xs
xsm
sm
md
lg

"อินดี้" จากกระแสรอง สู่กระแสหลัก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ถึงแม้ว่าราชาแห่งเพลงโฟล์คร็อคอย่าง "บ๊อบ ดีแลนด์" จะเคยกล่าวเอาไว้ว่า "ถึงตอนนี้จะไม่มีคนแต่งเพลงใดใดออกมาแล้วก็ตาม โลกใบนี้ก็ไม่เดือดร้อนอะไรอยู่ดี" แต่สำหรับวงการเพลงในบ้านเรา ดูเหมือนจะมีการเคลื่อนไหวสวนกระแสกับคำกล่าวของบ๊อบอย่างสิ้นเชิง

นั่นเป็นเพราะว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวตื่นตัวของคนดนตรี โดยเฉพาะในแวดวงเพลงอิสระกันชนิดตื่นตูม ค่ายเล็กค่ายน้อยผุดพรายขึ้นราวกับดอกเห็ด รวมไปถึงวงดนตรีอิสระน้อยใหญ่หลากหลายแนวเพลง ก็ถือกำเนิดเพิ่มขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน จนเราไม่สามารถจะจดจำชื่อกันได้หมดเสียแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับวงการเพลงบ้านเรา

ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเทียบเคียงอะไรได้กับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ดนตรีอิสระที่เคยเป็นเพียงหนึ่งช่องทางเลือกของคนฟังเพลง สู่กระแสแฟชั่นในการหลบลี้หนีความเป็นตลาดค่ายเพลงใหญ่ของเด็กรุ่นใหม่ จะสามารถพัฒนากลายเป็นกระแสเพลงหลักในอนาคตอันใกล้นี้ได้หรือไม่ และทิศทางในอนาคตจะพิสูจน์ความเป็น"ตัวจริง" ของดนตรีแนวนี้ได้บ้างไหม คำถามต่างๆ เกิดขึ้นกับวงการเพลงอิสระบ้านเรามากมาย

"รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์" พ่อใหญ่แห่งบ้านเล็ก Smallroom ค่ายเพลงอิสระที่เริ่มจากการเป็นเพียงค่ายเพลงโฆษณา ได้ยอมรับว่าเพลงอินดี้ในยุคนี้ต่างจากสมัย 10 กว่าปีที่แล้ว ในด้านที่วงอิสระมีเยอะขึ้น แต่ช่องทางในการแสดงออกกลับเล็กลง

"เราอยู่มานานแล้วนะ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย(หัวเราะ) คือเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วกับตอนนี้ เรารู้สึกว่าต่างกัน เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เรารู้สึกว่า มันมีช่องทางมากกว่าในปัจจุบัน ช่องทางที่ว่าไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของมีเดีย ในเรื่องของผู้บริโภคนะครับ ในขณะที่ปัจจุบันนี้เรารู้สึกว่ากลไกของมีเดียนี่ เริ่มเข้าใจแล้ว ว่ากลุ่มนี้คือกลุ่มไหน ดังนั้นก็จะมีระบบรัดเข็มขัดของกลไกมีเดีย คงไม่เกิดฟองสบู่เหมือนเมื่อสิบปีที่แล้วแน่ๆ แม้กระทั่งผู้บริโภคเองก็เปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราดูผู้บริโภคของเพลงอิสระเมื่อสิบปีที่แล้วนี่ จะเป็นแบบใครก็ไม่รู้ เยอะแยะมั่วปนกันเละเทะ แต่เมื่อผ่านไปสิบปี ผู้ฟังเพลงกลุ่มนี้จะกลายเป็นคนที่เหมือนว่าเขายกระดับตัวเองขึ้นมาแล้ว"

"ด้วยความที่ว่าคนเมื่อสิบปีที่แล้วก็โตขึ้นมาแล้วด้วย เขาก็มีหน้าที่การงาน แล้วในแนวแบบนี้เขาอาจจะกลายเป็นครีเอทีฟในเอเยนซี่ หรือว่าเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นกึ่งๆ นักเรียนศิลปะ คือนักเรียนศิลปะในสมัยนี้กับนักเรียนศิลปะเมื่อสิบปีที่แล้วก็ไม่เหมือนกันนะ มันจะมีรสนิยมหรือรูปพรรณสัณฐานที่แตกต่างไปแล้ว ถามว่ามันเล็กไหม สำหรับปัจจุบันนี้เราว่ามันเล็กกว่าเมื่อสิบปีที่แล้ว วงการเพลง ณ.ตอนนี้มันจะมีผู้ผลิตหรือเด็กรุ่นใหม่ที่ทำเพลงออกมา เยอะมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องจากทำงานกันง่ายขึ้น ทำที่บ้านได้ ทำด้วยคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง คือมันเป็นระบบมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ดังนั้นถ้าถามว่ามันสอดคล้องกันไหม ถ้าฟังจากที่ผมพูดไปก็จะเห็นว่าค่อนข้างขัดแย้งกันนะ คือช่องทางมันเล็กลงในขณะที่วงดนตรีจะมีเยอะขึ้น"

ด้าน "เศรษฐสิทธิ์ บุลเสฏฐ์" Creative Director มือดีของค่ายอิสระรุ่นน้องอย่าง สไปร์ทซี่ ดิส ซึ่งเป็นต้นธารของศิลปินอิสระชื่อดังมากมายอาทิ ละอองฟอง,Monotone Group, Save Da Last Piece,เราระบาย เห็นว่าค่ายอิสระในยุคนี้มีน้อยกว่าสิบปีที่แล้ว ส่วนจุดกำเนิดของค่ายและวงอิสระต่างๆ น่าจะเกิดจากการที่ประตูของค่ายใหญ่เริ่มแคบลง สวนทางกับวงดนตรีที่กำเนิดขึ้นมา ประกอบกับที่ศิลปินเริ่มมีช่องทางในการจัดจำหน่ายเองมากขึ้น

"จริงๆ แล้วถ้าถามผม ผมว่า ณ.วันนี้ยังน้อยกว่าตอนยุคเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วอีกนะ ตอนนั้นผมรู้สึกว่าเดี๋ยวเปิดเดี๋ยวปิดกันทุกวันเลย บางทีค่ายๆหนึ่งเปิดมาเรายังไม่ได้อะไรเลย ก็ปิดไปแล้ว คือถ้าเปรียบเทียบกันผมว่า ณ.วันนี้มันน้อยกว่าตอนนู้น แต่ถ้าถามว่ามันเป็นเพราะอะไรถึงเกิดค่ายอิสระแบบนั้นมาเยอะ อาจเป็นเพราะว่าทางค่ายใหญ่นี่เริ่มสกรีนศิลปินมากขึ้น เพราะว่ายอดขายมันอาจจะน้อยลง คือมันเหมือนกับว่าตัวโปรดักศ์ที่เป็นเพลง เป็นตัวซีดีมันขายยากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงมีการสกรีนกันมากขึ้น"

"ทีนี้ผมว่าเรื่องเพลงเนี่ย คนที่รักที่ชอบก็ยังคงทำอยู่ และยังคงพยายามหาทางออก คือทำออกมาแล้วก็พยายามหาทางนำเสนอมันออกไป มันก็เลยเกิดความหวังเล็กๆ ขึ้นมาว่า ณ.วันนี้สื่อที่จะใช้ในการโปรโมทต่างๆ มันก็เปิดหมดแล้ว หมายถึงว่า ถึงค่ายใหญ่จะมีรายการทีวี แต่รายการทีวีก็ไม่ได้เป็นจุดสำคัญในการโปรโมทสักเท่าไรแล้ว มันดูเหมือนว่าถ้าเราสามารถที่จะผลิตเพลงออกมาได้โดยที่มีห้องอัดของตัวเอง ในมุมมองของวงดนตรีอย่างนี้ เพราะทำออกมาได้โดยที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย พอทำเสร็จออกมาแล้วก็ลองมาเสนอค่ายเล็กๆ ดู ค่ายเล็กๆ ถ้าเกิดตัวมาสเตอร์มันถูก ไม่แพง เขาก็คงคิดว่าลองดูก็ได้ ก็ลองดูกันอะไรอย่างนี้"

ในอีกมุมหนึ่ง "กฤช กฤษณาวารินทร์" บอสใหญ่ของค่ายอิสระน้องใหม่อย่าง Werk Record ที่มีผลงานเบอร์แรกอย่าง"บีม จารุวรรณ"ก็เปรี้ยงปร้างติดตลาด มองว่ามีผู้ที่อิ่มตัวกับการทำงานค่ายใหญ่ ออกมาทำกันเองเยอะ รวมไปถึงกระบวนการทำค่ายเพลงในสมัยนี้ก็ง่ายมากขึ้นกว่าสมัยก่อน

"ผมมองว่า หนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องของคนอาจจะอิ่มตัวจากการทำงานค่ายใหญ่ๆ เหมือนอย่างผมนี่ ถึงจุดหนึ่งมันก็อยากออกมาทำเอง นั่นคือเหตุผลหนึ่ง อีกเหตุผลหนึ่งผมมองว่าคนฟังมันหลากหลายมากขึ้นนะ มันสามารถรองรับได้ แต่ถามว่ามันเป็นตลาดใหญ่ร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม มันอาจจะยังไม่ใช่ แต่มันก็มีตลาดรองรับเพลงอื่นๆ ที่มันไม่ใช่เพลงจากค่ายใหญ่จริงๆอยู่ แต่ว่ามันก็ไม่ได้ใหญ่โตมาก คือถ้าเป็นเมื่อก่อนมาทำ มันอาจจะลำบากกว่าตอนนี้ก็ได้ เพราะในแง่ของตลาดคนฟังมันอาจจะยังไม่รองรับตรงนี้ และอีกอย่างผมมองว่า มันเป็นเรื่องของที่คนมองเห็นว่า มันสามารถทำเองได้นะ"

"การทำค่ายเพลงมันง่ายขึ้นด้วย คือเดี๋ยวนี้ใครก็เปิดค่ายเพลงได้ แต่เปิดแล้วมันจะยังไงต่อ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่งนะ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องมีอะไร เอาง่ายๆ จะทำเพลง เราไปพันธ์ทิพย์ มีตังค์สักสามหมื่นบาท ก็ได้อุปกรณ์การทำเพลงแล้วนะ ทำมาสเตอร์ขึ้นมา ปั๊มแผ่น มันง่ายมากๆ แล้วเวลาจัดจำหน่ายก็มีบริษัทหลายรูปแบบที่จะเข้าไปดิวได้ แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเปิดแล้วยังไงต่อ แล้วมันจะอยู่ไปได้ถึงแค่ไหนมากกว่า"

ความต่างบนความเหมือน

หากถามถึงความแตกต่างและความคล้ายคลึงของสองยุคสมัยอินดี้อดีตกับปัจจุบัน กฤชมองว่าปริมาณที่มากขึ้น ทำให้คุณภาพของบางวงลดด้อยลงไป

"ผมว่าคล้ายๆกันนะ เพียงแต่ในความรู้สึก ผมมองว่าอาจจะต่างกันในเรื่องของคุณภาพ หรือเรื่องของอะไรบางอย่าง แต่ละยุคแต่ละสมัยมันก็ไม่เท่ากันอยู่แล้วนะ แต่ถามว่ามันใกล้เคียงกันไหม มันก็ใกล้เคียงกันนะ เพียงแต่ว่าเมื่อสมัยสิบกว่าปีที่แล้วมันอาจจะยังไม่มีวงอินดี้มากเท่าสมัยนี้ สมัยนี้ต้องยอมรับว่ามันเยอะมาก มันเป็นร้อยๆวง สมัยก่อนมันอาจจะสัก 20 วงอะไรอย่างนั้น แต่คนจะรู้จัก อย่างเมื่อสมัยก่อนที่วงอินดี้มันดังๆ เมื่อสิบปีก่อน สมัยที่มันเป็นยุคอัลเทอร์เนทีฟเนี่ย เรียกได้ว่าเกือบทุกวงเลยมั้งที่คนรู้จัก แต่ ณ.วันนี้ มันไม่ใช่ทุกวงที่คนรู้จักหน่ะ คือต่อให้เป็นคออินดี้ด้วยนะ เพราะวงมันเยอะมาก เป็นร้อยๆ วง บางทีก็เป็นค่ายอิสระ ทำเองขายเอง ก็มี ตรงนี้ที่ผมมองว่ามันเป็นความต่าง แล้วมันก็เยอะมาก ๆพอมันเยอะมากๆ มันก็มีเรื่องของคุณภาพบางวง คือไอ้ที่มันดีก็ดีเลยนะ แต่พวกที่มันยังไม่ค่อยถึง มันก็มีเยอะ ซึ่งมันอาจจะเกิดจากประสบการณ์ยังน้อย หรือบางทีด้วยงบประมาณต้นทุนในการผลิตมันมีจำกัด ทำให้เขาผลิตงานออกมาได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น"

ขณะที่ในมุมมองของตัวศิลปินอย่าง "ปั้น พงศธร แก้วสุข" จาก "Cookie United" มองว่าเพลงอินดี้เกิดจากความรักความชอบ และระยะห่างระหว่างค่ายใหญ่กับค่ายเล็กในเรื่องของแนวดนตรีก็น้อยลงแล้ว

"ตอนนี้ก็เหมือนกับว่า มันทำกันได้ง่ายขึ้นครับ ก็มีหลายๆ คนที่มาทำกันหน่ะครับ จะว่ามันเป็นแฟชั่นไหม ผมว่าไม่น่าจะเป็นนะ เกิดจากคนอยากจะทำครับ ก็เหมือนว่าคนเขาก็รักที่จะทำในด้านนี้กัน สำหรับคนฟังนี่ คิดว่าก็อาจจะมีส่วนของแฟชั่นบ้าง แต่ว่าตอนนี้เหมือนกับว่าเพลงค่ายใหญ่ๆ อะไรอย่างนี้ก็เริ่มจะหันมาทำแนวนี้ เริ่มผสมปนเปจนเกือบจะเป็นแนวเดียวกันหมดแล้วครับ ค่ายใหญ่ค่ายเล็กเริ่มใกล้เคียงกันหมดแล้วครับ ตอนนี้รู้สึกว่าเพลงค่ายใหญ่ค่ายเล็กไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไร"

"อาจจะเป็นได้ว่าเด็กไทยเบื่อดนตรีจากค่ายใหญ่ๆ คือเด็กยุคนี้จะค่อนข้างสนใจในเรื่องความแตกต่างครับ เราจะมีพวกโฆษณาหลายตัวที่มุ่งเน้นเรื่องความแตกต่างเยอะ เด็กก็จะพยายามแตกต่าง และถ้าเกิดอะไรที่ยังไม่เป็นที่ฮิตนิยมมาก ก็อาจจะรู้สึกว่ามันเท่ห์ อะไรลักษณะนั้นครับ แต่พอเริ่มดังมากๆ ขึ้นก็อาจจะรู้สึกธรรมดาไปแล้ว อาจจะมีคนรู้สึกอย่างนี้บ้างบางส่วน

ทางด้าน ดิม แห่งวง Tattoo Colour วงดนตรีป๊อบอารมณดีที่กำลังมาแรงแห่งค่าย Small room ยอมรับกลายๆ ว่าดนตรีอินดี้มีเรื่องของแฟชั่นเข้ามาเกี่ยวบ้าง แต่การจะก้าวขึ้นมาเป็นกระแสหลักในอนาคต เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับสื่อเป็นสำคัญ

"จริงๆ แล้วในตลาดเพลงค่ายใหญ่ ที่ไม่มีแฟชั่นเข้ามาเกี่ยวข้องก็ไม่ใช่นะครับ ถ้าในทัศนคติผม ผมว่าคนฟังเขาฟังที่เพลงเพราะ ไม่ได้ฟังที่ว่าจะค่ายใหญ่หรือค่ายอินดี้นะครับ ผมชอบเพลงที่เพราะ ผมมองว่านี่เป็นเรื่องของสื่อนะครับ สมมุติถ้าสื่อให้การสนับสนุนให้ค่ายอินดี้กลับสู่สาธารณะชนมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากมาก แต่ทุกวันนี้สังเกตว่าหลายรายการที่อยู่ในฟรีทีวี ค่อนข้างจะหาฟังเพลงอินดี้ยากมาก ถ้าสมมุติสื่อยังเป็นเหมือนทุกวันนี้ ผมมองว่ายังไงก็ไม่มีทางมาเป็นกระแสหลักในสังคมได้ คือถ้าเพลงมันดีจริง สื่อจะเป็นตัวช่วยผลักออกไปให้ผู้ชมได้ดูและฟังกันครับ"

"ผมว่าก็คงจะกว้างขึ้นเหมือนที่ทุกๆ วันนี้ มันเป็นมา สมมุติว่าคำถามนี้ไปถามเมื่อสองปีก่อน วันนี้ก็คือผลที่ผมพูดถึง มันก็คือโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างตลาดเพลงที่เป็นชั้นแนวหน้า เพลงในบางค่ายก็เริ่มจะวนเวียนและจำเจ ไม่ค่อยมีอะไรแปลกใหม่มากนัก พูดถึงบางวง และบางค่ายนะครับ ตอนนี้มันก็เลยเป็นหนึ่งทางเลือกที่คนฟังเขาจะเลือกฟังมากว่าฟังเพลงซ้ำๆ นะครับ"

แฟชั่นที่เป็นของจริง?

ในสายตาของศิลปินสาวมาดร็อคอย่าง"กิ๊ฟ โมโนโทน" มองว่าอินดี้เริ่มเป็นกระแสที่ครอบคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่เว้นกระทั่งค่ายใหญ่ๆ ส่วนเรื่องแฟชั่นก็น่าจะมีส่วนเกี่ยวบ้างแต่ไม่ทั้งหมด

"ก็รู้สึกว่าคนเริ่มจะเปิดรับมากขึ้นเกี่ยวกับอินดี้ จริงๆ แล้วอินดี้มันเหมือนกับนิยามที่เรียกกันมาตั้งแต่ก่อนๆ เลยว่า จะต้องเป็นเพลงแต่งเองทำเอง ทำเองแล้วขายเองตามใต้ดิน แต่ว่าสมัยนี้คืออินดี้เนี่ย อยู่กับค่ายใหญ่ๆ ก็เยอะ และก็ออกมาเป็นอิสระแต่ว่ามีชื่อเสียงก็เยอะค่ะ ก็คิดว่าตอนนี้มันเหมือนกับเป็นกระแสหนึ่งที่คนค่อนข้างจะยอมรับพอสมควรค่ะ"

"จะว่าเป็นแฟชั่นมันก็ไม่เชิง คือมันมีคนที่ชอบและรักดนตรีอยู่มากพอสมควร และเนื่องจากปัจจุบันนี้มันมีคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ที่สำหรับทำเพลงเองง่ายๆ ได้ที่บ้านแล้วด้วยค่ะ มันก็เหมือนกับวงอินดี้เนี่ยเลยเกิดขึ้นมาเยอะแยะเลย ก็จะมีวงต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นมา เพราะเรื่องเทคโนโลยีด้วย"

"รุ่งโรจน์" แห่ง Smallroom มองทิศทางวงการเพลงอิสระบ้านเราในอนาคตว่า จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทดแทนกันไปเรื่อยๆ เสมือนใบไม้ที่ผลิมาทดแทนใบที่ร่วงหล่นไป

"เราคิดว่ามันคงหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ จะมีค่ายอิสระเกิดขึ้นมาอีก และก็จะมีค่ายที่ปิดไป เป็นลักษณะการหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เพราะว่ามีคนยังอยากทำอยู่เยอะ การทำค่ายเพลงก็เหมือนกับการออกอัลบั้มของเด็กอินดี้หนึ่งวง เดี๋ยวนี้การออกอัลบั้มของเด็กอินดี้หนึ่งวง กับการทำค่ายเพลงอินดี้หนึ่งค่าย มันคือความหมายเดียวกัน ไม่ได้ยากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในขณะเดียวกันถ้าบริษัทไม่ดี หรือเพื่อนๆที่มาหุ้นกันไม่ดี มันก็จะปิดตัวไป อันนี้โดยปริยาย แล้วถ้าเกิดปิดตัวไป คนที่ไม่เคยลองอยากลองเปิด ก็อาจจะมีมาเรื่อยๆ"

ส่วน "เศรษฐสิทธิ์" แห่งค่ายสไปร์ทซี่ ดิส คิดว่าอนาคตจะมีความหลากหลายด้านรสนิยมการฟังเพลง ส่วนด้านวิวัฒนาการต่างๆ จะนำพาเรื่องการจำหน่ายและช่องทางขายไปเอง แถมยังยืนยันว่า ถึงอย่างไรวงการเพลงไทยก็ไม่มีวันจบ

"รสนิยมการฟังเพลงมันน่าจะแตกซอยย่อยมากขึ้นนะ วงแต่ละวงหน้าใหม่ทั้งหลายก็จะมีแฟนเพลงสะสมไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าเขาสามารถยืนหยัดอยู่ตรงนั้นได้ในระยะขนาดไหน ซึ่งผมว่ามันน่าจะดีขึ้นนะ ส่วนช่องทางการขายเดี๋ยววิวัฒนาการต่างๆ มันก็จะพาเราไปเอง ว่ามันจะต้องเป็นอย่างไร คือผมมองย้อนกลับไปในสมัยก่อนนั้น สมัยที่แกรมมี่ขายเทปได้เป็นล้านๆ นี้ พวกฝรั่งเขาตกใจนะ แบบว่า เฮ้ย ทำไมขายเยอะ เพราะผมเคยคุยกับคุณไบรอัน มาร์คา เขาบอกว่าฝรั่งนี่บริษัทจะมีแผ่นเสียงทองคำ แพลตตินั่ม พวกถ้วยอะไรให้ สำหรับคนที่ขายได้เป็นแสนแผ่น ก็จะได้รางวัลพวกนี้ แล้วของเรามันเป็นล้านเลยนะ ผมว่าตอนนี้เนี่ยของเมืองไทยน่าจะเริ่มเข้าไปสู่ยุคของฝรั่งตอนนั้น"

"คือบางคนบอกว่าวงการเพลงไทยมันจะแย่ จะจบ ผมว่ามันไม่จบหรอกครับ มันจะเปลี่ยนเป็นแบบไหนเท่านั้นเอง เพราะถึงอย่างไรคนก็ยังฟังเพลงอยู่ดี"

ทางด้าน"กริช" ของ Werk Record คาดว่าอนาคตจะมีวงอิสระเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่อยากให้จับตามองไปกว่านั้นคือ ระบบเดิมๆของการจำหน่าย จะถึงจุดเปลี่ยนจากยุคฮาร์ท ก็อปปี้ ไปสู่ดิจิตอล

"ผมว่าวงอิสระมันก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นะ ผมว่าเด็กรุ่นใหม่ก็ยังอยากมาอยู่ตรงนี้ ดูง่ายๆ ประกวดวงดนตรีก็ยังมีเด็กมาสมัครตลอดเวลา หรือตามโรงเรียนดนตรี สอนร้องเพลง มันก็มีเด็กเข้ามาตลอดเวลา ผมว่ามันไม่ได้ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ถามว่ามันจะมีสักกี่คนทีเขาสามารถมีงานเป็นชิ้นเป็นอันได้ มันก็ไม่ใช่ทุกวง ซึ่งอันนี้ที่ผมว่ามันยังมีอยู่แหล่ะ แต่เรื่องที่น่ากลัวกว่านั้น คือว่าสำหรับมุมมองในวงการเพลงเมืองไทย ในแง่ตลาดธุรกิจมันกำลังจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่"

"ตอนนี้มันกำลังจะเปลี่ยนจากฟอร์แมทเดิมๆ ที่มันเป็นฮาร์ทก๊อปปี้ คำว่าฮาร์ทก็อปปี้ก็คือพวก เทป ซีดี อะไรต่างๆ มันจะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบดิจิตอลหมดแล้ว มันกำลังจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ซึ่งมันจะเปลี่ยนรวมไปถึงผู้บริโภคด้วย หรือช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆ มันจะไปด้วยกันหมด ซึ่งมันก็เริ่มแล้วนะ เพียงแต่มันยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันต้องใช้เวลาในการปรับพอสมควรครับ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ ตลาดส่วนใหญ่ อย่างเพลงลูกทุ่งเนี่ย ผมว่ามันก็ยังมีเรื่องของฮาร์ท ก๊อปปี้เข้ามาเกี่ยว แต่ว่าถ้าอีกตลาดหนึ่ง อย่างแกรมมี่ อาร์เอสที่เขาทำอยู่ เขาก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นไอที มีอะไรต่างๆ มารองรับฟอร์แมทใหม่แล้ว ตรงนี้ต่างหากที่กำลังจะเป็นจุดหมุน ส่วนแนวเพลงมันก็คงอยู่แถวๆนี้แหล่ะ ป็อบ ร๊อค บอยแบนด์ อะไรพวกนี้แหล่ะ"

อนาคตวงการเพลงอิสระในปีหน้าและปีต่อๆไป จะเป็นอย่างไร และทิศทางของการจำหน่ายเทป และซีดีกำลังจะถึงกาลอวสานจริงหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่คนดนตรีและนักฟังเพลงบ้านเรา ต้องเฝ้าดูกันต่อไป ตราบเท่าที่ดนตรียังถือเป็นหนึ่งในห้าของศิลปะหลักๆ บนโลกใบนี้ เพราะถ้าคำกล่าวที่ว่า "Rock Never Die"เป็นความจริงแล้ว หน่วยใหญ่ที่เป็นจักรวาลครอบคลุมดนตรีร๊อคที่เรียกว่า"Music" ก็คงไม่มีทางถึงกาลอวสานได้แน่ๆ ขึ้นอยู่กับว่ามันจะดำเนินไปในทิศทางใด เท่านั้นเอง

***
เรื่องโดย เวสารัช โทณผลิน