ถึงเวลาข้าวยากหมากแพงทีไร รัฐบาลก็ส่ง 'ฮีโร่ธงฟ้า' มาโปรดเสียทุกที
หากจะบอกว่า โครงการธงฟ้าราคาประหยัด นั้นเปรียบเสมือนโครงการสามัญประจำบ้านของรัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยก็คงจะไม่ผิด เพราะทุกครั้งที่เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลก็มักจะเข็นโครงการนี้ออกมา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่กลางปี 2540 ในยุคที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ถือเป็นนโยบาย 'ลด-ลด-ลด' ที่ 'ปล่อยของ' อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าอะไรจะแพงจนสุดโต่งรัฐบาลที่ก็จับปักธงฟ้าแล้วนำมาขายราคาถูกยั่วใจประชาชน แต่ก็มิวายฉุกคิดว่า สินค้าที่นำมาลดราคานั้นส่วนหนึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชนเองหรือไม่?
ทว่าโครงการธงฟ้ารุ่นบุกเบิกกลับรุ่งริ่ง แต่ก็มิวายดันโครงการใหม่ๆ ออกมา ข้อสังเกตอย่างหนึ่งในการยืนหยัดของธงฟ้าคงเป็นเรื่องการสร้างเครือข่ายไปทั่วประเทศ เริ่มต้นจากกลุ่มผู้ค้ารายย่อย กลุ่มผู้บริโภค ฯลฯ ล่าสุดก็ลุยเข้าสู่ภาคธุรกิจเอกชน โดยมอบหมายให้เป็น 'อาสาธงฟ้า' คอยสอดส่องดูแลสินค้าและบริการที่ไม่เป็นธรรมเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคด้วยภาพฝันของกรมการค้าภายใน สังกัดกระทรวงพาณิชย์ ที่จะสร้างอาสาต้นแบบในปีนี้รวม 750คน (จังหวัดละ 10 คน) และหวังไว้ว่า ปีหน้าจะขยายอาสาธงฟ้าจะเพิ่มเป็น 75,000 คน
แรกเริ่ม ‘ธงฟ้า’
เริ่มแรกของโครงการธงฟ้าราคาประหยัดนั้น กรมการค้าภายในได้แบ่งสินค้าที่จะจำหน่ายออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน นั่นคือสินค้าอุปโภค-บริโภค ทั้งข้าวของเครื่องใช้ พร้อมเข้าไปดำเนินโครงการร่วมกับร้านค้า รวมถึงการจัดร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยมีจุดสังเกตง่ายๆ คือ ธงสีฟ้าที่โบกไสวซึ่งปักอยู่ตามจุดต่างๆ ของร้าน เพื่อรับประกันความถูกจริงของร้านนั้นๆ
ส่วนอีกประเภทก็คือ อาหารสำเร็จรูป ซึ่งถือว่าโดนใจสุดๆ ในฐานะปัจจัยชีวิตหมายเลข 1 ซึ่งในตอนนั้นกระทรวงพาณิชย์ได้บุกเข้าไปทำโครงการทั้งร้านอาหารสำเร็จรูป ศูนย์อาหาร ร้านอาหารในสถานศึกษา และสถานที่ราชการ รวมไปถึงหาบเร่แผงลอย รถเข็น ซึ่งมีการติดธงฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของราคาประหยัดเช่นเดียวกับสินค้าประเภทแรก เรียกว่า ร้านธงฟ้า โดยราคาสินค้าที่จำหน่ายนั้นก็ตกอยู่ที่ 10-20 บาท ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของอาหารว่ามีอะไรบ้าง
ขณะเดียวกันก็มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ผ่านทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต รวมทั้งการนำสื่อมวลชนออกตรวจสถานการณ์ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งผลที่ออกมาก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะมีเสียงตอบรับจากประชาชนและร้านค้าต่างๆ ค่อนข้างดี
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะมีลักษณะทำๆ หายๆ ขึ้นอยู่กับสภาพสังคมช่วงนั้นและนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดว่าเป็นอย่างไร
ลมเพ...ลมพัด ธงฟ้ามาอีกแล้ว
ที่ผ่านมาโครงการธงฟ้าฯ เป็นนโยบายที่ถูกถอดเข้าถอดออกตามคณะรัฐบาลแต่ละสมัย แต่ก็ยังไม่วายพบจุดบอดในลักษณะเดิมๆ ด้าน รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้ทรงภูมิทางด้านเศรษฐศาสตร์ แสดงทัศนะว่า โครงการดังกล่าวเป็นวิธีการช่วยลดแรงกดดันเกี่ยวกับราคาสินค้าให้ประชาชน ได้มีสินค้าบางอย่างบริโภคในราคาที่ต่ำในสภาพการณ์ที่สินค้าราคาสูงขึ้น
แต่ในเรื่องจุดบอดก็ยังแก้ไม่ตกเสียที ทั้งเรื่องการเข้าถึงของประชาชนที่มีการกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และหัวเมือวใหญ่ๆ ตามภาคต่างๆ ต่อมาเรื่องของตัวสินค้ายังเป็นไปตามข้อเสนอของตัวผู้ผลิตสินค้าที่ได้เข้าร่วมกับโครงการ ซึ่งบังเอิญเป็นชุดสินค้าที่สามารถลดราคาได้ และสุดท้ายยังขาดความครบวงจรที่จะช่วยให้ค่าใช้จ่ายลดลง อย่างเช่นสินค้าที่นำมาลดราคาในแต่ละช่วงก็ไม่ได้เป็นที่ต้องการแก่คนทุกกลุ่มเสมอไป
หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็มีโครงการลักษณะคล้ายคลึงกันที่ออกมาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างโครงการ ‘สินไทย’ แต่ด้วยการประสานงานนั้นมีความยุ่งยากและเพิ่มต้นทุนแก่ผู้ผลิตจึงต้องยุติลง
“เมื่อก่อนจะมีโครงการสินไทย ของบุญชู โรจนเสถียร สมัยเป็นรองนายกรัฐมนตรี ที่ได้ทำการตกลงกับผู้ผลิตว่า ลดราคาสินค้าลง โดยการตัดแบรนด์ ตัดบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามออกไป ลดต้นทุนด้านดีไซน์ ก็มีการทำในต่างประเทศกันเยอะเหมือนกัน เพราะว่าต้นทุนส่วนหนึ่งนั้นมาจากการโฆษณา เสียไปเพราะว่าตราข้างกระป๋องที่แพง ก็ตกลงกันว่าใน 100 เปอร์เซ็นต์ที่คุณผลิต รัฐขอสัก 1-5 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นสินค้าสินไทย ลักษณะเป็นกระดาษสีขาวติดไว้แค่บอกให้รู้อะไรอยู่ข้างในและก็บอกว่าอยู่ภายใต่โครงการอะไร”
รศ.ดร.วรากร ตั้งข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าสิ่งที่ทำให้โครงการธงฟ้าฯ ดำเนินมาได้คงเป็นเรื่องความสมัครใจของภาคธุรกิจ และรัฐก็ไม่ต้องเสียเงินอุดหนุนจำนวนมาก เพราะเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตกับกระทรวงพาณิชย์
“ในอดีตสินไทยไม่ประสบความสำเร็จเพราะว่าไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ผลิตบางรายนั้นขาดทุน เพราะว่าต้องนำสินค้าบ้างส่วนมาแยกขายกับสินไทย แบ่งเปอร์เซ็นต์บางส่วนให้แก่โครงการไป มันก็มีต้นทุนในเรื่องของการปรับเครื่องจักรให้ติดตราสินไทย บางทีมันก็ทำให้สินค้าของผู้ผลิตเองขายไมได้ แต่ธงฟ้านั้นเป็นเรื่องของทางภาครัฐทำเองโดยได้รับความร่วมมือโดยสมัครใจของผู้ผลิตที่เข้ามาร่วม”
เมื่อครั้ง 'ธงฟ้า' สะบัด
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้โครงการธงฟ้าอยู่เคียงคู่รัฐบาล คงเป็นเรื่องของการสร้างเครือข่าย ทั้ง ร้านค้าธงฟ้า, ร้านมิตรธงฟ้า, สายด่วนแม่บ้านธงฟ้า 1569, อาสา..ธงฟ้า ฯลฯ เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือสิทธิประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ จากแม่งานใหญ่อย่างกระทรวงพาณิชย์
ล่าสุดที่พยายามโปรโมตและผลักดันในยามที่สินค้าขึ้นทุกหัวระแหง ข้าวยากหมากแพงจนคนไทยน้ำตาไหล ก็คือ ‘อาสาธงฟ้า’ ที่คอยเป็นหูเป็นตาตรวจสอบสินค้าที่ขายเกินราคาเอาเปรียบผู้บริโภค สมพงษ์ พาณิชย์สุโข ประธานเครือข่ายโอท็อป จังหวัดตราด และแม่บ้านอาสาธงฟ้า 1569 เล่าถึงที่มาของการเป็นแม่บ้านอาสาฯ ว่า บังเอิญเดินไปเจอร้านขายของแห่งหนึ่งที่มีป้ายราคาสินค้าไม่ตรงกับราคาขาย จึงเข้าไปปรึกษาทางกรมการค้าภายในจังหวัดและเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายอย่างเต็มตัว
สำหรับหน้าที่ส่วนใหญ่ของแม่บ้านอาสาธงฟ้า 1569 คือช่วยเหลือสังคม รวมถึงเป็นหูเป็นตาให้กระทรวงพาณิชย์ เมื่อพบสินค้าที่ขายราคาไม่ตรงตามป้ายก็แจ้งไปที่ 1569
“ทำอะไรที่ออกหน้าเยอะคนก็ไม่ชอบ เราก็ไปแอบดู เขาก็ไม่ชอบ เราก็แค่อยากให้เขาแก้ไข ไม่ได้จะเอาผิดเขา แค่ให้เขาแก้ไขให้ถูกต้องก็พอแล้ว เราไม่มีบัตรแสดงตัว เราก็ทำงานยาก หลังๆ การให้ตรวจราคาสินค้าก็ยกเลิกไป ตอนนี้ทำเพียงเผยแพร่ข่าวสารให้แทน อย่างตอนนี้มีเรื่องไข่ไก่ขึ้นราคา เราก็เอาไปให้คนในชุมชนอ่าน”
เจ้าของร้านข้าวแกงธงฟ้าหน้าเซเว่นอีเลฟเว่นแห่งหนึ่งใจกลางกรุง บุญธรรม สิทธิไพร เล่าให้ฟังถึงความเป็นมาของร้านข้าวแกงธงฟ้าของเธอว่า เปิดร้านมา 4 ปีแล้ว และตรึงราคาถูกเพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคตลอดมา
“ตอนแรกไปสมัครกับกรมการค้าภายใน ตอนเข้าไปก็เสียค่ารถเข็นไป 12,000 บาท แล้วก็ไปหาที่ลง ก็ขายอาหารในราคาที่เขากำหนด ทีแรกก็เริ่มที่ 10 บาท แต่ต่อมาก็ไม่ไหวก็ขอเขาขึ้นเป็นอย่างต่ำ 15 บาท ซึ่งลูกค้าของเราก็โอเค เพราะเดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็แพง แต่กับเด็กนักเรียนเราก็ขาย 10 บาทอยู่”
ซึ่งบุญธรรมยังกล่าวต่อไปอีกว่า การเปิดร้านธงฟ้านั้น เน้นที่อาหารคุณภาพใช้ได้ ราคาถูกและมีปริมาณที่เหมาะสมกับราคา ซึ่งการเป็นร้านข้าวแกงธงฟ้าก็จะได้รับการช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์จากรัฐเป็นครั้งคราว
“ส่วนเรื่องรายได้ก็พอไหวนะ ไม่ถือว่ามากมายอะไร แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ คือเราขายถูกกำไรไม่มากแต่ก็อาศัยว่าได้ขายเยอะแทน”
ส่วนในมุมผู้บริโภคอย่างวรัญญา พรหมรักษ์ พนักงานร้านโทรศัพท์มือถือ เปิดเผยว่าตนเคยใช้บริการร้านอาหารธงฟ้าเพราะราคาถูก เป็นที่ยอมรับจากการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ที่ทำให้เกิดความคุ้นชินแก่คนทั่วไป
“หากต้องการความเร่งด่วนและประหยัดก็ใช้บริการ อย่างข้าวแกงจาน 25 บาท ซึ่งเดี๋ยวนี้หายากในกรุงเทพฯ การมีธงฟ้าใจกลางเมืองแล้วจาน 25 บาทก็ถือว่าดีนะ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าสินค้าธงฟ้าน้อยเพราะจุดให้บริการไม่ค่อยจะมี และการประชาสัมพันธ์ก็ลดน้อยลงจากตอนแรกที่จะมีโฆษณาและประชาสัมพันธ์มากกว่าตอนนี้”
..........
เอาเข้าจริงๆ คงไม่มีใครหยุดปรากฏการณ์ราคาที่เกิดกับสินค้าได้ตลอด คงไม่มีรัฐบาลไหนนำเงินมาชดเชยราคาสินค้าที่สูงขึ้นได้ตลอดไปเช่นกัน แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นทางออกของประเทศคือทำอย่างไรให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น แม้สังคมในอุดมคติของกรมการค้าภายในจะเพิ่มอัตราสมาชิกของอาสาสมัครในการตรวจสอบราคาได้อย่างที่หวังไว้จริง แต่จะมีประโยชน์อะไรหากรายได้ชาวไทยยังย่ำอยู่กับที่
>>>>>>>>>>
……….
เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
ภาพ : ทีมภาพ CLICK


