ถ้าพูดถึงต้นไม้อายุ 66 ปี คงจะเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่ กิ่งใบปกแผ่กว้างขวาง รากหยั่งลึกเหนียวแน่น ยืนต้นอย่างมั่นคง ผ่านร้อน ฝน หนาวมาเสียจนทานทนต่อแรงเสียดสีและไม่ไหวเอนง่ายดายตามแรงลม
ถ้าพูดถึงคนอายุ 66 ปี คงจะเป็นคนที่ผ่านโลกมาในระดับที่อยู่ตัวและจัดการกับแรงกระแทกกระทั้นต่างๆ จากภายนอกได้ในระดับที่อยู่มือพอสมควร
บังเอิญว่าคนที่กำลังจะพูดถึงก็มีอายุ 66 ปี และมีชื่อเหมือนต้นไม้ และเราอยากรู้จักต้นไม้ต้นนี้
ด้วยเนื้อที่จำกัดจำเขี่ยจึงขอพาไปสำรวจอย่างคร่าวๆ จากวันที่เป็นต้นกล้า ถึงวันที่เป็นต้นใหญ่ เป็นไปได้ว่า...ต้นไม้ต้นหนึ่งไม่อาจสวยงามได้ทุกกิ่งใบ แต่บางทีการพูดคุยกับต้นไม้ต้นนี้อาจทำให้เรารู้จักวิธีที่จะยืนต้นเป็นไม้ใหญ่ที่สามารถเคารพนับถือตัวเองได้อย่างไม่ขัดเขินบ้าง...ไม่มากก็น้อย
1
ในคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีอดีตนายกสภาทนายความคนหนึ่งอยู่ในคณะกรรมการด้วย นอกจากจะทำหน้าที่ตรวจสอบ เขายังเป็นโฆษกคตส.อีกหน้าที่หนึ่ง ชื่อของเขาหมายถึงต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สัก กอแสงเรือง
สำนักงานทนายความแห่งหนึ่งบนถนนจรัญสนิทวงศ์ที่ดูภายนอกก็รู้ได้ทันทีว่าตั้งอยู่ตรงนี้มาหลายนาน เราก้าวผ่านประตูเข้าไปสู่ชั้น 2 เขานั่งรอเราอยู่ที่โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยกองเอกสาร
“ผมเกิดที่บางขุนเทียน เป็นคนกรุงเทพฯ ฝั่นธนฯ ชีวิตวัยเด็กก็อยู่กับพ่อแม่แถวตลาดน้ำวัดไทร ทางบ้านขายยา ช่วยพ่อแม่ เรียนหนังสือ สมัยนั้นตอนเรียนบังเอิญเข้าเรียนค่อนข้างช้า เข้าตอนอายุ 8 ขวบแล้ว ก็เลยต้องเร่ง พอจบชั้นป.4 ก็ไปต่อที่โรงเรียนวัดสิงห์หรือมัธยมวัดสิงห์เดี๋ยวนี้”
สัก กอแสงเรืองใช้เวลาเพียง 3 ปีในระดับมัธยมก็กลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 16 ปี
“พอได้มาเรียนที่มัธยมวัดสิงห์ เขาก็มีการเปิดกวดวิชา ผมเห็นว่าเรียนทีละปีมันช้า เลยไปกวดวิชา เรียนม.1 ไปกวดวิชาม.3 แล้วก็สอบม.3 ได้ ผมก็ลาออกแล้วไปกวดม.6 กับม.8 อีกปีหนึ่ง รวม 3 ปีผมก็จบม.8 เข้าเรียนต่อที่ธรรมศาสตร์อีก 4 ปีตอนที่จบธรรมศาสตร์พร้อมกับเนติบัณฑิตผมอายุ 20 ชีวิตการเรียนผมค่อนข้าง...ใจร้อน ผมเบื่อระเบียบ เบื่อกฎเกณฑ์เยอะๆ ของโรงเรียนผมไม่ชอบถูกผูกมัด ไม่ชอบถูกบังคับ แต่อย่างน้อยเราควรยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ผมชอบท้าทาย ไม่ชอบอยู่นิ่งๆ”
*ฟังจากที่คุณสักเล่าเหมือนชีวิตตอนนั้นก็คร่ำเคร่งกับการเรียนมาก
ใช่ แต่ก็ไม่ได้เรียนอย่างเดียวนะ ตอนที่ผมเรียนกวดวิชา เรียนที่ธรรมศาสตร์ ผมก็เลี้ยงไก่ควบไปด้วย สมัยนั้นทำอยู่สักพันตัว ทางบ้านให้ทุนผมมาทำธุรกิจเอง สมัยนั้นสนุกนะ เช้าผมต้องดูแลเล้าไก่ก่อนไปเรียน เย็นก็กลับมาดูอีกทีหนึ่ง เสาร์ อาทิตย์ต้องเอาไข่ไก่ไปส่ง ไปซื้ออาหารไก่ เวลาผมเอาไข่ไก่ไปส่ง ผมก็จะคิดว่าจะทำยังไงถึงจะเพิ่มราคาไข่ไก่ของตัวเองได้ ปกติเจ้าอื่นเขาวางในถาดธรรมดาแล้วก็ขาย แต่ผมไปทำตรายางใส่ชื่อฟาร์ม เอาปั๊มตีตราบนไข่ไก่ทุกฟอง พอใส่ชื่อเราก็บวกราคาอีกสิบสตางค์ มันสร้างมูลค่าเพิ่มได้
ตอนเรียนธรรมศาสตร์ผมก็ทำตำรา ทำชีตไปด้วย เพราะตอนปิดเทอมผมจะอ่านหนังสือล่วงหน้าไปเลย จบหมดแล้ว พอเปิดเทอมก็มาพิมพ์โน้ตย่อขาย กลางๆ เทอมก็เอาข้อสอบเก่ามาเฉลย ถาม-ตอบ แล้วถ้าใกล้ๆ สอบผมก็จะเก็งข้อสอบ สมัยนั้นทำชีตออกมาขายบาทสองบาท ทำให้มีรายได้ตลอด
พอจบธรรมศาสตร์อายุยังไม่ครบเกณฑ์ที่จะสอบผู้พิพากษาหรืออัยการ ผมเลยไปฝึกเป็นทนาย ชีวิตก็เลยวิ่งมาทางนี้ตลอด เป็นอาชีพที่อิสระดี ไม่มีผู้บังคับบัญชา ไม่ถูกผูกมัดโดยกฎเกณฑ์ของระเบียบราชการ เป็นตัวของตัวเอง จะได้เงินมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความขยัน ขึ้นอยู่ผลงานของเราเอง เราทำไม่ดี คนอื่นก็ไม่จ้าง ทำดีเขาก็จ้าง รายไหนที่เราไม่อยากทำ เราก็ไม่รับ เรามีอิสระในการเลือกงาน ในการทำงาน
*ถ้าคนไหนไม่อยากว่าความให้ก็ไม่รับ?
ก็แน่นอน ลูกความคนไหนเขี้ยว ไปโกงเขา เราแนะนำแล้วไม่เชื่อ เราก็ไม่เอา ความเห็นไม่ตรงกันก็ไม่ทำ สมมติเขามาจ้างเราฟ้องขับไล่ ถ้าเป็นผู้ให้เช่าที่โหดจะไล่เขาอย่างเดียว ไม่ยอมจ่าย บางเรื่องเราไม่สบายใจเราก็ไม่ทำ ไล่สลัมทีละร้อยสองร้อยคนแล้วบอกว่าไม่จ่ายเลย เราก็ไม่เอา ในหลักเกณฑ์คือว่าคุณจะเอาที่คืนไปทำประโยชน์คุณก็ควรจะต้องสละบ้าง ควรจะช่วยเหลือผู้เช่าเขาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่จ่ายจนผู้เช่าพอใจ ต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์พอสมควร เช่ามาสิบปี ได้ค่าเช่าเดือนละร้อยสองร้อย แล้วคุณจะเรียกเป็นแสน เป็นล้าน มันก็ไม่ได้ ต้องดูความพอเหมาะ พอดี สมเหตุ สมผลของทั้งสองฝ่าย แต่ก็ไม่ใช่เหี้ยมจนกระทั่งไม่จ่ายเลย อย่างนี้เราก็จะไม่ตกเป็นเครื่องมือในการใช้กฎหมายไปในทางที่ไม่ชอบ
*แต่คนมักจะมองอาชีพทนายด้วยสายตาที่เป็นลบ
ใช่ อาชีพทนายถูกมองลบ หัวหมอ เอาเปรียบลูกค้า เอาเปรียบชาวบ้าน ช่วยคนผิด ช่วยคนโกง ตรงนี้มันก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่บางส่วนก็เข้าใจผิด ถามว่าคนที่ฆ่าคนตาย เราสมควรไปช่วยเขามั้ย ตามกฎหมายกำหนดว่าคดีฆ่าคนตายมีโทษประหารชีวิต ถึงแม้เขาไม่จ้างทนาย ศาลก็ต้องตั้งทนายให้เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความเป็นธรรม เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานที่ถูกต้อง แท้จริง ที่จะไม่ถูกปรักปรำ หรือเพื่อไม่ให้ถูกดำเนินการโดยไม่มีสิทธิที่จะพูด ไม่มีสิทธิที่จะต่อสู้ เขามีสิทธิที่จะพิสูจน์ความจริงจากพยานโจทก์ได้ว่าพูดจริงหรือเท็จ เขามีสิทธิที่จะพิสูจน์ได้ว่าหลักฐานที่ตำรวจเอามามันถูกต้องหรือเปล่า ถูกปรักปรำหรือเปล่า
แต่ทนายไม่มีสิทธิไปสร้างพยานหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อช่วยจำเลย เราจะต้องไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม เรามีเพียงหน้าที่พิสูจน์ความถูกต้อง ความเป็นธรรมให้กับจำเลย ถึงแม้เขาจะเป็นผู้กระทำความผิด แต่เขาก็ควรจะได้รับการตรวจสอบอย่างถูกต้อง แล้วโทษที่เขาควรได้รับก็ควรจะเป็นโทษที่เป็นธรรม ไม่ใช่ว่าเขามียาเสพติดแค่เม็ดเดียวหรือเป็นแค่ผู้เสพ แต่ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้ค้า ผู้จำหน่าย อย่างนี้มันก็ไม่เป็นธรรม เราก็ต้องช่วยเขาให้ได้รับความเป็นธรรม เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะมีทนาย มีสิทธิที่จะต่อสู้ในศาล มีสิทธิที่จะปกป้องตัวเอง และได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องเป็นธรรม แต่เราก็จะบอกจำเลยว่าคุณมีทางเลือกนะ ถ้าคุณทำผิดจริง คุณรับสารภาพคุณอาจจะได้รับการบรรเทาโทษ ลดโทษ หรือถ้าคุณทำให้เขาเสียหาย คุณชดใช้เขา คุณก็จะได้รับการพิจารณาอีกระดับหนึ่ง เราไม่เคยแนะนำให้เขาไปสู้ทุกเรื่อง
2
ปี 2528 สภาทนายความถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อดูแล ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ รวมถึงการฝึกอบรมคุณภาพของอาชีพทนายความ
“สมัยก่อนเนติบัณฑิตยสภาจะเป็นคนดูแลทนาย แต่ว่าเขาไม่ได้ดูแลในเรื่องคุณภาพของวิชาชีพ ใครก็ตามที่จบกฎหมายมาก็ไปยื่นคำขอจดทะเบียนกับเนติฯ เนติฯ ก็เก็บสตางค์แล้วออกใบอนุญาตให้ ไม่มีการอบรม ไม่มีการฝึกอาชีพให้กับทนายความ ตรงนี้เป็นจุดอ่อนของวิชาชีพทนาย ผมได้รับเลือกเป็นนายกสภาทนายความ 3 วาระ และเป็นอุปนายกอีก 1 วาระ รวม 12 ปี ผมพยายามผลักดันให้วิชาชีพทนายความได้มีการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ถ้าไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานขั้นต้น คุณก็จะไม่ได้รับใบอนุญาต”
เขาเล่าว่าเมื่อก่อนสังคมไทยยังไม่ค่อยรู้จักสภาทนายความเหมือนปัจจุบัน จึงจำเป็นที่เขาจะต้องผลักดันการทำงานในเชิงรุกด้วยการให้ทนายความเดินออกจากออฟฟิศไปให้ความช่วยเหลือประชาชน
*นายกฯ ชวนเคยพูดว่าทำให้ทุกคนรวยเท่ากันไม่ได้ แต่ทำให้ทุกคนเท่ากันในด้านกฎหมายได้ คุณสักมองว่าในโลกของความเป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
ในเรื่องทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจ มันคงไม่เท่ากัน แต่เรื่องสิทธิเสรีภาพควรจะเท่ากัน ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจากกระบวนการยุติธรรมเท่าๆ กัน เศรษฐีหรือคนจนทำผิดก็ควรต้องรับโทษเหมือนกัน ตรงนี้คือความเท่าเทียมกัน แต่แน่นอน สังคมบ้านเรามันเป็นระบบอุปถัมภ์ มีฐานะ มีอำนาจ มีแบ็กทางการเมืองมันก็ได้เปรียบ สภาทนายความเราเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่ไม่เป็นธรรม เราเข้าไปฟ้องให้
*คุณสักเริ่มเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการได้ยังไง
ตอนที่อยู่สภาทนายความเราก็ทำอยู่เรื่อยๆ ในเรื่องการใช้อำนาจไม่ถูกต้อง ใช้อำนาจเอาเปรียบประชาชน เราเห็นว่าอะไรที่เป็นเรื่องของการใช้อำนาจรัฐที่ผิดแล้วประชาชนไม่มีทางสู้เราก็จะเข้าไปตรวจสอบมาตลอด ผมเองก็ออกไปบรรยาย ออกไปปลุกระดมทนายความมาตลอด
*ใช้คำว่า ‘ปลุกระดม’ เลยเหรอครับ
ต้องใช้คำว่าปลุกระดม คืออย่างนี้ ปี 2535 เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คุณอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกฯ คุณอานันท์บอกว่ามหาดไทยดูแลการเลือกตั้งไม่ตรงไปตรงมา อยากจะให้มีองค์กรเอกชนเข้ามาตรวจสอบดูแลการเลือกตั้ง ท่านไปทาบทามผู้ใหญ่หลายคนในขณะนั้น หลายคนปฏิเสธ บอกว่าไม่มีอำนาจ ไม่มีกฎหมาย ไม่อยากทำ ผมประชุมกรรมการสภาทนายความแล้วก็เป็นคนออกมาขานรับว่าเราพร้อมที่จะช่วย
เรามีสมาชิกทนายความทั่วประเทศประมาณ 3 หมื่นคน ทุกคนรู้กฎหมาย ทุกคนมีความรู้ด้านรัฐธรรมนูญ เรื่องกฎหมายเลือกตั้ง เรายินดีจะช่วย องค์กรกลางจึงเกิดขึ้น ผมก็ได้เข้าไปช่วย ผมก็ต้องไปปลุกระดมทนายให้มาช่วยกัน ผมบอกทนายทุกคนว่าเราทุกคนควรจะไปช่วยประชาชน ไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ ถ้าจังหวัดท่านมีการเลือกตั้งท้องถิ่นก็ควรจะไปสมัครเพราะองค์กรเหล่านั้นต้องการนักกฎหมาย ชาวบ้านไม่รู้กฎหมายต้องการให้เราไปช่วย ระดับชาติถ้าใครพร้อมจะสมัครส.ส. ส.ว.ก็ต้องทำ
พอจะมีการเลือกตั้งส.ว. ผมก็ถูกถามเยอะเลยว่าจะลงส.ว.มั้ย ผมบอกว่าไม่รู้ ขอคิดดูก่อน เขาบอกไม่ลงไม่ได้นะ เพราะเป็นตัวแทนองค์กรวิชาชีพ ต้องลง เพราะนายกสภาทนายบอกให้พวกเราลงมาตลอด แล้วตัวเองไม่ลงได้ยังไง ผมว่าก็มีเหตุผล แล้วไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง มีอิสระ ผมจึงลงสมัครส.ว.
*เข้าไปเป็นส.ว. ได้เห็นสภาพแล้วเป็นยังไงครับ เบื่อมั้ย
เข้าไปทำงานเราก็กลายเป็นเสียงข้างน้อยเข้าไปทุกที พอนายกฯ ทักษิณเจอคดีซุกหุ้นเขาก็รู้ว่าส.ว.สำคัญ จึงเริ่มมีการแทรกแซง ส.ว.จำนวนมากจึงกลายเป็นฝ่ายรัฐบาลไป รับซอง รับประโยชน์บ้าง แต่เราก็ทำไปเท่าที่จะทำได้ ไม่ถึงกับกดดัน เพียงแต่มันเป็นเสียงข้างน้อย โหวตทีไรก็แพ้ทุกที
*มีใครเข้ามายื่นข้อเสนอให้บ้างหรือเปล่า
ไม่มี เขาไม่กล้ายุ่งกับผม เพราะผมเคยแถลงการณ์ตอบโต้คุณทักษิณไป 2 ครั้ง เรื่องเหยียดหยามวิชาชีพทนายความ ครั้งแรกยังไม่ได้เป็นนายกฯ เขาพูดเสียดสีนายกฯ ชวนว่า นายกฯ เป็นทนายความ บริหารประเทศแบบทนายความ พูดผิดให้เป็นถูก พูดถูกให้เป็นผิด แล้วแต่ว่าอยู่ฝ่ายโจทก์หรือจำเลย
พูดอย่างนี้ผมก็ต้องออกแถลงการณ์ให้เขาขอโทษวิชาชีพทนายความ เขาพูดเรื่องการเมือง ไม่ควรเอาวิชาชีพทั้งวิชาชีพไปเสียดสี ผมออกแถลงการณ์ตอนบ่าย สี่โมงเย็น พ.ต.ท.ทักษิณก็มีหนังสือขอโทษมา แล้วก็จบ
ครั้งที่สองตอนที่เป็นนายกฯ แล้ว เขาไปให้สัมภาษณ์อ้างว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ แฮรี่ ทรูแมนกล่าวว่า คนที่ไปช่วยผู้กระทำความผิดก่อนกระทำความผิดหรือขณะกระทำความผิดเรียกว่าผู้สมรู้ร่วมคิด คนที่ไปช่วยผู้ต้องหาหรือจำเลยหลังจากกระทำความผิดเรียกว่าทนายความ พูดอย่างนี้ผมก็ให้ฝ่ายต่างประเทศเช็กเลยว่าแฮรี่ ทรูแมนพูดจริงหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่เคยพูด ทางสหรัฐฯ ตอบกลับมาเขาไม่คิดว่าประธานาธิบดีแฮรี่ ทรูแมนจะพูดอย่างนี้เพราะว่าก็เป็นทนายความเหมือนกัน เราก็หาต่อไปว่าแล้วคำพวกนี้มาจากไหน เราไปเจอในเว็บไซต์ Law Joke แสดงว่าคุณทักษิณ เอาคำพูดจากใน Law Joke ไปใส่ปากแฮรี่ ทรูแมน ผมก็ออกแถลงการณ์ให้ขอโทษ แต่คราวนี้เป็นนายกฯ แล้วขอโทษไม่ได้ เขาให้สัมภาษณ์ว่า ผมไม่ขอโทษหรอก เขาต้องขอโทษผม
วันรุ่งขึ้นผมก็ออกแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งขอให้นายกฯ บอกสภาทนายความว่าทำไมเราจึงต้องขอโทษ ถ้ามีเหตุผล ผมจะขอโทษ ช่วยบอกมาหน่อย ก็ตอบไม่ได้ ไม่ได้ตอบ ผู้สื่อข่าวไปถามก็บอกว่าจบๆๆ ผมก็ประชุมทนายทั่วประเทศ ในที่ประชุมเสนอว่าให้ส่งแถลงการณ์ไปยังองค์กรควบคุมวิชาชีพทนายทั่วโลก ซึ่งผมคิดไว้แล้วว่าถ้าส่งไปสหรัฐฯ จะมีทนายความสหรัฐฯ ไปหาทายาททรูแมนมาฟ้องคุณทักษิณ และถ้าถูกฟ้องในสหรัฐฯ คุณทักษิณจะต้องจ่ายค่าเสียหายหลายพันล้าน ผมบอกที่ประชุมว่าอย่าทำเลย อย่างน้อยเขาก็เป็นนายกฯ เราก็แค่ทำสมุดปกขาวเรื่องนี้ออกมา แล้วก็จบกัน ดังนั้น เขาจึงไม่ค่อยกล้าวุ่นวายกับพวกเราเท่าไหร่
3
บทบาทล่าสุดของสัก กอแสงเรือง คือโฆษกคตส. ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นภาระหน้าที่ที่หนักหนากว่าตอนเป็นวุฒิสภา แต่เมื่อรับเข้ามาทำแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เวลาทำงานเราต้องตรวจสอบตามข้อมูล พยาน หลักฐานทุกอย่าง เรียกมาตั้งแต่เอกสารที่เกี่ยวข้อง อย่างการจัดซื้อ จัดจ้าง เราต้องดูตั้งแต่ หนึ่ง-มติครม.มีมั้ย ใครเป็นคนเสนอโครงการ ใครเป็นคนอนุมัติ อนุมัติด้วยเหตุผลอะไร ตามกฎหมายอะไร สอง-ใครเป็นคนดำเนินการตามโครงการนั้น ตั้งแต่การกำหนดทีโออาร์ การตรวจรับงาน เรียกรายงานการประชุมมา เรียกคนที่เกี่ยวข้องมาทั้งหมด เราก็จะเห็นว่าอันนี้ไม่ถูก อันนี้ผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ อันนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน อันนี้เอื้อประโยชน์ บางครั้งเราก็เรียกสำนวนที่เกี่ยวข้องจากหลายๆ หน่วยงานมาดู ก็ไม่มีอะไร เราทำตามวิธีการตรวจสอบตามที่ให้อำนาจไว้”
เรื่องถูกข่มขู่เป็นเรื่องธรรมดา ทั้งจดหมายและไปรษณียบัตร แต่ไม่เคยถูกข่มขู่ทางโทรศัพท์หรืออย่างอื่นที่รุนแรงกว่า เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ เขาบอกว่าชีวิตอาชีพทนายของเขาอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งมาตลอดอยู่แล้ว
*มารับตำแหน่งในคตส.ได้ยังไง
การเข้าไปเป็นคตส.เกิดจากประกาศฉบับที่ 23 ของคปค. (คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) ที่ตั้งให้คุณสวัสดิ์ โชติพานิชย์ เป็นประธาน มีผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีสำนักอัยการสูงสุด มีเลขาฯ ป.ป.ช. เลขาฯ ปปง. มีแบงค์ชาติ มีก.ล.ต.เป็นกรรมการ สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งเชิญผมไปออกรายการ ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ว่าประกาศฉบับนี้จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ เพราะหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นกรรมการมันล้มเหลวในการตรวจสอบทุจริตประพฤติมิชอบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แล้วผู้ที่ตรวจสอบไม่ได้ผลมาก่อนหน้านี้ จะให้เขาทำอีกที เขาจะทำตรงกันข้ามเหรอ เพราะมันก็เท่ากับฉีกหน้าตัวเองว่าที่ทำมามันไม่ถูก มันจึงหวังไม่ได้เลย
ประการที่สอง ผมวิพากษ์วิจารณ์ว่าในประกาศที่บอกว่า ในการตรวจสอบโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งโดยผลของการปฏิรูป... ถ้าเขียนอย่างนี้ อ่านอย่างนี้ ซุกไว้อย่างนี้ก็ตีความได้ว่าจะตรวจสอบได้เฉพาะรัฐบาลทักษิณ 2 แค่ 1 ปี ทักษิณ 1 ตรวจสอบไม่ได้
วันรุ่งขึ้นเขาก็เลยตกใจกันใหญ่ โทร.ทาบทามผมว่าให้ลงไปช่วยได้มั้ย ผมก็บอกว่าผมยินดีช่วย แต่ขอดูทีมงานว่าไปกันได้มั้ย สอง-ขอดูร่างประกาศใหม่และขอให้เปลี่ยนคนร่าง เพราะฉบับเก่านี่ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นคนร่าง ผมขอให้ทีมธรรมศาสตร์เป็นคนร่าง
*ไม่หนักใจ?
ไม่หนักใจเพราะว่าเราไม่ได้ตั้งธงไว้ แต่ถ้ารวบรวมพยาน หลักฐาน ข้อเท็จจริงแล้วถึงใครก็คนนั้น ไม่มีการหลบเลี่ยง ชนตอก็ฟันตอ (หัวเราะ)
*สถานการณ์การเมืองที่ยังไม่แน่ ไม่นอนอยู่ตอนนี้ มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกหรือเปล่า คตส.จะทำงานไปจนสุดของมันหรือเปล่า
เราไม่รู้ แต่ที่เราสรุปทุกอย่างมีเอกสาร มีหลักฐาน พยานประกอบการวินิจฉัย ฉะนั้น การทำอย่างตรงไปตรงมา ตามระเบียบ ตามพยาน หลักฐานก็เป็นสิ่งคุ้มครองเรา ใครมาก็เหมือนกัน ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เราทำถูกกลายเป็นผิดไปได้ ความถูกต้องมันเป็นเกราะป้องกันพวกเรา แต่ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นทำให้คตส.ยุบไป ก็ช่วยไม่ได้ ถึงเวลาต้องหยุดก็หยุด เลิกก็เลิก ไม่เสียดายกับงานที่ทำมา เพราะอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของเรา
*งานคตส.เคร่งเครียดขนาดนี้ บรรยากาศในที่ประชุมเป็นยังไงครับ
ก็ไม่เครียดนะ บางทีผมก็แหย่เขากันอยู่เรื่อย มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาพูดกันว่า โอ๊ย อ่านจนมึนหมดแล้ว ผมบอกว่ามึนไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าเมาเมื่อไหร่ก็ขอให้หยุด (หัวเราะ) ไม่ได้เครียดอะไร มีพูดเล่นกันบ้าง ผู้สื่อข่าวถามผมว่าทำงานคตส.กลัวแพ้มั้ย ผมบอกว่าผมไม่กลัวหรอก หมอเพิ่งให้ยาแก้แพ้มา (หัวเราะ) ผมมีมุกพวกนี้อยู่เรื่อย เอาตัวรอดได้ อย่างตอนที่ผมอยู่วุฒิสภา คุณสนิท วรปัญญาได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภา วันรุ่งขึ้นเขาก็ไปแก้บนที่ศาลพระกาฬที่ลพบุรี ทำพิธีใหญ่โต ข่าวออกเยอะแยะเลย วันรุ่งขึ้นผู้สื่อข่าวเอาไมค์จ่อปากผม ถามว่าประธานสนิทไปทำพิธีแก้บนใหญ่โต เหมาะสมมั้ย งมงายมั้ย เจอคำถามอย่างนี้ตอบยังไงล่ะ ตอบดีหรือไม่ดีก็ซวยทั้งขึ้น ทั้งล่อง ผมตอบผู้สื่อข่าวไปว่า เฮ้ย ไอ้น้อง ผมว่าไปแก้บนนี่มันดีแล้วนะ คุณจะให้ประธานผมไปแก้ล่างหรือไง (หัวเราะ) เขาก็เลยฮากัน จบ
*หลังจากคตส.หมดวาระไปแล้ว คุณสักคิดจะทำอะไรต่อ
ก็ไม่ได้จะทำอะไร อยู่ออฟฟิศ เป็นทนาย นี่คืออาชีพหลัก
*มีแนวคิดว่าจะเข้าสู่เส้นทางการเมืองหรือเปล่า
เฉยๆ
*เฉยๆ นี่ก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธกับคำถามนี้
ก็ต้องดูเพราะเราไม่ได้ตั้งใจจะเล่นการเมือง แต่ถ้าเมื่อไหร่มีความจำเป็นต้องช่วยส่วนรวม เราก็ต้องช่วย ไม่ใช่ปฏิเสธว่าไม่ช่วย อะไรช่วยได้ก็ช่วย เพราะชีวิตก็อยู่กับประชาชน อยู่กับส่วนรวมมาตลอด
*มีคำถามหนึ่งที่หลายคนอยากรู้ ว่าชื่อคุณสักมาได้ยังไง สัก กอแสงเรือง ดูจะเป็นชื่อที่มีจังหวะจะโคนพอเหมาะพอเจาะมาก
เตี่ยตั้งชื่อผมเป็นภาษาจีน เป็นชื่อต้นไม้ของจีนที่เป็นไม้ใหญ่ เป็นไม้ยืนต้น ภาษาจีนกลางออกเสียงว่า อู๋ถง จีนแต้จิ๋วเรียกหงอท้ง มันเป็นชื่อต้นไม้ที่มีน้ำมัน คนเอามาทำน้ำมันที่เรียกว่า ถั่งอิ๊ว สำหรับทาไม้ให้เกิดความคงทน ผมก็มาเปลี่ยนเป็นชื่อไทยว่า สัก ก็แค่นั้น
**************************
เรื่อง – กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล


