พ.ศ. 2498 พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งเสด็จฯ ไปเยี่ยมเยือนราษฎรบนแผ่นดินทุรกันดารห่างไกล ทรงสังเกตเห็นความแห้งแล้งทุกข์ยากที่ราษฎรของพระองค์ประสบอยู่ หนึ่งปีถัดมา พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นได้พระราชทานพระราชดำริเพื่อหาลู่ทางคิดค้นหาเทคนิค หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ด้านการดัดแปรสภาพอากาศมาช่วยให้เกิดการก่อและรวมตัวของเมฆให้เกิดฝนได้
3 ทศวรรษหลังจากนั้น ประเทศเล็กๆ ในเอเชียนามว่า “ประเทศไทย” ก็รู้จักการทำฝนเทียม หรือ “ฝนหลวง” เฉกเช่นมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย
พ.ศ.2518 ห้วงยามที่คำว่า “ไบโอดีเซล” ยังไม่แพร่หลายเช่นในทุกวันนี้ พระมหากษัตริย์พระองค์เดิมได้ทอดพระเนตรและทรงดำริให้นำปาล์มน้ำมันมาสกัดเป็นน้ำมันปาล์มและนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้ ขณะที่โลกส่วนใหญ่ยังมิได้เผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตพลังงานเชื้อเพลิง และตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า “พลังงานทดแทน”
พ.ศ.2549... 60 ปีแห่งการครองราชย์ รัฐบาลไทยได้ถวายพระราชสมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ขณะที่ทั่วโลกต่างร่วมถวายรางวัลสดุดีเฉลิมฉลองพระปรีชาสามารถแด่พระองค์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ล่าสุด ในโอกาสเฉลิมพระชนมายุครบ 80 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงจัดให้มี โครงการทรัพย์สินทางปัญญาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการจัดงาน “ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน” เพื่อแสดงอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็น “บิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ให้ประจักษ์ชัด
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงเหตุผลในการการตั้งชื่องานว่า “ราชันแห่งปัญญา” สืบเนื่องมาจาก การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ราชันที่ทรงมีพระอัจฉริยะภาพในการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งทรงมีผลงานการประดิษฐ์มากมาย ยังประโยชน์แก่ผสกนิกรอย่างมาก ยากที่จะหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกนี้เสมอเหมือนได้
สาระสำคัญในการจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักนอกจากเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์แล้ว ทางกรมฯ ยังต้องการให้ประชาชนได้ชื่นชมพระปรีชาสามารถ และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท และเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างสรรค์ การคุ้มครอง รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน ทางปัญญาอย่างเป็นระบบและครบวงจร
อีกทั้งต้องการปลูกฝัง เสริมสร้าง และส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้มีทุนทางสังคมของความเป็น “นักประดิษฐ์คิดค้น” และสนใจในการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ และท้ายสุดคือ เพื่อพัฒนา และส่งเสริมนักประดิษฐ์ ให้ร่วมมือร่วมใจกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญและความมั่นคงของประเทศชาติ
“นิทรรศการสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยนี้ แสดงเรื่องราวถึงพระวิริยะอุตสาหะ และพระอัจฉริยะของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว กว่าจะมาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตร เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งเป็นสิทธิบัตรที่ทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นฉบับแรก ทรงคิดค้นพัฒนามาถึง 9 ปี น้ำมันไบโอดีเซล จะจัดในลักษณะที่ผู้เข้าชมงานสามารถเรียนรู้และทดลองทำไบโอดีเซลได้เองจากคอมพิวเตอร์
ทางด้าน ฝนหลวง ที่ทรงคิดค้นพัฒนามาเป็นเวลากว่า 30 ปี และโครงการแกล้งดิน ซึ่งเป็นสิทธิบัตรฉบับล่าสุด ได้มีการถวายการรับจดทะเบียนและออกสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ทรงใช้วิธีการทางธรรมชาติเพื่อแกล้งดินเปรี้ยวที่ไม่สามารถปลูกพืชได้ให้เปรี้ยวจัดก่อน แล้วพัฒนาดินให้สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ ซึ่งผู้เข้ามาชมงานสามารถที่จะหาคำตอบ ได้ว่าแกล้งดินได้อย่างไร นอกจากนี้ ยังจัดให้มีโต๊ะเจรจาธุรกิจระหว่างนักธุรกิจและเจ้าของผลงาน ในกรณีที่นักธุรกิจสนใจที่จะนำผลงานสิทธิบัตรของคนไทยไปผลิตเป็นสินค้าเพื่อจำหน่าย”
แม้นิทรรศการดังกล่าวจะจบลงไปแล้ว แต่ทว่า สาระสำคัญของงาน โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ในในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับว่าเป็นข้อมูลที่มีคุณค่า ทั้งในเรื่ององค์ความรู้ และความวิริยะอุตสาหะของพระองค์ ที่พสกนิกรและเยาวชนไทยควรดำเนินตามรอยพระราชดำริเป็นแบบอย่าง
แม้จะทรงเป็นนักประดิษฐ์ที่ทรงปราดเปรื่องเพียงใด แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มิได้ทรงละเลยให้ความสำคัญต่อเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาแต่อย่างใด
“ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความสำคัญมาก เมื่อตอนปี พ.ศ. 2500 พูดกันว่าเราไปลอกจากต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าคิดที่จะจดทะเบียนสิทธิบัตร เราสามารถใช้อะไรจากต่างประเทศได้โดยไม่เสียค่าใช้สิทธิ การพูดอย่างนี้ไม่ถูก เป็นการดูถูกคนไทย”
พระราชดำรัสที่อัญเชิญมาข้างต้นนั้น แสดงถึงพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยพระปณิธานอันแน่วแน่ของพระองค์ ในการที่จะนำสิ่งประดิษฐ์ของพระองค์เข้าสู่ระบบทรัพย์สินทางปัญญา พระองค์ได้ทรงประดิษฐ์คิดค้น และสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย จนเป็นที่ทราบและเลื่องลือไปถึงต่างประเทศในพระราชกรณียกิจของพระองค์ อันสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ และพระวิริยะสูงส่ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น และทรงเป็นแบบอย่างให้กับนักประดิษฐ์ในการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองในอนาคต ตามแนวพระราชดำริแบบเศรษฐกิจพอเพียง
สิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญาสาขาหนึ่ง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในการประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ มากมาย ทรงใช้พระอัจฉริยภาพกับสองพระหัตถ์ คือใช้ความคิดแล้วถ่ายทอดออกมา และทรงเน้นที่จะใช้ธรรมชาติในการประดิษฐ์เพื่อแก้ปัญหา เช่น กังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย เป็นการประดิษฐ์ที่ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรเป็นฉบับแรก เป็นผลงานที่เกิดจากการที่พระองค์ทรงมีความห่วงใยในคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า
นอกจากนั้น ทรัพย์สินทางปัญญาด้านสิทธิบัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมีอีกหลายอย่าง เช่น เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ ฝนหลวง น้ำมันไบโอดีเซล อุปกรณ์ควบคุมการผลักดันของเหลว หรือที่เรียกว่า เรือหางกุด การใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ และภาชนะรองรับของเสียที่ขับออกจากร่างกาย ที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรแล้ว
ทรัพย์สินทางปัญญาสาขาอื่น เช่น เครื่องหมายการค้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้คนไทยได้เข้าใจและเห็นความสำคัญในการสนับสนุนสินค้าของคนไทยและมีค่านิยมในการบริโภคสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของคนไทยให้มากขึ้น ทรงสร้างเครื่องหมายการค้าและนำออกเผยแพร่ให้คนไทยรู้จักกันอย่างกว้างขวาง คือเครื่องหมายการค้าคำว่า “ทองแดง” และรูปคุณทองแดง ที่คนไทยทุกคนล้วนชื่นชมและพยายามหาซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายดังกล่าว จนสินค้าขาดตลาดและต้องผลิตเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง เป็นต้น
ลิขสิทธิ์ คือผลงานทรัพย์สินทางปัญญาของพระองค์ท่านอีกสาขาหนึ่ง ซึ่งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างรู้จัก และซาบซึ้ง ในพระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระองค์อีกด้านหนึ่งคือ ผลงานสร้างสรรค์บทเพลง ซึ่งพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้เป็นจำนวนมาก ล้วนมีความไพเราะซาบซึ้ง คนไทยเป็นจำนวนมากรู้จัก และสามารถร้องเพลงพระราชนิพนธ์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี และเกือบทุกเพลงได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ทำให้ชาวต่างชาติได้มีโอกาสฟัง และสามารถร้องเพลงเหล่านั้นอย่างแพร่หลาย และยังมีผลงานด้านวรรณกรรมอีกหลายเรื่องที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้น อาทิ พระมหาชนกนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ ฯลฯ เป็นต้น
ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้การคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริดำเนินไปอย่างสำเร็จลุล่วง องค์การด้านการประดิษฐ์ระหว่างประเทศ (IFIA) ประเทศฮังการี และองค์กร KIPA สาธารณรัฐเกาหลีใต้ จึงทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญรางวัลและประกาศนียบัตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมา
โดยรางวัลที่ทูลเกล้าฯ ถวายประกอบด้วย ถ้วยรางวัล “IFIA CUP 2007” สำหรับผลงาน “กังหันน้ำชัยพัฒนา”, เหรียญ “Genius Prize” สำหรับผลงานเรื่อง “ทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง” จาก IFIA และรางวัล Special Prize พร้อมประกาศนียบัตรจาก KIPA ซึ่งถือเป็นรางวัลทรงเกียรติของนักประดิษฐ์ระดับโลก
นอกจากนี้ จากการหารือขององค์กร IFIA ซึ่งมีสมาชิก 84 ประเทศ ได้มีมติให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันนักประดิษฐ์โลก โดยถือเอาวันที่ทรงได้รับการจดสิทธิบัตรกังหันน้ำชัยพัฒนาจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา นับว่าเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย และครั้งแรกของโลก
*****************************
ปัจจุบัน สิทธิบัตรที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ทูลเกล้าฯ ถวายการรับจดทะเบียน มีทั้งสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร รวมทั้งสิ้น 8 ฉบับ คือ
1. กังหันน้ำชัยพัฒนา เกี่ยวกับเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำ โดยทำให้น้ำไหลตกลงมาเป็นสายสัมผัสกับอากาศโดยตรง เป็นหนึ่งในหลายรูปแบบที่ทรงประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศขึ้น เลขที่สิทธิบัตร 3127 จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536
2. เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำ เกี่ยวกับเครื่องกลเติมอากาศใต้ผิวน้ำในระดับที่ลึกกว่ากังหันน้ำชัยพัฒนา เป็นการพ่นฟองอากาศใต้ผิวน้ำ ซึ่งเป็นเครื่องกลเติมอากาศอีกรูปแบบหนึ่งของพระองค์ เลขที่สิทธิบัตร 10304 จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2544
3. การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล น้ำมันไบโอดีเซลตามปั๊มน้ำมันทั่วไป เป็นน้ำมันที่มีการผสมน้ำมันดีเซลกับน้ำมันไบโอดีเซล ที่ได้จากการนำน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ไปผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ทรานเอสเตอริฟิเคชั่น ส่วนการประดิษฐ์ของพระองค์ท่าน เป็นการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการนี้ มาใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลได้เลย หรือจะนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลก็ได้ เลขที่สิทธิบัตร 10764 จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2544
4. การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ เป็นการใช้น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการใด ๆ เป็นน้ำมันน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ แทนน้ำมันหล่อลื่นที่เรียกกันทั่วไปว่า น้ำมันออโต้ลูป ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง เลขที่อนุสิทธิบัตร 841 จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2545
5. ฝนหลวง เป็นกระบวนการหรือขั้นตอนในการทำฝนหลวง ที่ประกอบด้วยขั้นตอน “ก่อกวน” เพื่อทำให้เกิดเมฆ “เลี้ยงให้อ้วน” เพื่อทำให้เมฆรวมตัวกันหนาแน่นยิ่งขึ้น และขั้นตอน “โจมตี” เพื่อให้เมฆที่รวมตัวกันหนาแน่นแล้วตกลงมาเป็นฝน กระบวนการทำฝนหลวงนี้ ทรงพัฒนามาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันและโปรดเกล้าฯให้เรียกว่า “ซุปเปอร์ แซนวิช” และทรงทำเป็นภาพตำราฝนหลวงขึ้น เลขที่สิทธิบัตร 13898 จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545
6. ภาชนะรองรับของเสียที่ขับออกจากร่างกาย เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรองรับของเสียของผู้ป่วย ซึ่งทรงออกแบบให้สะดวกต่อการใช้งาน เลขที่สิทธิบัตร 14859 จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2546
7. อุปกรณ์ควบคุมการผลักดันของเหลว เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งที่ท้ายเรือสำหรับการขับเคลื่อน โดยอาศัยแรงขับของของเหลวที่ถูกพ่นออกมา เลขที่สิทธิบัตร 16100จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2547
8.โครงการแกล้งดิน เป็นกระบวนการในการปรับปรุงดินที่มีสภาพเป็นกรด หรือที่เรียกว่าดินเปรี้ยว ซึ่งพืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ โดยกระบวนการที่เลียนแบบธรรมชาติแต่ร่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น เพื่อแกล้งดินเปรี้ยวจัดก่อน แล้วจึงทำการปรับปรุงดินจนทำให้สามารถเพาะปลูกได้ เลขที่สิทธิบัตร 22637 จดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2550
ทั้งนี้ การจดสิทธิบัตรฝนหลวงในต่างประเทศ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ยื่นขอจดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยที่สหรัฐอเมริกายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะที่สหภาพยุโรปได้รับการจดทะเบียนออกสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2548 ส่งผลให้ฝนหลวงของไทยได้รับความคุ้มครองในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจำนวน 30 ประเทศ รวมทั้งดีรับความคุ้มครองในเขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกงด้วย
จากสิ่งประดิษฐ์ทั้ง 8 ชิ้น ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสภาพจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ ไม่ยึดติดกับตำรา ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย
อีกทั้ง ทรงนำความจริงในเรื่องความเป็นไปแห่งธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักแนวปฏิบัติที่สำคัญ ในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติเข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การนำน้ำดีขับไล่น้ำเสีย หรือเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี ตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำ การบำบัดน้ำเน่าเสียโดยให้ผักตบชวาซึ่งมีตามธรรมชาติ ให้ดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ ดังพระราชดำรัสความว่า “ใช้อธรรมปราบอธรรม” นั่นเอง


