แม้ว่า “ฟุตบอล” จะเป็นกีฬาสุดยอดแห่งความคลั่งไคล้ของคนไทย แต่ความหวังที่จะได้เห็นขุนพลทีมชาติไทยก้าวไปโชว์เพลงแข้งในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้นยังดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลเกินฝันในระยะเวลาอันใกล้ อย่างไรก็ตามความฝันใหม่ที่ดูจะใกล้เคียงกว่ามีมาให้ได้วาดหวังกันในวันนี้ เมื่อเหล่านักเตะจากทวีปเอเชีย ต่างพาเหรดกันก้าวเข้าสู่ลีกฟุตบอลระดับโลกในยุโรป โดยเฉพาะในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีนักเตะเอเชียจาก ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และ จีน ล้วนเข้าไปปักธงในหลายสโมสรชั้นนำ
การจุดประกายความหวังครั้งใหม่ให้กับวงการฟุตบอลไทย หลังจาก “เบียร์ช้าง” ริเริ่มเห็นความสำคัญของการพัฒนาฝีเท้านักเตะไทยในระดับเยาวชน ด้วยการคัดแข้งไทยวัยละอ่อนส่งตรงไปฝึกฝีเท้ากับสโมสร “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน มาเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน แม้ว่านักเตะที่ผ่านการคัดเลือกจะยังไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้บนแผ่นดินอังกฤษ แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งได้อย่างน่าสนใจสำหรับวงการลูกหนังไทย
- นับหนึ่งกับ “เอฟเวอร์ตัน” นับสองกับ “อาร์เซนอล”
หากการส่งนักเตะไทยไปฝึกฟุตบอลที่ “เอฟเวอร์ตัน” เปรียบดั่งก้าวแรกของการสนับสนุนเด็กไทย “โก อินเตอร์” คล้อยหลังไปไม่นานสโมสร “มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน แห่งพรีเมียร์ลีก ประเทศไทย ก็เริ่มต้นนับสองทันที ด้วยการประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล แห่งพรีเมียร์ลีก ประเทศอังกฤษ โดยมีโครงการแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
โดยทั้งสองสโมสรตัดสินใจร่วมมือกันจัดกิจกรรม The Arsenal Dream ไปในช่วงระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน 2549 ที่สนามฟุตบอลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการเฟ้นหานักฟุตบอลดาวรุ่งอายุระหว่าง 16-18 ปี เพื่อส่งตัวไปฝึกฝีเท้ากับสโมสรพันธมิตรอย่าง อาร์เซนอล โดยได้รับความช่วยเหลือจากสโมสรดังที่อังกฤษ ด้วยการส่งตัว 2 โค้ช อลัน เซฟตัน และ พอล ชิปไรท์ มาร่วมทำการคัดตัวนักเตะเยาวชนไทยในครั้งนี้ ร่วมกับทีมสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศไทย เพื่อเลือกตัว 2 นักเตะดาวรุ่งบินตรงสู่เกาะอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม กว่าจะได้มาซึ่ง 2 นักเตะเยาวชนช้างเผือกเพื่อส่งไปฝึกปรือฝีแข้งกับยอดทีมแดนผู้ดีนั้นยังต้องผ่านกระบวนการสรรหาอีกหลายขั้นตอน โดยหลังจากวันที่ 2 เมษายน 2549 จากจำนวนเยาวชนที่สนใจร่วมโครงการกว่า 600 ราย จะถูกคัดเหลือเพียง 32 ราย เพื่อนำเข้าสู่แคมป์ฝึกซ้อมของสโมสร บีอีซี เทโรฯ ที่สนามหนองจอก ซึ่งนักเตะวัยกระเตาะเหล่านี้จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกว่า 1 เดือน เพื่อเรียนรู้เทคนิคเพลงแข้ง ก่อนที่จะมีการตัดสินผู้ชนะเพียง 2 รายในท้ายที่สุด พร้อมกับนำเทปบันทึกภาพการฝึกซ้อมครั้งนี้มาตัดต่อเพื่อออกอากาศอีกครั้งในแบบ “เรียลลิตี้โชว์” ทางช่อง 3
- เปิดอกบอสมังกรไฟทำไมต้อง “อาร์เซนอล”
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ไบรอัน แอล. มาร์การ์ ประธานสโมสร “มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน นั้นมีความนิยมในกีฬาลูกหนังเกินขีดของคนธรรมดา ถึงขนาดเจ้าตัวเองก็ยอมรับว่า “บ้าบอล” เข้าขั้นเลยทีเดียว ซึ่งในเรื่องการส่งเด็กไทยไป อาร์เซนอล นั้น บอสใหญ่ทีมลูกหนังบีอีซีฯ ยอมรับว่าเกิดจากการติดต่อประสานงานกันก่อนหน้านี้ และมั่นใจว่าทีมดังจากลอนดอนเป็นสโมสรที่มีศักยภาพระดับสูงในลีกอังกฤษ
“ต้องยอมรับว่า อาร์เซนอล คือสโมสรชั้นนำ เราต้องการให้เด็กไทยได้รับโอกาสในการฝึกฟุตบอลกับสโมสรระดับโลก อีกทั้งทีมปืนใหญ่ยังเป็นพาร์ตเนอร์ของสโมสร บีอีซี เทโรฯ ตอนนี้ถ้าเด็กคนไหนมีแววดี เราก็จะส่งไปฝึกกับอาร์เซนอล แต่จริงๆ ผมอยากเห็นฟุตบอลไทยดีกว่านี้ และผมจะจัดโครงการนี้ทุกๆ ปี”
นอกจากนี้ ประธานสโมสรมังกรไฟยังเปิดเผยถึงความฝันในการผลักดันโครงการนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในปัจจุบันว่า “ผมมีความฝันว่าวันหนึ่งอยากเห็นเด็กไทยได้ไปเล่นกับทีมอย่าง อาร์เซนอล ในพรีเมียร์ลีกบ้าง เพราะตอนนี้ เกาหลีใต้, จีน และ ญี่ปุ่น ส่งนักเตะไปเล่นระดับนั้นกันได้หมดแล้ว ทำไมเด็กไทยจะทำบ้างไม่ได้ แต่มันอาจจะไม่ง่าย อย่างน้อยตอนนี้ถ้าส่งเด็กไปได้ฝึกกับทีมระดับเยาวชนที่อังกฤษบ้าง มันก็เป็นเรื่องที่คนไทยน่าจะภูมิใจ”
- เด็กไทยจะได้อะไรจาก “ไฮบิวรี่”
แม้การจัดโครงการส่งเด็กไทยไป อาร์เซนอล จะมีเยาวชนเพียง 2 ราย ที่จะถูกส่งไปฝึกวิชาลูกหนังในถิ่นไฮบิวรี่ ของทีมปืนโต เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน หรืออาจจะยาวนานกว่านั้นตามความสามารถ และพัฒนาการที่อาจจะถูกใจสตาฟโค้ชของสโมสรจากอังกฤษ แต่สิ่งที่จะได้รับในการไปเรียนรู้จากนครลูกหนังอย่างลอนดอนนั้น สตีฟ เซฟตัน หนึ่งในสตาฟฟ์โค้ชทีมปืนใหญ่ยืนยันว่างานนี้ไม่ได้ไปเที่ยวแน่นอน
“เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสให้ลงเล่น ลงซ้อมร่วมกับทีมนักเตะเยาวชนของอาร์เซนอล ตลอดเวลาจะได้เรียนรู้เทคนิคการเล่นฟุตบอลของอาร์เซนอล รวมถึงได้รับการฝึกฝนในเรื่องอื่นๆ ที่นอกจากการใช้ชีวิตในสนามฟุตบอล เพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ดีในอนาคตด้วย”
ขณะที่ ไบรอัน แอล. มาร์การ์ ประธานสโมสรบีอีซี เทโรฯ ยืนยันว่าการส่งเด็กไทยไปฝึกฝนทักษะกับ อาร์เซนอล นั้น ไม่สูญเปล่าแน่นอน ไม่ว่าจะได้รับสัญญา หรือไม่ได้รับสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับทีมปืนโตก็ตาม “ถ้าเด็กที่ได้รับการคัดเลือกไปแล้วไม่ดีพอสำหรับอาร์เซนอล ก็สามารถกลับมาทำงานกับเราต่อได้ มาเล่นให้บีอีซี เทโรฯ ในประเทศไทยได้ เพราะถึงตอนนั้นผมเองก็มั่นใจแล้วว่าเด็กไทยต้องเก่งขึ้นแน่”
ด้าน อนันต์ อ่านเปรื่อง อีกหนึ่งแกนหลักของโครงการ The Arsenal Dream ก็ยืนยันเช่นกันว่าไม่เพียงนักเตะ 2 รายที่ได้รับการคัดเลือกจะได้ประโยชน์จากการจัดโครงการนี้ หากแต่นักเตะทั้ง 32 รายสุดท้าย ก็อาจจะได้รับโอกาสในการร่วมงานกับสโมสร บีอีซี เทโรฯ หรือกับสโมสรอื่นๆ ในประเทศไทยด้วยก็ได้
“ถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้ชนะเลิศ 2 คนที่ได้ไป อาร์เซนอล แต่เด็กที่ผ่านเข้าสู่รอบ 32 คนสุดท้าย ก็จะได้รับโอกาสในการดึงตัวเข้าสู่สโมสรบีอีซีฯ ถ้าหากว่ามีฝีเท้า และหน่วยก้านที่ดีพอ เนื่องจากสโมสรบีอีซีฯ เป็นทีมที่ให้ความสำคัญกับนักเตะระดับเยาวชนมาตลอด จะเห็นว่าปัจจุบันนักเตะในทีมมีถึง 8 คนที่ติดทีมชาติไทย แถมนักเตะเหล่านี้ส่วนใหญ่ผ่านการเป็นนักเตะเยาวชนของสโมสรมาก่อนอีกด้วย”
นอกจากนี้ผู้บริหารบริษัท บีอีซี เทโร อาร์เซนอล จำกัด เปิดเผยว่าในแคมป์เก็บตัว 32 ผู้เล่นที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายที่สนามหนองจอก จะมีการสอนภาษาอังกฤษ และเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กทั้งหมดที่เข้าร่วมแคมป์ ในการไปใช้ชีวิตในอังกฤษ รวมถึงยังมีการเรียนรู้ทักษะการเล่น การซ้อมฟุตอบอลอย่างถูกต้องให้แก่เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ และแก่เด็กๆ ที่นั่งดูโทรทัศน์รายการนี้อยู่ทางบ้านอีกด้วย
ในส่วนของ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย ศูนย์หน้าดาวรุ่งทีมชาติไทย ที่มีประสบการณ์ในการเป็นนักเตะฝึกหัดกับสโมสร คริสตัล พาเลซ ในอังกฤษ มาแล้ว เชื่อว่าการไปฝึกฟุตบอลกับอาร์เซนอลน่าจะช่วยพัฒนาความสามารถของเยาวชนไทย ขอเพียงตั้งใจฝึกซ้อม และปรับตัวให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้น
- เด็กไทยดีพอจะเซ็นสัญญากับอาร์เซนอล???
ส่วนเรื่องที่เด็กไทยจะได้รับโอกาสในการเซ็นสัญญากับ อาร์เซนอล แม้จะเป็นเรื่องยากในปัจจุบัน แต่เหล่าบรรดาผู้บริหารของสโมสร บีอีซี เทโรฯ ก็ยืนยันว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน โดย อนันต์ อ่านเปรื่อง ผู้บริหารบริษัท บีอีซี เทโร อาร์เซนอล จำกัด ที่รับหน้าที่ดูแลโครงการนี้เปิดเผยว่า “เรื่องการเซ็นสัญญากับอาร์เซนอลตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็มั่นใจว่าเด็กที่ผ่านการคัดเลือกไปแล้วต้องเก่งแน่ แต่ถึงเวลานั้นจะเก่งพอสำหรับ อาร์เซนอล หรือเปล่าตอนนี้คงตอบไม่ได้ แต่มันมีความเป็นไปได้เหมือนกัน”
ซึ่งผู้บริหารรายดังกล่าวยังได้ยกกรณีตัวอย่างของ ฟรานเชส ฟาเบรกาส ดาวรุ่งวัย 18 ปี ชาวสเปน ที่ล่าสุดกลายเป็นนักเตะหลักของทีมไปแล้วด้วย “ผมคิดว่ายังไงเด็กไทยก็ยังมีโอกาส เพราะอาร์เซนอลเป็นทีมที่เน้นการเล่นฟุตบอลกับพื้น ซึ่งน่าจะเหมาะกับสไตล์ของเด็กไทยที่รูปร่างเล็ก อย่ามองว่าเรื่องรูปร่างเป็นอุปสรรคสำหรับฟุตบอลอังกฤษ เพราะต้องดูอย่าง ฟาเบรกาส ที่ตัวเล็ก แต่ก็สามารถเล่นในอังกฤษได้”
ด้านโค้ชที่ถูกส่งตรงจากสโมสรปืนโต อลัน เซฟตัน ที่มาร่วมคัดเลือกเยาวชนไทยไปฝึกเพลงแข้งกับ อาร์เซนอล ก็ออกมายอมรับว่า พอใจกับมาตรฐานของนักเตะไทย ส่วนเรื่องการเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพที่สโมสรดังแห่งลอนดอนนั้นแม้จะเป็นไปได้ยาก แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของเด็กไทยเองด้วย
“ผมมองจากภาพรวมดูแล้วเชื่อว่านักเตะไทยมีมาตรฐานการเล่นฟุตบอลที่ดีขึ้น ซึ่งเด็กๆ หลายคนแสดงให้เห็นถึงทักษะที่ดีมาก อีกทั้งทุกคนยังแสดงถึงความพยายามที่น่าประทับใจ แต่คงเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่านักเตะไทยที่จะถูกส่งไปฝึกฟุตบอลที่ไฮบิวรี จะได้รับการเซ็นสัญญาหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเอง”
สำหรับผลการตัดสินคัดเลือกสุดยอดนักฟุตบอลเยาวชน 2 คนสุดท้ายที่จะได้ไปฝึกทักษะลูกหนังถึงกรุงลอนดอน กับสโมสร อาร์เซนอล ในประเทศอังกฤษ นั้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2549 คงจะได้ทราบกัน
ส่วนโครงการนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเพื่อพัฒนาการของวงการลูกหนังไทยอย่างที่เหล่าบรรดาผู้บริหารสโมสร บีอีซี เทโรศาสน วาดหวัง และตั้งใจให้เป็นได้หรือไม่นั้น กาลเวลาคงตอบคำถามนี้ได้ชัดเจน และแม่นยำที่สุด...
****
เรื่อง - เชษฐา บรรจงเกลี้ยง


