ไม่รู้อะไรดลใจให้ เสี่ยตาล-สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จัดแคมเปญร้องเพลงชาติตอน 6 โมงเย็น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดของแต่ละจังหวัดเป็นคนนำ โดยจะจัดเรียงกันไปตามลำดับตัวอักษรจนถึงวันที่ 4 ธันวาคม เหตุผลคือเพื่อให้เกิดความรักชาติและสร้างความสามัคคีปรองดอง
เอ่อ...ท่านครับ อะไรทำให้ท่านเชื่อว่าการเกณฑ์คนไปร้องเพลงชาติแล้วจะทำให้คนคนหนึ่งเกิดความรู้สึกรักชาติขึ้นมาได้แบบกดปุ่ม
ความรู้สึกรักชาติหรือชาตินิยมไม่ใช่สิ่งเลวร้ายโดยตัวมันเองไปเสียทุกเมื่อ อย่างที่ผู้นิยามตัวเองว่า ‘ก้าวหน้า’ พยายามจะหยามเหยียด มันก็มีข้อดีข้อเสียในตัว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะหยิบฉวยมันมาใช้ในลักษณะใด แต่การจะสร้างความรู้สึกรักชาติด้วยวิธีตื้นเขิน แทนที่จะเกิดผลดี อาจจะกลายเป็นตลกการเมืองเอาง่ายๆ
ยิ่งวันเปิดงานก็ได้ยินเสียงบ่นจากข้าราชการว่า ไม่รู้จะทำให้เปลืองงบไปทำไมเป็นล้านบาท สภาพงานจึงดูกร่อยๆ และแยกย้ายหายตัวกันไปหลังจากเลิกงานโดยไม่เห็นความผูกพันใดๆ กับงานเหลือให้ชื่นใจ
ถ้าเป็นวัยรุ่นก็ต้องทำหน้าแอ๊บแบ๊วแล้วพูดว่า ‘กล้าทำเนอะ คิดได้ไง’
-1-
เมื่อความเป็นรัฐชาติเกิดขึ้น อาณาเขตสมมติถูกขีดแบ่งแผ่นดินแผ่นน้ำ เกิดเป็นความจำเป็นทางการเมืองที่จะต้องพยายามรวบรวมผู้คนโดยใช้เครื่องมือนามธรรมที่เรียกว่าความเป็นชาติ
ปัญหามีอยู่ว่าโลกแห่งความเป็นจริง กลุ่มคนต่างๆ ในพื้นที่หนึ่งๆ ต่างก็มีความหลากหลายด้านอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เลยไปถึงชาติพันธุ์ การพยายามย่อยสลายความหลากหลายให้เหลือแค่หนึ่งเดียว บ่อยครั้งจึงเป็นการเพาะบ่มปัญหามากกว่าแก้ปัญหา คงไม่ต้องดูอื่นไกล กรณีหะยีสุหลงที่หมักหมมเรื่อยมาถึงปัญหาภาคใต้ทุกวันนี้ สาเหตุหนึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องความพยายามยัดเยียดอัตลักษณ์ที่เป็นอื่นให้แก่คนในพื้นที่
การร้องเพลงชาติจึงไม่ใช่คำตอบว่าคนร้องจะรักชาติหรือว่าจะสร้างความรักในชาติได้
ผศ.เมธา เสรีธนาวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองนโยบายของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เป็นแนวคิดที่ตอกย้ำความเป็นชาติมากเกินไป จนละเลยองค์ประกอบอื่นของความเป็นชาติ เพราะหากจะว่ากันจริงๆ แล้ว คำว่าชาตินั้นไม่ได้มีเพียงแค่สัญลักษณ์แบบเพลงชาติ หรือธงชาติเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยหลายส่วนที่ประกอบกันขึ้นมา ทั้งชีวิต จิตวิญญาณ เลือดเนื้อ และความภาคภูมิใจรวมอยู่ด้วย
ที่ผ่านมา ประเทศไทยสืบทอความคิดแบบนี้มาตลอด อย่างนโยบายรัฐนิยมของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งพยายามปลูกฝังชาตินิยมให้คนภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ซึ่งหากจะว่ากันจริงๆ แล้ว เรื่องแบบนี้มันคงปลูกฝังกันไม่ได้หรอก
โดยเฉพาะถ้าให้ความสำคัญแต่เรื่องสัญลักษณ์อย่างนี้ และที่สำคัญการปลูกฝังอะไรมากๆ โอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จก็มีสูง เพราะคนที่ถูกปลูกฝังก็อาจจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านขึ้นมาก็ได้ เพราะสิ่งที่เขาได้รับไม่ได้เป็นความหมายในเนื้อแท้จริงๆ ของมัน ในทางกลับกัน หากมันประสบความสำเร็จ โอกาสที่เราจะได้คนที่รักชาติมากเกินไป จนกลายเป็นคลั่งชาติก็เป็นไปได้ พูดง่ายๆ คือแนวคิดแบบนี้มีโอกาสเสี่ยงมากที่จะส่งผลเสียสูงมาก ไม่ว่ามันจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม
-2-
บังเอิญว่าคนยุคนี้ไม่ได้ว่านอนสอนง่ายเหมือนสมัยจอมพล ป. เลี่ยงไม่ได้ที่จะมองโครงการนี้เป็นเรื่องตลกประจำวัน
ปอยปิติ อมตธรรม พนักงานบริษัทเอกชน มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่เชื่อว่าจะแก้ได้จริง
“เรามองว่ามันเหมือนการสร้างภาพของคนคิดมากกว่า เพราะถึงร้องไป มันคงไม่ซึมลึกไปถึงจิตใจคนหรอก และที่สำคัญมันยังแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาของคนคิดด้วยว่าคิดได้แค่นี้เหรอ จะเอางบประมาณไปทุ่มกับเรื่องนี้จริงๆ เหรอ คิดได้ไง ไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าทำ
“ทางที่ดีรัฐบาลควรเอางบประมาณตรงนี้ ทำอย่างอื่นดีกว่า อย่างไปสร้างเสถียรภาพของบ้านเมืองให้มันดีกว่านี้ ใครทำผิดกฎหมายก็ว่าไปตามผิด ต้องทำจริงจัง ไม่ใช่จะมารักชาติ โดยที่ทุกวันนี้บ้านเมืองเรามันคลุมเครือเหมือนเป็นฝุ่น แล้วคุณเอาอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ นี่คือการรักชาติ เรามาร้องเพลงกันเถอะ ตกลงให้เราลืมเรื่องเก่าๆ ใช่ไหม ให้เรามาสมานฉันท์ไม่ต้องสนใจอดีต มันไม่ถูกนะ คุณควรเอาเวลาไปจริงจังกับเรื่องมาตรการทางด้านกฎหมายดีกว่า ทุกอย่างมันจะจบเป็นเรื่องๆ ไม่คลุมเครือเหมือนที่เป็นอยู่”
สำหรับตัวเองแล้ว ไม่ได้มองว่าโครงการนี้ไม่ดี เพราะอย่างน้อยๆ มันก็สร้างจิตสำนึกได้ระดับหนึ่ง แต่ถึงจะทำก็ไม่ควรจะทำจริงจังขนาดนี้ มันดูไม่เข้าท่าเลย เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมองมุมลบกับโครงการนี้ อย่างน้อย นพฎล แพทย์ประเสริฐ หัวหน้าส่วนฝ่ายฝึกอบรมของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ก็มองว่าเป็นความคิดที่ดี
“ผมว่าเพลงชาติมันเป็นจุดเชื่อมมากกว่า ผมกลับคิดต่างออกไปว่าถ้าร้องเพราะโดนบังคับมันก็เท่านั้น ที่สำคัญเวลาร้องต้องรู้สึกรักชาติก่อนค่อยร้อง คือคนรู้สึกรักชาติร่วมกัน แล้วร้องเพลงชาติเพลงเดียวกัน
“แต่ยังไงก็เห็นด้วย ที่ว่าจะให้มีการร้องเพลงชาติตอน 6 โมงเย็น ติดที่ว่าจะร้องยังไง ทำไงจะพร้อมเพรียง ภาพมันจะออกมายังไง ผมยังมองไม่ออก”
เขามีความเห็นว่า เพลงชาติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความรู้สึกรักชาติเกิดขึ้นแล้ว
“ถามว่าการร้องเพลงชาติมันดีมั้ย ผมตอบได้เลยว่าดี แต่ถามว่ามันจะสร้างความรู้สึกรักชาติให้คนไทยได้มากแค่ไหนไม่มีใครตอบได้ เราเคยถูกปลูกฝังให้ร้องกันมาแต่เด็กๆ แต่ไม่ค่อยได้สำรวจตัวเองว่าร้องด้วยความเต็มใจหรือเปล่า ฉะนั้น ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่การสร้างความรู้สึกรักชาติให้เกิดขึ้นมากกว่า ส่วนการร้องเพลงชาติอาจจะพูดได้ว่า เป็นทางหนึ่งในการกระตุ้นให้คนรักชาติ
“แต่ถามว่าเป็นทางที่ดีที่สุดหรือยัง ผมว่ายังไม่ใช่ อย่างเช่นช่วงที่เศรษฐกิจแย่ๆ การที่เราร่วมใจกันประหยัดหรือออกมาอุดหนุนสินค้าไทย นั่นก็แสดงความรักชาติได้อย่างหนึ่ง ไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวกะเพลงชาติ”
-3-
ผศ.เมธา เสริมว่าก่อนหน้านี้ หลายคนเคยตั้งคำถามว่า จริงๆ แล้วความเป็นชาติไทยคืออะไร เชื่อไหมว่าไม่มีใครตอบได้ แน่นอน การร้องเพลงชาติได้ย่อมไม่ใช่คำตอบ ทุกวันนี้การสักแต่ร้องเพลงถือเป็นเรื่องปกติมากเลย
ที่ผ่านมามีน้อยมากเลยที่เราร้องเพลงชาติด้วยความภาคภูมิใจ ตรงนี้ ถึงเวลาต้องกลับมาพิจารณาได้แล้วว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คนในประเทศเราไม่ผูกพันกันหรือเปล่า เราไม่มีศูนย์รวมน้ำใจกันหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาสังคมพยายามกลืนอัตลักษณ์ของคนที่มีแตกต่าง จนทำให้ไม่มีพื้นที่ที่เป็นของตัวเองเลยหรือเปล่า
“ผมมองว่าทางออกหรือสิ่งที่รัฐบาลควรทำมากที่สุด คือการให้การศึกษาที่ถูกต้อง ว่าจริงๆ แล้วความเป็นชาติคืออะไรกันแน่ ที่ผ่านมา ผมก็ไม่แน่ใจว่าแนวคิดตรงนี้ได้รับความสนใจจากคนที่ดูแลเรื่องการศึกษาบ้างหรือเปล่า แต่หากไม่ ผมว่ามันถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่มทำกันอย่างจริงจัง”
และสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ นอกจากจะสอนให้รักและภาคภูมิใจในชาติแล้ว ยังต้องสอนให้ยอมรับความหลากหลายของผู้คนด้วย มิฉะนั้น ความรักแบบหน้ามืดอาจนำไปสู่ความคลั่งชาติที่เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
อีกทั้งการรักชาติก็มีได้หลายวิธี รัฐไม่ควรผูกขาดการรักชาติด้วยวิธีตื้นเขินในแบบของตัวเอง แล้วแปะป้ายว่าคนอื่นไม่รักชาติ อย่างนี้แทนที่จะรักกัน จะพานเกลียดกันซะมากกว่า
.....…..
ชาตินิยมเครื่องมือการเมือง
‘ชาตินิยม’ คืออุดมการณ์ที่สร้างและบำรุงรักษาชาติในลักษณะที่เป็นมโนทัศน์ แสดงอัตลักษณ์ของกลุ่มของมนุษย์
ที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบันหลายต่อหลายครั้งที่กระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นในสังคมไทย ด้วยเหตุผลทางการเมือง
สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เกิดกระแสชาตินิยมทั้งเรื่องวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ เช่น เปลี่ยนชื่อประเทศจาก ‘สยาม’ เป็น ‘ไทย’ ให้ชาวไทยพยายามใช้เครื่องอุปโภคบริโภคที่กำเนิดหรือทำขึ้นในประเทศไทย ให้ข้าราชการแต่งเครื่องแบบตามที่กำหนด ห้ามสวมกางเกงแพร ให้ทักทายกันโดยใช้คำว่า ‘สวัสดี’ การเคารพธงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงมหรสพ เป็นต้น ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ ‘รัฐนิยม’
ด้วยความเชื่อว่ารัฐนิยมจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นอารยประเทศและยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติตะวันตก และได้รับการพิสูจน์แล้วว่า...มันไม่เกี่ยวกันเลย แถมยังสร้างปัญหาตามมาอีกมากมาย
เรื่อยมาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัฐบาลจอมพล ป. พยายามปลุกเลือดรักชาติแบบเข้มข้น เพื่อทวงคืนดินแดนจากฝรั่งเศส ซึ่งแม้ว่าจะได้ดินแดนคืนมา แต่ก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เมื่อสงครามสงบและญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม ไทยก็ต้องคืนดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสตามเดิม
ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ประเทศไทยต้องต่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหารกับกัมพูชา เป็นอีกช่วงหนึ่งที่พลังชาตินิยมพีกสุด มีการรณรงค์ให้คนไทยร่วมบริจาคเงินคนละ 1 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และเมื่อผลออกมาว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา จึงไม่แปลกที่คนไทยในยุคนั้นจะเศร้าโศกเสียใจ และจอมพลสฤษดิ์ถึงกับหลั่งน้ำตา
ใกล้เข้ามาอีก เมื่อราวๆ 20 กว่าปีก่อน กระแสชาตินิยมที่ได้รับการกระตุ้นอย่างจริงจัง เมื่อเศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตในสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไทยต้องพึ่งพิงสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดการเสียดุลทางการค้าอย่างต่อเนื่อง นโยบายการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมของรัฐบาลไทยนั้นทำให้เงินลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น โตโยต้า โซนี่ อายิโนโมโต๊ะ จนเป็นที่เกรงกันว่าสังคมไทยจะโดนครอบงำทางด้านเศรษฐกิจจากญี่ปุ่น
กระแสสินค้าอุปโภคบริโภคของญี่ปุ่นที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนไทย ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นซึ่งนำโดยศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เช่น จัดสัปดาห์ไม่ซื้อสินค้าญี่ปุ่น, จัดพิธีเผาหุ่นพวกที่ร่วมมือกับนายทุนญี่ปุ่น และครั้งนั้นก็เกิดเพลงเมดอินไทยแลนด์ของวงคาราบาว ที่สามารถสร้างกระแสชาตินิยมให้เข้มข้นขึ้น
ไล่เลี่ยกันนั้น กระแสชาตินิยมถูกฮือขึ้นอีกครั้งไปทั่วสังคมเมื่อ 20 ปีก่อน ที่ประเทศไทยเรียกร้องเอาทับหลังนารายณ์คืนจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ เรื่องราวในครั้งนั้นทำให้คนไทยสมัยนั้นเริ่มเห็นคุณค่าของวัตถุโบราณมากขึ้น โดยกระแสชาตินิยมในครั้งนั้นมีบทเพลงของวงคาราบาวเป็นองค์ประกอบตัวหนึ่ง ที่มีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า "เราขอเอาคืน ของ ของเราเขาเอาไป เอาของเราไป ของคนไทยไปทำไม"
**********
เรื่อง : ทีมข่าว CLICK
ภาพ : ทึมภาพรายวัน


