แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีฝีมือคนหนึ่งในแวดวงดนตรี ทว่าด้วยบทบาทหน้าที่ของการทำงานแบบคนเบื้องหลังในฐานะของ "นักเรียบเรียง" นั่นเองที่ทำให้ชื่อของ "ต๋อย เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน" มิค่อยจะเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่โดยทั่วไปสักเท่าไหร่นัก
แต่ ณ วันนี้ ทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว
.................
หากถามถึงมือ "เรียบรียง" ที่ขึ้นชื่อของบ้านเรา นอกจากระดับเซียนทั้งหลาย อาทิ ป้อ ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์, อ.ดนู ฮันตระกูล หรือจะเป็นในสายป็อปร็อกอย่าง พูนศักดิ์ จตุระบูล(อ๊อฟ บิ๊กแอส) แล้ว เชื่อว่า "ต๋อย เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน" ก็คงจะเป็นอีกหนึ่งชื่อที่คนในวงการเดียวกันให้การยอมรับ ด้วยประสบการณ์ของการทำงานที่ผ่านมาแล้วอย่างโชกโชน
เป็นนักเรียบเรียงที่อยู่เบื้องหลังในความสำเร็จมีชื่อเสียงของศิลปินทั้งค่ายใหญ่ ค่ายเล็ก หรือแม้กระทั่งไม่มีค่ายหลายต่อหลายคน, งานโฆษณาหลายต่อหลายชิ้น และงานหนังอีกหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแกรมมี่ฯ, อาร์เอสฯ, ศิลปินกลุ่มเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา, กล้วยไทย, เจริญ, Instinct, Blue Bird, โฆษณา(ชุด)ไทยประกันชีวิต, เด็กหอ, บอดี้ศพ19, เดอะเลตเตอร์ เขียนเป็นส่งตาย ฯลฯ
หลังมีโอกาสได้ร่วมงานกับนักร้องชื่อดังของเอเชีย "เจย์ โชว์" ในการทำเพลงประกอบภาพยนตร์รักโรแมนติก "Secret : รักเรา กัลปาวสาน” ที่ศิลปินหนุ่มจากไต้หวันรับหน้าที่ทั้งแสดงและกำกับฯ ด้วยตนเองเป็นครั้งแรก นั่นเองที่ทำให้ใบหน้าซึ่งดูเข้มด้วยหนวดเคราของชายหนุ่มที่น้อยด้วยคำพูดแต่มากด้วยรอยยิ้มคนนี้เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น(โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาแฟนคลับของหนุ่มเจย์ฯ ทั้งหลาย)
แม้จะมิได้มีบทบาทของการเป็นคนเบื้องหน้าในฐานะเป็นนักร้อง - นักดนตรี ที่ยืนเด่นอยู่ในความสว่างท่ามกลางแสงไฟสาดส่องสร้างความสุขความเพลิดเพลินให้กับคนข้างล่างเวที ทว่าเรื่องราวในการทำงานของเขาที่แสงไฟสปอร์ตไลท์มิอาจจะส่องถึงก็มี "เรื่องราว" มีความ "น่าสนใจ" และมีความ "สำคัญ" ไม่แพ้กันเลยทีเดียว
..................
- จุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นนักเรียบเรียง
ก็คือตั้งแต่เด็กเลยที่บ้านมีวงดนตรีน่ะครับ เป็นวงที่เล่นรับจ้างตามงานอะไรอย่างนี้ แล้วก็มีโอกาสไปเรียนต่อเอกดนตรีที่จันทรเกษม แต่ว่าพอเรียนไปสักประมาณปี 1 เทอม 2 ก็มาทำงานที่บริษัทชื่อซีเนียร์ซาวด์ แต่ตอนนี้ย้ามมาเป็นซีเน ดิจิตอล ซาวด์ งานส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเกี่ยวกับประกอบโฆษณา
แต่ส่วนตัวก็จะมีพวกเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน พวกพี่ๆ ที่ทำงานอยู่ แกรมมี่ อาร์เอส ก็จะไปทำตรงนี้รับจ้างพวกงานอัลบั้มบ้าง ทำงานไปสักระยะหนึ่งพอมีตังค์เก็บก็เปิดค่ายเพลงของตัวเองแต่เป็นค่ายใต้ดิน ชื่อว่าแพนด้าเรคคอร์ด ก็จะมีเพลงหลุดโลก หนักกระโหลก
- ตอนนี้ยังอยู่ดีไหม?
ตอนนี้อยู่แบบกำลังจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ คือยังอยู่ครับ เพียงแต่ว่างานที่บริษัทมันเยอะผมก็ไม่มีเวลาไปทำตรงนั้น
- ช่วยอธิบายหน้าที่ของการเป้นนักเรียบเรียงให้ฟังหน่อย?
ยังไงดีล่ะครับ เหมือนการทำกับข้าว คนเรียบเรียงก็คือคนที่มองว่าจะใส่พริกกี่เม็ด จะใส่น้ำปลาเท่าไหร่ ไม่ใช่คนปรุงครับ เป็นเหมือนคนแค่คิดอะครับว่าจะใส่นี่เท่าไหร่ๆ แต่คนปรุงก็จะมีหน้าที่อีกที
คือทำงานเหมือนเอ่อ คนเรียบเรียงเขาก็สามารถปรุงได้ด้วยในระดับนึง แต่ถ้าจะปรุงให้อร่อยอีกทีนึงก็ต้องไปให้ซาวด์เอ็นจิเนียร์ เป็นคนมิกซ์ว่าเสียงกีต้าร์ควรจะดังแค่นี้ แต่ว่าคนที่คิดว่าจะใส่เสียงกีต้าร์ยังไงเนี่ยนั้นคือคนเรียบเรียง คนที่คิดว่าจะใส่ตรงนี้ ตรงนั้นจะให้ตีกลอง ตรงนี้ให้กลองหยุดนิดนึง ตรงนี้เบสเริ่มเข้ามานะ ตรงนี้คนร้อง เนี่ยคือคนเรียบเรียง เรียบเรียงว่าชิ้นไหนจะเข้ายังไง ส่วนคนมิกซ์ก็จะทำหน้าที่ต่อจากคนเรียบเรียงอีกทีนึง
-นักเรียบเรียงจำเป็นที่จะต้องเป็นคนที่เล่นดนตรีเป็นไหม?
ต้องค่อนข้างจะรู้หมดทุกชิ้นครับ แต่บางทีก็ไม่จำเป็นก็ได้ (หัวเราะ) คือสมมติว่าเราอย่างเพลงนี้เนี่ยเราอยากได้มือกีต้าร์ตัวนี้มาโซโล่ คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราต้องเล่นอะไรยังไง สมมติว่าเป็นมือกีต้าร์แจ๊ส เราไม่ถนัดแจ๊ส พอเราจ้างเขามาปุ๊บมันก็เหมือนเราได้ไอเดียบางสิ่งบางอย่างจากเขามาใส่ในงานเราด้วย คือเราไม่จำเป็นต้องเก่งแจ๊สเหมือนเขาก็ได้
-อย่างเพลงๆ หนึ่ง นักเรียบเรียงมีอยู่ในหัวทั้งเพลงเลยมั้ย หรือว่าต้องไปพร้อมๆ กับนักดนตรี?
มันแล้วแต่สไตล์การคิดของแต่ละคน คือมันจะมีบางกรณีอย่างเช่น มันเกิดขึ้นในห้องซ้อม มือกีต้าร์ก็ถือว่าเป็นคนเรียบเรียง มือเบสก็ถือว่าเป็นคนเรียบเรียง เหมือนเรามาแจมกันแล้วเกิดเป็นเพลงๆ นี้ขึ้นมา แต่ถ้าเราจะคิดคนเดียวมันก็เกิดจากเราคนเดียว ทำเป็นเดโม่กับคอมพิวเตอร์ขึ้นมาก่อน
-วิธีคิดงานดนตรีประกอบโฆษณากับงานอัลบั้มแตกต่างกันเยอะมั้ย?
จริงๆ มันมีเบสิกที่เหมือนกัน เบสิกพื้นฐานก็คือการทำเพลง แต่ว่ารายละเอียดปลีกย่อยเนี่ยมันอาจจะไม่เหมือนกัน เพลงโฆษณาก็จะอีกอย่างนึง เพลงอัลบั้มก็อีกอย่างนึง อย่างเพลงโฆษณาค่อนข้างจะเหมือนเราทำแหวนหรือทำอะไรรับจ้าง คือแล้วแต่คนมาสั่งว่าอยากได้แหวนอย่างนี้นะ ไม่เอาเป็นกลมๆ เอาเป็นสี่เหลี่ยม เอามีเพชรตรงนี้ เอาเป็นอะไรอย่างนี้ๆ
คือมันเหมือนมีคนมาจ้างเราว่าให้ทำเพลงแบบนี้ขึ้นมา แต่ถ้างานเพลงในอัลบั้มเนี่ยมันเกิดจากตัวเรา เราเป็นคนคิดขึ้นมาเลยโดยไม่ต้องมีคนจ้าง อิสระมันต่างกัน แต่ถ้าเป็นคนจ้าง...ผมว่าอันนี้มันยังเหลี่ยมไม่พอขอเหลี่ยมอีกได้ไหม
-ฝ่ายโปรดักชั่นกับดนตรีประกอบส่วนใหญ่จะเป็นทีมเดียวกันมั้ย?
คนละทีมครับ ส่วนภาพผู้กำกับจะเป็นคนดูแล เขาจะได้สตอรี่ บอร์ด มาจากครีเอทีฟอีกที พอได้มาปุ๊บเขาก็จะดูว่าเพลงมันน่าจะเป็นยังงี้ๆ น่าจะอารมณ์เศร้าๆ หน่อยนะ แต่ว่าพอช่วงกลางมีขายของหน่อย เพราะฉะนั้นดนตรีช่วยบิวท์หน่อยนะ พอช่วงท้ายจากเรื่องที่เศร้าแฮปปี้ขึ้นมาดนตรีก็โหมมีความสุขขึ้นมาหน่อยนะ ผู้กำกับก็จะมาบอกเราว่าตรงนั้นแบ่งเป็น 3 พาร์ทนะ พาร์ทแรกเป็นอย่างนี้ พาร์ทสองเป็นอย่างนี้ พาร์ทสามเป็นอย่างนี้
เวลาผกก.สั่งเขาจะบอกว่าตรงนี้ขอเพลงเศร้าๆ อย่างนี้หรือเปล่า?
มันคงไม่ขนาดนั้น คือมันคงต้องมีมาคุยก่อนว่าเรื่องจะเป็นยังไง บางทีมันไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ว่า เออ..เขาก็ให้เราคิดเอาเองว่าถ้าว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้นะ..เรื่องมันมีผู้หญิงคนหนึ่งนอนแบบอาการแย่มาก เป็นลูคีเมียเป็นอะไรอย่างนี้ ภาพก็จะตัดไปที่วันเวลาที่เคยมีความสุขกัน แต่ว่าภาพอีกภาพหนึ่งก็ตัดมาที่ผู้หญิงอีกทีหนึ่ง
เขาก็จะมาคุยกันแบบเป็นเรื่องราว ทีนี้เราก็จะเริ่มสร้างโน้ตขึ้นมา มันเหมือนเขาเล่าเรื่องให้เราเห็น เราก็เหมือนต้องจินตนาการว่าดนตรีจะเป็นอะไรยังไง แต่คือไม่ได้มาบอกซะทีเดียวเลยว่า..ขอเศร้าๆ นะ ขอยังงี้นะแต่มันเกิดจากเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน แล้วก็ค่อยๆ คุยกัน ค่อยๆ บิวท์อารมณ์
แต่ว่าแต่ละงานก็ไม่เหมือนกันนะ บางงานก็มีไกด์มาให้แล้ว อย่างผู้กำกับเขาชอบเพลงนี้มีเพลงของเขาอยู่แล้ว เขาก็บอกว่าอยากได้เพลงประมาณอย่างนี้ ก็ทำ ซึ่งมันจะง่ายอย่างนึงตรงที่อย่างน้อยมันมีให้เห็นแล้วเราก็ไม่ต้องไปคิดอะไรเองให้มากมาย คือต้องคิดนั่นแหละ แต่กระบวนการคิดมันอาจจะน้อยลง
สมมติว่าอยากได้เพลงซาวนด์แบบบอดี้สแลม อยากได้เพลงแบบ AF อคาเดมี่แฟนเทเชีย อย่างน้อยเรานึกภาพออกเลย เราไม่ต้องแบบ เอ..ภาพผู้หญิงกำลังนอนอยู่เนี่ย มันเป็นเพลงยังไงดีหว่า ภาพที่เขาปั่นจักรยานด้วยกันมันจะเป็นยังไง
แบบนี้ก็ต้องเป็นคนที่จินตนาเยอะ?
ก็ต้องเยอะนะ เยอะ แต่ทุกวันนี้มันกลายเป็นเหมือนไม่ค่อยได้ใช้จินตนาการเท่าไหร่ เพราะงานมันเยอะ ฉะนั้นทุกอย่างต้องรวดเร็วว่องไว มาไวไปไวมากๆ เลยครับ มาเช้าไปเที่ยงไปเย็น มาปุ๊บต้องปุ๊บปั๊บเพราะไม่งั้นไม่ทันหรอก งานไม่ทันกับเวลาที่เขาจะออนแอร์ แต่เนื่องจากเราสะสมประสบการณ์มาเยอะแล้ว ไม่ต้องจินตนาการกันมาก
เหมือนกับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี แค่แบบเอาพู่กันไป 2 วินาที ก็รูปละสองล้านแล้ว(หัวเราะ) คือไม่ขนาดนั้นหรอกครับ แต่เราก็พอรู้แล้วล่ะว่างานมาแบบนี้ก็ต้องไปแบบนี้
-คิดว่าบ้านเราให้ความใส่ใจกับงานหรือคนเบื้องหลังแค่ไหน?
ผมคิดว่าไม่เยอะ ส่วนตัวคิดว่าไม่เยอะนะ
เพราะ?
มันคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจครับ คือบ้านเราไม่ค่อยมองงานพวกนี้เป็นงานศิลปะ ไม่สนใจ ขอให้ราคาถูกไว้ก่อน ไม่ได้สนใจว่างานจะดีรึไม่ดีไม่ต้องสนใจว่าเอานักดนตรีจริงๆ มาอัด ใช้คอมพิวเตอร์ได้ก็ใช้ไป ใช้ห้องอัดถูกๆ ได้ก็ใช้ไป ขอให้ถูกไว้ก่อน สมราคาไว้ก่อน
เมื่อก่อนค่ามาสเตอร์อัลบั้มเนี้ยค่าโปรดักชั่นทั้งหมดมันอยู่ที่ประมาณล้านนึง หรือประมาณเจ็ดแสนต่ออัลบั้ม เดี๋ยวนี้เหลือสองแสน แสนห้า สองแสน คือมันดูเหมือนเยอะแต่จริงๆ พอมาแจกแจงแค่ค่าห้องอัดก็หมดแล้ว แต่ทางนั้นเขาไม่รู้หรอก ผมจะซื้อมาสเตอร์ของคุณแค่สองแสน 10 เพลงทำมา สองแสน มันเลยแบบคนทำก็ต้อง โอ้โห...มีงบแค่นี้ ก็ทำต้องแค่นี้แล้วกัน นอกจากบางคนที่เขาทำเพราะใจรักจริงๆ ไม่ได้สนใจเรื่องงบ สนใจเรื่องงานมากกว่า
แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วมั้ง เห็นมีการแจกรางวัลตรงนี้ด้วย
มีครับแต่ไม่เคยได้ ทำวันละ3 ตัว แต่ไม่เคยได้เลย
ไม่เคยเลย
ส่วนใหญ่เป็นเข้าชิงครับ ไม่ค่อยได้ แต่ก็ดีแล้วครับไม่ได้ ดีแล้ว (หัวเราะ)
ทำงานกับ "เจย์ โชว์" เป็นอย่างไรบ้าง?
เขาคือเทพเลยนะครับ ขั้นเทพ มีความเป็นศิลปินสูงมากๆ มันเหมือนมองตากันก็รู้แล้วว่า...คือตอนแรกที่เห็นนะไม่เท่าไหร่ แต่ตอนเห็นเขาเล่นเปียโน...ขั้นเทพครับ
ทำงานที่นั่นกับทำงานกับศิลปินบ้านเราต่างกันมั้ย?
คือก็ได้เห็นเจย์อย่างเดียวครับ ไม่ได้เห็นการทำงานของคนอื่นๆ แต่ว่าได้เห็นการทำงานของเจย์ก็รู้สึกว่าเวลาเขาทำงานเขาทุ่มเทมากๆ
เขาบอกมั้ยทำไมเขาเลือกพี่ต๋อย?
เห็นว่าอย่างนี้นะครับ คือว่าทางโปรดิวเซอร์ของเขาเนี่ยเอาหนังหลายๆ เรื่องไปให้เจย์เขาดู ให้เขาเลือก แล้วเขามาชอบที่เด็กหอ อันนี้เขาบอกนะครับ ซึ่งผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเจย์ดูเองเลยหรือว่า แต่ว่าเห็นว่าข่าวเขียนว่าเจย์เป็นคนดูเอง แต่ผมว่าไม่ได้สำคัญก็ยังไงก็ได้
จากงานที่ทำออกมาพอใจมั้ย มีอะไรที่คัดค้างอยู่ในใจหรือเปล่า?
ไม่มีเลย ชอบมากๆ เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่น่าจดจำ "
มาดูแล้วไม่มีที่มัน มันน่าจะ?
อย่างนั้นมีครับ พวกอย่างนี้มีแน่นอน คือศิลปินทุกคนหรือแทบจะทุกคนครับ แล้วก็ไม่ใช่งานเพลงอย่างเดียวครับ งานโฆษณางานอะไรก็ตามเวลาทำแล้วมันแบบ...คนเป็นศิลปินมันเหมือนไปเรื่อยครับ ไม่มีวันจบ บางทีอาจจะดีอยู่แล้ว...แต่ขอแต่งตรงนี้อีกหน่อย จนกว่าเวลาร่อยหรอลงไม่ได้นั่นแหละ
ผมว่าไม่ใช่งานศิลปินอย่างเดียวหรอก ผมว่าคนทำงานจริงๆ ผมว่ามันอยากทำงานอ่ะ มีเวลาเท่าไหร่จะทำงานให้สุดๆ แต่สุดท้ายเวลาก็ไม่พออยู่ดี แต่ก็เต็มที่ทุกอย่างจนกว่ามันจะหมดเวลาว่า เออ..หมดแล้วนะไม่มีเวลาให้แล้วนะ ได้แค่นี้
แรกๆ เห็นว่ามีปัญหาในการทำงานอยู่เหมือนกัน?
ใช่ครับ แต่พอจูนกันตรงปุ๊บหลังจากนั้นก็ลื่นเลย คือครั้งแรกเจย์เขาเล่นเปียโนทำเป็นเดโม่มาให้เรา เราก็ทำไปประมาณ 6,7 เพลง พอเอาไปส่งให้เขาดู มันมีที่โดนเขาอยู่ประมาณ 2 เพลง เราก็ อ๋อ...เพลงเขาประมาณอย่างนี้ เพราะตอนแรกที่คุยนั้นมันคุยกันคร่าวๆ มากเลยนะครับ มันยังไม่รู้สไตล์ ยังไม่รู้ฟิวส์ ยังไม่รู้หลายๆอย่าง
แต่พอเริ่มจูนกันว่าเจย์ไม่ชอบอย่างนี้นะ ชอบเมโลดี้น้อยๆ โน้ตน้อยๆ ไม่ต้องเยอะ เราก็เริ่มแบบ...อ๋อ เริ่มเห็นว่าเขาอยากได้อะไรยังไง พอเริ่มจูนกันตรงปุ๊บหลังจากนั้นก็สบาย เราก็ทำตามฟิวส์เขา อาจจะมีแก้บ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ส่วนใหญ่จะไม่แก้เลย ส่วนมากเขาจะไปแก้ในส่วนของเขามากกว่า
คือเจย์เขาเป็นคนคิดเมโลดี้เป็นคนคิดทำนอง บางทีแก้แค่โน้ตเดียวเพราะรู้สึกเขาไม่ฟิวส์กับโน้ตตัวนี้เลย ก็แก้ในส่วนของเขา เขาไม่มายุ่งในส่วนเพลงของเรา
-ส่วนของเราที่เพิ่มเข้าไป?
ก็จะมีเชลโล่ มีกีต้าร์ จริงๆ เป็นเหมือนวงออร์เคสต้าเล็กๆ ใช้วง BSO ครับ แต่ว่าไม่ได้เอามาทุกคนนะครับ เอามาแค่ประมาณเกือบ 20 คน ก็เล็กๆ ครับ
-ช่วงนี้งานเยอะขึ้นมั้ย?
ก็เยอะอยู่แล้วครับ งานหนังนี่จริงๆ ไม่ค่อยมีให้มาทำ เพราะส่วนใหญ่ที่นี่แค่งานโฆษณาก็เต็มทุกวันแล้วเลยไม่ค่อยมีเวลา คือทำหนังทีคิวมันต้องหยุดไปให้หนังเลย ซึ่งหนังถ้าเทียบรายได้ทางธุรกิจแล้วมันคนละเรื่องมากเลย ทำหนังผมทำเดือนหนึ่งได้ไม่กี่ตังค์ แต่ทำโฆษณาเดือนหนึ่งได้มากกว่าหนังเป็น 10 เท่า
ตรงนี้มันเลยต้องเลือกเป็นโฆษณาไว้ก่อนดีกว่า ทำหนังนี่คืออยากทำจริงๆ ส่วนบางเรื่องก็มีอาจจะทำขำๆ ที่บ้านก็จะไม่มายุ่งกับงานโฆษณา หรือจะเป็นพวกงานเพลงตรงนี้ผมก็รับไปจัดการเอง หาเวลาว่างๆ ทำเป็นงานอดิเรก เหมือนปลูกต้นไม้ อะไรอย่างนี้
-ทำเพลงโฆษณาไม่รู้สึกอารมณ์กั๊กๆ บ้างหรือ เพราะเหมือนมันสั้นๆ กั๊กๆ?
ใช่ๆ ครับ มันเลยอึดอัดครับ เวลาทำมากๆ มันก็จะอึดอัดครับ พอไปทำอย่างอื่นมันเลยรู้สึกว่าแปลกๆ ได้ระบายออกบ้างจากที่เราทำ 30 วิฯ เสร็จแล้วจบแล้ว มันก็เลยอยากหาอะไรแปลกๆ บ้าง ไปทำอัลบั้มบ้าง ไปทำประกอบหนังบ้าง ให้มันเหมือนได้ฝึกสมองเราไปด้วย
-ณ วันนี้ คิดว่าผลงานในส่วนนี้ของบ้านเราจะสู้ต่างชาติได้หรือเปล่า?
ถ้าตอบจริงๆ ก็คงจะไม่ได้ครับ ผมว่าถ้าเทียบกันยังไงๆ ที่อื่นก็เหมือนจะดีกว่า
-เพราะอะไร เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ หรือระบบความคิด?
คงหลายอย่างมั้ง เหมือนที่บอก อย่างเรื่องงบประมาณที่จะมาให้คนทำเพลงประกอบบ้านเรามันน้อยครับ มันน้อยจนแบบคนทำก็ไม่รู้จะไปจ้างอะไรใครนักหนา ขนาดหนังอินเดียนะครับคืออันนี้พี่เขาเล่าให้ฟัง หนังอินเดียเขามีงบเฉพาะตรงเพลงประกอบ ดนตรีประกอบนี้เรื่องละห้าล้านนะครับ เฉพาะเพลงอย่างเดียวเขาจ้าง วงBSO ของบ้านเราไปเล่นให้เลย
บ้านเราทำเพลงเรื่องนึงสองแสนห้า อย่างมากนี่คือห้าแสน ห้าแสนนี่...บางคนยังบอกโหแพง ต่อแล้วต่ออีกๆ มันต่างกัน แล้วจะให้บ้านเราดูเหมือนบ้านเขามันคงลำบาก แค่งบก็ต่างกันแล้ว แต่เราก็พยายามทำให้ดีที่สุดด้วยงบเท่านี้
-เท่าที่ทำงานกับค่ายเพลงใหญ่ๆ มาเป็นอย่างไรบ้าง เราสามารถทำได้เต็มที่อย่างที่เราต้องการมั้ย?
มีทั้งสองแบบครับ ทั้งที่เขาให้สิทธิเราแบบเต็มที่ กับอีกแบบหนึ่งที่เขามีบล็อคมาให้เราแล้วห้ามทำเกินกว่านี้นะ ต้องทำประมาณอย่างนี้นะ เพราะไม่งั้นจะไม่ผ่าน ไม่ผ่านเยอะครับ เขาบอกว่าทำยากไป คุณต๋อยไม่เข้าใจเพลงขายของบริษัทนี้หรือคะ ล่าสุดนี่เพิ่งแบบ..นี่มันยากไปหรือ แต่สำหรับเรานี่มันง่ายแล้วนะ อ่ะ..ยากไป โอเคงั้นไปทำที่อื่นแล้วกัน
คือถ้าไม่เอาก็ไม่ต้องเอา เพราะมันจูนกันไม่ตรงครับ ต่อให้เราทำจริงๆ ไม่ใช่ว่ามันทำอย่างนั้นไม่ได้ มันทำอย่างนั้นได้ ทำอย่างที่เขาต้องการก็ได้ แต่เราไม่ใช่อย่างนั้นแล้วเราไม่ต้องการเงิน เราทำเราไม่ได้ต้องการที่จะเอาเงินจากเขา เออ..ผมได้ค่านี้เท่านี้ๆๆ เราทำเพราะเราอยากทำ ถ้ามันไม่ใช่ตัวเราจริงๆ เราก็ขี้เกียจทำแล้ว ขี้เกียจไปฝืน แต่บางทีก็มีนะแบบเป็นเพื่อนกัน เฮ้ย..ขอหน่อย ทำอย่างนี้ให้หน่อย ก็โอเค ถ้าเพื่อนซี้ๆ กันก็โอเค ทำให้
แต่ว่าถ้าคนติดต่อมาเองแล้วอยู่ดีๆ มาให้เราทำแต่ไม่เอาที่เราทำแล้วมาให้เราทำไม ในเมื่ออยากได้แบบเราก็ต้องเคารพเรานิดนึงว่าเนี่ยคือเรา ถ้าพี่มีอย่างนั้นแล้วพี่ให้คนอื่นทำดีกว่า ที่เขาทำดีกว่าผมเยอะแยะ
-แนวทางของแต่ละค่ายก็มีส่วน?
มีส่วนเยอะมากครับ ผมพูดกับพวกเพื่อนๆ พูดกับใครอยู่บ่อยๆ ว่า..คือจริงๆ พวกคนทำงานอย่างพวกเรามันเก่งนะ แล้วมันก็อยากทำอะไรดีๆ แต่ว่ามันมีตัวกรองอยู่ อย่างค่ายอาร์เอสก็จะมีหัวกรองอยู่ชนิดนึง ค่ายแกรมมี่ก็จะมีหัวกรองอยู่ชนิดนึง ทำอะไรไปมันก็จะถูกกรองอยู่ในนั้นหมดเลย ใส่น้ำอะไรลงไปมันก็จะไปกรองเป็นน้ำอาร์เอส ใส่น้ำอะไรลงไปมันก็จะไปกรองเป็นน้ำแกรมมี่
แล้วคนทำเพลงมันก็คือใส่นี่เข้าไปมันก็ไม่เอา มันก็ขี้เกียจทำเหมือนกัน งั้นก็ใส่ที่แบบใช่ไปเลย จะได้ขายผ่านง่ายๆ ตัวกรองมันกรองไปหมด กรองทุกอย่างให้กลายเป็นแบบไม่สามารถหนีไปไหนได้เลย
-แล้วจะแก้ยังไง?
แก้ปัญหา ถ้าตรงนี้ก็ (หัวเราะ) แก้ไม่ได้ครับ ก็ต้องไปทำกันเอง ขายกันเอง ซึ่งเดี๋ยวนี้ช่องทางมันเยอะ มันมีอินเทอร์เน็ต มีอะไรซึ่งคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นครับ แรกๆ ก็เครียดนะครับกับระบบตรงนี้ แต่ว่าหลังๆ ด้วยประสบการณ์ เราก็รู้ว่าจุดกึ่งกลางที่พอรับได้มันอยู่ตรงไหน จุดที่เราสามารถทำได้โดยที่ไม่ฝืนความรู้สึกเราจนเกินไป
อย่างแรกๆ นี่บางทีรับไม่ได้เลยนะ โห...เราอดหลับอดนอนทำทั้งคืน คิดว่าดีแน่ๆ เจ๋งแน่ๆ พอเช้ามาลูกค้าบอกไม่เอาเพราะไม่ชอบเสียงนี้ จะเอาเสียงนั้น ตินั่นตินี่ เราก็เฮ้ย คุณเป็นใคร คุณไม่รู้เรื่องดนตรีเลยนะ แรกๆ นี่เครียดคิดจะกระโดดตึกเลย แต่พอทำๆ ไป แล้วมันเกิดการเรียนรู้ได้เอง
บางทีลูกค้าบางคนเขาไม่รู้เรื่องโน้ตเลยนะ เขาบอกเขาจะเอาเสียงแบบนี้น่ะ ซึ่งในทางทฤษฎีดนตรีอะไรเนี่ยมันผิด มันเป็นไปไม่ได้ เราก็บอก แต่เขาก็ยืนยันจะเอาน่ะ เขาก็บอกทำไมคุณคิดว่ามันทำไม่ได้ล่ะ พอทำออกมาจริงๆ ปรากฏว่าเออ ก็เข้าท่าดีแฮะ ก็ทำให้เราคิดอะไรที่นอกกรอบมากขึ้น
สมมติว่ามีงานเพลงชุดหนึ่งที่ทำให้กับศิลปินค่ายใหญ่แล้วมีชื่อของเราติดอยู่ด้วยที่ปกซีดี ซึ่งงานชิ้นนั้นด้วยระบบของค่ายเราก็รู้อยู่ว่าเราทำอะไรได้ไม่เต็มที่อย่างที่ต้องการนัก แล้วพอออกมา ปรากฏว่างานแย่จริงๆ ตรงนี้
-กลัวชื่อตนเองจะเสียมั้ย?
ไม่กลัวครับ จริงๆ แต่ละอันผมจะใช้ชื่อไม่เหมือนกันนะ จะใช้คนละแบบ คือว่าชิ้นไหนดีจะไม่ใช้ชื่อจริงน่ะครับ...(หัวเราะ)
*****************


