"ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว"
ประโยคที่ยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินรูปขวานที่เรียกกันว่า "สยามประเทศ" มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล ไม่เฉพาะแต่ในดินแดนที่ราบลุ่มภาคกลางที่จัดเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ แต่ยังหมายรวมถึงที่ราบดินตะกอนที่ทอดยาวขนานชายฝั่งอันอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวสำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย
แต่ในวันนี้ ปี พ.ศ.2550 ท้องนาในภาคใต้กำลังถูกทิ้งร้าง ปล่อยให้หญ้าขึ้นท่วมรก ไม่ก็ถูกเปลี่ยนมือที่ดินกลายไปเป็นสวนยาง โรงงาน หรือบ้านจัดสรร ไม่ต่างจากผืนนาในภูมิภาคอื่นๆ เป็นโศกนาฏกรรมเรื่องเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับชุมชนชาวนาทั่วประเทศ เหมือนฟิล์มภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีวันจบ จะเปลี่ยนก็เพียงฉากและตัวแสดงเท่านั้น
ก่อนที่นาข้าวจะกลายเป็นเพียงแค่อดีต ชาวนาภาคใต้จำนวนหนึ่งกำลังรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและท้องนาสีเขียวกลับคืนสู่แผ่นดินด้ามขวานแห่งนี้อีกครั้ง
-1- ท้องนาและยางข้าว
"เด็กชายเคลิ้มหลับ เขาฝันไปว่ากำลังนั่งอยู่บนเปลใบข้าว
สีเหลืองอร่ามสายเปลเป็นเถาวัลย์สีเขียวสดยื่นลงมาจาสวรรค์
เปลไกวแต่ละครั้งพาเขาผ่านทุ่งนาไปลิบลิ่ว
เปลใบข้าวแห้งนิ่มราวสำลี อบอุ่นนักข้าวในทุ่งสุกหมดแล้ว
ชาวนาออกมาเก็บข้าวกันเป็นแถว สวมหมวกเปี้ยวแทบทุกคน
ควายถูกล่ามโยงกับเสาสูงๆ..."
ฉากอันงดงามจับใจนี้ ปรากฏอยู่ในหนังสือ "ขนำน้อยกลางทุ่งนา" วรรณกรรรมที่ไม่เพียงสะท้อนภาพความทรงจำอันงดงามในวัยเยาว์ที่ผู้เขียนอย่าง "จำลอง ฝั่งชลจิตร" มีต่อท้องทุ่งนาบนแผ่นดินนครศรีธรรมราชบ้านเกิด แต่ยังกลายเป็นบันทึกข้อเท็จจริงของสภาพสังคมชนบทและวิถีชีวิตคนปักษ์ใต้ในยุคหนึ่ง ยุคที่คนใต้ยังปลูกข้าวกินเอง ขณะที่กระแสทุนและการท่องเที่ยวยังไม่ถาโถมเชี่ยวกรากเช่นปัจจุบันนี้
สถานการณ์ ปัญหาเรื่อง "ข้าว" ในภาคใต้อาจดูมิใช่วาระเร่งด่วนในสายตาผู้นำประเทศบางส่วน แต่สำหรับคนใต้ที่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักแล้วนั้น ข้าวเพียงเมล็ดเดียวอาจสะท้อนทุกข์-สุขของคนใต้ได้มากยิ่งกว่าสิ่งชี้วัดดัชนีความสุขมวลรวมของคนในภูมิภาคตัวไหนๆ ทั้งสิ้น
จังหวัดในภาคใต้ที่สำรวจพบการปลูกข้าวมากที่สุดคือ จังหวัดพัทลุง รองลงมาคือ สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานี ตามลำดับ ปัจจุบันปัญหาใหญ่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ชาวนาทิ้งนาให้รกร้างเพราะขาดคนทำ ส่งผลให้พันธุ์ข้าวดั้งเดิมไม่ได้รับการขยายพันธุ์จนสูญพันธุ์ไปในที่สุด
สาเหตุหลักที่ส่งผลให้ข้าวพื้นเมืองและนาข้าวลดหายไปนั้นคือ ชาวนาหันมาทำการปลูกข้าวเพื่อสนองต่อความต้องการของตลาดมากขึ้น โดยผ่านการส่งเสริมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ชาวบ้านต้องเลิกปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้าน หันมาปลูกข้าวตามกระแสการส่งเสริมของรัฐ โดยมีแผนพัฒนาฯ พ.ศ 2504 เป็นปัจจัยเร่งสำคัญในการส่งเสริมไปสู่ "การปฏิวัติสีเขียว" ที่เน้นการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรโดยนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ของชาวต่างชาติเข้ามาใช้ในการเพิ่มผลผลิต เพื่อทำให้การผลิตและการส่งออกมีปริมาณสูงขึ้น
แต่ทว่า การปฏิวัติครั้งนั้นฝ่ายภาครัฐลืมมองไปว่า ผลจากการพัฒนาที่รวดเร็วนั้นได้ส่งผลกระทบถึงความเสื่อมโทรมทางด้านวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม และสุขภาวะของคนใต้ ซึ่งจะเห็นได้จากการปลูกข้าวในปัจจุบันที่มีความแตกต่างจากในอดีตมาก เพราะปัจจุบันการทำเกษตรจะเน้นเรื่องของทุนนิยมมากกว่าทุนสังคม จากการเปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตนี้เอง สารเคมีจึงเข้ามามีบบทบาทในการทำการเกษตรมากขึ้นทำให้ข้าวมีสารเคมีปนเปื้อน นอกจากนี้การฉีดพ่นสารเคมีทางการเกษตรยังส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพของเกษตรกรในระยะยาว อีกด้วย ซึ่งจากผลการตรวจเลือดของชาวนาจะพบว่ามีสารเคมีปนอยู่ในเลือดปริมาณที่สูง
การจัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการใน งานสร้างสุขภาคใต้ปี 50 "สุขอย่างยั่งยืน ตามวิถีคนใต้" ได้มีการหยิบยกประเด็นเกษตรและอาหาร (ข้าว) ที่เอื้อต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นเจ้าของปัญหา ซึ่งมีการถกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ข้าวที่หายไป ซึ่งถ้าหากย้อนอดีตไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า พันธุ์ข้าวในภาคใต้มีมากถึง 307 สายพันธุ์ แต่ปัจจุบันสำรวจพบเพียง 122 สายพันธุ์ และที่ยังปลูกอยู่สามารถเก็บตัวอย่างได้เพียงแค่ 21 สายพันธุ์เท่านั้น
เป็นที่น่าเสียดายมากที่สายพันธุ์ข้าวดั้งเดิมที่บรรพบุรุษของคนใต้ได้รักษาไว้สูญหายไปเป็นจำนวนมาก
-2- ข้าวท้องถิ่น...ข้าวที่กำลังจะสูญพันธุ์
"ข้าวบางแก้วมีชื่อเสียงและผู้นิยมบริโภคมาก แต่คนไม่ค่อยรู้ว่าบางแก้วนั้นเป็นชื่อสถานที่ และที่บางแก้วมีข้าวพันธุ์อะไรบ้าง"
จักรกฤษณ์ สามัคคี เกษตรกรดีเด่นและประธานกลุ่มเรียนรู้เกษตรกรรมธรรมชาติจากอำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้ร่วมกันคิดร่วมกันทำกับชาวบ้าน ตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนในการเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าว ทำให้ชาวนาในพื้นที่ภาคใต้สามารถอนุรักษ์พันธุ์ข้าวดั้งเดิมได้หลายพันธุ์ หนึ่งในนั้นคือ ข้าวพันธุ์สังข์หยด ที่จักรกฤษณ์เพาะปลูกในที่นาจำนวน 15 ไร่ของเขาเองด้วย
สำหรับข้าวพันธุ์สังข์หยดนั้นจากข้อมูลที่บันทึกไว้ของกรมการข้าวระบุว่า มีแหล่งปลูกดั้งเดิมอยู่ในจังหวัดพัทลุง และเป็นพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นของจังหวัดพัทลุงที่รู้จักกันมานาน นับเป็นข้าวที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวนาภาคใต้ สมัยก่อนชาวนาจะปลูกไว้เป็นของกำนัลแก่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในวันสงกรานต์ ขึ้นบ้านใหม่แบบไทยโบราณ หรือใช้หุงต้มเพื่อทำบุญตักบาตรตามประเพณีนิยม เนื่องจากมีคุณสมบัติเฉพาะของลักษณะข้าวกล้องแตกต่างจากพันธุ์ข้าวพื้นเมืองอื่น ๆ ด้วย เมล็ดมีเยื่อหุ้มสีแดง เมล็ดเรียวเล็ก นิยมบริโภคในรูปแบบข้าวซ้อมมือและข้าวกล้อง ซึ่งมีความเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าข้าวขาวโดยทั่วไป
เมื่อปี พ.ศ. 2525-2529 ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงได้เก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในภาคใต้ ทั้งหมด 1,997 ตัวอย่างพันธุ์ มีตัวอย่างพันธุ์ข้าวสังข์หยดจาก 3 แหล่ง ได้แก่ สังข์หยดจากตำบลโคกทราย อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง, สังข์หยดจากตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง และสังข์หยดจากตำบลควนขนุน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่เก็บรวบรวมส่วนหนึ่งส่งไปอนุรักษ์ที่ศูนย์ปฏิบัติการและเก็บเมล็ดเชื้อพันธุ์ข้าวแห่งชาติ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี และปลูกรักษาพันธุ์ในศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง
ต่อมาในปี 2532 ได้เริ่มคัดเลือกพันธุ์สังข์หยดจากแหล่งเก็บตำบลท่ามะเดื่อ อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง โดยคัดเลือกแบบหมู่ (mass selection) จนได้สายพันธุ์สังข์หยด (KGTC82239-2) เมื่อปี พ.ศ. 2535 ซึ่งมีลักษณะเมล็ดเล็กเรียวยาว ปริมาณอมิโลสต่ำ และอายุเบา 'ข้าวสังข์หยด' ได้รับประกาศคำรับรองให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ 2546 เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2549 โดยใช้ชื่อว่า "ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง"
ชาวบ้านบางแก้วเป็นชุมชนหนึ่งที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการอนุรักษ์สายพันธุ์ข้าว เพื่อให้ข้าวบางแก้วเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จากการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์ข้าวทำให้ทราบว่าข้าวมีหลายสายพันธุ์และแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน และมีบางสายพันธุ์ที่สูญหายไปโดยเฉพาะ "ข้าวกอแระ" ที่เป็นข้าวพื้นเมืองพันธุ์ดั้งเดิม ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงพยายามค้นหาสายพันธุ์นี้อยู่ ถึงแม้ยังไม่พบตนเองก็ไม่รู้สึกย่อท้อจะพยายามค้นหาและอนุรักษ์ต่อไป
"ข้าวกอแระเป็นที่นิยมเมื่อช่วงสมัย 50-60 ปีที่แล้ว เพราะลักษณะเมล็ดข้าวมีความแข็ง คนสมัยก่อนมีลูกมากจึงนิยมกินข้าวแข็ง เพราะว่าทำให้อยู่ท้องได้นาน ตอนนี้เรากำลังคัดเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นโดยใช้ภูมิปัญญาจากผู้เฒ่าผู้แก่ โดยวิธีคัดเมล็ดตอนเช้าตรู่ที่เรียกว่า 'คัดน้ำค้าง' ซึ่งเมล็ดพันธุ์ยังมีความชื้นสูงอยู่ นี่คือภูมิปัญญาของคนใต้ ตอนนี้เราก็กำลังคิดกันอยู่ว่า วิธีการคัดเมล็ดแบบนี้นักวิชาการเขาจะยอมรับกันไหม ถึงแม้อาจจะไม่ได้มาตรฐาน แต่เราต้องอนุรักษ์ตรงนี้ไว้ เพราะข้าวพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้ผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้นจะดูรู้ มองจากภายนอกเมล็ดข้าวเปลือกมันจะคล้ายกัน แต่ภูมิปัญญาเหล่านี้คนเฒ่าคนแก่จะถ่ายทอดให้เราคนหนุ่มคนสาวต่อไป"
ขณะนี้ อำเภอบางแก้วได้เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวท้องถิ่นหลากหลายสายพันธุ์ไว้ที่ศูนย์การเรียนรู้เรื่องข้าวภายในชุมชน อีกทั้งยังได้แปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ จำหน่ายอีกด้วย
ทางด้านลุงสมบูรณ์ จิตสาระอาภรณ์ คณะกรรมการเครือข่ายแผนชีวิตชุมชนภาคใต้ จากพื้นที่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวแหล่งใหญ่ของภาคใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปมาก แม้ในเขตอำเภอเมืองจะยังคงมีการทำนาข้าว แต่ก็มีการหันมาปลูกยางพารากันมากขึ้น
"ต้องยอมรับว่าตะโหมดเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แต่ก่อนก็พอมีการทำนาปลูกข้าว แต่ในช่วงหลังก็มีการทำยางพารา ทำสวนผลไม้ แต่คนทำสวนก็ต้องกินข้าว ไม่มีใครกินยางสักคน (หัวเราะ) คนเลิกทำนากันเพราะรายได้ไม่ดีเท่าทำสวนยาง ทุกคนว่ายางดี ขายยางได้ก็ไปซื้อข้าว นี่คือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ผมถือเป็นคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ ชีวิตเมื่อก่อนมันเป็นชีวิตที่มีความสุข แต่ก่อนคนแก่สอนผมว่า ถ้ามีนาร้างมันเป็นเรื่องน่าอับอาย ถ้านาร้างแสดงว่าลูกสาวลูกชายบ้านนั้นเอาไม่ได้ เพราะขี้เกียจ แต่ก่อนถ้าบ้านไหนมีนา แต่ถือกระสอบไปซื้อข้าวบ้านคนอื่นเป็นเรื่องที่น่าอาย แต่วันนี้ใครซื้อข้าวกินถือเป็นความภูมิใจ" ลุงสมบูรณ์ยอมรับว่าทุกวันนี้ ข้าวที่คนใต้กินส่วนใหญ่ล้วนซื้อมาจากภาคกลางแทบทั้งสิ้น เมื่อการเกษตรทุกวันนี้เน้นไปที่ผลิตเพื่อการค้าทำให้ความรับผิดชอบต่อสังคมน้อยลง ที่ อ.ตะโหมดเองก็เช่นกัน จากที่เคยผลิตข้าวพอบริโภคในครัวเรือน ก็ใช้ปุ๋ยยาฆ่าแมลงเร่งผลผลิตเพิ่มขึ้นจนกระทั่งเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาเรื่องดิน
ด.ต.นิรันดร์ พิมล ผอ.ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ให้ข้อคิดดีๆ เรื่องสารเคมีที่ปนเปื้อนในข้าวว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีในการทำลายวัชพืชซึ่งใช้ได้ผลรวดเร็วหญ้าที่โดนฉีดพ่นโดยสารเคมีตายแต่สารเคมีที่เหลืออยู่ไม่สามารถย่อยสลายได้ กลับตกค้างอยู่ในดิน เมื่อมีการฉีดพ่นติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายปีสารเคมีจะซึมลงใต้ดินและไปปนเปื้อนในน้ำใต้ดิน ต่อมามีการใช้พื้นที่นั้นปลูกต้นยางพาราปรากฏว่าต้นยางพาราตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงมีการนำตัวอย่างดินไปตรวจสอบ พบว่ามีสารเคมีตกค้างในปริมาณที่สูงจากการขุดรากต้นยางพาราพิสูจน์จะเห็นว่ารากต้นยางจะเหลืองและเน่าจากใต้ดิน ทำให้ทราบว่าน้ำใต้ดินมีสารเคมีปนเปื้อนในปริมาณที่สูงมากเช่นกัน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดแนวคิดในการกลับเข้ามาสู่การใช้สารจุลินทรีย์ในการทำการเกษตรอีกครั้ง เพราะจะสามารถลดสารเคมีที่ตกค้างในน้ำใต้ดินได้
ด้านยุพิน โชติประภัสร์ หรือพี่อ๋อย ชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เล่าถึงความรู้ในเรื่องผลกระทบที่มาจากการใช้ยาฆ่าแมลงที่ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับว่า สารพิษที่ปนเปื้อนในยาฆ่าแมลงจะมีอยู่ 2 ประเภท คือพิษที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และสารพิษที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งผู้ที่ได้รับสารเคมีเต็ม ๆ คงหนีไม่พ้นตัวเกษตรกรผู้ที่ฉีดพ่นสารเคมีนั้น การกลับไปสู่เกษตรแบบอินทรีย์ เป็นทางออกที่ใช้ได้ผลในระยะยาวซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตนอกจากนี้ยังสามารถลดต้นทุนในการผลิตที่ต้องเสียไปกับการซื้อสารเคมีและยาฆ่าแมลง
-3- มีนา มีข้าว มีความสุข
ทุกครั้งที่เปิบข้าวเข้าปาก จะมีใครสักกี่คนที่ฉุกคิดถามตัวเองว่า ข้าวที่พวกเรากำลังกินนั้นมาจากไหน?
"เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน..." บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ ยังแว่วอยู่ริมโสต ขณะที่เด็กยุคใหม่หลายคนไม่ล่วงรู้เลยว่ากว่าจะเป็นข้าวสักหนึ่งเมล็ดต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนที่เหนื่อยยากเพียงใด อย่าว่าแต่จะเอ่ยถามว่า "จิตร ภูมิศักดิ์" เป็นใครด้วยซ้ำ
จากการสัมมนา "ความสุขเมื่อนาข้าวกลับมา" ได้ข้อสรุปและข้อเสนอแนะที่เป็นนโยบายสาธารณะชุมชน ซึ่งได้แก่ การจัดตั้งและรวบรวมกลุ่มชาวนาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องข้าว , จัดให้มีเวทีสัมมนาเรื่อง "ข้าว" ที่จ.พัทลุง , การกำหนดมาตรการของชุมชนในการควบคุมสารเคมีในนาข้าว นอกจากนี้ยังมีการรวมตัวเป็นเครือข่ายชาวนาภาคใต้ และสร้างพื้นที่ต้นแบบการเรียนรู้และภูมิปัญญาข้าว
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะต่อนโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น ได้แก่ การออกข้อบัญญัติของท้องถิ่นในการจัดการสารเคมีทางการเกษตร, การส่งเสริมโครงการปลูกพืชปลอดสารพิษ , การเชื่อมโยงการทำงานของชุมชนกับแผน อบต. ให้สอดคล้องกัน และจัดให้มีกองทุนรักษาพื้นที่ ป้องกันการบุกรุกจาก "นายทุนและทุนข้ามชาติ"
นับเป็น "เสียง" ของชาวนาภาคใต้แท้ๆ ที่ไม่ต้องอาศัยกลไกรัฐมาขับเคลื่อน เพียงมีสองมือและหัวใจที่พร้อมจะพลิกฟื้นทุ่งนาสีเขียวกลับคืนมาเท่านั้น
โดยข้อสรุปที่ได้จากการเสนอแนะต่อนโยบายสาธารณะ ชุมชนและท้องถิ่นทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในการจัดตั้งนโยบายระดับชาติในเชิงบูรณาการ ได้แก่ การจัดมหกรรม "ข้าว" แห่งชาติ เพื่อรื้อฟื้นวัฒนธรรมและรวบรวมองค์ความรู้เรื่องข้าว , ผลักดัน "ข้าว" ให้เป็นความมั่นคงของประเทศ , การสร้างค่านิยมยกย่องชาวนาให้มีความเสมอภาคกับชนชั้นอื่นของประเทศ , เรียนรู้และรู้เท่าทันพืชจีเอ็มโอหรือการตัดต่อพันธุ์กรรมและกำหนดให้มีพรบ.ข้าว, ส่วนราชการต้องหนุนเสริมการทำนาข้าวแบบอินทรีย์และรณรงค์ยกเลิกการใช้สารเคมีอย่างสิ้นเชิง , สนับสนุนราคาข้าวให้สูง จนเกิดแรงจูงใจในการทำนา , มีมาตรการในการส่งเสริมเกษตรกรที่เหมาะสม , มีมาตรการที่ให้เกษตรกรสามารถกำหนดราคาได้ , จัดทำแผนแม่บททางการเกษตร , การจัดโซนพื้นที่ที่เหมาะสม , โดยรัฐบาลควรให้การสนับสนุนเอื้ออำนวยให้แก่เกษตรด้านการผลิตและการแปรรูปอย่างครบวงจร และท้ายที่สุดคือการจัดการศึกษาส่งเสริมฐานความรู้แก่เกษตรกร
อาจฟังดูเหมือนเพ้อฝันในสายตาบางคน เอาแค่ผลักดันวาระเรื่อง "ข้าว" ให้เป็นความมั่นคงระดับประเทศก็ยากแล้ว มิต้องเอ่ยถึง สิ่งที่ยากกว่านั้นอย่าง พรบ.ข้าว หรือสร้างค่านิยมยกย่องอาชีพชาวนาให้เสมอภาค เพราะรู้อยู่ว่าชาวนาไทยนั้นเป็นชนชั้นที่ "ยากจนซ้ำซาก" แทบไม่เคยได้รับการเหลียวแลแก้ปัญหาจากรัฐบาลใดอย่างต่อเนื่องจริงจังเลย
ถ้าหากชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติจริงๆ ประเทศไทยก็คงหลังหักไปนานแล้ว!
แต่ทว่า ความเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ หลายอย่างในโลกก็ถือกำเนิดจากความฝันเชิงอุดมคติเช่นนี้มิใช่หรือ? ฉะนั้น จะแปลกอะไรหากชาวนาไทยจะฝันมี พรบ.ข้าวสักฉบับเป็นของตนเอง
"ความสุขของคนใต้จะเกิดเมื่อนาข้าวกลับมา" เริ่มต้นจากปัญหาที่เป็นภาวะทุกข์ของคนภาคใต้ ผลักดันให้เกิดความพยายามในการหาทางออก โดยใช้หลักพึ่งพาตนเองของชุมชนสู่แนวทางของการแก้ไขที่เป็นทางออกของปัญหากับบทเรียนที่ได้จากข้อสรุปจากเวทีวิชาการในการสร้างสุขภาคใต้ปี 2550 จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของการทำงานเพื่อกำหนดทิศทางสุขภาพของคนใต้ร่วมกัน ระหว่างภาคีสุขภาพภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันประชาคมภูเก็จ , สำนักงานสาธารณสุขภูเก็ต (สสจ.) , สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) , สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพภาคใต้ (สวรส. ภาคใต้ มอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เหนืออื่นใด การขับเคลื่อนของชาวนาในภาคใต้ครั้งนี้ อาจทำให้เกิดกระแสตื่นตัวในหมู่ชาวนาไทยทั่วประเทศ จนกลายเป็นกระแสคลื่นสีเขียวของนาข้าวแผ่ขยายไปจนสุดลูกหูลูกตาเช่นในอดีต ถึงวันนั้น เมื่อนาข้าวกลับคืนมา ไม่เพียงแค่ความสุขของคนใต้ที่จะกลับคืนมาพร้อมกัน แต่วิถีชีวิตอันเป็นรากเหง้าของแผ่นดินก็จะกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งด้วย


