หากมีคำถามว่าความฝันเรื่องบอลไทยไปบอลโลกเป็นจริงได้ขนาดไหน ถึงเวลานี้คงมีหลายเสียงเห็นพ้องกันว่ายังไกลเกินกว่าใจจะไปถึง แต่ถ้าถามว่าเส้นทางฟุตบอลอาชีพซึ่งเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาฝีเท้านักเตะและทีมชาติ ณ ห้วงเวลาปัจจุบันได้เปิดทางให้กับเลือดใหม่เข้ามาไหลเวียนในวงการมากน้อยขนาดไหน คำตอบที่ได้รับน่าพอใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับเยาวชนที่จะกลายเป็นกำลังอันเข้มแข็งของทีมชาติในวันข้างหน้า ถึงเวลานี้พวกเขาสามารถสร้างพื้นที่ของตนเองได้ตั้งแต่ระดับสโมสรจนถึงทีมชาติชุดต่างๆ ด้วยฐานะ“นักฟุตบอลอาชีพ” อย่างเต็มตัว
1.
ถ้ายังจำหนึ่งในสองผู้ชนะจากการคัดเลือกสองนักฟุตบอลเยาวชนไทยจากรายการโทรทัศน์ที่ชื่อ “เดอะวินเนอร์” หลายคนคงไม่ลืมชื่อ “อนาวิน จูจีน” เด็กหนุ่มที่มีพื้นครอบครัวล่มสลายหลังพ่อและแม่เข้าสู่วงการยาเสพติด ภาพที่เอ็ม หรือ อนาวิน ได้พบกับแม่ที่เพิ่งพ้นโทษยังคงติดตาผู้ที่ชมรายการ แน่นอนว่าด้วยมายาแห่งโทรทัศน์ภาพดังกล่าวคั้นอารมณ์คนดูอย่างเต็มที่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตของเด็กหนุ่มคนนี้ต้องผ่านบททดสอบชีวิตมามากกว่าภาพที่เห็น และด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำฝันในวัยเยาว์ของตนเองให้เป็นจริง “ฟุตบอล” จึงกลายเป็นทางออกที่ดีที่สุดของ อนาวิน และทำให้เขาได้พบกับประสบการณ์ที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้สัมผัส
หลังได้รับคัดเลือกจากเยาวชนไทยจำนวนกว่า 1000 คน เอ็ม ได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่น้อยคนนักจะได้รับในช่วงชีวิตหนึ่ง เพราะเขาได้เดินทางไปใน 11 ประเทศเพื่อฝึกทักษะฟุตบอลกับนักเตะระดับโลกอย่าง เดวิด เบ็คแฮม โรนัลดินโญ่ หรือ เธียร์รี่ อองรี และนั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้วันนี้เด็กหนุ่มผู้แจ้งใบสูติบัตรที่นครสวรรค์ เติบโตที่กาญจนบุรี ย้ายมาเรียนหนังสือที่อ่างทอง เวลานี้ครอบครัวอยู่เชียงใหม่ ได้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัวภายใต้สังกัด สโมสรธนาคารกรุงไทย
บุคลิกลักษณะภายนอกของ “เอ็ม” อนาวิน ที่วันนี้มีอายุเต็ม 20 ปีนั้นคือคนอารมณ์ดีสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คนรอบข้างได้ตลอดเวลา แต่ลึกเข้าไปข้างในแล้วเด็กหนุ่มคนนี้มีความมุ่งมั่นกับความฝันของตนเองและพร้อมจะวิ่งเข้าหาโอกาสที่เปิดให้ตลอดเวลา
“ผมชอบเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ยิ่งได้เรียนโรงเรียนกีฬาที่จังหวัดอ่างทองตอนนั้นอายุ 12 ปี ก็ทำให้มีความมุ่งมั่นมากขึ้นและที่โรงเรียนก็สอนทักษะให้ทุกอย่างที่สำคัญเป็นโรงเรียนแบบกินนอนทำให้เราไม่วอกแวก เรื่องปัญหาทางบ้านก็ไม่มากวนใจสักเท่าไรตอนนั้นมีเป้าหมายคือเอาดีในฐานะนักฟุตบอลให้ได้ พอ ตัวเราเองก็ไม่พยายามจะเอาปัญหาดังกล่าวมาคิดให้กลัดกลุ้มด้วย ที่สำคัญคุณครู “ประดิษฐ์ มีสันทัด” ที่เป็นโค้ชของผมด้วยให้คำปรึกษาตลอดเวลาทำให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ ที่สำคัญเป้าหมายในการเป็นนักฟุตบอลของผมเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผมไม่ไขว่เขวหรือหลงทาง”
แต่ก็ใช่ว่าชีวิตในโรงเรียนกีฬาจังหวัดอ่างทองจะตอบสนองให้ได้ทุกอย่างเพราะ อนาวิน และ เพื่อนเป็นรุ่นแรกของการก่อตั้ง เรื่องอุปกรณ์อย่างรองเท้าสตั๊ดสำหรับทีมนักฟุตบอลนั้นส่วนใหญ่ต้องหากันมาเอง เอ็ม เล่าถึงความขาดแคลนของตนเองเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนโรงเรียนกีฬาให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า
“ผมมีสตั๊ดหลายคู่นะ (หัวเราะ) เพียงแต่ขนาดมันไม่เคยเท่ากันเลยสักครั้ง คือส่วนตัวแล้วผมก็มีสตั๊ดอยู่หนึ่งคู่แม่ซื้อให้จำได้แม่นว่า 13 ปุ่มลวดลายเจ็บมาก แต่คุณภาพมันก็ตามราคาพอใช้ไปนานๆ ก็มีผุพังไป ผมก็ไม่มีเงินซื้อใหม่เวลาจะซ้อมก็ต้องขอยืมเพื่อนที่เขามีสองคู่ ทุกครั้งทำให้ขนาดรองเท้าของผมกลายเป็นพวกฟรีไซส์จนเรียนจบ ม.6 และได้เป็นตัวแทนนักฟุตบอลเยาวชนไทยของเดอะวินเนอร์ ถึงได้รองเท้าคู่ที่แพงที่สุดในชีวิตของไนกี้”
อนาวิน พูดถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งสำคัญว่า “อันที่จริงแล้วนักฟุตบอลรุ่นผมเป็นรุ่นอาภัพนะไม่ค่อยมีใครได้โอกาสไปคัดทีมชาติสักเท่าไร อย่างผมถือว่ามีโอกาสและโชคดีมากที่สามารถผ่านการคัดตัวตั้งแต่ระดับภาคที่ทางรายการเอาทั้งหมด 20 คน รวมทั้งหมด 5 ภาคก็ 100 คน (ใน 100 คนนี้ก็มาจากคนที่สมัครเข้ามาสอบคัดเลือกรวมแล้วกว่า 2000 คน แต่คัดแล้วเหลือรวม 100 คน)”
“จากนั้นก็จะทำการคัดเลือกซึ่งทางรายการกำหนดจากทักษะทางฟุตบอลต่างๆ การเล่น 1:1 พอถึงรอบ 100 คนเขาก็จะทดสอบสมรรถภาพโดยการวิ่ง แล้วก็มีการลงเล่นเป็นทีมเพื่อดูว่าใครเหมาะที่จะเล่นตำแหน่งไหน จากนั้นก็ตัดเหลือ 50 คน จาก 50 คนก็เข้ามาอยู่ในรายการเรียลลิตี้ ชื่อ “เดอะ วินเนอร์” จากนั้นเขาก็คัดออกไปเรื่อยๆจนเหลือ 18 คนเพื่อเป็นตัวแทนนักเรียนไทยรุ่นอายุ 18 ปี ในนามทีมชาติไทยไปแข่งที่อินโดนีเชีย จากนั้นเขาก็คัดอีกสองคนซึ่งเป็นผมกับ ดา-วิสุทธิ์ บุญเพ็ง ที่เป็นตัวแทนประเทศไทยไปฝึกทักษะการเล่นฟุตบอลกับยอดนักเตะระดับโลกในต่างแดนเป็นเวลา 6 สัปดาห์ร่วมกับเพื่อนเยาวชนชาติอื่นๆ จากทั่วโลกรวม 11 ประเทศ”
นั่นคือโอกาสที่จะเรียกว่าสร้างมาด้วยลำแข้งของ อนาวิน เองก็คงไม่ผิดนักเพราะหลังจากได้ตระเวนฝึกทักษะกับนักเตะระดับโลกมาเป็นเวลาเกือบสองเดือน วงการลูกหนังไทยก็เริ่มจับตามองเด็กหนุ่มรายนี้ทันที โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กีฬาอย่างไนกี้ ที่ต้องการสนับสนุนนักฟุตบอลรุ่นใหม่ และ อนาวิน คือหนึ่งในกลุ่มที่ถูกคัดเลือกและจนถึงเวลานี้เขาได้เซ็นสัญญากับผลิตภัณฑ์กีฬาชื่อดังอย่างเต็มตัว
คนวิ่งเข้าหาโอกาสมักจะได้เจอกับความท้าทายเสมอ เช่นเดียวกับ เอ็ม ที่ปัจจุบันสามารถพลิกชีวิตตนเองและครอบครัวที่เคยล่มสลายให้ฟื้นคือมาอีกครั้ง เพราะทันทีที่จบการหาประสบการณ์กับนักเตะต่างแดน พร้อมกับสถานภาพนักฟุตบอลทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปีปัจจุบันอยู่ในชุดอายุไม่เกิน 21 ปีฝีเท้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ เอ็ม ถูกดึงเข้าสังกัดใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงไทย และเป็นนักเรียนทุนกีฬาของมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ทุกวันนี้เด็กหนุ่มวัย 20 ปีบอกว่าชีวิตสุขสบายกว่าในอดีตมาก แม้จะมีภาระส่งเสียน้องสาวและครอบครัว แต่เขาก็ดีใจที่ฐานะนักฟุตบอลอาชีพ ซึ่งเขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กสามารถเจือจานทุกคนในครอบครัวได้
ถึงเวลานี้ อนาวิน ยังอยากต่อยอดเป้าหมายของตนเองให้สูงกว่าเดิม แม้ว่าจะติดทีมชาติชุด 21 ปี และเป็นนักฟุตบอลอาชีพในไทยลีกแล้ว เขาแอบหวังไว้ลึกๆว่าถ้าเห็นช่องทางและโอกาสที่จะได้ไปค้าแข้งในยุโรปก็จะไม่รีรอที่จะวิ่งไปคว้าไว้ทันที
“ลึกๆแล้วผมอยากไปเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลในต่างประเทศด้วยนะ เพราะจะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ รายได้ก็ดีด้วย แต่ลีกที่อยากไปไมใช่ลีกดังอย่างอังกฤษ ขอแค่ทีมดิวิชั่น 1 ในสวีเดนก็พอ ตอนนี้แม้จะยังไม่ถึงเวลา แต่ผมก็เตรียมตัวอย่างเต็มที่เพื่อจะได้พร้อมเสมอถ้ามีคนหยิบยื่นโอกาสให้”
นี่คือบางช่วงบางตอนของการสนทนากับ อนาวิน จูจีน นักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดอายุ 21 ปี เล่นอาชีพให้กับทีมในระดับไทยลีกอย่างธนาคารกรุงไทย ก้าวแรกของความฝันของ เอ็ม นั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่มิใช่บนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะความตั้งใจและมุมานะของเด็กหนุ่มผู้ที่ออกปากว่า “ชีวิตของผมต้องช่วยเหลือตนเองทุกอย่าง” ให้มีวันนี้ได้
2.
เรื่องของ เอ็ม “อนาวิน จูจีน” อาจเป็นภาพยนตร์ที่ครบรสทั้งสุข เศร้า เคล้าน้ำตา ก่อนจะจบอย่างแฮปปี้แอนดิ้ง (ในภาคแรก) แต่สำหรับ “ก้อง” เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ กัปตันทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 17 ปีเรื่องราวของเขาอาจจะดำเนินแบบเรียบง่ายเหมือนกับลูกชายโทนของครอบครัวไทยทั่วไปที่มีความฝันอยากเป็นนักกีฬา แต่ด้วยการจุดประกายของคุณพ่อซึ่งรับราชการเป็นทหาร ในขณะที่ คุณแม่ ผู้ประกอบอาชีพนางพยาบาล คอยเป็นกองหนุนให้บุตรชายคนเดียว มุ่งมั่นบนเส้นทางลูกหนังจนก้าวมาถึงจุดที่ใกล้สู่ความสำเร็จเต็มที
ความรักระหว่าง ”ก้อง” และเกมลูกหนังนั้นไม่ได้ต่างจากอนาวินสักเท่าใดนัก เขาเลือกที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้มาตั้งแต่เด็ก ด้วยความสนับสนุนของพ่อที่เป็นอดีตนักฟุตบอลซึ่ง “ก้อง” ให้คำจำกัดความสั้นๆว่า“พ่อคือแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้ผมเลือกที่จะเล่นกีฬาประเภทนี้”
เช่นเดียวกับ อนาวิน ที่เรียนในโรงเรียนกีฬาอ่างทอง ซึ่งเน้นการสร้างทักษะทางด้านการกีฬามากกว่าวิชาการ เกริกฤทธิ์ ที่ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 ของโรงเรียนจุฬาภรณ์ ที่เป็นหนึ่งในเครือของโรงเรียน อัสสัมชัญศรีราชา แหล่งสร้างนักฟุตบอลฝีเท้าดี ก้อง โชว์ ฝีเท้าจนติดทีมนักเรียนตั้งแต่ชุด 12 -14 และ 17 ปี ซึ่งเป็นชุดปัจจุบันในตำแหน่งกัปตันทีม
แน่นอนว่าความรักและความฝันในเกมลูกหนังของ ก้อง ไม่ได้ต่างอะไรไปจากเอ็ม เพียงแต่ด้วยวัยวุฒิ และประสบการณ์ชีวิตที่น้อยกว่า เด็กหนุ่มวัย 17 ปีจึงมุ่งมั่นที่จะทำผลงานตรงหน้าในฐานนักฟุตบอลทีมชาติชุดอายุไม่ต่ำกว่า 17 ปีให้ดีที่สุดความฝันของเขาคือการพาทีมไปสู่ตำแหน่งแชมป์ของเอเชียให้ได้ และด้วยตำแหน่งที่ต้องคอยกระตุ้นเพื่อนในทีม ก้อง เผยว่าต้องคอยทำหน้าที่กระตุ้นเพื่อนๆทุกคนอยู่ตลอดที่สำคัญตัวเราต้องไม่ท้อเป็นคนแรก “เวลาบอกให้เพื่อนสู้ก็เหมือนกับย้ำตัวเองไปด้วย ที่สำคัญความสำเร็จจะมาถึงเราและทีมได้ต้องมีวินัย ตั้งใจฝึกซ้อม และเชื่อฟังโค้ช ถึงจะไปสู่เป้าหมายที่วางเอาไว้ได้”
“ก้อง” เป็นนักฟุตบอลอีกหนึ่งรายที่ได้รับความสนับสนุนจากไนกี้ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ได้รับความสนับสนุนดังกล่าวเป็นเพราะเปิดโอกาสให้ตนเองเสมอ และความสามารถของเขาก็เข้าตาตัวแทนของผลิตภัณฑ์กีฬาดัง เมื่อได้โชว์ลีลาในกิจกรรมหนึ่งของไนกี้ ซึ่งทำให้เวลานี้กัปตันทีมฟุตบอลวัย 17 ปีได้รับความสนับสนุนด้วยผลิตภัณฑ์ฟุตบอลจากแบรนด์ระดับโลก ที่จะคอยส่งเสริมการเล่นของเขาไปจนถึงที่สุด
การได้เป็นนักฟุตบอลทีมชาติชุดอายุไม่เกิน 17 ปีเป็นความฝันก้าวแรกของ “ก้อง” เท่านั้นเส้นทางต่อจากนี้ที่เขามองไว้เงียบๆคือการติดทีมชาติชุดใหญ่ และเล่นอาชีพให้กับทีมระดับไทยลีก โดยในเวลานี้เด็กหนุ่มที่ยังไม่พ้นจากรั้วขาสั้นเล่นให้กับทีมสโมสรศรีราชา ซึ่งอยู่ในดิวิชั่น 1 นอกจากนี้ที่สุดแห่งที่สุดของความสำเร็จบนเส้นทางนี้ คือการได้เป็นหนึ่งในนักเตะไทยที่ได้ค้าแข้งในต่างแดน ไม่ว่าจะเป็นวีลีก ของเวียนนาม หรือ เอสลีก สิงค์โปร เพราะเหล่านี้คือประสบการณ์ที่ ก้อง บอกว่าจะทำให้เขาเก็บเกี่ยวดอกผลได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยวัยเพียง 17 ปีกับชีวิตในระดับมัธยมปลายชื่อของ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ติดอยู่ในทำเนียบนักฟุตบอลทีมชาติ ที่แม้จะมิใช่ชุดใหญ่ แต่ก็เป็นชุดความหวังและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมาโดยตลอด แต่ความฝันของเด็กหนุ่มยังไม่จบเพียงเท่านี้เส้นทางสายอาชีพที่เขาได้เริ่มต้นแล้วกับสโมสรศรีราชา รวมไปถึง การกรุยทุ่งหญ้าแห่งความฝันไปสู่ทีมชาติชุดใหญ่ คือสิ่งที่ “ก้อง” ได้เริ่มต้นท้าทายความสามารถของตนเอง
3.
ในจำนวนนักฟุตบอลที่ได้รับความสนับสนุน แต่ละรายจะได้สวมสตั๊ดรุ่นล่าสุดคือ Total – 90 “สุเชาว์ นุชนุ่ม” ดูจะเป็นพี่ใหญ่ทางด้านผลงานมากที่สุด หลังติดทีมชาติชุดใหญ่ไปทำการแข่งขัน ซีเกมส์ครั้งที่ 23 ประเทศฟิลิปปินส์เป็นสนามแรกที่ทำให้ชื่อของ สุเชาว์ อดีตนักมวยไทยอาชีพจากเวทีบางใหญ่ กลายเป็นที่จับตาของวงการลูกหนังไทยแทบจะในทันที
สุเชาว์ เล่าถึงจุดเปลี่ยนจากนักมวยมาเป็นนักฟุตบอลว่า “ผมมาเริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังตอนอายุ 19 ปี พร้อมกับย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แต่ก่อนหน้านั้นเป็นนักมวยมาตลอด ตั้งแต่ ป.2 จนถึงมัธยม 2“
บนสังเวียนผืนผ้าใบ “กบ” ประสบความสำเร็จไม่น้อย แต่เหตุผลของการย้ายโรงเรียน รวมไปถึงปัญหาบาดเจ็บทำให้สุดท้าย เด็กหนุ่มจากเมืองกาญจนบุรี ตัดสินใจเลิกเป็นนักมวยไทยอาชีพ และหันมาเล่นฟุตบอลก่อนจะจริงจังเมื่อมีอายุได้ 19 ปี หลังจากตามเพื่อนเข้ามาคัดตัวนักฟุตบอลของสโมสรองค์การโทรศัพท์ หรือ ทีโอที ในปัจจุบัน
“คือตอนนั้นทางทีโอที กำลังคัดตัวนักฟุตบอลชุดเล็ก แล้วโค้ชก๊อกแกทำชุดใหญ่ก็มาสังเกตการณ์ จริงๆแล้วเขาเอาแค่ 20 คน แต่อาจเป็นเพราะความมุ่งมั่น และ วิ่งไล่ลูกฟุตบอลตลอดทำให้โค้ชก๊อกตัดสินใจเลือกผมเป็นคนที่ 21 ตอนนั้นต้องบอกว่าเป็นโอกาสครั้งสำคัญ”
หลังจากติดทีมระดับสโมสร ประตูบานแรกของ สุเชาว์ ก็เปิดกว้าง ด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่นมากกว่าใครเพราะรู้ว่าเริ่มต้นช้าทำให้ผลงานระดับสโมสรของเด็กหนุ่มวัย 19 ปีในเวลานั้นเข้าตาโค้ชทีมชาติ “ชาญวิทย์ ผลชีวิน” มีรายชื่อติดทีมชาติชุด ยู 21 ด้วยเวลาเพียง 2 ปี ความสำเร็จอันรวดเร็วนี้ สุเชาว์ เผยว่า “คุณสมบัติเรื่องความขยัน ทุ่มเทอย่างเต็มที่บวกกับพรสวรรค์และพรแสวงทำให้ผมมีวันนี้ได้”
เส้นทางของ สุเชาว์ ในฐานะนักฟุตบอลทีมชาติเมื่อบรรยายมาเป็นตัวอักษรเพียงสองสามบรรทัดอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายแต่ในความเป็นจริงแล้วเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคและเสียสละความสุขอย่างที่เด็กหนุ่มทั่วไปแสวงหากัน “ที่ผ่านมาเพราะเรามุ่งมั่นจะประสบความสำเร็จในอีกเส้นทางที่เราฝัน ก็ต้องเสียสละความสนุกส่วนตัว ไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนคนอื่นเขาเพราะต้องฝึกซ้อมแต่ดอกผลหลังจากฝ่าฟันมาได้ก็นับว่าคุ้มค่า”
ถึงเวลานี้ สุเชาว์ กลายมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัว ด้วยรายได้ที่เจ้าตัวบอกว่าสามารถทำให้ทุกคนในครอบครัวอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก แต่ถึงแม้จะมาถึงจุดที่อดีตนักมวยไทยอย่างเขาจะคาดไม่ถึง สุเชาว์ ยังไม่จบฝันไว้เพียงเท่านี้ “เป้าหมายสูงสุดในฐานะคนไทยที่ติดทีมชาติก็อยากไปบอลโลก ซึ่งเราก็รู้ว่าเป็นฝันที่ไกลไปและไม่รู้ว่าจะทำได้ในช่วงของตนเองหรือไม่ แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด ส่วนที่คิดว่าทำได้แน่คือพาทีโอทีคว้าแชมป์ไทยลีกให้ได้ และถ้ามีโอกาสก็อยากไปค้าแข้งในเวียดนามอย่างนักฟุตบอลรุ่นพี่บ้าง”
แม้ สุเชาว์ จะบอกว่าอายุของเขาในเวลานี้คือ 23 ย่าง 24 ปีเป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวได้มากที่สุดของอาชีพนักฟุตบอล ฝันของเขาในระดับอาชีพคือการค้าแข้งในลีกระดับอาเซียนอย่าง วีลีก และหวังว่าเมื่อถึงวันที่ต้องแขวนสตั๊ด ขอแค่มีงานการที่มั่นคงซึ่งอาจจะเกี่ยวกับวงการลูกหนังหรือไม่เกี่ยวก็ได้เพื่อดูแลครอบครัวก็พอใจแล้ว แต่ด้วยฝีเท้าของ สุเชาว์ ที่แฟนลูกหนังชาวไทยต่างก็เห็นตรงกันว่า เป็นนักเตะระดับพรสวรรค์ เส้นทางของเด็กหนุ่มจากเมืองกาญจนบุรีรายนี้อาจจะทอดยาวออกไปอีกไกลกว่าที่เจ้าตัวคิดไว้ก็เป็นได้
****************
ทีมข่าวกีฬา


