xs
xsm
sm
md
lg

ทนายกู้ชาติ ทนายเพื่อนรักเพื่อนตายสนธิ ลิ้มทองกุล

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


พลันที่สนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในห้าแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถูกออกหมายจับจากคดีดูหมิ่นพระมหากษตริย์จากกองปราบปรามเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา ชายร่างท้วมหน้าเคร่งเครียดขมึงทึงและจริงจัง ยืนเคียงข้างอยู่ตลอดเวลา และออกแถลงข่าวชี้แจงคดีอย่างโปร่งใสเข้าใจได้ ในระยะเวลาที่สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกฟ้องร้องไม่ว่าคดีไหนๆ จะเห็นเขาอยู่เสมอ

หลายคนอาจสงสัยว่า เขาเป็นทนายความมาจากไหน เก่งกล้าสามารถอย่างไร จึงมายืนอยู่ตรงจุดนี้ ในฐานะทนายความของสนธิ ลิ้มทองกุล

ยามบ่ายร้อนอบอ้าว เมฆฝนลอยต่ำคล้ายอุ้มน้ำฝนไว้เต็มเปี่ยมเพื่อรอกระหน่ำลงมาสู่พื้นดิน บริเวณสี่แยกศรีย่านคับคั่งไปด้วยรถราที่ติดยาวเหยียดบนท้องถนน ถนนที่ทอดยาวไปสู่ท่าน้ำเขียวไข่กาของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่ตั้งของ สำนักงานกฎหมาย บัญชีและธุรกิจอรุณอมรินทร์ จำกัด ทนายความที่ร้อนแรงและถูกจับตามองมากที่สุดในชั่วโมงนี้ กำลังนั่งรออยู่ที่ชั้น 3 ตามนัดหมาย

สุวัตร อภัยภักดิ์ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยเดย์ ดอท คอม จำกัด - ทนายความที่ปรึกษาบริษัทโอสถสภา จำกัด และบริษัทในเครือ, กรรมการผู้จัดการบริษัท สำนักงานกฎหมาย บัญชีและธุรกิจอรุณอมรินทร์ จำกัด จะมาเปิดใจกับทุกคำถาม เล่าภูมิหลังประวัติชีวิต และ 25 ปีที่ยืนเคียงข้างเป็นเพื่อนตาย สนธิ ลิ้มทองกุล ในฐานะทนายความประจำตัวและที่ปรึกษากฎหมายประจำบริษัท

สู้เพื่อสนธิ สู้เพื่อกู้ชาติ

"ฝากไปถึงแฟนๆ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าอย่าห่วงว่าคุณสนธิจะติดคุก ตราบใดที่ผมยืนเคียงข้างอยู่อย่างนี้ คุณสนธิจะไม่มีทางติดคุก และคุณสนธิก็จะไม่เปลี่ยนแปลง วันนี้เป็นนักสู้ยืนพูดบนเวทีต่อสู้เพื่อสื่อ ไม่ได้สู้เพื่ออำนาจ ไม่ต้องการไปลงเลือกตั้ง ไม่ต้องการเป็นรัฐมนตรี ไม่อยากเป็นอะไรทั้งสิ้น ผมก็คิดแนวทางเดียวกับคุณสนธิ เพราะฉะนั้น ต้องเป็นกำลังใจ ต้องช่วยกันจะดูแลคุณสนธิ" ทนายสุวัตรกล่าวถึงคดีความที่เกิดขึ้นว่า ให้มั่นใจในความบริสุทธิ์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อนที่จะเล่าถึงประสบการณ์ในการทำคดีในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเรียกได้ว่า ยุ่งถึงยุ่งยากที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่ง

"เป็นทนายให้คุณสนธิ ชีวิตมีครบทุกรสเลย ในเรื่องคดีซึ่งมีมากมาย โดยคุณสนธิถูกฟ้องมา 13 คดี เป็นคดีที่ต้องไปต่อสู้และขึ้นศาลไม่เว้นแต่วัน เรียกว่าแทบทุกวันในส่วนที่ถูกเขาฟ้อง และถูกฟ้องคดีบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอีก 10 เรื่อง ก็รวมเบ็ดเสร็จก็ 23 คดีในขณะนี้ ขึ้นศาลวันละเรื่องก็หมดเดือนพอดี เวลาทำการของศาลมีสัปดาห์ละ 5 วัน เดือนหนึ่งได้ 20 วัน คดีซัดเข้าไป 23 เรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นจึงขึ้นศาลเกือบทุกวัน"

ทนายสุวัตรยกแก้วชาจีนสูดกรุ่นหอมจากใบชาที่ลอยผ่านควันโชยเข้าจมูก ก่อนจิบชาร้อนๆ ถึงอึก เขาเล่าต่อว่า
"เวลาอยู่บนศาลมันก็เครียด เพราะว่างานมันเยอะที่ต้องตาม ต้องใช้สมองอยู่ตลอดเวลา ต้องคิดและวางแผนล่วงหน้า นั่นก็คือบนศาล พอลงมาจากศาลแล้วก็ถูกอำนาจรัฐข่มขู่ อย่างเช่น มีคนมาขอร้องให้ถอนตัวออกจากการเป็นทนายความของคุณสนธิซึ่งเยอะมาก ถูกนักเลงอันธพาลข่มขู่ดักเฝ้าที่บ้านคอยดูว่าเราจะเข้าบ้านกี่โมงออกไปกี่โมง เวลาเราไม่อยู่ก็มีคนมาอยู่ที่หน้าบ้าน 4-5 คน เรียกว่ามีการติดตามทุกย่างก้าว วิธีการของเขาก็คือให้คนตามเรา หรือเรามีโปรแกรมไปไหนก็ให้คนโทร.มาข่มขู่ว่า อย่าไปนะจะมีการทำร้าย เรียกว่ามีทุกอย่างมีทุกรูปแบบ นั่นคือการข่มขู่ แล้วก็ถูกดักฟังทางโทรศัพท์ ทั้งมือถือและสำนักงาน เพราะฉะนั้น โดยหลักยุทธศาตร์แล้ว เป้าหมายมันจะดักฟังระหว่างผมกับคุณสนธิว่าจะคุยอะไรกัน เพราะเขาต้องคิดว่าแผนงานจะต้องออกมาจากทนายเพื่อที่จะไปแก้เกมก็เลยใช้วิธีดักฟังทางโทรศัพท์ แต่ผมก็มีวิธีการที่ดักฟังไม่ได้ก็เป็นความลับเปิดเผยไม่ได้ ดูสิตอนนี้โทรศัพท์มีรอบเอวแล้ว และยังมีอยู่ในกระเป๋าอีก"

เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพร้อมเล่าถึงอีกฝั่งของผู้เจตนาดีที่บางทีก็ช่วยชี้แนะแนวทางล้นจนเกินไป

"นอกจากนั้น ก็มีผู้ที่หวังดีให้ไปหาพระหาแม่ชีที่วัดนั้นวัดนี้แล้วจะชนะ บางคนก็ให้แนวทางการต่อสู้คดี บางคนก็วางแผนให้ ซึ่งเรื่องพระเรื่องแม่ชีฟังแล้วผมก็เฉยไว้ เพราะเราคิดอะไรที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เราไม่เชื่อในเรื่องดวงนะ ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องดวงมากที่สุด แต่ไม่เชื่อในเรื่องคนดูดวง เพราะพวกนี้จะดูแล้วไม่ตรง จะดูไปเรื่อย หมอดูจะคู่กับหมอเดา ไม่เชื่อว่าจะดูได้ตรง

"แต่หลักที่ผมเอาตัวรอดมาได้ตลอดเวลาก็คือ หนึ่ง ใช้ความรู้ในวิชาชีพโดยสุจริตและตรงไปตรงมา มีความซื่อสัตย์ต่อลูกความ อย่างคุณสนธิกับผม เป็นทั้งเพื่อนกันเป็นทั้งลูกความเป็นทุกอย่าง คบกันมา 25 ปี ตั้งแต่ผู้จัดการยังไม่เกิด และพอมีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการผมเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายมาตั้งแต่ฉบับแรกเลยตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง แรกๆ จะถูกฟ้องเยอะ เพราะผู้จัดการเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวเจาะเชิงลึก ก็ทำหน้าที่มาตลอด และสามารถพูดได้ว่าแม้จะถูกฟ้องมาทุกรัฐบาลเราก็สู้คดีชนะมาตลอด หรือบางคดีที่แพ้ก็ไม่เคยที่จะทำให้บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาคนไหนต้องถูกจำคุกเลยใน 25 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่คดีเกิดขึ้นทั่วประเทศ เพราะเขาฟ้องเราเขาเลือกฟ้องได้ เขาก็ฟ้องต่างจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย น่าน แพร่ อย่างเร็วๆ นี้ก็มีการฟ้องที่เชียงรายก็กะจะลากผมกับคุณสนธิไปเชียงราย"

ทนายสุวัตรกล่าวอย่างเคร่งเครียดพร้อมกับจิบน้ำชาอีกอึกหนึ่ง โดยบอกว่า ครั้งนี้เป็นการเดิมพันชีวิตเดิมพันหน้าที่การงานทุกอย่างที่สร้างทำมา นี่คือโฮล ออฟ ไลฟ์ (Whole Of Life) ทั้งหมดของชีวิต อยู่ตรงการว่าความในคดีของคุณสนธิ

"แต่ทำไมผมต้องทำ หนึ่ง คุณสนธิเป็นเพื่อนรักผม ยามนี้เมื่อเพื่อนรักต้องไปกู้ชาติบ้านเมือง ต้องเสียสละเดินนำหน้าประชาชนไป ผมต้องเดินไปด้วย เคียงข้างกันไป ผมทิ้งเพื่อนไม่ได้เลย สอง ขวานทองประเทศของเรา บรรพบุรุษรักษามานานมาก พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ก็รักษาบ้านเมืองไว้ แต่วันนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรกำลังขายประเทศชาติ ขายทรัพยากรของชาติให้เทมาเส็กของสิงคโปร์นั้น เท่ากับขายหมดเลย เมื่อคุณสนธิลุกขึ้นมาแล้ว ถ้าผมไม่ช่วย ถามว่าต่อไปจะตอบลูกหลานว่าอย่างไร"

แต่ในขณะนี้ ทนายสุวัตรต้องตอบคนร่วมยุคสมัยที่แบ่งออกเป็นขาวและดำชัดเจน ทั้งฝั่งเห็นด้วยกับสนธิและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และอีกฝั่งเห็นด้วยกับพ.ต.ท.ทักษิณ

"ฝั่งที่เห็นด้วยกับทักษิณ จะเห็นผมเป็นศัตรูขึ้นมาทันทีโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ และโดยที่พวกเขาไม่เคยรู้จักผมมาก่อน ผมก็ไม่รู้จักเขา พอเห็นหน้าผมในทีวีก็ด่าเลย ไอ้เ_ย ไอ้หัวล้าน ไอ้อ้วน แล้วแต่จะเรียกกันไป เข้าข้างสนธิ ไปเป็นทนายให้กับสนธิ ซึ่งคนที่ไม่เคยเกลียดก็มาเกลียดเยอะเลย เกลียดโดยฉับพลันเลย บอกว่า ไอ้ทนายคนนี้มันอยู่เบื้องหลังทำให้สนธิแข็งขึ้นมา เพราะไม่กลัวใคร ในทางตรงข้ามเดี๋ยวผมกลายเป็นคนฮอตที่สุดคนหนึ่ง ไปศาล ไปเดินตามตลาดศรีย่านแม่ค้าให้กินข้าวแกงฟรี พวกวิน มอเตอร์ไซค์ ชาวบ้านที่ไปฟังคุณสนธิไฮด์ปาร์ก พอเจอหน้าก็ยกมือไว้ ทักทาย นี่ไง ทนายคุณสนธิ

"ผมกลายเป็นบุคคลสาธารณะไปกลายๆ ซึ่งที่จริงไม่ชอบเลย ผมเป็นพวกที่เรียกว่าปัจเจกชนนิยม ไม่ชอบที่จะมีอำนาจ ไม่ชอบที่จะมีชื่อเสียง ชอบที่จะอยู่เงียบๆ เป็นแฟมิลี่แมนอยู่กับลูกอยู่กับเมีย บนหลักประชาธิปไตย หนึ่งเราต้องทำครอบครัวให้แข็งแรงก่อน ตอนนี้สถาบันครอบครัวผมเข้มแข็งแล้ว ลูกเมียคิดเหมือนกับผมหมด การต่อสู้ตรงนี้มีแต่หนุนกัน ก็พูดกับลูกไว้แล้วว่า ถ้าพ่อเป็นอะไรไป ลูกก็อย่าเสียใจ เพราะพ่อจำเป็นต้องสู้ คนเราเกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียว แล้วพ่อไม่เคยประมาทในชีวิต"

คดีดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ซึ่งสนธิ ลิ้มทองกุลถูกออกหมายจับและประกันตัวออกมาเรียบร้อยแล้ว เพื่อต่อสู้คดีกันในศาลชั้นต้น สุวัตรในฐานะทนายความของจำเลยบอกว่า

"ไม่มีพสกนิกรคนใดไม่รักพระองค์ท่าน สมัยก่อนส.ศิวรักษ์ไปพูดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เมืองนอก แรงกว่าคุณสนธิอีก ก็มีการส่งคดีมาที่ประเทศไทย มีการแจ้งความดำเนินคดี ในหลวงให้ราชเลขธิการส่งหมายมาที่อธิบดีกรมตำรวจไม่ต้องการให้ดำเนินคดี และไม่ต้องการให้ผู้ใดรับโทษในคดีนี้ ก็เลยยุติคดีนี้ ในอดีตก็มีคดีแบบนี้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว แม้กระทั่งคดีของคุณวีระ มุสิกพงษศ์ ที่ไปพูดที่อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ไปปราศรัยหาเสียงบนเวทีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกแจ้งความดำเนินคดี สู้กันจนถึงศาลฎีกาและถูกตัดสินว่า ผิด หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระองค์ก็พระราชทานอภัยโทษให้ ขนาดคดีถึงที่สุดแล้วก็ให้อภัยโทษ

"เพราะฉะนั้น คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้นไม่ควรจะมี เพราะไม่มีราษฎรคนไหนไปคิดละเมิดพระองค์ ทุกคนรักพระองค์ แต่ว่านักการเมืองชอบนำมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างอีกฝั่งหนึ่ง นี่คือความเลวทรามของนักการเมือง"

ย้อนภูมิหลังชีวิต ก่อนมาเป็นทนายสุวัตร

'แดง' เป็นชื่อเล่นสุวัตร อภัยภักดิ์ มีพื้นเพเป็นคนจังหวัดพิษณุโลก พ่อเป็นครูประชาบาล แม่เป็นชาวนาและแม่บ้านในละแวกบ้านใหม่บึงพระ ซึ่งอยู่ห่างตัวเมืองพิษณุโลกประมาณ 19 กิโลเมตร เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดบางทราย ก่อนมาต่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ที่โรงเรียนบางปะกอก เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่วัดสุทธิวราราม และศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รุ่นที่ 1 ในปี 2514 ซึ่งเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดขึ้นมา เขามีรหัสประจำตัวคือ 14103870 ปัจจุบันเขาเรียนจบปริญญาโทภาคพิเศษ บริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหงรุ่นเดียวกับเสธหนั่น-พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

"เรียกว่าผมมาจากดินเลย เป็นลูกครูประชาบาลไต่มาเอง มรดกพ่อแม่ก็ไม่รับ เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ เป็นคนแรก แล้วกลายเป็นหลักของครอบครัว เพราะพอเรียนจบแล้วก็ส่งให้น้องเรียนต่อ ไม่ต้องให้พ่อต้องเดือดร้อน ผมหาเงินด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี 3 ขายเอนไซโคพิเดีย เป็นเซลส์แมนขายหนังสือหาเงินเลี้ยงตัวเอง พอจบก็ดื้อแพ่งกับคำแม่ เพราะแม่มีทัศนคติที่ไม่ดีมากๆ กับทนาย แม่ก็บอกว่า อย่าไปเป็นเลยทนาย แม่ไม่ชอบ ให้เป็นครูเหมือนพ่อดีกว่า มาเป็นทนายความ ก็บอกว่า แม่ ทนายความรุ่นใหม่นี้ไม่เหมือนกับที่แม่คิด ที่เป็นรุ่นโบราณ ทยายความรุ่นใหม่ปรับปรุงมีแนวคิดใหม่

"อาชีพทนายความในอเมริกาเป็นอาชีพที่ทำเงินมากที่สุด ดีกว่าแพทย์เสียอีก พวกจะเรียนกฎหมายก็ต้องจบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และต้องได้เกียรตินิยมถึงจะมาเป็นทนายได้ การเรียกค่าว่าความก็คิดกันเป็นวินาทีเป็นนาที สำหรับในเมืองไทยภาพลักษณ์ของทนายในอดีตเป็นพวก 'ปั้นผีลุกปลุกผีนั่ง' หรือพวก 'ขี้ฉ้อตอแหล' นั้นคือภาพในอดีต ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว"

เมื่อโยนคำถามว่า ทำไมจึงอยากเป็นทนายความ ทนายสุวัตรยิ้มแล้วตอบอย่างชัดเจนว่า

"พอเรียนกฎหมายแล้วก็ตั้งใจไว้เลยว่า ต้องเป็นทนายความ ไม่เคยวอกแวกในชีวิต เพราะคิดว่าบุคลิกและความชอบต้องเป็นงานเอกชน เป็นตัวของตัว เพราะตอนที่ยังเล็กๆ อยู่ อายุประมาณ 10 กว่าขวบ พ่อเคยถูกฟ้อง มีปมฝังใจอยู่ ในสมัยก่อนโฉนดที่ดินยังไม่มี จะมีเพียงตราจอง ใครหักล้างถางพงไปแค่ไหนก็ได้แค่นั้น พ่อกับแม่ก็ทำกันไปแต่ไม่ได้ทำหลักฐานสิทธิ ก็ถูกผู้ใหญ่บ้านโกงเอาที่นาไป ซึ่งเขาอยู่กับกฎหมาย เขาฟ้องหาว่าไปบุกรุกที่นาของเขา พ่อก็ไม่สู้คดีเพราะไม่รู้เรื่อง จะไปสู้ทำไมใครๆ ในหมู่บ้านก็รู้ว่าเป็นที่ดินของแกที่บุกเบิกทำมา พอไปถึงศาลก็แพ้คดี ซึ่งเป็นปมฝังใจมาตลอดว่า ชาวบ้านยังไม่รู้กฎหมายอีกเยอะเลย ขนาดพ่อที่เป็นครูประชาบาลยังไม่รู้เรื่องเลย ก็เลยคิดว่าอาชีพทนายเหมาะที่สุดและถูกกับบุคลิกด้วย ตรงกับนิสัย ก็เป็นทนายความจากบัดนั้นถึงปัจจุบันนี้"

ในสมัยเป็นนักศึกษารามคำแหงทนายสุวัตร ก็ถือเป็นหนึ่งในแกนนำที่นำนักศึกษารามฯ เข้าร่วมชุมนุมประท้วงขับไล่เผด็จการทรราชยุค 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งช่วยฟูมฟักในเรื่องอุดมการณ์ทางสังคม การเมืองอีกส่วนหนึ่งด้วย

"ผมมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ทางการเมือง 2 ครั้งคือ 14 ตุลา 16 กับในครั้งนี้ (พันธมิตรกู้ชาติ 2549)ตอน 14 ตุลา เงินที่ได้รับบริจาคจากหม่อมรวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ให้ค่าอาหารนักศึกษาธรรมศาสตร์มา 200,000 บาท ผมเป็นคนไปรับมากับมือที่บ้านซอยสวนพลู ในสมัยนั้นผมเป็นคนวางแผนเป็นแกนนำในการขนนักศึกษาจากรามคำแหงเดินทางมาธรรมศาสตร์ โดยนั่งรถด่วนรามฯ มาเลย เพราะตอนนั้นเป็นคนทำรถด่วนรามฯ อยู่ด้วย ขึ้นฟรีขนมาธรรมศาสตร์เป็นหลายร้อยหลายพันคน"

ทนายสุวัตรจะใช้เวลาตั้งไข่ในการเป็นทนายความเพียง 3 ปีเท่านั้น ก่อนที่จะประสบความสำเร็จอย่างสูงจนสามารถตั้งสำนักงานกฎหมายของตัวเองได้

"อุปสรรคที่เจอก็เป็นช่วงแรกๆ ที่ทนายเป็นอาชีพที่ไม่มีเงินเดือน ชีวิตทนายเหมือนเสือที่ต้องล่าเหยื่อกินเอง ถ้าวันไหนขาพิการเขี้ยวหักหาไม่ได้ก็ต้องอด เพราะทนายต้องกินของสด คดีต้องสดๆ ตลอด ไม่ใช่หมาที่กินอุจจาระกินซากได้ เสือต้องกินเนื้อสด เพราะฉะนั้นแรกๆ ต้นๆ ในการทำงานหาเงินไม่ค่อยได้ก็ท้อ ไม่มีค่าผ่อนรถผ่อนบ้าน น้องมาหาก็ไม่มีเงินให้ ก็คิดจะเปลี่ยนไปรับราชการ ซึ่งแฟนก็บอกว่า พี่ไม่เหมาะกับรับราชการ อดทนไปอีกหน่อยเป็นทนายความดีกว่า ก็สู้มาจนบัดนี้ จนกลายเป็นทนายความอยู่ในท็อปไฟว์คือ เป็น 1 ใน 5 ของทนายความที่ดีที่สุดในยุคนี้ซึ่งผมก็ไม่รู้ เพราะคนอื่นเขาเป็นคนจัดให้ จะมาจัดอันดับตัวเองเราจะทำได้ไง ไม่รู้หรอก แต่ไม่มีคดีสำคัญใดที่ผมไม่ได้ทำ มีลูกความตั้งแต่ขี้คุกไปยันนายกฯ"

ในอดีต ทนายสุวัตรสร้างชื่อเสียงขึ้นมากับการทำงานในฐานะทนายความที่ปรึกษาบริษัทโอสถสภา จำกัด และบริษัทในเครือ รวมถึงทำงานการเมืองควบคู่กันไปกับสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เจ้าของบริษัทโอสถสภา และนักการเมืองที่เป็นเจ้ากระทรวงหลายกระทรวงก่อนวางมือไป ซึ่งถือว่าทนายสุวัตรเป็นกุนซือทางด้านวิชาการให้พรรคกิจสังคมในอดีตด้วย

"สำหรับเรื่องงานการเมืองเคยช่วยงานพรรคกิจสังคม แต่ไม่เคยเป็นสมาชิก เป็นสตาฟฟ์ทำงานวิชาการ ช่วยทำงานให้แต่ไม่ลงเลือกตั้ง เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่เคยเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใดในประเทศไทยหรือต่างประเทศ เพราะไม่ฝักใฝ่การเมือง แต่ชอบการเมือง จะให้ลงเป็นรัฐมนตรีนั้นไม่เอา แม้จะเห็นว่าทนายความทุกคนถ้ามีช่องขึ้นมาก็จะเข้าสู่ประตูการเมืองหมด ยกเว้นผมไม่เหมือนใคร เพราะจากประสบการณ์ในตอนที่ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงการเมือง ได้เห็นพฤติกรรมของรัฐมนตรีก็ได้ข้อสรุปว่า ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนที่ขาวสะอาดเลย ชีวิตนี้อย่าเล่นการเมืองดีกว่า เพราะวันหนึ่หากได้เป็นรัฐมนตรี เขาเอามาให้ก็ต้องอาจต้องโกงต้องกินไม่ว่าตามน้ำหรือทวนน้ำก็ตาม ซึ่งมันไม่ใช่นิสัยของผม"

ชีวิตส่วนตัวและอนาคต

ทนายสุวัตรมองว่า ชีวิตของเขาเรียบง่าย ซึ่งเวลาทำงานหลายคนมองว่า เครียด แต่จริงๆ แล้วไม่เครียดเท่าไหร่

"เพราะทำงานมาย่าง 32 ปีแล้ว ถ้าเอาเรื่องของคนอื่นมาใส่สมองไว้แล้วไม่ลืม ป่านนี้บ้าตายไปแล้ว อาชีพทนายเป็นอาชีพที่รับจ้างทะเลาะ เพราะเขาทะเลาะกันอยู่แล้วก็มาจ้างเราซึ่งผูกเนกไทใส่สูทใส่เสื้อครุยอีกทีไปทะเลาะ งานอย่างนี้ถ้าเราจัดระบบสมองไม่ดี ไม่รู้จักปล่อยวางก็จะเครียด พอพ้นจากเวลางานก็อย่าไปคิดถึง"

ชีวิตที่ดำรงตนในแบบสามีของภรรยา และพ่อของลูกสาว 2คน ทนายสุวัตรมีความสุขอย่างมากๆ และอยากให้ลูกสาวเป็นทนายความตามรอยพ่อ แต่ก็ไม่บังคับ

"ผมเป็นแฟมิลี่แมน เพราะวันอาทิตย์จะไม่ยอมรับนัดใครเลย จะอยู่กับลูกกับเมีย พากันไปกินข้าว ตั้งแต่ลูกๆ เล็กก็พาไปสวนสัตว์ดุสิต ซาฟารีเวิลด์ ดรีมเวิลด์ ลูกอยากไปก็ไป ภรรยาก็เป็นแม่บ้านตั้งแต่แต่งงานมา ผมมีลูกสาว 2 คน สอบชิงทุนได้ไปเรียนระดับไฮสกูลที่ญี่ปุ่น ซึ่งสอบได้ทุนเดียวกันทั้งสองคน คนโตอายุ 18 ปี คนเล็กก็ 17 ปี ห่างกันปีเดียว แต่จะให้กลับมาเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองไทย เพราะอย่าลืมว่า ในเมืองไทยนั้นนกต้องมีขน คนต้องมีเพื่อน ไม่เช่นนั้นบินสูงไม่ได้ ถ้าคุณไม่มีรุ่นเลยคุณก็ไม่มีเพื่อน จบมาจากเมืองนอกก็จะไม่มีเพื่อน พอถึงเวลาทำธุรกิจ การที่จะช่วยเหลือพึ่งพาเป็นเครือข่ายกันได้ ก็จะไม่มีตรงจุดนั้น"

กิจวัตรประจำวันของทนายสุวัตรจะประหลาดกว่าคนอื่นคือ ไม่ชอบทำงานตอนกลางวัน ชอบกีฬายิงปืนจนได้คุณวุฒิปืนทองมาแล้ว ชอบดูหนังมหากาพย์ที่ขึ้นหิ้งคลาสสิกและหนังสืบสวนสอบสวนว่าความในศาล ผ่อนคลายตัวเองด้วยการฟังเพลงได้ทุกแนวตั้งแต่คลาสสิกยันลูกทุ่ง

"กลับบ้านดูข่าวจบก็หลับ แต่จะตื่นขึ้นมาประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เรียนหนังสือแล้ว เพราะติดนิสัยการอ่านหนังสือตอนดึก กลางคืนเที่ยงคืนหรือตีหนึ่งจะตื่นขึ้นมานั่งทำงาน และเปิดเพลงเบาๆ ฟัง เขียนไป อ่านหนังสือไป จนถึงประมาณตี 4 ก็ลงไปนอนเปิดวิทยุฟังข่าวแล้วก็ผล็อยหลับไปเอง หลับอีกรอบตื่นมาอีกที 7 โมงเช้า จะเป็นอย่างนี้ตลอด แล้วเวลากลางวัน กินข้าวเสร็จก็จะต้องเอนหลัง ห้องทำงานจะมีเก้าอี้เลซี่ บอยนอนชาร์จแบตเตอรี่ตัวเองใหม่ พอบ่ายโมงครึ่งก็ออกไปลุยกันใหม่ในศาล ถ้าเราได้หลับสักงีบสั้นๆ ก็จะดีขึ้นเยอะ"

ปัจจุบัน แม้อายุ 50 กว่าเข้าไปแล้ว แต่เขาไม่เคยคิดที่จะเกษียณตัวเองเลย ทนายสุวัตรมองว่า

"คืออาชีพทนาย มันเป็นนายของตัวเอง ออฟฟิศนี้เป็นของตัวเอง มีทนายอยู่ 10 กว่าคน ก็จะทำงานไปเรื่อยๆ ตอนนี้ผมก็ออกว่าความเอง วันหนึ่งถ้าแก่ตัวลงก็นั่งวางแผน วางรูปคดีให้ลูกศิษย์ลูกหาไปทำ แต่ผมต้องเป็นหลักอยู่ แทนที่จะออกรบเองก็เป็นเสนาธิการ การเป็นทนายสำคัญที่สุดคือประสบการณ์ ทนายยิ่งแก่ยิ่งประสบการณ์เยอะ มะพร้าวห้าวยิ่งแก่ยิ่งมัน พอมองดูรูปคดีปุ๊บก็มองออกเลย บางทีเด็กคิดตั้งนานไม่ออก

"อย่างคดีคุณสนธิถ้าเด็กใหม่รับทำตายเลย ลองดู...คุณกำลังสู้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั้งสำนักงาน สู้กับเงินและมันสมองคนในรัฐบาลอีกเท่าไหร่ แต่ผมเป็นทนายคุณสนธิเพียงคนเดียว แต่ก็ไม่เคยกลัว จิตใจเข้มแข็งมั่นคง

"คิดว่าคนเราเกิดมาก็ต้องตาย"

*******************************

เรื่อง - พรเทพ เฮง