โค้งสุดท้ายก่อนจะถึงการประกาศผลรางวัลซีไรต์ รางวัลวรรณกรรมที่เป็นที่ถูกจับตามองที่สุดแห่งปี และทุกปีก็มักจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขัดแย้งตามมาเสมอ ภายหลังจากที่ผลรางวัลประกาศออกมา
แต่ครั้งนี้ อาจเป็นกรณีพิเศษ เมื่อมีผู้ที่ไม่ใช่นักเขียน บรรณาธิการ หรือนักวิจารณ์วรรณกรรมมืออาชีพ และไม่ใช่แม้แต่คนไทย กลับเลือกออกมาแสดงทัศนะต่อหนังสือจำนวน 10 เล่มที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ โดยไม่รอลุ้นผลไปกับโพลล์หลากสำนัก
ด้วยผมสีอ่อน และรูปกะโหลกศีรษะยาวอย่างชาวต่างชาติของ 'มาร์แซล บารังส์' หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ชาวต่างชาติผู้นี้เป็นใคร ทำไมถึงอาจหาญกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมไทย
แต่สำหรับหนอนวรรณกรรมจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคอเรื่องสั้น-นวนิยายของนักเขียนนามปากกา 'แดนอรัญ แสงทอง' ต่างเคยผ่านหูผ่านตาชื่อของเขาในฐานะนักแปลคู่บุญของนักเขียนหนุ่มใหญ่ ผู้ที่บรรณาธิการไทยต่างพร้อมใจกันปฏิเสธ แต่นักอ่านชาวยุโรปกลับพากันเสพตัวอักษรของเขาอย่างหิวกระหาย
ยอดพิมพ์หนังสือเรื่องสั้น 'อสรพิษ' (Venom) ของแดนอรัญ แสงทอง ฉบับภาษาฝรั่งเศสกว่า 10,000 เล่มในช่วงระยะเวลาเพียงเดือนเดียว เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่ามาตรฐานของผลงานชิ้นนี้เป็นงาน 'มาสเตอร์ พีซ' ในสายตาผู้แปลและนักอ่านต่างชาติ ขณะที่บรรณาธิการไทยหลายสำนักกลับทิ้งลงตะกร้าอย่างไม่ไยดี
สายตาของชาวฝรั่งเศสที่คลุกคลีกับตัวหนังสือไทยมาร่วม 20 ปีผู้นี้ จึงมิใช่สายตาของนักพิพากษาวรรณกรรมที่ถ่องแท้ในสิ่งที่พูดเพียงผิวเผิน แม้สำเนียงเสียงพูดจะแปร่งปร่าไปบ้าง แต่แน่ใจได้ว่า ระดับความเข้าใจในภาษาไทยของคนต่างชาติที่ประทับใจและเคยแปลผลงานของนักเขียนไทยอย่างวิมล ไทรนิ่มนวล,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และชาติ กอบจิตติ หาได้แปร่งไปตามสีผมและสีผิวของเขาเลย
แดนอรัญ แสงทอง หรือ 'เสน่ห์ สังข์สุข' ที่นักอ่านต่างชาติรู้จัก เคยเขียนถึงมาร์แซล บารังส์ว่า "มาร์แซลและข้าพเจ้าเป็นสัตว์ประเภทเดียวกัน คือเป็นสัตว์ประเภทที่กลืนกินถ้อยคำเป็นภักษาหาร แต่แม้กระนั้นทัศนะของเขาและข้าพเจ้าก็ไม่สู้จะตรงกันนักทั้งในเรื่องที่เป็นวรรณกรรมและไม่เป็นวรรณกรรม และเราก็มักจะทุ่มเถียงกันดุเดือดอยู่เป็นนิจ..."
ทัศนะของนักแปลผู้นี้ที่มีต่อผลงานทั้ง 10 เล่ม และครอบคลุมไปจนถึงตัวรางวัลซีไรต์ที่ส่งผลกระทบต่อแวดวงวรรณกรรมไทย จึงไม่นุ่มนวลหรือเต็มไปด้วยศัพท์แสงทางวิชาการ หากแต่ว่ากันหมัดต่อหมัด บรรทัดต่อบรรทัดเลยทีเดียว!
สิบเล่มสามกลุ่ม กรุ๊ปออฟเดอะเดธ
ในจำนวนผลงานนวนิยายที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ ประจำปี 2549 จากที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 64 เรื่อง และถูกคัดให้เหลือจำนวน 10 เรื่องนั้น มาร์แซล บารังส์ ใช้เวลาหลายสัปดาห์ค่อยๆ อ่านทีละเล่ม ด้วยเหตุผลที่เขาบอกว่า "ผมอ่านภาษาไทยได้ช้า"
และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การอ่านของเขายิ่งล่าช้าออกไป ก็เนื่องมาจากการที่เขาต้องเสียเวลาไปร่วมสัปดาห์กับหนังสือจำนวน 10 เล่มที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งจัดชุดมาให้ เมื่อภรรยาของเขานำรายชื่อหนังสือที่เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ปีนี้ไปถามซื้อ และพนักงานก็บอกว่ามีจัดชุดไว้ 10 เล่มพอดีตามต้องการ
"ผมโดนหลอกให้อ่านหนังสืออะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่มีหนังสือเข้ารอบซีไรต์จริงๆ แค่ 3 เล่ม" เขาเล่าพลางส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ หลังจากอ่านหนังสือซีไรต์กำมะลอชุดนั้นทั้งหมดจบ หนึ่งในจำนวน 2 เล่มที่มาร์แซลประทับใจกลับเป็นหนังสือที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อนวนิยาย 10 เล่มที่เข้ารอบ!
"ทำให้ผมนึกได้ว่าเราใช้มาตรฐานที่แตกต่างกันหรือเปล่า ทำไมเล่มที่ผมประทับใจเล่มที่ 2 นั้นไม่ได้อยู่ในรายชื่อล่ะ? "
หากเมื่อพอได้อ่านผลงานที่เข้ารอบจริงๆ แล้ว มาร์แซลก็สรุปแบ่งจาก 10 เล่ม ออกเหลือ 3 พวกทันที กลุ่มแรก อันประกอบไปด้วยผลงานนวนิยายอย่าง 'กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด' ของ ศิริวร แก้วกาญจน์, 'กลางทะเลลึก' ของ ประชาคม ลุนาชัย และ 'ลูกสาวฤษี' ของปริทรรศ หุตางกูร เป็นกลุ่มที่มาร์แซลจัดว่าเป็นงานเขียนนวนิยายกลุ่มที่ดีที่สุด
กลุ่มที่สอง คืองานที่เขาเห็นว่าอ่านได้เรื่อยๆ จนถึงสนุก หากแต่ก็ไม่แหลมคมพอในประเด็นที่นำเสนอ ได้แก่ 'ความสุขของกะทิ' ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ, 'เขียนฝันด้วยชีวิต' ของนักเขียนที่ปีนี้มีผลงานได้รับคัดเลือกเข้าชิงถึง 2 เรื่องอย่าง ประชาคม ลุนาชัย, 'เกียวบาวนาจอก' ของภาณุมาศ ภูมิถาวร และ 'เล่นเงา' ของ จิรภัทร อังศุมาลี
"ความสุขของกะทินั้นคุณงามพรรณเขียนได้ดีมาก เพราะมาก แต่ topic ของเขามันเล็กนิดเดียว มันแคบมาก เป็นวรรณกรรมที่เหมาะสมสำหรับเด็กๆ สำหรับเยาวชน แต่ไม่ใช่วรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่ ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องความสุขของกะทิ และเกียวบาวนาจอกเข้ารอบซีไรต์มาได้อย่างไร เพราะสำหรับผมมันคือหนังสือสำหรับเยาวชนมากกว่า ขณะที่ผมเข้าใจว่าซีไรต์เป็นงานสำหรับผู้ใหญ่"
ส่วนเขียนฝันด้วยชีวิตของประชาคม ลุนาชัย มาร์แซลรู้สึกว่ามันเป็นกึ่งอัตชีวประวัติของผู้เขียนในรูปนวนิยาย ที่บอกเล่าประสบการณ์บางส่วนในการต่อสู้เพื่อจะเป็นนักเขียน ซึ่งเมื่ออ่านแล้วก็รู้สึกประทับใจในความมุ่งมั่นของผู้เขียนที่ตั้งใจจะเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายหากแต่ก็มีอันเป็นไปแทบทุกครั้ง ทว่าจุดนี้เองที่ทำให้มาร์แซลรู้สึกว่าตลอดทั้งเรื่องจะชูเพียงประเด็นเดิมๆ นี้เท่านั้น
"ที่น่าแปลกใจก็คือรู้สึกว่า เขาไม่ได้เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างเช่นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้หญิง ไม่ค่อยจะมี หรือจะมีเฉพาะในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งเท่านั้น เรื่องนี้ผมจะไม่เลือกเลย เห็นว่ามันเป็น artificial เกินไป อีกอย่างก็คือปัญญาที่เขาเสนอในเล่มนี้เป็นปัญญาชาวบ้านระดับนี้ระดับเดียว ไม่มีอะไรดีเด่น ซึ่งมันค่อนข้างต่างกับนวนิยายของเขาที่ถูกพิมพ์มาแล้ว เช่น กลางทะเลลึก หรือว่า 'คนข้ามฝัน' ซึ่งผมเริ่มแปลไปได้ 50 หน้าแล้ว และยังเป็นหนึ่งในร้อยนวนิยายที่เยาวชนควรอ่าน"
ขณะที่ 'เล่นเงา' ของจิรภัทร อังศุมาลี มาร์แซลมองว่าเนื้อเรื่องนี้แปลกมาก ด้านหนึ่งผู้เขียนก็สร้างเรื่องได้ดีมาก อ่านได้สนุก แต่ทว่าเขาสงสัยว่าผู้เขียนมีความคิดอะไรบ้าง สิ่งที่เขียนอ่านแล้วก็จะเห็นได้ถึงปัญหาของภาคใต้ว่ามันอยู่ที่ไหน แต่จิรภัทรเลือกที่จะเล่นกับประเด็นที่เล็กน้อยเกินไป จนข้ามประเด็นปัญหาใหญ่ๆ ที่น่าจะเอ่ยถึง
"มันตรงข้ามกับนวนิยายที่น่าสนใจที่สุดเล่มหนึ่ง คือ กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ ซึ่งแม้ที่จริงผมจะคิดว่ามันไม่ใช่นวนิยายที่ดีที่สุดในหมู่นั้น แต่ผมหวังว่าจะได้รางวัล เพราะว่าอยากให้คนไทยทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้"
สิ่งที่มาร์แซลเห็นว่าโดดเด่นในหนังสือที่นำเสนอปัญหาภาคใต้เล่มนี้ ก็คือกลวิธีการนำเสนอที่ผู้เขียนใช้วิธีการให้ตัวละครแต่ละตัวออกมาเดินเรื่องโดยคำให้การภายใต้คำสัตย์สาบาน และนั่นทำให้ 'กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด' เป็นวรรณกรรมการเมืองร่วมสมัยที่มีคุณค่าในด้านวรรณกรรม เพราะทำให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความคิดแท้ๆ ของตัวละครแต่ละคน
"โดยสรุปแล้วนวนิยายเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ปัญหาภาคใต้มันยุ่งยากซับซ้อนแค่ไหน ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าใครผิดใครถูกแน่นอน แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรามีความรู้เกี่ยวกับปัญหาภาคใต้เพิ่มเติมและระมัดระวังในการตัดสินใจว่าใครผิดใครถูก เรื่องแบบนี้นี่แหละที่ได้ผลทั้งทางด้านวรรณกรรม ทั้งด้านการเมืองและสังคม" อีกเหตุผลที่ทำให้เรื่องนี้มีความน่าสนใจ ก็เนื่องมาจากนวนิยายการเมืองเล่มนี้ก็โดน 'การเมือง' แทรกแซงจนพลาดรางวัลก่อนหน้านี้มาเหมือนกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น มาร์แซลกล่าวว่า ไม่จำเป็นที่งานเขียนทุกชิ้นจะต้องสอดแทรกนัยทางเมืองหรือสังคมเสมอไป แต่ถ้ามีก็ทำให้เนื้อหาน่าสนใจเพิ่มเติม
"เปรียบเทียบกับ 'กลางทะเลลึก' ของประชาคม ลุนาชัย ผมเห็นว่านวนิยายเรื่องนี้ดีที่สุดในหมู่ในด้านวรรณกรรมคลาสสิก คือเขาสร้างเรื่องแบบธรรมดา เป็นเรื่องของลูกเรือประมง 20 คนที่บังเอิญไปเจอเรือที่ขนส่งของเถื่อน ปรากฏว่าบนเรือลำนั้นมีศพอยู่สิบกว่าศพ เข้าใจภายหลังว่าพวกนั้นฆ่ากันเพื่อแย่งสมบัติ อยู่ๆ ลูกเรือกลุ่มนี้ก็ตัดสินใจเอาปลาที่หามาได้ไปทิ้ง แล้วเอาสมบัตินั้นมาใส่เรือของตัวเอง ประเด็นนี้น่าสนใจอยู่แล้ว เราได้อ่านอย่างเพลิดเพลินว่าเป็นเรื่องผจญภัย โดยผู้เขียนสามารถสร้างตัวละครได้อย่างชัดเจนดีมาก ไม่สับสนว่าใครเป็นใคร เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนที่มีปัญหากัน และแต่ละคนก็มีปัญหาส่วนตัวด้วย จุดนี้เขาทำได้ดีมาก"
อย่างไรก็ดี 'ความสนุก' ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้มาร์แซลประทับใจนวนิยายเรื่องนี้ถึงขั้นที่อยากจะลงมือแปล
"ผมอยากชี้ให้เห็นว่าหนังสือเล่มนี้ด้านหนึ่งก็อ่านสนุกมากเป็นเรื่องการผจญภัย แต่อ่านแล้วก็ต้องคิดอีกระดับหนึ่ง ว่าเรือลำนั้นคือสัญลักษณ์ของสังคมทั้งสังคมเลย สังคมที่มีแต่การขัดแย้งและความโลภ มันจะล่มภายหลังในที่สุด"
เรื่องที่สามที่น่าสนใจ คือ 'ลูกสาวฤษี' ที่มาร์แซลบอกว่าเขียนได้สนุก จนเขาอ่านแล้วหัวเราะไปตลอดทั้งเรื่อง
"ลูกสาวฤษีเป็นเรื่องเสียดสีสังคมแบบเบาๆ นิ่มนวลแบบไทยๆ ให้ความรู้สึกสบายทั้งสองด้าน ในด้านหนึ่งเราก็เสียดสี อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกว่าไม่แรงเท่าไหร่" ด้วยความที่โดดเด่นไปคนละทางนี่เอง มาร์แซลจึงรู้สึกว่าคณะกรรมการที่ต้องทำการคัดเลือกเหลือเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
มาถึงกลุ่มสุดท้าย มาร์แซลเอ่ยตรงๆ ว่าเป็นงานที่เขาไม่ประทับใจ ถึงขั้นบางเล่มต้องทนอ่านให้จบทีเดียว! อาทิ 'ร่างพระร่วง' ของเทพศิริ สุขโสภา, 'เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์' ของภาณุ ตรัยเวช และเรื่อง 'นอน' ของศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร ที่เมื่ออ่านไปถึงตอนที่ผู้เขียนบรรยายกิริยาของตัวละครไม่ต่างจากสัตว์ที่เลียกินอาเจียนของตัวเอง ด้วยความตั้งใจที่จะนำเสนอสารแนวเหนือจริง แต่มาร์แซลกลับมองว่า นั่นเกินกว่าที่เขาจะรับได้
"ผมต้องยอมรับว่าหนังสือเล่มนี้ผมแค่ลองพลิกๆ ดูว่ามันเป็นเรื่องอะไร เพราะพอผมเริ่มอ่านมาเจอประโยค 'เขาก้มคออ้วกคายขนมปังโฮลวีตเปื่อยเหลวออกมาจนหมดสิ้น และก้มลงคลานเห่าหอน เลียกองขนมปังเปื่อยเหลวกลับคืนสู่ท้อง แล้วคลานเห่าหอนหายไปในฝูงชน…' ถ้าคุณอยากแดกขยะแบบนี้ก็ยังมีอีก 250 หน้าต่อไป เชิญตามสบายครับ"
ฟากนวนิยายเรื่อง 'ร่างพระร่วง' ที่มีข่าวว่าคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์หลายคนชื่นชอบมากนั้น มาร์แซลบอกว่าเขาทนอ่านไปได้ครึ่งเล่มก็วาง จนกระทั่งมีนักเลงวรรณกรรมผู้หนึ่งมาบอกว่า อย่างไรเสียก็ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบให้ได้
"บางคนก็เสนอมาว่านวนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะได้รางวัลก็คือ 'ร่างพระร่วง' ของเทพศิริ สุขโสภา ผมไม่เห็นด้วยเลย อันนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นนวนิยายด้วยซ้ำไป ถือว่าเป็นงานสารคดีมากกว่าที่เกี่ยวข้องกับพระเครื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณไม่อยากรู้จักเรื่องพระเครื่อง ก็ต้องมาอ่านในหนังสือเล่มนี้ คือผมเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีคุณค่าในด้านวรรณกรรมแต่อย่างใด ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องศาสนานะครับ แน่นอนทีเดียวต้องมีคนบอกว่ามาร์แซล บารังส์ไม่ชอบเรื่องนี้เพราะเป็นฝรั่ง เขาไม่ใช่คนพุทธ อันนี้ผมไม่ยอมรับ ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง 'อมตะ' ของวิมล ไทรนิ่มนวลที่ได้รางวัลเมื่อ 6 ปีที่แล้ว มันมีส่วนหนึ่งที่เป็นทฤษฎีของพุทธศาสนา ผมก็อ่านได้สนุก มิหนำซ้ำผมยังแปลให้เขาทั้งเล่มเลย
แต่เรื่องนี้เห็นว่ามันทุเรศ ตัวเอกเป็นแอนตี้ฮีโร่ ไม่ใช่ฮีโร่ เป็นชาวชนบทคนธรรมดาซึ่งอยู่ๆ ก็มาเป็นเณรมาพาพระไปเที่ยวธุดงค์ ทำไปทำมาก็มาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระเครื่อง นวนิยายเรื่องนี้ยาวประมาณ 500 กว่าหน้า ผมอ่านมาถึงประมาณหน้า 400 ก็มีแต่เรื่องของพระธุดงค์กับพระต่างๆ อยู่ๆ ก็ไปภาคใต้แล้วไปเจอกับท่านพุทธทาส ผมอ่านตรงนี้ก็เออๆ สนใจเหมือนกัน แต่แทนที่จะเปลี่ยนความคิด เขาก็ไปทำเรื่องพระเครื่องต่อไปดื้อๆ เลย จนเกือบถึงหน้าสุดท้ายตัวเอกเกือบจะเป็นศพอยู่แล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะกลับภาคใต้อีกครั้งหนึ่ง ไปถึงก็เห็นว่าเป็นงานศพของท่านพุทธทาส อันนี้ผมถือว่ามันไม่มีคุณค่าเลย คือเอาอะไรที่เกี่ยวข้องกับศาสนามาเป็นข้ออ้าง โดยไม่มีความคิดทางด้านศาสนาที่แท้จริงเลย คือคำสั่งสอนของท่านพุทธทาสมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่อง นอกจากประมาณ 10-20 หน้าทั้งหมด"
มาร์แซลบอกต่อว่า นวนิยายเรื่องนี้ทำให้เขานึกถึงเรื่องสั้นไทยเรื่องหนึ่งที่เขาเคยอ่านในรอบหลายปี เป็นเรื่องของหนุ่มสาวสองคู่ที่สลับคู่นอนกันตลอดเรื่อง แต่ตอนท้ายกลับจบด้วยการให้ตัวละครหญิงตัวหนึ่งมาบอกกับคู่ของตนว่า คงทนมีพฤติกรรมทางเพศแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไป และขอแยกทาง เท่ากับว่าทั้งสองเรื่องนี้ผู้เขียนให้ผู้อ่านมีความสุขในด้านใดด้านหนึ่งมาตลอดทั้งเล่ม นอกจากช่วงพีคของเรื่อง
"ตัวเอกเรื่องนี้ก็ทำนองเดียวกัน ผมมีความสุขกับพระเครื่อง กับ materialistic world นั้นตลอดทั้งเล่ม แล้วอยู่ๆ ก็มาอ้างคำสั่งสอนของท่านพุทธทาส เนื่องในโอกาสที่ปีนี้เป็นปีครบรอบวันเกิด 100 ปีของท่าน หมั่นไส้! ยังมีอีกหลายจุดที่รับไม่ได้จริงๆ คือตัวเอกเป็นคนไม่มีปัญญา ถึงแม้ว่าจะเป็นเณรพาพระธุดงค์ไปไหนมาไหน แต่ความคิดของเขาก็ไม่ได้เจริญขึ้น มิหนำซ้ำบทสนทนาในเรื่องก็ทนไม่ได้ มันยาวเป็นสิบหน้า โดยพูดซ้ำๆ เยิ่นเย้อเกินไป ไม่สมจริงด้วย แล้วจะเป็นนวนิยายที่ดีได้ยังไง" มาร์แซลสรุปสั้นๆ ต่อหนังสือเล่มนี้
แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่กล่าวมา มาร์แซลเห็นว่าผลงานที่เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ปีนี้ ไม่มีนวนิยายเล่มใดจัดเป็นงานมาสเตอร์พีซ
"นี่เป็นซีไรต์อีกรอบหนึ่ง ที่หนังสือซึ่งคณะกรรมการได้คัดเลือกมานั้น ไม่มีงานชิ้นโบว์แดง ไม่มีมาสเตอร์พีซเลย แต่ตามทัศนะของผมนั้น ในจำนวน 10 เล่มนั้น เห็นว่ามีแค่ 3 เล่มที่มีคุณค่าพอใช้ในด้านวรรณกรรม พูดโดยทั่วไปผมก็แปลกใจว่าพวกกรรมการคัดเลือกนั้นใช้มาตรฐานอะไร เป็นมาตรฐานทางด้านวรรณกรรมหรือเป็นมาตรฐานทางด้านการเมืองหรือสังคม อาจจะเป็นเหตุบังเอิญก็ได้ แต่สังเกตดูว่าในจำนวน 10 เล่มนี้ มันมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับภาคใต้ 2 เล่ม ที่จริงก็ 2 เล่มครึ่ง และความสัมพันธ์ระหว่างคนญวนอพยพมาพักอาศัยในไทยอีกหนึ่งเล่ม อีกเล่มหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับศาสนาคือ 'ร่างพระร่วง' นั้น แต่พออ่านทุกเล่มผมเห็นว่ามีบางเล่มไม่น่าจะถึงระดับถูกคัดเลือกเลย"
ออกโรงมาวิพากษ์วิจารณ์ตรงและแรงขนาดนี้ เมื่อถูกถามเหตุผล มาร์แซลกล่าวว่า "ก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ นอกจากว่าผมสนใจวรรณกรรมโดยทั่วไป ตามปกติก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสมีใครมาเสนอหนังสือดีๆ ให้อ่าน ซึ่งถ้าผมได้อ่านอะไรที่ถือว่ามีคุณค่าสูง ผมพร้อมที่จะแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศสต่อไป"
ต่อข้อถามที่ว่าไม่เกรงจะถูกกล่าวหาว่า ถือโอกาสโหนกระแสซีไรต์หรือไม่ มาร์แซลตอบทันทีว่า เขาวางบทบาทตัวเองไว้คือเป็นผู้อ่านหนังสือที่มีความรู้ด้านวรรณกรรมมากเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรในผลรางวัลซีไรต์คราวนี้
วงจรซีไรต์
"ผมมีปัญหากับซีไรต์ ไม่ใช่กับตัวซีไรต์โดยตรง แต่เป็นปัญหากับระบบซีไรต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งทำให้สำนักพิมพ์ต่างๆ แทบจะทุกรายไม่ยอมพิมพ์นวนิยายในปีที่ไม่ใช่ซีไรต์นวนิยาย ปีนี้ผมเข้าใจว่าคณะกรรมการได้คัดเลือกจากผลงานนวนิยาย 64 เรื่อง เหลือเพียง 10 เล่ม ทั้ง 64 เรื่องนั้น ส่วนใหญ่ผลิตกันในช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ช่วงปีครึ่งก่อนหน้านั้นแทบไม่มีเลย แล้วจากนั้นคณะกรรมการคัดเลือกจนเหลือ 10 เล่ม ให้เวลาเราพิสูจน์แค่ประมาณ 2 เดือน แล้วสิ้นเดือนนี้จะประกาศว่าเล่มไหนชนะ ซึ่งการทำแบบนี้เหมือนกับทำร้ายวรรณกรรม เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้อ่านเป็นผู้ตัดสิน ไม่ได้เปิดโอกาสให้ตลาดเป็นผู้ตัดสิน คือทุกสิ่งทุกอย่างก็มาอยู่ในช่วง 6 เดือน ที่เป็นช่วงซีไรต์โนเวล ซึ่งมีผู้อ่านจำนวนไม่กี่ร้อยคนจะอุตส่าห์ซื้อมาอ่านทั้ง 10 เล่ม แล้วพอตัดสินว่าเล่มนี้ได้รางวัลก็ซื้อมาเป็นจำนวนหนึ่งหมื่นเล่ม มันทำร้ายวรรณกรรมอย่างเห็นได้ชัดเลย" มาร์แซลกล่าวถึงวงจรซีไรต์ที่เป็นปัญหาในสายตาเขา ซึ่งก็ไม่ใช่ส่งผลต่อสำนักพิมพ์อย่างเดียว แต่รวมถึงนักเขียนด้วย
"ผมมีโอกาสได้คุยกับนักเขียนบางคน และบางคนก็พูดดื้อๆ ว่า เออ! ปีนี้ซีไรต์ผมจะเขียนอะไรดีวะ เขียนเพื่อจะประกวดอย่างเดียว มันทุเรศ จะไปตำหนิพวกซีไรต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องตำหนิทั้งระบบ วิธีแก้ไขคือน่าจะมีรางวัลซีไรต์นวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี ทั้งสามรางวัลทุกปีๆ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่ารางวัลวรรณกรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะจากกระทรวง หรือบางบริษัทที่จัดประกวดทางด้านวรรณกรรม มันไม่มีบารมีเท่ากับซีไรต์"
ต่อกรณีการคัดเลือกผลงานวรรณกรรมไทย โดยเฉพาะรางวัลซีไรต์นั้น มาร์แซลคิดว่าไม่ควรเลือกโดยเอามาตรฐานปัจจัยด้านการเมือง สังคม หรือศาสนามาชี้วัด จนผลงานนั้นกลายเป็น 'ตำรา' มิใช่งานวรรณกรรม
"คุณค่างานวรรณกรรมคือภาษาที่มีเสน่ห์ อาจจะเป็นภาษาที่เรียบโดยใช้คำธรรมดาๆ อย่างเช่นงานของอัศศิริ ธรรมโชติ จะเป็นภาษากวี หรืออาจจะเป็นภาษาที่ไพเราะแต่ว่ายุ่งยากพอสมควร ตัวอย่างมีตั้งหลายเจ้า แต่ว่าช่วงหลังก็เห็นงานของคุณเสน่ห์ สังข์สุข หรือแดนอรัญ แสงทอง อันดับสองคือ งานเขียนนั้นต้องเจาะลึกกับมนุษย์กับโลกหรือด้านใดด้านหนึ่งก็ได้ แต่ไม่ใช่เขียนแบบผิวเผินต้องเจาะลึกเข้าไปในความรู้สึกของแต่ละคน ผมชอบนวนิยายที่อ่านได้หลายระดับอย่างเช่น กลางทะเลลึก ระดับหนึ่งคือสำหรับคนโดยทั่วไป เรื่องผจญภัยหรือเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ก็ได้ แต่แบบนั้นมันไม่สมบูรณ์ จะสมบูรณ์ต้องคิดให้ได้ลึกกว่านั้น"
ทั้งนี้ มาร์แซลยอมรับว่า การอ่านหนังสือเป็นเรื่องของรสนิยม แต่สิ่งสำคัญที่งานเขียนจำเป็นต้องมีคือคุณค่าทางด้านวรรณกรรม โดยมีวัฒนธรรมการวิจารณ์ช่วยพัฒนาวงการหนังสือควบคู่ไปด้วย
"แม้แต่กระทั่งในยุโรปหรือในอเมริกา พวกนักวิจารณ์หนังสือนั้นไม่มีใครเห็นด้วยกันหมด เช่นในปี 1950 คนนั้นบอกเล่มนี้เป็นมาสเตอร์พีซ เล่มนี้เป็นชิท แต่พอถึงปี 2000 ลองดูสิว่าเล่มไหนยังอยู่ นี่จะเป็นตัวตัดสินว่าคนที่พูดอย่างนี้ถูกต้อง จะรู้เองภายหลัง ผมแนะนำอะไรไม่ได้ มันเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะซื้อหนังสือเลวหรือดีก็ได้ เรามาลองดูสิว่าคณะกรรมการซีไรต์จะตัดสินใจอย่างไร ขอให้โชคดีครับ" มาร์แซลทิ้งท้าย
************
เรื่อง รัชตวดี จิตดี


