารณะ เช่นรถตู้ที่มักจะเร่งแข่งขันกันทำเวลา จนนำไปสู่ข้อสงสัยที่ว่า เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของคนกรุงหรือไม่
“การขับเบียด ขับปาด เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของคนกรุงเทพฯ ไปแล้ว เป็นกันมานานแล้ว มันเป็นความเร่งรีบของคน ที่ไม่อยากจะต่อคิว อย่างการรอขับรถขึ้นสะพาน ขับเก่งกว่าก็ไปปาดตรงตีนสะพานได้ ก็ได้ไปก่อน ไม่ต้องเสียเวลา แต่ตามต่างจังหวัดที่คนไม่เยอะ ไม่เร่งรีบ เขาก็รอได้แปบเดียวเดี๋ยวก็ได้ไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปปาดข้างหน้าเพื่อที่จะได้ไปก่อน อีกเรื่องคือไฟแดงตามสี่แยกในกรุงเทพฯ มันรอนาน คนก็เร่งพยายามให้พ้นไฟแดง เพราะถ้าติดทีนี่นานเลย คนก็ยิ่งจะพยายามเบียดไปอยู่ให้ใกล้มากที่สุด เพื่อที่จะไม่ต้องติดไฟแดงอีกรอบ” ผศ.ดร.วราเมศวร์ วิเชียรแสน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายภาพการขับรถในเมืองให้เห็น
เหตุผลของคุณ VS ความรู้สึกของฉัน
อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นเพียงคำวิเคราะห์เท่านั้น ฉะนั้นคราวนี้มาฟังปากคำจากคนใช้รถใช้ถนนจริงๆ กันก่อนดีกว่าว่า ทำไมเขาถึงชอบปาดซ้ายปาดขวากันนัก
"จริงๆ เราก็ไม่ได้ถึงกับขับปาดหรอกนะ เพียงแต่ว่าเราแค่เปลี่ยนเลน เพราะรถคันข้างหน้า มันขับช้า จี้แล้วก็ไม่เร่ง เลยข้างๆ ก็มาเร็ว แต่เราจะไปก็เลยต้องปาดคันข้างๆ เพื่อที่จะได้แซงคันหน้า แล้วปาดคันหน้ามันอีกที เพราะหมั่นไส้ ที่ไม่ดูรถคนอื่นเขาเลย ว่าวิ่งยังไงกัน" กิตติคม พจนี นักศึกษาจอมปาดเล่าให้ฟัง
แต่ความเร่งรีบก็ไม่ใช่สาเหตุหลักๆ เพราะบางครั้งมันยังเกี่ยวกับลักษณะการขับรถของคันหน้าเหมือนกัน ยิ่งคันไหนขับช้าๆ ก็อาจจะทำให้รู้หงุดหงิดได้เช่นกัน
"ไม่ได้รีบนะ บางทีเป็นเพราะข้างหน้ามันขับช้าจริงๆ แต่ถ้าบางวันรีบจริงๆ ก็มี ยิ่งช่วงเวลาเช้าๆ ต้องรีบไปเรียนให้ทัน รถก็ติด มันก็ต้องมีกันบ้าง"
ส่วนในมุมของอธิพงศ์ เปี่ยมประชา พนักงานทั่วไปคิดว่าการขับรถทั้งปาด ทั้งเบียด เป็นเรื่องสนุกและน่าตื่นเต้นสำหรับเขา
“ปาดซ้ายที ขวาที รู้สึกว่ามันมันดี ก็ไม่ได้รีบอะไร แค่อยากเบรกบ่อยๆ จังหวะรถมันได้"
แต่ในมุมกลับกัน ผู้ที่ถูกขับเบียด ขับปาด ก็ไม่พอใจเช่นกัน เพราะนอกจากมันจะผิดกฎจราจรแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วยอย่าง วรายุทธ นกแสง นักศึกษา ที่รู้สึกติดลบกับพวกใช้ท้องถนนแบบไม่เกรงใจใคร
"ก็คิดในใจว่า ทำไมถึงขับรถสันดานแบบนี้ ขับดีๆ ไม่เป็นหรอ รีบมากนักรึไง แล้วเราก็ไม่ได้ขับช้าอะไร ต้องใช้คำว่า คันก่อนหน้ามันออกตัวเร็วจะดีกว่า เราก็ขับของเราปกติ" หรือจะเป็นในมุมของนายดิถีเทพ เมฆาวรรณ "เฮ่ย! จะมาขับปาดเราทำไม เราไม่ได้ขับช้าอะไรเลย ก็หัวเสีย เลยต้องเอาคืน ตามไปแซง แล้วค่อยไปปาดคันที่ปาดหน้าเราอีกที"
ผิดไม่กลัว กลัวไม่ได้ทำผิด
เห็นความรู้สึกนานาทัศนะของผู้ใช้รถใช้ถนนกันไปแล้ว คราวนี้ก็ลองมาเจาะพื้นที่กันบ้างว่า จุดไหนที่นับว่า เสี่ยงและต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
ซึ่งจากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจจราจรได้กำหนดจุดเฝ้าระวังพิเศษไว้ 15 จุด คือ แยกผ่านพิภพ ถนนราชดำเนินใน สะพานข้ามแยกยมราช ถนนพิษณุโลก สะพานข้ามแยกรัชวิภา ถนนกำแพงเพชร 2 แยกวงศ์สว่าง แยกถนนพระราม 9-ถนนพระราม 9 ตัดใหม่ ถนนรัชดาภิเษก บรมราชชนนี ถนนจรัญสนิทวงศ์ และอรุณอมรินทร์ ซึ่งบริเวณทั้งหมดนี้ได้ชื่อว่า มีคนขับทั้งปาด ขับเบียด ทั้งแซงสูงกว่าบริเวณอื่นค่อนข้างมาก
“ส่วนมากตรงนี้จะเป็นการขับปาดครับ คือลงสะพานมามันจะแยกไปราชดำเนินใน กับตรงไปหลานหลวง แต่ผู้ขับขี่รถยนต์ที่อยู่ตรงช่องทางที่จะเข้าราชดำเนิน มักจะปาดหน้าไปทางตรงคือจะไปหลานหลวง ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกันบ้าง รถที่มีปัญหาก็เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลทั้งนั้น รถเมล์เขาไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ส่วนรถจักรยานยนต์อันนี้ไม่เป็นไร เราพออนุโลมให้ได้”ดาบตำรวจสาคร พุ่มพวงอธิบายภาพความจริงที่เกิดขึ้น
ขณะที่ ดาบตำรวจทนงศักดิ์ ทองยัง ตำรวจจราจรบริเวณถนนบรมราชชนนี อีกหนึ่งจุดเสี่ยงบอกว่า เรื่องพฤติกรรมการขับรถของคนกรุงถือว่ามีปัญหามาก และถึงแม้อุบัติเหตุจะไม่ได้หนักหนาอะไร แต่ถ้าเป็นเวลาเช้าๆ เย็นๆ ที่จราจรคับคั่ง และมีผู้ใช้ถนนแสดงพฤติกรรมเช่นนี้มากที่สุด แล้วล่ะก็ คุณตำรวจเขาก็แนะนำว่า ปลอดภัยที่สุดก็หลีกเลี่ยงไปใช้ทางอื่นน่าจะเหมาะกว่า
“ตรงถนนบรมราชชนนีก็จะมีปัญหาเบียดกันตรงทางขึ้นถนนคู่ขนานลอยฟ้าจะเยอะที่สุด ก็เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลทั้งนั้นแหละ ที่ไม่เคารพกฎจราจร แบบปาดตัดหน้าคนอื่นแล้วยังเบียดขึ้นไปอีก ซึ่งตรงนี้ตำรวจก็ดูแลอยู่ เพราะมันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้”
ซึ่งทางแก้ที่คุณตำรวจทั้งสองเลือกใช้ ก็มีตั้งแต่จับ ปรับ และลากตัวมาเข้าการรณรงค์ แต่อย่างของแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่แก้กันง่ายๆ สักหน่อย เพราะมันเกี่ยวข้องกับจิตสำนึกต่างหาก ซึ่งก็อย่างที่ ผศ.ดร.วราเมศวร์บอกว่า ของแบบนี้มันเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ โดยเฉพาะพ่อแม่ต้องมีส่วนสำคัญอย่างมาก
เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ก็บ่งชี้ไปได้เลยว่า อนาคตของสิงห์นักขับจะเป็นอย่างไร และต่อให้มีใบการสอบมารยาทใบขับขี่เป็นประจำทุกๆ เดือน พฤติกรรมแบบนี้ก็คงหมดสิทธิที่จะลด-ละ-เลิก จากสังคมอย่างแน่นอน
>>>>>>>>>>>>>
เรื่อง : ทีมข่าว CLICK


