หลังพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลในชุดรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่นานเกินรอก็เริ่มได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวจากฟากฝั่งอดีตรัฐบาลหมาดๆ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ทันที โดยเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีมติตั้ง 'คณะรัฐมนตรีเงา' เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นรายกระทรวง โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นอกจากจะดูภาพรวมของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังนั่งควบกระทรวงกลาโหมด้วย ส่วนรองนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งตามหน้าที่งานด้านต่างๆ แต่มอบให้ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ประกบตรวจสอบการทำงานของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นพิเศษ
ส่วนกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงการคลังเป็นหน้าที่ จุติ ไกรฤกษ์ กระทรวงมหาดไทยเป็นหน้าที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน้าที่ องอาจ คล้ามไพบูลย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย กระทรวงพลังงานเป็นหน้าที่ อลงกรณ์ พลบุตร และกระทรวงพาณิชย์เป็นหน้าที่ อภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นต้น
เมื่อฟากฝั่งพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ประกาศยกระดับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจากการเป็นฝ่ายค้านธรรมดาเป็นการตั้งคณะรัฐมนตรีเงาอีกระลอกเช่นนี้ ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของปรากฏการณ์ คณะรัฐมนตรีเงาในประเทศไทย แต่เป็นครั้งที่สองโดยมีขั้วทางการเมืองเป็นพรรคเดิมฝ่ายเดิมซ้ำรอยอดีต
ครม.เงา - ประชาธิปไตยแบบอังกฤษ
แต่ก่อนจะไปพูดถึงคณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์ คงต้องบอกก่อนว่า เรื่องนี้มีจุดเริ่มต้นยาวนานควบคู่มากับประชาธิปไตย โดยประเทศแม่แบบอย่างอังกฤษนั้นถือเป็นแห่งแรกของแนวคิดนี้
คณะรัฐมนตรีเงา (Shadow Cabinet) ตีความง่ายๆ ก็คือเงาที่ติดตามตัวคณะรัฐมนตรีชุดจริง ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานตามบทบาทสมมติที่ได้รับมอบหมายแต่ละคน ซึ่งมีการกำหนดความหมายไว้อย่างเป็นทางการว่า เป็น “...กลุ่มบุคคลอาวุโสภายใต้การนำของผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อก่อตั้งคณะรัฐมนตรีทางเลือก (alternative cabinet) ขึ้น โดยสมาชิกในคณะรัฐมนตรีเงานี้จะสวมบทบาทของรัฐมนตรีตัวจริงแต่ละคนในคณะรัฐบาล โดยมีภาระหน้าที่ในการตรวจสอบคณะรัฐบาลชุดจริงและตัวนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งริเริ่มนำเสนอนโยบายทางเลือกของตนเอง...”
ประเทศและรัฐที่มีการตั้งคณะรัฐมนตรีเงาก็มีไม่ใช่น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย รัฐนิวเซาท์เวลส์ บาฮามาส ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวีเนีย หมู่เกาะโซโลมอน แอฟริกาใต้ ยูเครน สก็อตแลนด์ และเวลส์
อย่างไรก็ตาม จะสังเกตเห็นว่าประเทศที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ล้วนมีต้นแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจากอังกฤษทั้งสิ้น ส่วนในประเทศที่มีต้นแบบประชาธิปไตยมาจากอเมริกา ซึ่งเป็นแม่แบบที่ใหม่กว่านั้น จะไม่มีประเพณีการตั้งคณะรัฐมนตรีเงาให้เห็นแต่อย่างใด
“อังกฤษเป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานมาก ดังนั้นการที่มี ครม.เงาในอังกฤษก็ไม่ใช่เพื่อมาแสวงหาความนิยมจากประชาชน หรือว่ามาขัดแข้งขัดขา หรือว่ามาทำผลงานแข่งกับรัฐบาล พวกนี้ไม่ใช่จุดประสงค์หลัก แต่เขาต้องการจะดูว่าการทำงานของรัฐบาลมันสอดคล้องกับที่รัฐบาลได้แจ้งไว้ว่า จะดำเนินการแล้วก็สอดคล้องกับผลประโยชน์เสียงข้างมากของประชาชนหรือไม่ อังกฤษมีการเมืองประชาธิปไตยมาช้านานและชัดเจน ก็เลยมีประเพณีตรงนี้”
ผศ.ดร.วิบูลย์พงศ์ พูนประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายถึงรูปแบบคณะรัฐมนตรีเงาของประเทศแม่แบบอย่างอังกฤษ
ซึ่งในประเทศไทยบ้านเรานั้น คณะรัฐมนตรีเงาเพิ่งเกิดได้เพียงไม่กี่ปี โดยถือกำเนิดครั้งแรกสมัยพรรคพลังประชาชนนำโดย สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นพรรครัฐบาล ซึ่งขณะนั้นฝ่ายค้านพรรคเดียวอย่างประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ประกาศจะติดตามการทำงานของรัฐบาลโดยการตั้งคณะรัฐมนตรีเงาขึ้นดูแลการทำงานเรียงตัว
ผศ.ดร.วิบูลย์พงศ์ อธิบายต่อไปว่า ในบ้านเราเองนั้นก็ได้รับประเพณีนี้มาจากอังกฤษ ซึ่งไม่ต่างกันนัก ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เพราะเป็นเพียงการติดตามตรวจสอบ ไม่ได้มีอำนาจใดๆ
“ตรงนี้ไม่ได้เป็นเรื่องทางการ และไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย เพียงแต่มีการตั้งกลุ่มบุคคลขึ้นมาเพื่อจับตาดูว่า รัฐมนตรีแต่ละคนทำอะไรบ้างเพื่อให้มันเกิดความชัดเจน ก็เลยเอาคนที่มีความรู้ ความเข้าใจ ความเชี่ยวชาญหรือเคยทำในเรื่องนั้นๆ มา อย่างพรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐบาลมาก่อนก็สามารถเอาคนที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้านมาทำหน้าที่แทนประชาชนในการสอดส่องดูแล ให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อคิดเห็น"
“วัตถุประสงค์หลักก็คือช่วยกันเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปโดยถูกต้องตามผลประโยชน์ของประเทศชาติให้มากที่สุด คล้ายคลึงกับในอังกฤษที่จะมีการตกลงกันในพรรคและมีการแบ่งกันควบคุมดูแล อย่างเช่นกระทรวงแรงงานของพรรคเลเบอร์ พรรคคอนเซอร์เวทีฟก็จะให้นายเจมส์ วอเตอร์ ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานเป็นผู้ดูแล แล้วพอถึงเวลา เมื่อมีการอภิปรายในสภาหรือมีนโยบายที่รัฐบาลจะต้องมาแถลงผลงานในสภา คนเหล่านี้ก็จะได้รับการบ้านให้มาทำในเรื่องพวกนี้”
ครม.เงาแบบไทย อีกทางเลือกของเครื่องมือตรวจสอบรัฐ
พอเห็นแนวทางและที่ไปที่มาของคณะรัฐมนตรีเงาในสากลโลกกันไปแล้ว คราวนี้ก็กลับมาที่คณะรัฐมนตรีเงาแบบไทยๆ กันบ้าง โดยเรื่องนี้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเงา ได้อธิบายถึงที่มาที่ไปของการจัดตั้งครม.เงาที่มีข้อแตกต่างไปจากฝ่ายตรวจสอบอื่นๆ อยู่ว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจจะให้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการตรวจสอบ และควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล นอกเหนือไปจากกลไกอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลไกของกรรมาธิการสามัญ กรรมาธิการวิสามัญ วิปฝ่ายค้าน รวมไปถึงการตั้งกระทู้ต่างๆ โดยกล่าวว่าในหลายกรณีนั้น กลไกการตรวจสอบที่มีอยู่เดิมก็มีข้อจำกัดในการทำงาน
เพราะต้องยอมรับว่า บางครั้งกลไกเหล่านี้ก็มีอุปสรรคและข้อจำกัดอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่นสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งใช้เวลาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร นานถึง 4 เดือน ส่งผลให้ประชาชนเสียโอกาส เพราะไม่สามารถแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์มายังกรรมาธิการได้ หรือบางยุคก็มีการใช้เสียงข้างมากสกัดกั้นบางญัตติที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาล เพื่อไม่ให้เข้ามาอยู่ในการพิจารณาของกรรมาธิการ ทำให้สุดท้ายแล้วกรรมาธิการบางชุดเปลี่ยนไปทำหน้าที่ปกป้องรัฐบาล แทนที่จะตรวจสอบรัฐบาลในฐานะเครื่องมือของฝ่ายนิติบัญญัติ
"เรื่องนี้ถือเป็นกลไกเสริมมาอีกวิธีหนึ่ง โดยครม.เงา ถือเป็นการทำหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นการเฉพาะในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านพรรคหนึ่ง ซึ่งรูปแบบก็คือการตั้งตัวบุคคลเข้ามาประกบรายกระทรวง ทั้งนี้ผมมองว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น เพราะเท่ากับการเพิ่มกลไกในการช่วยตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชน และลงลึกถึงการควบคุมแบบรายกระทรวงด้วย"
และเมื่อมาเทียบกับยุคที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สร้างรูปแบบครม.เงา ขึ้นมาแล้ว ก็ถือว่าแตกต่างกันพอสมควร เพราะตอนนั้นจะเน้นการติดตามตรวจสอบเป็นภาพรวมหรือรายประเด็นไป เฉพาะเรื่องที่เห็นว่ารัฐบาลทำไม่ถูกต้อง แต่รูปแบบใหม่นี้จะติดตามทุกเรื่อง ทุกนโยบาย ทุกกระทรวง มีการเก็บข้อมูลตลอด ตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรีออกมา ซึ่งส่งผลให้การตรวจสอบสามารถทำได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น และแน่นอนว่าหากพบกรณีที่ไม่ชอบมาพากล ข้อมูลตรงนี้ก็จะถือเป็นเครื่องมือสำคัญเวลามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือตั้งกระทู้ถามในสภาฯ
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ คณะรัฐมนตรีเงาสมัยรัฐบาลพลังประชาชน ซึ่งถือว่าทำงานได้ค่อนข้างสมบูรณ์ และมีการตรวจสอบที่เป็นระบบมาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อรถประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือนโยบายด้านพลังงานต่างๆ ขณะเดียวกัน นอกจากบทบาทของการตรวจสอบแล้ว ครม.เงายังสามารถเสนอแนะ ทั้งความคิด ตลอดจนแนวนโยบายของพรรค ออกไปสู่สายตาประชาชนเพื่อจะได้เกิดการเปรียบเทียบ
"เราวางบทบาทของครม.เงา ให้เป็นเวทีของการเสนอแนะด้วย รวมไปถึงการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการทำงาน เมื่อเปรียบเทียบกับครม.จริง ทั้งการเสนอนโยบาย แนวคิดที่ควรจะเป็นอีกช่องทางหนึ่ง เช่น รัฐบาลจริงทำแบบนี้ แต่ครม.เงาสามารถบอกได้ว่า ถ้าเราเป็นรัฐบาลก็จะทำอีกแบบหนึ่งที่ดีกว่า ซึ่งตัวอย่างก็หลายเรื่อง เช่น การติดตามเรื่องพลังงาน เราก็มีข้อเสนอเยอะที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเราก็พิสูจน์ให้เห็นตอนเป็นรัฐบาล หรือแม้แต่การประกันพืชผลการเกษตร ซึ่งเราประกาศไว้ตั้งแต่แรกว่า ถ้าเราเป็นจะทำได้ดีกว่าการทำเรื่องรับจำนำของรัฐบาลเก่า"
อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่า ครม.เงา จะสามารถตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง เพราะกลไกนี้ไม่เหมือนกับครม.เงาในต่างประเทศเสียทีเดียวนัก เนื่องจากเป็นเพียงกลไกภายในพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า หลังมีการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านแล้ว ผู้นำฯ ก็สามารถตั้ง ครม.เงาได้ โดยดึงบุคคลที่เป็น ส.ส. สมาชิกสภาสูง หรือบุคคลฝ่ายนอกมาร่วมงานก็ได้ เพราะฉะนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้ว่ากลไกนี้มีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยเฉพาะการแสวงหาข้อมูลที่ใช้ในการตรวจสอบ
"ต้องยอมรับว่าแต่ละกลไกก็มีข้อดีข้อเสีย อย่างกลไกกรรมาธิการต่อไปในอนาคตจะมีอำนาจในการเรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถจะเรียกข้อมูลของรัฐมาประกอบการพิจารณาได้ แต่สำหรับ ครม.เงา นั้นไม่มีอำนาจอะไรที่จะทำแบบนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำงานหนักมากขึ้นในการจัดเตรียมข้อมูลเอง เสาะแสวงหาข้อมูลด้วยตนเอง"
เป็นเกมการเมืองแต่ไม่ใช่เรื่องน้ำเน่า
แม้จุดมุ่งหมายโดยตรงของรัฐมนตรีเงาคือการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งนัยทางการเมืองอื่นๆ ดังเช่นที่เลขาธิการครม.เงาได้กล่าวไว้ถึงโอกาสที่จะได้เป็นพรรคทางเลือกที่จะนำเสนอนโยบายแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดข้อเปรียบเทียบได้ ซึ่งสามารถสื่อสะท้อนได้ถึงเกมการเมืองของประเทศ
เรื่องนี้ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยก็แสดงความเห็นว่า ครม.เงานั้นย่อมเป็นผลผลิตที่มาจากเกมการเมือง เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นการเมืองแล้ว ก็ย่อมเกี่ยวข้องกันทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นผลผลิตที่ไม่ดีเสมอไปตราบใดที่ไม่ขัดกับหลักกฎหมาย ซึ่งในกรณีครม.เงานี้ ก็นับเป็นผลผลิตที่น่าสนับสนุนเพราะเป็นการช่วยกันตรวจสอบและศึกษาการทำงานของรัฐบาล
“ถ้ามันเป็นเรื่องของการเมืองมันมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองบ้าง มันก็เกี่ยวกันทั้งนั้นแหละ อย่ามองการเมืองเป็นเรื่องน่าสงสัยเลย และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของร้ายเสมอไป ทีนี้ต่อไปเราก็มาดูว่าเรื่องต่างๆ เหล่านี้มันผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้ามันไม่ผิดก็ทำได้ กรณีครม.เงา เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นประเด็นๆ ไปมีผู้ดูแลโดยตรง ผมว่า เอาเข้าจริงพรรคที่เป็นรัฐบาลก็น่าที่จะตั้งครม.เงาของตัวเองขึ้นมาด้วยนะ เพื่อศึกษาในประเด็นนั้นๆ ทั้งนี้เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่อง อาจจะมีคนอีกคนที่มีความรู้พร้อมที่จะเป็นรัฐมนตรีได้ทันทีได้ด้วยซ้ำ”
ในประเด็นนี้ ผศ.ดร.วิบูลย์พงศ์ เสริมไว้สอดคล้องกันว่าการเป็นครม.เงา นอกจากจะได้ทำหน้าที่ในการตรวจสอบดูแลการทำงานแทนประชาชนแล้ว ยังสามารถแสดงให้ประชาชนเห็นได้ด้วยว่าพรรคตนนั้นได้มีการติดตามดูแลการทำงานหรือนโยบายนั้นๆ มาตลอดทาง รวมทั้งทำให้ตนเองเห็นข้อดีและช่องโหว่ในนโยบายดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลดีต่อการเลือกตั้งในวันข้างหน้า
“อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อจะได้ให้เห็นไว้ว่าการทำงานเป็นยังไง เผื่อว่ามีการเลือกตั้งคราวหน้า จะได้เอาตรงนั้นมาใช้ได้ ว่าได้ดูแลอยู่และเห็นด้วยว่าที่ทำมาดีตรงไหนไม่ดีตรงไหนยังไง”
เช่นเดียวกับคอการเมืองอย่าง ชินพงศ์ เรืองบุญมา ผู้สื่อข่าวสยามอินเตอร์ มัลติมีเดีย ซึ่งมองว่าการตั้ง ครม.เงาน่าจะเป็นเรื่องถนัดของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งยังแสดงถึงการเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพของพรรค ซึ่งการประกบควบรัฐบาลครั้งนี้น่าจะส่งผลต่อการทำงานบ้างไม่มากก็น้อย
“ครม.เงาในประเทศเรามันจะมีเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์นี่แหละ เป็นโหมดถนัดเขาที่แสดงออกถึงการเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพ ถ้าถามว่าเห็นด้วยไหม ผมมองว่าเป็นสิทธิของเขาที่ตั้งขึ้นมา เหมือนกับว่ารับเล่นบทฝ่ายค้านปุ๊บ ถ้าคุณตรวจสอบเขาอย่างเดียวมันไม่มีจุดเด่นไง แต่การตั้ง ครม.เงา มันดูเหมือนว่าเอาจริงเอาจังนะ คือมันก็น่าจะส่งผลต่อการทำงานของรัฐบาลบ้างละ เพราะเล่นตั้งรัฐมนตรีมาประกบเลย อาจจะมีผลเรื่องนโยบาย หรือการจัดสรรงบประมาณ ถ้าเกาะติดขนาดนี้ ก็น่าจะตรวจสอบถึงลูกถึงคนเลยแหละ”
อย่างไรก็ตาม ทั้ง ศ.ดร.ลิขิต และ ผศ.ดร.วิบูลย์พงศ์ ก็กล่าวตรงกันว่าหน้าที่รับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีเงาคือการประกบคู่ดูการทำงานของรัฐมนตรีตัวจริงกันรายตัว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฝ่ายตรวจสอบที่เป็นหูเป็นตาแทนประชาชน ส่วนเรื่องอื่นๆ จุดประสงค์อื่นๆ นั้นไม่ใช่สาระหลักในหน้าที่การทำงานของคณะรัฐมนตรีเงา
..........
หากจะบอกว่า การมีคณะรัฐมนตรีเงาถือเป็นอีกก้าวย่างที่ดีของระบบการเมือง เพราะนี่คือการเพิ่มระบบตัวแทนในการตรวจสอบดูแลรัฐบาล ให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาเรื่องเหล่านี้ได้จางหายไปจากสังคมมานานมาก โดยเฉพาะในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำฝ่ายค้าน
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว การเมืองก็คงจะเป็นการเมืองอยู่ในวันยันค่ำ โดยเฉพาะกับการเมืองไทย ดังเช่นคำถามหนึ่งที่ได้เอ่ยถาม เลขาธิการ ครม.เงาว่า หากฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้วจะตั้งบุคคลในครม.เงาเหล่านี้เป็นคณะรัฐมนตรีตัวจริงหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบเรื่องนี้ว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า ครม.เงานั้นมีหน้าที่ในการตรวจสอบเป็นหลัก แต่บุคลากรบางคนก็ถนัดในเรื่องการตรวจสอบไม่ถนัดงานด้านบริหาร แต่บางคนก็ถนัดเรื่องการบริหาร ไม่ถนัดการตรวจสอบ ก็ไม่จำเป็นต้องมาเป็นรัฐมนตรีเงา เพราะฉะนั้นเรื่องรัฐมนตรีเงากับรัฐมนตรีตัวจริง (ในอนาคต) จึงถือว่าเป็นคนละเรื่องกัน
….และนี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งกระมังว่า ทำไมหลายคนจึงอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า ทำไม ครม.เงา ของหลายๆ ประเทศ ถึงมักจะหน้าตาดีกว่า ครม.ตัวจริง.
>>>>>>>>>>>
………..
เรื่อง : ทีม CLICK
ภาพ : ธนารักษ์ คุณทน


