xs
xsm
sm
md
lg

2 ปีทีวีไทย ก้าวไกลแค่ไหน?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ย้อนไปเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 วงการโทรทัศน์ได้มีโอกาสต้อนรับการถือกำเนิดของสถานีโทรทัศน์น้องใหม่ ซึ่งมีสโลแกนว่าเป็นทีวีสาธารณะแห่งแรกของเมืองไทย นามว่า 'ไทยพีบีเอส' หรือ 'ทีวีไทย'

หากจำกันได้ ในช่วงนั้นมีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากภาคส่วนต่างๆ ของสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องทำไมต้องมี เพราะอย่างที่ทุกคนทราบ การเกิดครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฟรีๆ แต่มาพร้อมกับการหายไปของสถานีโทรทัศน์อีกช่องหนึ่ง

และที่สำคัญ งบประมาณที่นำมาใช้หมุนเวียนในสถานีปีละเกือบ 2,000 ล้านบาท ก็ยังเป็นเงินภาษีจากประชาชนอีกด้วย แม้ว่าเงินที่ได้มานั้นจะเป็นเงินภาษีบาปจากอบายมุขอย่างเหล้าและบุหรี่ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้หลายคนเฝ้ามองสถานีนี้อย่างใกล้ชิด หลายคนฝันไปไกลว่าทีวีไทยจะกลายเป็นความหวังใหม่ของเมืองไทยที่จะมีสื่อที่มีคุณภาพกับเขาบ้าง หลังจากตกอยู่ภายใต้สถานการณ์อันเลวร้ายทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสื่อมวลชนมาอย่างยาวนาน

และที่สำคัญนี่คือปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ของวงการโทรทัศน์ที่หลายคนมองว่าควรจะมีแบบนี้นานแล้ว เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างก็มีโทรทัศน์สาธารณะกันทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่เฝ้ามองแบบจับผิด เพราะเชื่อว่าถึงเจตนารมณ์จะดีสักแค่ไหน แต่ที่มาที่ไปนั้นดูจะไม่ปกติ อยู่ท่ามกลางสถานการณ์พิเศษ ช่วงที่มีรัฐบาลภายใต้การแต่งตั้งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

ช่วงเวลา 2 ปีของทีวีไทยผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลายๆ อย่างเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่มีแต่รายการสารคดีของบีบีซี ก็ถือว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่อย่างน้อยๆ ก็เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ว่ามิติใหม่ที่ว่านั้นจะสมกับการรอคอยสักแค่ไหน และที่สำคัญเงินกว่าพันล้านบาทที่ทุ่มลงไปนั้น สุดท้ายแล้วจะกลับคืนมาสู่ประชาชนสักเท่าใด

ประเมินผลงานของความคาดหวัง

เทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) กล่าวยอมรับว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี มีหลายสิ่งที่ไม่ตรงตามคาดหวัง และมีอีกหลายเรื่องที่ต้องปรับปรุง แต่โดยส่วนตัวแล้วก็ค่อนข้างพอใจในระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยๆ ก็มั่นใจว่าทีวีไทยนั้นเดินมาถูกทิศทางแล้ว

“ผมมองว่าระยะเวลา 2 ปีนั้นถือว่าไม่ยาวเลย แต่คิดว่าผลงานที่ปรากฏผ่านทางหน้าจอมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างรายการข่าว เราสามารถเสนอประเด็นที่แตกต่างไปจากกระแสข่าวรายวัน และข่าวที่เน้นในประเด็นของสังคม หรือการวิเคราะห์เชิงลึกเราก็ทำได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายการอื่นๆ อย่างรายการสาระประโยชน์ เราก็มีรายการที่ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ภายในสังคมในรูปแบบสารคดีต่างๆ มากขึ้น ส่วนด้านบันเทิง เราก็เตรียมไว้มากขึ้น โดยเฉพาะละคร ไม่เพียงแค่นั้นเรายังลงไปพูดคุยกับกลุ่มสภาผู้ชมฯ และเครือข่ายเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะที่จะนำมาปรับใช้ในรายการของเราด้วย

“ทุกวันนี้ผมก็คิดว่า 2 ปี เป็นช่วงเวลาของการปูทางเพื่อตอบโจทย์ของความเป็นสื่อสาธารณะให้มากขึ้น ซึ่งในปีที่ 3 อะไรๆ หลายอย่างก็คงจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น”

ส่วน ผศ.เมธา เสรีธนาวงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าแม้ 2 ปีจะยังไม่เห็นปรากฏการณ์อะไรมาก แต่อย่างๆ น้อยก็สัมผัสได้ถึงความพยายามของการเสนอตัวเป็นทางเลือก ซึ่งหากถามว่ารายการในทีวีไทย โดดเด่นไหม สำหรับเขามองว่าโดดเด่นมาก จนอาจจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าทีวีไทยกำลังจะกลายเป็นทีวีของประชาชน เพราะที่นี่ถือเป็นสนามของคนทุกภาคส่วน แม้แต่คนเล็กคนน้อย หรือคนต่างชาติพันธุ์ก็ออกช่องนี้ได้ และหากดูรายการที่นำเสนอ ทุกคนก็สามารถรับชมได้

“ผมมองว่าที่ผ่านสื่อโทรทัศน์กลายเป็นสิ่งที่มอมเมาประชาชนมากๆ ไม่ว่าจะเป็นละคร เกมโชว์ โฆษณาแทบทุกวินาทีเลยที่ปรากฏแบบเต็มๆ หรือโลโก้ ผมว่ามันเป็นการเอาเปรียบคนดูมากๆ อย่างรายการท่องเที่ยว ทุกวันนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นรายการขายทัวร์ได้แล้ว หรือแม้แต่รายการข่าวเอง ถามว่าข่าวในช่องไหนที่ไม่ได้เอาหนังสือพิมพ์มาเปิดอ่าน คือในความเป็นรายการข่าว มันไม่ได้ทำให้คนดูเกิดความเข้าใจในการเมืองมากขึ้น ดูข่าวแล้วยิ่งเกลียดการเมือง ซึ่งส่งผลให้คนในสังคมไม่ได้เติบโตทางความคิดเลย

“แต่จากการที่ดูรายการในทีวีไทย ผมเห็นว่าเขาพยายามสร้างความรอบด้านในข่าวให้เกิดขึ้นมา แม้ว่าจะดูน่าเบื่อไปบ้าง ซึ่งก็ต้องให้เวลาเขาปรับตัว หรือแม้แต่เรื่องละครก็เหมือนกัน สังเกตได้เลยว่าเราไม่สามารถตำหนิละครของช่องนี้เลย เพราะที่นี่เน้นคุณภาพ แต่ถ้าจะให้ไปแข่งกับช่อง 3 หรือช่อง 7 ซึ่งทำละครตั้งแต่แรกก็คงสู้ไม่ได้”

ขณะที่ กิตติชัย ใสสะอาด ในฐานะประธานสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการทีวีไทย กลับมองในมุมที่แตกต่างว่า บทบาทของทีวีไทยยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าใดนัก เพราะหากสังเกตจากรายการข่าวสารนั้น ทีวีไทยยังผลิตเนื้อหาสู้ช่องอื่นไม่ได้ ขาดความโดดเด่น และไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ส่วนรายการในส่วนของประชาชน แม้จะมีแต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยอยู่

“ผมมองว่า 2 ปีนี้มันก็เหมือนกับการสร้างฐานเจดีย์ พยายามสร้างฐานให้ประชาชนมีความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ แต่ถามว่าที่ผ่านมา ทีวีไทยเป็นที่พึ่งของประชาชนเวลาเกิดสถานการณ์อะไรๆ ได้จริงหรือเปล่า ผมยังไม่เห็น ถ้าให้คะแนน ก็คงแค่พอผ่านเท่านั้น”

เช่นเดียวกันกับ อดีตบรรณาธิการข่าวของทีวีไทย ธีรัตน์ รัตนเสวี ที่มองว่าปัญหาใหญ่สุดที่ทำให้ทีวีไทยยังไม่อยู่จิตใจของผู้ชมได้ก็คือ รูปแบบการนำเสนอ ที่ไม่เตะตาประชาชน แม้เนื้อหาข่าวจะดี แต่องค์ประกอบทั้งหมดกลับไม่ช่วยส่งเสริมให้รายการน่าสนใจไปได้ สังเกตได้จากผลสะท้อนทางเรตติ้งที่ออกมาต่ำลงเรื่อยๆ

“เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพแต่น่าสนใจมันยาก ถึงตอนนี้เราจะมีธีมของเราที่ชัดเจน แต่ถ้าไปดูหน้าจอมันกลับขาดสีสัน ไม่ดึงดูด ที่สำคัญคนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเป็นเจ้าของอยู่ แม้ทางช่องจะเปิดให้มีเวทีสาธารณะหรือข่าวพลเมือง แต่นั่นมันก็เป็นแค่กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

“ทุกวันนี้คนจำนวนมากยังไม่รู้จักทีวีไทย เวลาไปขอสัมภาษณ์ หลายคนที่มีตอบถามกลับว่าช่องไหน ซึ่งเราก็ต้องบอกว่าช่องไอทีวีเดิม หรือช่องเลข 6”

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นเรื่องความโดดเด่นนั้น เทพชัยยอมรับว่า ที่ผ่านมาก็พยายามจะนำเสนอให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น แต่โดยธรรมชาติของทีวีสาธารณะทั่วไปแล้ว ก็มักจะมีลักษณะอย่างนี้ทั้งนั้น และถ้าเทียบกับสมัยไอทีวียุคแรกๆ ที่เขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายข่าวด้วยแล้ว ข่าวยุคทีวีไทยนั้นดีกว่ามาก

“การทำข่าวหวือหวาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ไปจับประเด็นที่ชาวบ้านสนใจ หรือเรื่องอาชญากรรมมาพูด แต่ข่าวแบบทีวีไทยนั้นแม้ไม่หวือหวา แต่ก็มีความลึกและสามารถสะท้องปัญหาเชิงโครงสร้างได้มากกว่า ซึ่งเราก็คงไม่พยายามปรับให้มันหวือหวา แค่อาจจะใส่สีสันให้มากขึ้นกว่านี้”

สำรวจ ‘เครื่องใน’ ทีวีไทย

แน่นอน การเดินทางขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง คงไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทีวีไทยเองก็เช่นกันปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุด โดยเฉพาะองค์กรที่เพิ่งสร้างก็คงไม่พ้นเรื่อง วัฒนธรรมในองค์กร

เทพชัย กล่าวว่าต้องยอมรับว่าทีวีไทยนั้นเป็นทีวีที่มีต้นทุน ไม่ใช่โทรทัศน์ที่เริ่มจากศูนย์ แต่มีรากฐานจากไอทีวีเดิม โดยเฉพาะในส่วนของบุคลากร ซึ่งความท้าทายที่หนักที่สุดก็คือจะทำอย่างไรให้คนที่เข้าอยู่ปรับความคิดจากโทรทัศน์เชิงพาณิชย์ให้กลายเป็นสื่อสาธารณะให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาตลอด 2 ปีมานี้ก็พยายามทำออกมาตลอดและก็ได้ผลที่ดีขึ้น แม้ว่าบางครั้งจะมีพนักงานหลายๆ คนเลือกเดินออกไปก็ตาม
ในขณะที่ผู้ชมอย่าง ผศ.เมธา กล่าวว่าเรื่องบุคลากรก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของกลุ่มไอทีวีเดิมที่ยังคงมีกลิ่นอายอยู่มาก

“ผมมองว่าทุกวันนี้เรายังสัมผัสได้ถือว่าความซื่อสัตย์ในองค์กรเดิมภายในองค์กรใหม่อยู่มาก ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้โอกาสที่เขาจะเข้าใจในทีวีสาธารณะก็คงยาก เพราะมันจะมีการเปรียบเทียบตลอดเวลาในความรู้สึก เขาอาจจะรู้สึกว่าสมัยก่อนอาจจะนำเสนอเรื่องราวที่ถึงพริกถึงขิงได้มากกว่านี้ก็ได้”

แต่ในส่วนของธีรัตน์ ซึ่งเป็นคนไอทีวีเก่ากลับไม่มองอย่างนั้น โดยเขาเห็นว่านักข่าวส่วนใหญ่นั้นมีความพร้อมที่จะปรับตัวเข้าสู่ระบบใหม่อยู่แล้ว เพราะทุกคนต่างมีความเป็นมืออาชีพอยู่ในตัว

และที่สำคัญหากจะว่าไปแล้ว ด้วยความที่ทีวีไทยมีสภาพเป็นองค์กรของรัฐ ซึ่งเงินเดือนไม่ได้สูงอะไรมาก ยิ่งเมื่อเทียบกับสถานีช่องอื่นซึ่งหลายๆ ช่องก็พยายามทาบทามพนักงานที่นี้ให้ไปทำงานด้วย แต่หลายๆ คนก็ไม่ไป เพราะอยากทำงานที่นี่ ก็คงเป็นการสะท้อนได้เป็นอย่างดี พนักงานหลายๆ คนมีความตั้งใจจริงที่จะร่วมพัฒนาโทรทัศน์สาธารณะแห่งนี้

“พวกเรามองว่าทีวีก็คือสื่ออย่างหนึ่ง ดังนั้นทุกคนพร้อมปรับตัวอยู่แล้ว ผมว่าดีซะอีกที่เราไม่ถูกกดดัน เพราะสมัยที่เป็นทีวีเชิงพาณิชย์ มันก็ต้องมีการขายสินค้าอะไรเข้าไปด้วย แต่ตอนนี้เราแทบไม่ต้องขายสินค้าอะไรทั้งสิ้น ซึ่งมันง่ายต่อการที่เราทำ โดยเราไม่ต้องคิดมากเรื่องลูกค้าด้วยซ้ำ

“แต่ที่ลำบากที่เป็นข้อจำกัดก็คือกรอบจริยธรรม เพราะมันจะมีเรื่องโลโก้สินค้าที่ห้ามมี การนำเสนอมันต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะเรียนรู้ และอยู่ภายใต้กรอบจริยธรรมตรงนั้น”

ภาษีบาปในทีวีสาธารณะ

อีกเรื่องหนึ่งทีวีไทยที่ถูกจับตาดูเป็นพิเศษก็คืองบประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาทที่ถูกทุ่มลงไปเพื่อทำให้สถานีโทรทัศน์ช่องนี้เกิดขึ้นได้

ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชี้แจงว่า หากถามว่างบประมาณราวๆ 1,700 ล้านบาทต่อปีที่ได้เพียงพอไหม ก็คงตอบว่าพอในระยะนี้ เพราะหากมีการขยายงานไปในส่วนของวิทยุ หรือสื่อนิวมีเดียก็คงไม่ไหว ซึ่งตอนนี้ก็พยายามบริหารเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด โดยได้ทุ่มไปให้การผลิตเนื้อหา 700 ล้านบาท ส่วนที่เหลือก็เป็นค่าบริหาร ทั้งเรื่องย้ายตึกใหม่ ค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าพนักงาน

ขณะที่อดีตบรรณาธิการข่าวคนเดิม กล่าวในทิศทางตรงกันข้ามว่า ที่ผ่านมางบประมาณที่ได้ถือว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะผลิตรายการที่มีทั้งคุณภาพและน่าสนใจในเวลาเดียว

“คนที่อยู่ในองค์กรได้รับโจทย์ใหม่ก็คือ ต้องทำรายการคุณภาพ อย่างไรให้น่าสนใจภายใต้งบประมาณที่จำกัด เมื่อก่อนอยากถ่ายรายการสวยๆ ก็สามารถจ้างเครื่องบินแล้วเอาโฆษณาไปปัก แต่ตอนนี้กลายเป็นว่ามีเงินอยู่ 40,000 บาท ซึ่งมันไม่เพียงพอต่อการจะทำให้มันดูยิ่งใหญ่อลังการ หรือหวือหวาได้”

นอกจากนี้ยังได้ ยกกรณีของช่อง 11 ขึ้นมาว่า แม้มีข่าวว่าได้งบประมาณ 200 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะทุกวันนี้ ช่อง 11 ก็มีโฆษณาของบรรดาหน่วยราชการที่ส่วนใหญ่ก็จะกันงบเอาไว้ให้ ขณะที่ค่าตอบแทนของบุคลากรก็ใช้ของหน่วยงานต้นสังกัดคือ กรมประชาสัมพันธ์ ที่สำคัญรายการหลายๆ รายการที่อยู่ในผังนั้นก็ซื้อเวลาเพื่อออกอากาศ ซึ่งเรื่องเหล่านี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ในทีวีไทยอย่างแน่นอน

ไม่เพียงแค่นั้น ธีรัตน์ยังตั้งประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกว่า จริงๆ แล้วทีวีไทยควรจะเทงบทั้งหมดไปที่เรื่องการผลิตรายการเป็นหลัก เพราะงบประมาณ 500-600 ล้านบาทต่อปีได้ถูกกันเอาไว้สำหรับซื้อที่ดิน

“ผมว่าการที่เราอยู่อาคารชินวัตร 3 ต่อไปก็คงไม่เสียศักดิ์ศรีเท่าใดนัก จริงๆ น่าจะทำรายการให้น่าสนใจก่อนน่าจะดีก่อน แล้วค่อยย้ายก็ยังไม่สาย เพราะอย่าลืมว่าพอครบ 3 ปี รัฐบาลเรื่องงบประมาณของทีวีไทยได้ใหม่ ซึ่งถ้ามันเกิดไม่ดี แล้วเขาตัดงบลง อย่างนี้ไม่แย่เหรอ”

ส่วนประธานสภาผู้ชมฯ ก็มองเช่นเดียวกันว่าเงินแค่นี้คงจะน้อยไปที่จะนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน เพราะหากจะทำให้ทีวีไทยเป็นทีวีของประชาชนจริงๆ ก็ต้องมีศูนย์ข่าวอยู่ทุกจังหวัด เพื่อจะได้ไม่นำเสนอแต่ข่าวส่วนกลางหรือจังหวัดใหญ่ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถเป็นตัวแทนของคนทุกภาคส่วนได้ด้วย
“ทุกวันนี้คนให้ความสนใจกับเรื่องส่วนกลาง ผมถามว่าหากผมอยู่เชียงใหม่ผมจำเป็นต้องรู้ไหมว่าเกิดไฟไหม้ที่กรุงเทพฯ แล้วข่าวของสตูล สุราษฎร์ธานีล่ะอยู่นั้น ผมว่าที่ผ่านมาทีวีไทย ยังทำเรื่องนี้ไม่พอ แม้จะเป็นเพียงช่องเดียวที่นำเสนอข่าวอย่างนี้ก็ตาม”


ทีวีสาธารณะในฝัน

คราวนี้ก็มาถึงในส่วนของแนวทางการพัฒนาให้ทีวีไทย กลายเป็นทีวีสาธารณะอย่างแท้จริง และมีความน่าสนใจมากกว่านี้กันบ้าง อดีตพนักงานทีวีไทย กล่าวว่า เรื่องสำคัญที่สุดก็คือผู้บริหารเองไม่ควรจะมองโทรทัศน์เป็นเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน หรือมองว่าทีวีของตัวเองมีความยิ่งใหญ่ เพราะทุกวันนี้มีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งเคเบิลทีวี หรือทีวีอินเทอร์เน็ต ดังนั้นประชาชนจึงมีทางเลือกมากยิ่งขึ้น บางทีการให้ความสนใจเฉพาะเนื้อหาในหน้าจอเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ถูกต้องนัก แต่ต้องสามารถปรับตัวให้รับกลับกระแสโลกได้

เรื่องทุนก็เช่นกัน สื่อสาธารณะเองต้องไม่กลัวเรื่องทุน เพราะทุนคือสิ่งที่ทำให้สื่ออยู่ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นที่ต้องไปโปรโมตสินค้าเหล่านั้น และที่สำคัญอย่าพยายามติดความว่าสาธารณะจนลึกเกิน เพราะจริงๆ แล้วทีวีแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องวิชาการตลอดเวลา แค่มีสารประโยชน์และทำให้ทุกคนหันมาดูก็พอแล้ว

ขณะที่ ผศ.เมธากล่าวย้ำว่า ทีวีไทยต้องการความหลากหลายให้มากกว่านี้ เพราะรายการจำนวนมากเป็นสารคดี ซึ่งจับกระแสคนได้เพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

“ทีวีไทยยังไม่สามารถสร้างกระแสกับกลุ่มวัยรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อกระแสในสังคมได้สูง คือรายการทีวีสำหรับวัยรุ่นส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นฟุ้งเฟ้อ หรือมุ่งไปสู่ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ช่องทีวีไทยมันเป็นวัยรุ่นรักดี ทำให้ไม่ไปพูดถึงหรือฮือฮา ซึ่งเขาก็ต้องหาวิธีการปรับตัวต่อไป”

ส่วนตัวแทนผู้ชมกล่าวว่า คนที่ต้องปรับตัวมากที่สุดก็คือกลุ่มผู้ชมเองที่ต้องเข้าใจศักยภาพของตัวเองว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง ที่สำคัญเพื่อให้ทีวีไทยเป็นสถานีของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งสถานีและผู้บริหารพยายามเข้าถึงจิตใจของภาคพลเมืองให้มากกว่า และทางที่ดีก็ต้องพยายามสร้างนักข่าวพลเมือง หรือนักข่าวอาสาขึ้นมาให้มากๆ เพราะข่าวที่ออกมาจะสามารถเข้าถึงปัญหาจริงๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย
..........

ระยะเวลา 2 ปีอาจจะเป็นเวลาที่น้อยเกินไป สำหรับการพิสูจน์ผลงานได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะแม้แต่ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.ก็ยังกล่าวว่าคงต้องรออีกสัก 4-5 ปีถึงจะเห็นภาพชัดเจนกว่านี้

แต่ในฐานะของผู้ชมโทรทัศน์ก็คงไม่ใช่เรื่องผิดแน่นอน ที่จะต้องคอยเฝ้าดูโทรทัศน์แห่งนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงเพราะทีวีช่องนี้เกิดจากภาษีของประชาชนอย่างเดียวเท่านั้น แต่โทรทัศน์เป็นของสาธารณะ เป็นของทุกคน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยกันคิด ช่วยกันรณรงค์เพื่อให้โทรทัศน์ช่องนี้คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป และเป็นผู้ชี้นำสังคมไปในทิศทางที่ถูกต้องอีกด้วย

……….
เรื่อง : สุทธิโชค จรรยาอังกูร