xs
xsm
sm
md
lg

ชีวีครึกครื้นของ 'มิสเตอร์ไวโอลิน' อินสวนจตุจักร

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


จากการบรรเลงเพลงผ่านความรู้สึก เดินทางสู่การดื่มด่ำกับจินตนาการที่มาพร้อมพรสวรรค์และพรแสวง จนกลายเป็นลำนำเพลงอมตะซึ่งถูกถ่ายทอดมาจากคันชักที่เสียดสีกับเครื่องดนตรีที่ได้รับฉายาว่า 'เจ้าแห่งเครื่องสาย' อย่างไวโอลิน กลั่นออกมาเป็นบทเพลงอันเรียบง่าย แต่สวยงามและนุ่มนวล ปราศจากท่วงทำนองของความหยาบกระด้าง…

ในดินแดนที่อุดมไปด้วยความหลากหลายของ สังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมของทั้งไทย และเทศ อย่างตลาดนัดใจกลางมหานครใหญ่ที่เรียกกันอย่างคุ้นปากว่า JJ หรือสวนจตุจักร การกิน-เที่ยว-ชอป คงถือได้ว่าเป็นธงหลักๆ ของคนที่เดินทางมาเหยียบบนผืนดินซึ่งเต็มไปด้วยความจ้อกแจ้กจอแจแห่งนี้ในวันหยุดสุดสัปดาห์

หลายคนที่นี่ต่างยึดมั่นถือมั่นในการเลือกเส้นทางดำเนินชีวิตของตนเอง มีความเชื่อในสิ่งที่ตนเองเลือกทำอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่าจะเป็น ร้านค้าขายของแปลกใหม่มากหน้าหลายตาของพ่อค้า แม่ค้าวัยละอ่อนผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด กลุ่มชาวพังก์ ร็อก คาวบอย เร็กเก้ สกา อินดี้ ฮิปฮอป ที่ต่างก็เดินทางมาหาพื้นที่ในการแสดงออกถึงความต้องการมีตัวตนในสังคม

นอกเหนือไปจากที่กล่าวมานั้น ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่แฝงตัวอยู่อย่างสงบๆ หน้าร้าน สาธุ-เหมาะดี ในโครงการ 1 ซึ่งร้านนี้ไม่ได้เป็นแค่ร้านพระเครื่อง และพระบูชาธรรมดาๆ แต่ ณ ตรงนั้นยังเป็นที่ตั้งของชุมชน และจุดนัดพบของกลุ่มหญิงชายที่มีใจรักภักดีในเสียงไวโอลิน หากสังเกตดีๆ จะพบว่าอายุอานามของแต่ละคนที่นั่งๆ ยืนๆ อยู่แถวนั้น เกินกว่าครึ่งร้อยไปแล้วแทบทั้งสิ้น

...เพียงแค่เดินผ่าน เสียงเพลงจากไวโอลินหมู่ที่ล่องลอยมากระทบโสตประสาท ก็อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความรักที่แท้จริง

เหตุเกิดที่ใจ

ทุกวันนี้หากคุณยังรู้จัก อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในคราบของนักวิทยาศาสตร์เพียงด้านเดียวคงต้องเปิดมุมมองทำความเข้าใจเสียใหม่ เพราะนอกเหนือจากการค้นคว้าทดลองแล้ว ไอน์สไตน์ยังเป็นผู้ที่ชื่นชอบในการเล่นดนตรีและดื่มด่ำกับดนตรีจนคนทั่วไปคิดไม่ถึงและไม่เชื่อว่า เขาเป็นนักเดี่ยวไวโอลินที่มีฝีมือฉกาจคนหนึ่ง และถ้าเห็นไอน์สไตน์ที่ไหน ก็จะเห็นไวโอลินคู่กายของเขาที่นั่นเสมอๆ ซึ่ง ร้อยเอกประเสริฐ เขียวภักดี ชายท่วงท่าแข็งแรง อายุกว่า 73 ปี เจ้าของกิจการพระเครื่อง ร้านสาธุ-เหมาะดี ผู้คลั่งไคล้ หลงใหลในท่วงทำนองของไวโอลินอย่างเอาจริงเอาจัง จนทำให้เขาสามารถทำการบูรณาการผสมผสานทั้ง 2 สิ่งที่เขารักให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ทุกครั้ง ทุกที่ที่เขาเดินทางไปต้องพกพาไวโอลินติดตัวไปด้วย ไม่ต่างอะไรจากไอน์สไตน์ และนั่นก็เป็นที่มาของฉายา 'มิสเตอร์ไวโอลิน'

ลุงประเสริฐเป็นคนสนุกสนาน อารมณ์ดี ร่าเริง ท่าทางเป็นมิตร ใช้ชีวิตประจำวันอยู่กับเสียงดนตรีและเครื่องดนตรีหลายหลากชนิดที่เขารัก ในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์เวลาราวๆ 11.00 – 17.00 น. จะมีการรวมตัวของคอดนตรี คนสีไวโอลิน เพื่อมาร่วมบรรเลงเพลงโปรดของตัวเองด้วยความครึ้มอกครึ้มใจ ณ ที่แห่งนี้ ทำให้การงานของเขาเวลานั้นกลายเป็นดั่งงานสังสรรค์ รื่นเริง ไม่มีร่องรอยของความเหน็ดเหนื่อย หรือเบื่อหน่ายเข้ามาเจือปน...

ในสมัยยังเยาว์ลุงประเสริฐเป็นเพียงเด็กชายกำพร้าธรรมดาๆ ที่มีนิสัยใฝ่รู้และชอบดนตรีมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยเริ่มต้นจากการหัดแคะระนาด และทำระนาดขึ้นด้วยฝีมือของตนเอง จากนั้นจึงคิดประดิษฐ์เสียงจากการดึงใบไม้มาเป่าเป็นเพลง และฝึกเล่นเมาท์ออร์แกนในเวลาต่อมา

ส่วนการเข้าสู่วงการไวโอลินที่ถือเป็นความสามารถที่โดนเด่นจนทำให้ใครต่อใครรู้จักชีวิตของชายสูงอายุธรรมดาๆ คนนี้นั้น ออกตัวเมื่อเขาเป็นนักเรียนตอนอายุ 15 ปี ซึ่งช่วงนั้นเขาได้รับอิทธิพลมาจากการเล่นไวโอลินของพี่เขย จึงเกิดความสนใจอยากทดลองเล่น ด้วยความตั้งมั่นและทุ่มเททำให้พี่เขยมอบไวโอลินตัวที่เขาเล่นอยู่ให้ จากนั้นเด็กชายประเสริฐก็เริ่มเล่น เริ่มเรียนด้วยตนเองมาเรื่อยๆ และที่น่าอัศจรรย์คือ เครื่องดนตรีทุกชนิดที่เขาเล่นไม่เคยมีครูเลยสักคน

และในวัยหนุ่ม เป็นด้วยความที่อุปนิสัยเป็นคนใฝ่รู้ และขยันพากเพียรศึกษา ทำให้ทางกองทัพส่งเขาไปเรียนต่อ ที่รัฐแอละแบมา ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อฝึกหัดการทำอาวุธปืนใหญ่และระเบิด ใบเบิกทางในครั้งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลุงประเสริฐกลับกลายจากชายชาติทหาร มาเป็นมิสเตอร์ไวโอลินในดวงใจของใครต่อใครหลายคน เนื่องจากเขาได้มีโอกาสศึกษาการเล่นดนตรีของชาวต่างชาติที่ต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน เขาจึงเดินทางไปหาซื้อตำราเกี่ยวกับไวโอลินมาอ่าน และพยายามทำความเข้าใจอย่างละเอียด และลึกซึ้ง ฝึกตามไปด้วยทุกๆ อย่าง ทั้งการใช้คันชัก การใช้กล้ามเนื้อข้อมือ การหยิบจับ การวางนิ้ว แล้วก็การไล่สเกลต่างๆ จนคล่อง จากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องเพลงสำคัญบทต่างๆ ของกวีในแต่ละยุคสมัย จนกลายเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องเครื่องดนตรี

"ชอบในเสียงอันโหยหาของไวโอลิน เพราะมันทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเสียงใหญ่ เสียงเล็ก เสียงม้าควบ หรืออาจจะเป็นเสียงนกร้อง เสียงรถไฟวิ่งก็ทำได้หมด

"สมัยนั้นไม่มีเงินจะไปเรียนที่ไหน เลยใช้เพียงวิธีการเรียกง่ายแบบครูพักลักจำและนำมาฝึกฝนด้วยตนเองจนสามารถเล่นได้ ทุกวันนี้จึงโถมชีวิตให้กับไวโอลินอย่างเดียว ถือเป็นแกนหลักสำคัญของชีวิตก็ว่าได้" ลุงประเสริฐพูดให้ฟังด้วยความตั้งใจ

อธิการเจ้าของตำนาน วง ฒ ผู้เฒ่า

เสียงดนตรีมักจะมีค่าเสมอเมื่อความเหงารุมเร้าจิต...

มือขวาของชายชราเสื้อแดงออกแรงขยับคันชักขึ้นลงผ่านเส้นเสียง มือซ้ายประคองไวโอลินเอาไว้ นิ้วมือกดเสียงไล่เรียงไปด้วยความพลิ้วไหว ถักทอขึ้นมาเป็นเสียงเพลง บนใบหน้ามีรอยยิ้มประดับทุกครั้งที่มีไวโอลินอยู่บนบ่า ถึงแม้ว่าเวลานั้นจะโศกเศร้าเพียงใดก็ตาม
ภายหลังเกษียณอายุราชการลุงประเสริฐก็ได้ทุ่มเทชีวิต และเวลาให้กับร้าน สาธุ - เหมาะดี เพื่อเนรมิตให้เป็นจุดนัดพบ และรวมตัวกันเสพสุขจากเสียงเพลง เสมือนเป็นดั่งบ้านของนักเล่นไวโอลิน ทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาให้ความสนใจเข้ามาฟังเป็นจำนวนมาก จนเกิดเป็นแบ่งปันประสบการณ์ทางด้านดนตรี พอรวมตัวเล่นและซ้อมกันอย่างสุขใจจึงก่อเกิดเป็นวงดนตรีสมัครเล่นขึ้นมา หลังจากนั้นไม่นานจึงคิดจัดตั้งขึ้นเป็น 'วง ฒ ผู้เฒ่า' ที่ตระเวนแสดงไปทุกที่ทั่วประเทศ

ลุงประเสริฐหัวเราะหึๆ เมื่อถามถึงตำนานความเป็นมาของวง ฒ ผู้เฒ่า "ในเมื่อเราจับกลุ่มกันได้แล้ว เราก็มานั่งสัมมนากันว่าจะเอาชื่ออะไร แล้วไปๆ มาๆ ก็ลงตัวที่จะตั้งชื่อว่าวง ฒ ผู้เฒ่า เพราะส่วนใหญ่สมาชิกในวงจะเป็นพวกสูงอายุแล้วทั้งนั้น อายุเกิน 50 จนเฉียด 60 ปี อายุ รวมๆกันแล้วออกมาเป็นตัวเลขเกือบ 600 ที่มาเล่นดนตรีกันแบบสมัครเล่น และก็ได้มีโอกาสรับงานบรรเลงข้างนอกกันด้วย ทั้งคณะมีสหายร่วมวงประมาณ 20 กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นนักไวโอลินที่มาเจอกันโดยบังเอิญตรงนี้ ด้วยเรื่องราวความรักในไวโอลินมากกว่า วงของเราไม่ได้เอาอย่างมาตรฐานทั่วไปเพราะคงลำบากในการหาเครื่องไม้ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ แต่ก็มีพร้อมในทุกจำพวก บางทีก็มีประสมเครื่องดนตรีไทยจำพวกขิม ขลุ่ย ระนาด เข้าไปด้วย ตัวผมนี่ก็เล่นได้ทุกเครื่องทั้งไทยทั้งสากล ก็พอที่จะเป็นหลักของวงได้ เคยมีรายการทีวีเชิญพวกเราไปออกอากาศบ้างเหมือนกัน ถ้าจะติดต่องาน ฒ ผู้เฒ่า ก็มาที่แผงเช่าพระนี้ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่" ลุงประเสริฐพูดด้วยความสนิทสนมและเป็นกันเอง

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เสน่ห์ของ ฒ ผู้เฒ่า ที่เป็นแหล่งรวบรวมนักดนตรีสูงวัยแต่ละคนที่โคจรมาพบกัน ที่มุมหนึ่งของสวนจตุจักรทุกเสาร์อาทิตย์ ด้วยใจมุ่งมั่นรักดนตรีร่วมกัน มันเป็นความรู้สึกที่น่ารักน่าประทับใจจริงๆ

"ใครมาเห็นก็อยากจะมาร่วมด้วย แล้วก็ไม่ได้นัดกันด้วย บางครั้งมาเจอกันก็เล่นกัน แล้วก็ตามกันไป แล้วไม่ได้ถือ ไม่ได้มีชั้นยศ ผมก็หมดแล้ว ถอดหัวโขนออกแล้ว อีกอย่างหนึ่งเราก็ถือว่าเป็นพี่เป็นน้อง คิดว่าในดนตรีนี้ ความสุข และจิตใจที่ผ่อนคลายมันมีมากกว่าเรื่องอื่น

"เคยมีชาวต่างชาติเดินผ่านเข้ามาแล้วหยุดยืนดูเห็นพวกเรากำลังบรรเลง สักพักใหญ่ฝรั่งคนนั้นได้ยินแล้วรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ร้องไห้ยกใหญ่เลย" ลุงพูดถึงความประทับใจจากประสบการณ์การเล่นดนตรีของวง ฒ ผู้เฒ่า ให้ได้ฟัง

เป็นครูผู้ประเสริฐ – ประเสริฐผู้เป็นครู

เวลาพูดถึงไวโอลิน มักจะถูกมองว่าเป็นเครื่องดนตรีที่ไกลตัวและเล่นยาก เนื่องจากต้องใช้ทักษะสูง และยังมีราคาที่แพงมากทำให้คนธรรมดาๆ เข้าถึงยาก แต่ลุงประเสริฐกลับมองว่า ง่าย เพียงแต่หลังจากเรียนรู้ไปแล้วต้องไปฝึกฝนต่อที่บ้าน หากเรียนจริงๆ ระยะเวลาเพียงสามชั่วโมงก็เล่นได้

"ที่ตรงนี้ต้องการทำให้ไวโอลินกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ มองเข้าไปแล้วให้ความรู้สึกเหมือนว่าทุกคนสามารถเล่นมันได้ง่ายๆ" ลุงพูดพลางหันไปมองรอบๆ ร้านของตนเอง

เนื่องจากการเล่นไวโอลินนอกจากมีใจรักแล้ว ยังต้องรู้จักที่จะพัฒนาตัวเอง ต้องมีการวิเคราะห์ มาจับ มาลูบ มาคลำ เรียนรู้ว่าทำไมมันถึงมีลักษณะเป็นแบบนี้ เสียงอย่างนี้ และที่สำคัญคือความขยัน อดทน ไม่เบื่อหน่ายง่ายๆ ต้องติดตามผลงานของตนเองอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ ไป และยังเรียนรู้ที่จะฝึกตนเองให้มีการเล่นชดเชย เมื่อหยุดพักไปเป็นเวลานาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและแสนเหนื่อย แต่ในเมื่อความไพเราะของเครื่องสายอย่างไวโอลินนั้นลึกล้ำเกินกว่าจะหาคำบรรยาย จะทำให้หลายๆ คนพยายามใช้น้ำพักน้ำแรง ความคิด ความอ่าน ทุ่มเมให้กับการฝึกฝนอย่างอลหม่าน แต่หลักๆ แล้วกุญแจดอกสำคัญนั้นลุงประเสริฐบอกว่าขอเพียงการเริ่มต้นจากการศรัทธาทั้งตัวเอง และดนตรีเท่านี้ก็เพียงพอ

"ลุงสอนมาตั้งแต่ปี 2536 สอนคนที่มาเดินจตุจักรแล้วประทับใจ ก็มาถามว่าจะไปเรียนที่ไหน และสาเหตุที่ลุงเล่นดนตรีและสีไวโอลินอยู่ที่จตุจักรมานาน บางครั้งคนได้ยินเสียงเพลงก็มาขอเป็นนักร้อง บางคนก็มาเป็นนักดนตรี คนที่อยากหัดไวโอลินเขาก็มาหาผม เรียกลุงว่าอาจารย์ บอกว่าอยากจะฝึกเล่นไวโอลินให้ได้ เสียงมันเพราะจับใจเหลือเกิน บางคนเป็นผู้มีฐานะ เงินทอง ร่ำรวย มีชื่อเสียงก็กลับมาเรียนกับลุง เนื่องจากเคยไปเสียเงินเรียนในหลักสูตรแพงๆ แล้วก็ไม่บรรลุผล เคยมีคนบอกว่าลุงมีวิญญาณของความเป็นครูอยู่ เพราะสามารถสอนให้เขารับฟังได้ง่ายๆ และนำไปปฏิบัติได้จริง นอกเหนือจากนั้นยังสอนถึงการใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่พวกเขาด้วย

"ที่ผ่านมามีลูกศิษย์มาเรียนด้วยกว่า 400 คน ทั้งหัวดำหัวทอง เพราะสอนให้ฟรี โดยมีไวโอลินให้ยืมสีตามรอบๆ แผงพระแห่งนี้ คนที่มาเรียนมีตั้งแต่เด็กจนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ อายุ 10 ขวบถึง 60 ปี แต่ลุงจะสอนให้แค่สามครั้ง ในเรื่องของเทคนิควิธี สอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เราไม่รังเกียจที่จะมอบความรู้ให้กับคนที่มีความรู้สึกรัก แต่หลังจากนั้นก็ต้องไปฝึกฝนและพัฒนาตนเอง เพราะหากแน่วแน่จริงๆ ไวโอลินก็ไม่ใช่เรื่องยาก

นอกจากลุงประเสริฐจะสีไวโอลินได้ไพเราะพลิ้วไหวและลื่นไหลดั่งสายน้ำแล้ว การศึกษาตำราทางการดนตรีของเขาที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่องยังทำให้เขาหัดมาซ่อมไวโอลินด้วยตัวเอง

"เรื่องนี้มีที่มาที่ไป ตอนไวโอลินมีปัญหาลุงก็เอาไปซ่อม เพราะตอนนั้นไม่มีความรู้ คนซ่อมก็บอกว่า ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ลุงก็จดจำมาหัดทำเอง ในชีวิตจึงเสียค่าซ่อมไวโอลินครั้งเดียว 2,500 บาท

"เอาไวโอลินมาผ่าออกดู หลังจากนั้นก็หัดทำ คันชักหรือตัวไวโอลินก็ซ่อมเองหมด เราก็ศึกษาว่า ไวโอลินแต่ละตัวมีลักษณะอย่างไร ไม่ใช่แค่ซ่อม ยังสอนลูกชายซ่อมไวโอลิน และลูกก็หัดทำไวโอลินจากการเรียนรู้ทางวิดีโอ ทำมา 14 ตัวแล้ว แต่คุณภาพยังสู้ต่างประเทศไม่ได้" ลุงพูดด้วยแววตาและน้ำเสียงจริงจัง

สำหรับวันและเวลาที่เหลืออยู่

จุดมุ่งหมายของลุงประเสริฐในเวลานี้ อาจไม่ใช่เคเนกี้ ฮอลล์ อันยิ่งใหญ่อย่างที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน แต่เรื่องความสุขของการเล่นดนตรีที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอด 23 ปี ที่ผ่านมา ณ สวนจตุจัตรแห่งนี้ ทำให้ชายสูงอายุคนนี้เสถียรขึ้นกว่าที่เคย ราวกับว่ามีเสียงดนตรีเป็นเพื่อนคอยบำบัดจิตมาโดยตลอด

"ที่มีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ ลุงมีบำนาญของข้าราชการทหาร ก็สามารถอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน เรียกว่าพอใช้ และอาชีพเสริมที่มีทำอยู่กับแผงพระบูชานี้ ก็เรียกได้ว่าเหลือเก็บออม แต่ลุงก็จะดำเนินชีวิตไปอย่างนี้เรื่อยๆ เพราะถือเป็นความสุขที่ใครแย่งชิงไม่ได้ เพียงแต่เราต้องการเป็นผู้ให้เท่านั้น ในบั้นปลายชีวิตก็ยังจะอยู่แบบนี้ ทำบรรยากาศตรงนี้ให้กลายเป็นตำนานต่อไป

"สิ่งที่ทำให้ลุงมายืนที่ตรงนี้ได้ต้องบอกว่า อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญมาก เมื่อเราได้ไปเห็นโลกกว้าง แล้วเราอ่านตำราภาษาอังกฤษได้ ก็เลยเอาเทคนิคต่างๆ ของไวโอลินมาจากตำราทั้งหลายทั้งปวง แล้วก็มาสอนลูกศิษย์ จะเรียกว่าช่วยสังคมทางอ้อมก็ได้

"สำหรับเด็กรุ่นใหม่ลุงอยากให้เด็กวัยรุ่นสมัยใหม่มีเครื่องดนตรีที่ชอบติดตัวไว้สักชิ้น เพราะมันจะทำให้จิตใจรื่นรมย์ มีปัญญาดี พอเล่นดนตรีก็จะตัดเรื่องเพื่อนชวนไปดื่มเหล้า เมายา เพราะต้องซ้อมดนตรี จุดนี้แหละคือสิ่งที่ลุงช่วยสังคมได้ ซึ่งสิ่งที่จะให้ความสุขกับเราได้มากอย่างนี้มันหายากยิ่งกว่าค่าของเงินด้วยซ้ำ"ลุงพูดด้วยสีหน้าแห่งความภาคภูมิใจ

นอกจากความสุขจากการเล่นดนตรีแล้ว การได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าได้ชมแสงอาทิตย์สวยๆ ในบรรยากาศดีๆ มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีความทุกข์ใจ เท่านี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว สำหรับมิสเตอร์ไวโอลินคนนี้

***********

เรื่อง-นาตยา บุบผามาศ