“ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว” คำนี้รู้สึกว่าจริงเมื่อได้พูดคุยกับผู้จัดละครหน้าหวาน นัยน์ตากลมโตคนนี้ 'จ๋า-ยศสินี ณ นคร' ลูกไม้ใต้ต้นที่สร้างสรรค์ผลงานในฐานะผู้จัดฯ ของช่อง 3 ได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้รุ่นคุณแม่ (จิ๋ม-มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช) และการที่เธอผลิตผลงานคุณภาพออกสู่สายตาแฟนๆ ละครอย่างที่เห็น เธอยกความดีให้คุณแม่ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีมาโดยตลอด และหลักคำสอนของพุทธศาสนาในเรื่องของสติ ซึ่งเธอนำมาปรับใช้ในการทำงาน และชีวิตประจำวันเพื่อเอาชนะปัญหา และผ่านพ้นความทุกข์ได้อย่างดี
“อยากให้ดูละครด้วยสติ บางทีเราเล่าสิ่งที่เป็นด้านมืด เรากำลังจะบอกว่าคนที่อยู่ด้านมืดจะได้รับผลกระทบอย่างไร ผลลัพธ์เป็นอย่างไร อยากให้คนดูทีวีมีสติไม่ใช่แค่ทีวีหรอก อย่าไปเป็นเหยื่อของอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต หรือสื่ออื่นๆ อย่าให้อะไรมากำหนดได้ว่าคุณจะเป็นเหยื่อหรือไม่”
ทุกนาทีของชีวิตคือการทำงาน
ถ้าเอ่ยชื่อผลงานละครที่ผ่านมาของผู้จัดฯ สาว อย่างจำเลยรัก, เงารักลวงใจ, ธาราหิมาลัย และสามหนุ่มเนื้อทอง ละครเรื่องล่าสุดที่กำลังออกอากาศ เชื่อว่าหลายคนคงคิดอย่างเดียวกันว่า ละครแต่ละเรื่องของเธอมีความเด่นในเรื่องของการเลือกคาแร็กเตอร์ตัวนักแสดงที่คล้าย หรือใกล้เคียงกับบทละครอย่างมาก ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ละครของเธอมีเสน่ห์ และดึงดูดคนดูให้คล้อยตาม และอินกับละครได้
"ผู้จัดละครในความหมายของจ๋าก็คือผู้จัดการ เราได้นิยายมาเรื่องหนึ่ง แล้วเราก็ต้องจัดการ เปลี่ยนสภาพจากนิยายให้เป็นละครทีวี ซึ่งกระบวนการนั้นมันก็เป็นการเล่า เป็นเรื่องของศิลปะการเล่าเรื่อง แล้วก็มีเรื่องของการตลาดเข้ามา เพราะฉะนั้นมันก็คือการบาลานซ์ทุกอย่างเพื่อให้ทุกอย่างสำเร็จเป็นรูปร่างขึ้นมาให้ได้
ละครแต่ละเรื่องจะพูดถึงมุมมองของชีวิตที่แตกต่างกันไป หยิบละครเรื่องหนึ่งมาเราก็ต้องดูแล้วว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร เราจะเล่าชีวิตของใคร แล้วเราจะเล่าไปในแนวไหน และมีจุดจบอย่างไร เพราะฉะนั้นในการทำการบ้านของแต่ละเรื่องเราก็ต้องรู้จักโลกนั้นให้มากที่สุด อย่างละครเรื่องสามหนุ่มเนื้อทอง มันเป็นโลกของผู้ชายสามคนซึ่งอยู่ในวัยที่จะเริ่มคิดว่าจะใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนหนึ่ง เราก็ต้องรู้จักโลกของผู้ชายสามคนนี้ให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาชีพที่เขาทำ ลักษณะนิสัย สิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของเขา เติบโตมาอย่างไร มีศีลธรรม-จริยธรรมในใจมากน้อยแค่ไหน เราก็ต้องทำความรู้จักให้มากที่สุด เพื่อที่เวลาทำละครออกมา ตัวละครจะได้มีมิติมากขึ้น"
กว่าจะออกมาเป็นละครที่สนุก มีสีสัน ครบรสอย่างที่เห็น เธอต้องทำการบ้าน ต้องศึกษารายละเอียดของตัวละคร บวกกับวิธีการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ชนิดที่เรียกว่าให้เวลาทุกนาทีกับการทำงานละคร และสิ่งที่ทำให้ตัวละครของเธอมีสีสัน มีชีวิตชีวา ก็มาจากการเป็นคนช่างสังเกต ช่างจดจำของเธอ
"ทำละครเราต้องอยู่กับคนให้มากที่สุด ต้องสังเกตคน บางทีเราต้องไปนั่งอยู่เดียว นั่งมองคน เห็นพฤติกรรมของใครก็จะเก็บมาเป็นข้อสังเกตแล้ว พอเราอยู่นิ่งๆ เราจะเห็นอะไรเยอะ แล้วเราจะค่อยๆ เข้าใจพฤติกรรมของคนมากขึ้นเรื่อยๆ บางอย่างถ้าติดใจจริงๆ ก็จะจดใส่สมุดไว้ เป็นคนพกสมุดติดตัวตลอด หรืออ่านหนังสือพวกจิตวิทยาก็ช่วยได้เยอะ เรื่องอาชีพของตัวละครเราก็ต้องหาข้อมูลให้ได้มากๆ สมมติว่าเรื่องนี้พระเอกเป็นคนนำเข้ากิจการมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ เราก็ต้องรู้ว่าเขาจัดงานกันอย่างไร ในบริษัทเขามีตำแหน่งอะไรบ้าง เราต้องรู้จักให้หมด
เราต้องยอมรับว่าเราหยุดไม่ได้ เราเป็นเจ้าของงาน มันไม่ใช่งาน มันคือธุรกิจ เมื่อเราลุกขึ้นมาเป็นผู้นำปุ๊บเนี่ย ไม่มีวันเหยุดแล้วล่ะ ต่อให้เราหยุดงานไปเที่ยวเมืองนอก 10 วัน พอเราเห็นอะไรเราก็นึกถึงงาน เห็นอาหารเราก็คิดว่ามาทำลงในรายการได้ไหม อ่านหนังสือเจอ คิดว่าเรื่องนี้เล่าได้ไหม มันไม่มีวันหยุด แต่จ๋าโชคดี ที่เราเลือกงานด้วยความรัก มันเป็นสิ่งที่เรารัก เราไม่ได้ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ วันทำงานของเราคือทุกนาทีในชีวิต แล้วหลังจากนั้นเราก็ใช้ชีวิตไปกับมัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนพระพุทธศาสนาบอก คือมันเป็นธรรมชาติ งานเป็นธรรมชาติของเราจ๋าเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เรามีค่าตามงานที่เราทำ”
หลงรักละครตั้งแต่เด็ก
ด้วยความที่โตมากับการทำละคร ได้คลุกคลีอยู่ในกองถ่ายมาตลอด ของเล่นวัยเด็กของเธอก็คือบทละคร พอโตมาเธอจึงรู้ตัวว่าจะต้องเป็นผู้จัดละครเหมือนคุณแม่ เพราะเป็นสิ่งที่เธอซึมซับมาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นความชอบ และความรักในที่สุด
“จ๋าเป็นคนอยู่กับละคร ชอบดูละครตั้งแต่เด็ก มันสนุก ทุกวันนี้ละครเรื่องไหนมาโดนๆ ก็ยังติด ก็สนุก ชอบศิลปะของการเล่าเรื่องของละคร ชอบอ่านนิยายมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะที่บ้านก็มีชั้นหนังสือที่มีนิยายอยู่ เราก็เลยเป็นคนชอบอ่านหนังสือ เพราะจ๋าเป็นคนที่โตในกองถ่าย เพราะฉะนั้นของเล่นของจ๋าก็จะเป็นบทละคร ก็จะได้อ่านบทละคร อ่านนิยายอยู่เรื่อยๆ พอทำละครไปสักพักหนึ่งเราก็จะรู้แล้ว เปิดนิยายอ่านไป 10 หน้าเราก็รู้ธีมเรื่องแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่เราเล่าได้ไหม และเป็นเรื่องที่เราสนใจหรือไม่สนใจ”
ไม่ใช่แค่หนังสือนิยายเท่านั้นที่เธอชอบอ่าน หนังสือแนวจิตวิทยา ก็เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้เธอเข้าใจคน และเข้าใจโลกของตัวละครมากขึ้น “จ๋าไม่ได้ชอบอ่านแต่หนังสือนิยายนะ จ๋าชอบอ่านหนังสือหมด ชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยาทั้งจิตวิทยาทางตรง และทางอ้อม แล้วก็ชอบหนังสือทำอาหาร ชอบอ่านบทสัมภาษณ์ของคนหลากหลายวงการ หรือคนที่เราชื่นชม เราก็จะชอบอ่านว่าเขาคิดอย่างไร หนังสือแนวจิตวิทยาก็ช่วยให้เราเข้าใจคน เข้าใจการทำงานของคน ว่าเหตุผลในการทำงาน หรือเหตุผลในการตัดสินใจที่จะทำอะไรของคนคนหนึ่ง บางทีมันไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนไม่ดี อาจจะมาจากพื้นเพ การเติบโต สิ่งที่เขาเจอมาในชีวิต ซึ่งมันช่วยให้เราเข้าใจคนมากขึ้น ทำให้เราเข้าใจพื้นฐานของคนมากขึ้น
ผู้จัดละครเป็นคนที่ต้องอยู่กับคน และไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธใคร เพราะว่าเราต้องทำงานกับเขา การที่เรามีความรู้เรื่องจิตวิทยาก็ช่วยในเรื่องของการทำงาน บางทีนักแสดงใหม่ๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตัวละครตัวนี้ถึงต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมต้องร้องไห้ ต้องร้องแค่ไหน ความรักที่มันแตกหักไปมันเสียใจขนาดไหน เราก็จะใช้เรื่องของจิตวิทยาช่วยอธิบาย เพราะละครมันมีรายละเอียดค่อนข้างลึก”
แน่นอนว่าเหตุผลที่ทำให้เธอเป็นผู้จัดละครก็คือคุณแม่ ซึ่งเป็นผู้หญิงทำงานเก่ง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สาวจ๋ามาตลอด จึงไม่น่าแปลกใจที่เธอจะเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นเช่นทุกวันนี้
“พอเริ่มทำงานคุณแม่จะไม่สอนแล้ว แต่ท่านสอนเรามาตลอดชีวิต แม่ทำละครมาตั้งแต่จ๋าเริ่มอ่านหนังสือเป็น พาจ๋าไปอยู่กองฯ ให้เอาบทไปอ่าน ให้อ่านหนังสือนิยาย แล้วมาถามให้เราเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง พออ่านบทก็ถามว่าเห็นใครเล่น เห็นนักแสดงคนไหน แต่พอเรามาเริ่มทำงานแล้ว ท่านจะปล่อยให้เราทำงานให้ได้ด้วยตัวเอง จ๋ามองว่ามันเป็นทางที่เขาวางให้เรา อยากให้เรามาทำงานตรงนี้ เมื่อเราโตมากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันจะเกิดความเคยชิน ความุค้นเคยกับงาน แล้วมันเป็นสิ่งที่ทำให้เราเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น เพราะมีพื้นฐานมาตั้งแต่ต้นเท่านั้นเอง
ตัวอย่างที่เราเห็นจากคุณแม่และนำมาปรับใช้อย่างแรกคือเรื่องของการดูแลคนในกองฯ อีกอย่างที่แม่สอนมาตลอดก็คือเรื่องของความอดทน แม่ไม่เคยยอมให้เรายอมแพ้ จ๋ากับน้องจะไม่เคยบ่นว่าเหนื่อย คำว่าไม่เอาแล้ว ไม่เคยอยู่ในพจนานุกรม ยังไงก็ต้องทำ เหนื่อยไปนอน แต่ห้ามเลิก ห้ามหยุด ห้ามยอมแพ้ มันทำให้เราอดทน จ๋าว่าความเป็นมืออาชีพมันก็ต้องเริ่มจากความอดทนนี่แหละ อดทนที่จะอยู่กับมัน สู้กับปัญหา ให้มันผ่านไปได้
ที่เห็นจ๋าคอยดูแลนักแสดง ดูแลทีมงานน่าจะเป็นคาแร็กเตอร์ของเรามากกว่า ผู้จัดแต่ละคนก็จะมีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันไป แต่อย่างเราได้เห็นคุณแม่มาตลอดว่าท่านดูแลทุกคนยังไง มันก็เลยเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้มาว่าการที่เราจะทำให้คนที่เขามาทำงานกับเรามีความสุขกับ ณ ตรงนั้น เราก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด”
'ปัญหา' ทำให้เก่งขึ้น
ทุกปัญหามีทางออกอยู่ที่ว่าเราจะมองปัญหานั้นอย่างไร หรือเพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนวิธีคิด ก็ทำให้ปัญหานั้น เป็นบทเรียน และบททดสอบที่ทำให้เราฉลาดขึ้นได้ อย่างเช่นวิธีคิดของสาวจ๋า คือแทนที่จะคิดว่าปัญหานั้นสร้างความกดดัน ทำให้ทำอะไรไม่ได้ แต่เธอมองว่าปัญหาที่เข้ามามีประโยชน์ ช่วยให้เธอจัดการกับเรื่องราวต่างๆ ได้ดีขึ้น
“การทำงานของจ๋าความยากมันอยู่ตรงที่แต่ละวันเราจะเจอปัญหาไม่ซ้ำกัน ผู้จัดละครนี่ทำงานกับคน ในแต่ละวัน ในแต่ละเรื่อง มันก็เปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนปัญหาไปเรื่อยๆ เราจะได้เจอปัญหาที่เราไม่รู้มาก่อนตลอดเวลา มันไม่มีแพตเทิร์นไหนที่ทำให้การทำงานง่ายมากขึ้น แต่ว่าข้อดีของมันก็คือมันฝึกให้เรามองปัญหาไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทำให้เราเป็นคนไม่กลัวกับปัญหา เพราะเราเจออยู่ตลอด อีกข้อหนึ่งก็คือมันถูกจริตกับจ๋า ด้วยความที่เราเป็นคนชอบจัดการโน่น นี่ ถ้าคนที่ไม่ชอบจัดการหรือหงุดหงิดกับมัน ก็จะไม่มีความสุขกับอาชีพนี้
ละครเรื่องแรกเวลามีปัญหาพุ่งเข้ามานี่เราเป๋เลยนะ เราลุกลนเลย ทำยังไงดี แต่พอเราทำละครไปเรื่อยๆ เวลามีปัญหาเข้ามา แล้วเราค่อยๆ ปรับ มาคิดว่าแล้วเราจะทำยังไง เพราะฉะนั้นถ้าเทียบกับตอนนี้ เราก็มีความนิ่งขึ้น แต่สำหรับเรื่องแรก ต้องยอมรับว่ามันเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยรู้จัก เราไม่เคยเจอปัญหาเยอะขนาดนั้น ไม่เคยเจอคนเยอะขนาดนั้น
เราคิดว่าถ้าเราผ่านปัญหานี้ไปได้ เราก็ฉลาดขึ้นอีกเปราะหนึ่ง เพราะเรารู้จักปัญหามากขึ้น รู้จักการแก้ปัญหามากขึ้น ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราเป็นคนที่เจอกับปัญหาแล้วจะติสท์แตกเลย แต่หลังๆ พอเจอปัญหาแล้วเรารู้สึกว่า เออ..ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราก็ต้องแก้ไป คือไม่แบก แต่จะพยายามหาทางแก้ให้ได้เร็วที่สุด และดีที่สุด”
นอกจากนั้นเธอยังใช้หลักธรรม ในเรื่องของสติ ดึงสู่ปัจจุบัน ใช้แก้ปัญหา บวกกับหลักไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าทุกๆ ชีวิตจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นกฎธรรมชาติ เมื่อคิดอย่างนี้แล้วจะไม่ทุกข์
“สิ่งเดียวที่ดึงเราไว้ได้ก็คือสติ เราต้องมีสติ ทุกวันต้องดึงตัวเองกลับมาอยู่กับลมหายใจของเรา ว่าปัญหามันมานะ แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้น มันตั้งอยู่ แล้วก็จะดับไป เป็นสิ่งที่จ๋าท่องไว้ตลอดว่าเดี๋ยวมันก็ดับไป แต่ช่วงที่มันตั้งอยู่เราก็ต้องมีสติสำหรับเรื่องนั้นให้ได้ดีที่สุด อย่างสามหนุ่มเนื้อทองตัดต่อไม่ทัน มันคืออนาคต ถ้าจ๋าไปนั่งกังวล เราก็ทำงานในปัจจุบันไม่ได้ แทนที่จะเอาเวลาไปนั่งกังวล เรากลับมาคุมสติว่า ตอนนี้มันยังทันนี่ เราเข้าห้องตัด ทำงานเพิ่ม รับผิดชอบปัจจุบันให้ดีที่สุด
จิตวิทยาที่ดีที่สุดก็คือธรรมะ เพราะมันคือเรื่องของพื้นฐานจิตใจ ธรรมะเป็นสิ่งที่ดึงจิตให้อยู่กับงาน ให้อยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างได้ ให้แก้ปัญหา แล้วเราไม่เอาเปรียบใคร จ๋าเป็นคนชอบพระพุทธศาสนา สำหรับจ๋ามองว่ามันเป็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ในความคิดเรา เป็นหลักคำสอนที่ฉลาดที่สุด ถ้ามีโอกาสที่จะเรียนรู้ได้ก็อยากจะเรียนรู้”
พบธรรมะที่ต่างแดน
ช่วงเวลาที่เธอพบว่าพุทธศาสนามีประโยชน์ และช่วยชีวิตเธอได้จริงๆ ก็คือช่วงที่เธอไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นการจากบ้าน จากครอบครัวไปอยู่คนเดียวเป็นครั้งแรก มีทั้งความเหงา และความเศร้าเป็นเพื่อน สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอได้จริงๆ ณ ตอนนั้นก็คือการใช้หลักธรรมะ และการสวดมนต์
“ช่วงที่ไปเรียนต่อเมืองนอก เป็นครั้งแรกที่ต้องอยู่ด้วยตัวเองคนเดียว อยู่ห่างพ่อ ห่างแม่ มีแต่เพื่อนซึ่งบางทีเพื่อนอายุเท่าๆ กัน เขาก็มีปัญหาของเขา จ๋าไปอยู่ประมาณ 7 ปี ก็เป็นช่วงที่โต เริ่มที่จะต้องใช้ชีวิตของตัวเอง เมื่อก่อนเรามีปัญหาอะไร เราเดินเข้าไปหาแม่แล้วก็จบ แต่นี่เราต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ แล้วมันก็มีจังหวะช่วงที่เหงาที่สุด ช่วงที่ทุกข์ที่สุด เหนื่อยที่สุด แล้ววันนั้นเราตัดสินใจที่จะลงนั่งสวดมนต์ สวดชินบัญชร แล้วเชื่อไหมว่ามันสามารถดึงสติเรากลับมาได้ เราก็เลยมีความรู้สึกว่า เมื่อถึงที่สุดของชีวิตแล้ว พระพุทธศาสนานี่เป็นสิ่งที่ใจเราถามหาที่สุดตอนนั้น กลายเป็นว่าหลังจากวันนั้นมาก็สวดชินบัญชรตลอด”
หลังจากที่เชื่อเรื่องของธรรมะ เรื่องของการปฏิบัติแล้ว เมื่อมีเวลาเธอจึงใช้ศึกษาเรื่องของธรรมะ ทั้งจากการไปปฏิบัติธรรม และจากการอ่านหนังสือ
“หลักธรรมที่ได้หลังจากปฏิบัติธรรมเนี่ย ช่วยชีวิตเราได้มากๆ จ๋าเคยไปปฏิบัติธรรมของคุณแม่สิริ ก่อนหน้านั้นเราก็รู้สึกว่ายุบหนอ พองหนอแปลว่าอะไร หนอคืออะไร จนไปปฏิบัติธรรมแล้วเจอคุณแม่ท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าหนอคือการตัด ถ้าเรารู้จักหายใจ คือ “ยุบหนอ” นั่นคือเราตัดปัจจุบันขณะไปได้ “พองหนอ” เราตัดไปได้อีกหนึ่งปัจจุบัน เมื่อเราพูดคำว่าหนอจบปุ๊บ นั่นคือเราผ่านอีกหนึ่งวินาทีไปได้แล้ว
การที่เราอยู่กับปัจจุบันมันทำให้เราไม่ต้องสนใจเรื่องของอดีต หรืออนาคต สมมติมีหมอดูมาทักว่า อีก 7 ปีแฟนจะมีคนอื่น ช่วงเวลาอีก 7 ปี เราจะไม่ไปเป็นทุกข์ แต่เราจะมองว่า ณ วันนี้แฟนเราดีกับเรา เพราะฉะนั้นเราจะอยู่กับตรงนี้ เราจะไม่ไปกังวลกับอดีต หรืออนาคต เราเรียนรู้ว่าอดีตมันผ่านไปแล้ว เราแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่จ๋าทำได้คือ ยุบหนอ พองหนอ อยู่กับตรงนี้ รู้หนอ ยินหนอ เห็นหนอ อยู่กับปัจจุบันขณะ เพราะฉะนั้นธรรมะมันช่วยชีวิตเราโดยเฉพาะเวลาเรามีความทุกข์
อย่างช่วงที่ผ่านมาคุณพ่อไม่ค่อยสบาย ป่วยเป็นโรคไต เวลาที่คนใกล้ตัวไม่สบาย เราก็กลัวจะสูญเสียเขาไป แต่เราลืมไปว่า ณ ตอนนี้เรายังมีเขาอยู่ เมื่อมีคำถามนั้นมา เราจะมีคำตอบว่า เขายังไม่ได้ไปไหน เขาไม่สบาย ใช่ แต่เขายังอยู่กับเรา เพราะฉะนั้น ดูแลและจัดการกับเวลาปัจจุบันให้มันดีที่สุด
เมื่อเรารู้ว่าสติเราหลุด เราก็ดึงกลับมา แต่ไม่ต้องไปบังคับ จิตเราเศร้า ให้มันเศร้าไป เราอยู่กับปัจจุบันขณะ เศร้าหนอ เศร้าหนอ แล้วสักพักมันเริ่มดีขึ้นก็ต้องรู้ว่ามันเริ่มดีขึ้น บางคนเวลาเศร้าแล้วชอบเสพติดความเศร้า จริงๆ ดีขึ้นแล้วแหละ แต่ไม่ชอบ ชอบดรามา นี่คือไม่รู้ตัวแล้ว แต่มันเรื่องเป็นปกติของคน คนอยู่กับกิเลส อยู่กับรัก โลภ โกรธ หลง อยู่กับสิ่งพวกนี้มาก บางทีความทุกข์ในใจผ่านไปแล้ว แต่ใจยังจะยึดกับมันอยู่ไม่ยอมปล่อย ที่จริงปล่อยซะใจก็ไม่เจ็บแล้วนะ”
อาหารบำบัดจิตใจ
อีกหนึ่งบทบาทที่สาวจ๋าทำด้วยความรักก็คือเรื่องของการทำอาหาร นอกจากจะทำรายการเกี่ยวกับอาหารแล้ว เธอยังเป็นคนที่ชื่นชอบการทำอาหารมาก ถึงขั้นไปเรียนต่อด้านการทำอาหารที่ต่างประเทศ เธอบอกว่าสำหรับเธอแล้วการได้กินอาหารอร่อยๆ หรือได้ทำอาหาร เป็นความสุขที่สุดแล้ว และหาได้ง่ายๆ อีกด้วย
“ความชอบเรื่องอาหารมันเริ่มตอนที่เราไปเรียนที่เมืองนอก เราหาของกินไม่ได้ ก็เลยต้องทำอาหารเอง ความสนใจก็เลยเริ่มมา เริ่มดูทีวี หาหนังสือมาอ่าน เริ่มลงมือทำ พอทำไปสักพักเรามีความรู้สึกว่าเราอยากทำให้ได้มากกว่านี้ ตัวเราเริ่มไม่ดีพอแล้ว รู้สึกว่าเราเริ่มชอบมันจริงจัง ก็เลยขอคุณแม่ว่าเรียนจบแล้วขอเรียนต่อทำอาหาร ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่ดีมาก และสนุกที่สุด
จ๋าใจเย็น และเป็นคนมีระเบียบมากขึ้นจากการทำอาหาร เมื่อก่อนจ๋าเป็นคนใจร้อน และไม่ค่อยมีระเบียบในการจัดการอะไรเลย การทำอาหารเนี่ยมันเป็นเวลา 7 โมงเช้าต้องเข้าคลาส ต้องเข้าครัว ต้องมีเวลาในการเตรียมอาหาร ชีวิตจ๋าเข้าระบบด้วยโรงเรียนทำอาหาร แล้วมันเป็นสิ่งที่เรารักจริงๆ พอเราได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้วเราจะมีความรู้สึกว่าเราอยากจะทำให้มันดีที่สุด และเราจะมีสมาธิกับตัวเอง เพราะการทำอาหารเราไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น
อาหารมีผลกับจิตใจมาก ชีวิตดีขึ้นเพราะอาหาร เวลาเครียดๆ จ๋าชอบไปนั่งกินข้าว อ่านหนังสือเงียบๆ มันดีขึ้น ความสุขในชีวิตมีแค่นี้ เป็นคนมีความสุขง่ายมาก กิน กับนั่งเฉยๆ” สาวจ๋าเล่าพร้อมรอยยิ้ม
ข่าวโดย Manager Lite/ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
ภาพโดย พลภัทร วรรณดี


