xs
xsm
sm
md
lg

3 กูรูแนะหลักคิดเข้าหลักสูตรอินเตอร์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เมื่อคุณพ่อ คุณแม่ยุคใหม่ที่มีหัวคิดทันสมัยต่างพิจารณามองหา "หลักสูตรอินเตอร์" ให้ลูกรักได้เข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยของประเทศไทยกันมากขึ้น เพราะไม่เพียงสามารถดูแลลูกรักได้อย่างใกล้ชิด ไม่ต้องปล่อยให้ห่างจากอกเดินทางข้ามน้ำไปศึกษาต่อยังต่างแดนแล้ว การเรียนในหลักสูตรอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยไทย ยังมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการไปศึกษาต่อต่างประเทศอยู่พอสมควร เลยทีเดียว เพราะสามารถตัดกังวลเรื่อง ค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าอาหาร ลงไปได้นั่นเอง

ขณะที่อีกหนึ่งมูลเหตุสำคัญยังคงเป็นเรื่อง ของ "ภาษาอังกฤษ" ที่หลักสูตรปกติ (ภาษาไทย) มักไม่ให้ความสนใจมากนัก เห็นได้ชัดจากรายวิชาภาษาอังกฤษที่นักศึกษาจะต้องเรียนในมหาวิทยาลัยว่า มีค่อนข้างน้อย ส่งผลให้นักศึกษาไทยส่วนมากไม่สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษได้เท่าที่ควรจะเป็น สวนทางกับความต้องการของตลาดแรงงานที่มองว่าภาษาอังกฤษเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ หรือเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่องค์กร ทั้งเล็ก-ใหญ่ต่างคาดหวังว่าเหล่าบัณฑิตใหม่ควรจะต้อง มีเลยทีเดียว

ดังนั้น เมื่อโลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ คงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป หากคุณพ่อคุณแม่หลายท่านกำลังเตรียมลงทุนก้อนใหญ่อีกครั้งให้บุตรหลานด้วย "หลักสูตรอินเตอร์" พร้อมกับความหวังว่า หลักสูตรฮอตฮิตนี้จะสามารถสร้างอนาคตดีๆ ให้แก่ลูกรักได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น เรามีเสียงของนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันออกมาให้ข้อเสนอแนะ และบอกเล่าวิธีเตรียม ความพร้อมก่อนตัดสินใจย่างเท้าเข้าสมัครหลักสูตรอินเตอร์กันด้วย

ขอเริ่มต้นที่ ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช ผู้อำนวยการ โครงการนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งอาจารย์ได้ให้หลักในการพิจารณาเลือกหลักสูตรอินเตอร์ไว้อย่างน่าสนใจ อันประกอบด้วยข้อมูลสำคัญทั้งสิ้น 3 ประการ ได้แก่ "ศิษย์เก่า, ปรัชญาการสอน และองค์ประกอบของความเป็นหลักสูตรนานาชาติ"

"เมื่อตัดสินใจเลือกหลักสูตรที่ต้องจ่ายแพงกว่าแล้ว ผู้ปกครองควรพิจารณาโอกาสในการทำงานของศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาออกไปเป็นข้อมูลประกอบว่ามีสถิติในการได้งานทำเป็นอย่างไร การพิจารณาตัวเลขเหล่านี้สามารถบ่งบอกได้ถึงคุณภาพของหลักสูตร คุณภาพของสถานศึกษาได้ส่วนหนึ่ง หากสามารถพิจารณาจากความก้าวหน้าในงานที่ทำด้วยได้ก็จะเป็น การดี เพราะจะเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่พิสูจน์ได้ถึงรูปแบบ การเรียนการสอน หากนักศึกษาที่จบจากหลักสูตร อินเตอร์แต่ไม่สามารถพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพในการทำงาน หรือสร้างความแตกต่างจากผู้สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรปกติได้ ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องจ่ายแพงกว่า"

ดร.จุลพจน์กล่าวต่อไปว่า "อันดับที่ 2 ที่ควรพิจารณา เป็นเรื่องของ "ปรัชญาการสอน" ของทางสถาบันว่ามีทิศทางอย่างไร มีการนำปรัชญาการสอนใหม่ๆ ที่ผ่านการวิจัยแล้วว่าได้ผลดีมาใช้ร่วมด้วย หรือไม่ หรือเป็นเพียงหลักสูตรที่สอนด้วยภาษาอังกฤษเท่านั้น ส่วนข้อมูลอันดับสุดท้ายคือ "องค์ประกอบของความเป็นนานาชาติ" หมายรวมถึงตัวอาจารย์ผู้สอนเอง บรรยากาศในการเรียน มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษในทุกวิชาหรือไม่ เพราะทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ที่เด็กควรได้รับจากหลักสูตรครับ"

หันมาฟังมุมมองของ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการหลักสูตรของโครงการ IMBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการแนะนำวิธีพิจารณากันบ้าง โดยดร.การดีเปิดเผยว่า "หลักสูตรอินเตอร์ควรจะเป็นหลักสูตรใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนให้ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เรียน ด้วยภาษาอังกฤษแล้วเรียกว่าหลักสูตรอินเตอร์ นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาถึงคอนเน็กชัน ของทางสถาบันกับมหาวิทยาลัยต่างแดนด้วยว่ามีความร่วมมือกันมากน้อยเพียงใด ถ้าหากมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์-นักศึกษาระหว่างกัน องค์ความรู้ที่ได้รับก็จะเปิดกว้างมากกว่า"

ดร.การดีกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า "บรรยากาศของความเป็นนานาชาติเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณา จริงอยู่ว่าในชั้นเรียนอาจมีนักศึกษาไทยเป็นส่วนมาก แต่หากทางสถาบันจัดให้มีกิจกรรม หรือจัดบรรยากาศให้เหมาะแก่การใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะช่วยนักศึกษาไทยใน การปรับตัวได้มากขึ้น นอกจากนั้น ในแง่ของจำนวนนักศึกษาในห้องเรียนควรจะไม่มากนัก ประมาณ 25 - 30 คนถือเป็นตัวเลขที่เหมาะสม โดยเฉพาะในวิชาที่ต้องมีการแสดงความคิดเห็น เพราะเด็กจะสามารถมีส่วนร่วมในชั้นเรียนได้อย่างทั่วถึงค่ะ"

ด้าน Mr.Jeroen Schedler ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศและคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้คำแนะนำว่า "ผู้ปกครองควรจะต้องมองที่ระบบการศึกษาที่สามารถให้ความรู้และสามารถฝึกฝนให้เด็กสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง มีคุณภาพ อย่างไรก็ดี การศึกษาในระบบนานาชาติมีส่วนช่วยให้มุมมองและทัศนคติของเด็กนั้นกว้างไกลมากขึ้น กล่าวคือ หลักสูตรนานาชาติเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็ก โดยเชื่อว่า การที่เด็กได้ศึกษาจากประสบการณ์จริง จะสามารถปรับตัวได้อย่างมีความสุข เมื่อเข้าไปอยู่ในสังคมโลกยุคใหม่ได้หลังจากจบการศึกษา ขณะที่การศึกษาแบบบอกให้ทำ และถูกควบคุมอย่างเคร่งครัดทำให้เด็ก ไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น และอาจไม่สามารถ นำความรู้จากบทเรียนมาประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบัน ได้"

นอกจากนั้น Mr.Jeroen ยังเห็นพ้องกับ ดร.จุลพจน์ และดร.การดีในประเด็นเรื่อง การสร้างสภาพแวดล้อม ที่เป็นนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญ พร้อมยกตัวอย่างการจัดส่งนักศึกษาไปฝึกงานหรืออบรมหลักสูตรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ว่าเป็นสิ่งที่ควรมีในหลักสูตรด้วย เพราะเป็นการผลักดันให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากภายนอก

สุดท้าย ก็คือรูปแบบการเรียนการสอน Mr.Jeroen เชื่อว่าการเน้นการเรียนการสอนแบบ Self Assess และ Problem based learning ในหลักสูตรนานาชาติ จะช่วยฝึกฝนให้เด็กรู้จักค้นคว้าหาข้อมูลและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้ด้วยตัวเอง

ทิ้งท้ายกับมุมมองของ ดร.การดี ที่ฝากไว้ว่า "หากมองอย่างลึกซึ้งแล้ว การเปิดหลักสูตรนานาชาติ นักศึกษาจะได้ประโยชน์จากความหลากหลายทางเชื้อชาติ ในห้องเรียน เป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กให้กว้างมากขึ้น และเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน เพราะจากยุคนี้เป็นต้นไป บัณฑิตของเราควรจะมีความสามารถในการทำงานในระดับนานาชาติได้แล้วค่ะ"