xs
xsm
sm
md
lg

ลึกสุดใจกับรศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร ฉีกบัตรเลือกตั้ง-ต้านระบอบทักษิณ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ถึงตอนนี้คงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จักชื่อเขา รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็อาจารย์เล่นฉีกบัตรเลือกตั้งต่อหน้าต่อตาสาธารณชน แถมระหว่างฉีกยังพยักหน้าเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลหน่วยเลือกตั้งอีกต่างหาก ภาพของเขาจึงไปขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับในเช้าวันที่ 3 เมษายน 2549

มองกันเฉพาะภาพที่ปรากฏภายนอก หนุ่มใหญ่วัย 47 ปี ใส่แว่น หน้าตี๋ และผมยาวผู้นี้ หากตัดคำนำหน้าชื่อออก คงยากที่จะมีใครเชื่อว่าเขาจบปริญญาโทและเอกจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เป็นรองศาสตราจารย์และเป็นด็อกเตอร์ด้านรัฐศาสตร์ สาขาปรัชญาการเมือง ที่ใช้เวลา 10 ปีในการศึกษาความคิด ทฤษฎี และผลงานของเพลโตโดยเฉพาะ

เขาแสดงเจตนาชัดเจนว่าที่ต้องฉีกบัตรเลือกตั้ง ก็เพื่อต้องการต่อต้านกับอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม แม้จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดแจ้ง แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเขาไม่ได้ยืนอย่างโดดเดี่ยว ผู้คนในสังคม และนักวิชาการต่างออกมาให้กำลังใจและยื่นมือเข้าช่วยเหลือ รวมทั้ง แก้วสรร อติโพธิ รักษาการสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร ก็ประกาศตัวเป็นทนายให้และพร้อมสู้คดีจนถึงที่สุด

นี่จึงเป็นโอกาสดีที่ รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร ยอมมานั่งพูดคุยกับเราแบบสบายๆ หลายหลากเรื่อง และยอมเปิดเผยชีวิตอีกด้านหนึ่งของตัวเองที่มากกว่าการเมือง

ทำไมอาจารย์ถึงได้ชอบวิชารัฐศาสตร์ขนาดนี้ครับ เพราะเลือกเรียนทั้งระดับตรี, โท, เอก

หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ตอนนั้นผมอยู่มศ.2 ผมได้ไปร่วมทำค่ายอาสาพัฒนาของโรงเรียน ไปออกค่ายต่างจังหวัด บรรยากาศช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราสนใจเพื่อนร่วมชาติมากขึ้น สนอกสนใจว่าคนต่างจังหวัดเขาอยู่กันยังไง แล้วพอได้ไปทำค่ายครั้งแรกที่ขอนแก่น ทำให้ผมเกิดความชัดเจนว่าจะเรียนอะไร คือตอนนั้นอยากจะเป็นปลัดอำเภอ จะได้ไปช่วยพ่อแม่พี่น้องที่ต่างจังหวัดได้ เพราะเราไปเห็นสภาพเขาแล้วมันน่าเป็นห่วง คิดว่าปลัดอำเภอน่าจะทำอะไรได้เยอะ ทีนี้พอสอบเข้าได้ตามที่ตั้งใจไว้ ตอนปี 1 นี่คะแนนไม่ค่อยดีหรอก แต่พอปี 2 แล้วรู้สึกยิ่งเรียนยิ่งสนุก สนุกไปสนุกมาครูบาอาจารย์เขาก็บอกว่าถ้าสนุกสนานกับการเรียนก็เรียนต่อเถอะ จบแล้วค่อยว่ากัน จะเป็นปลัดอำเภอหรืออะไรค่อยว่ากัน (หัวเราะ) พอเรียนมาจุดหนึ่งก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าคงต้องมาอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ แล้วก็พูดหากิน

แล้วเพลโตเขามีเสน่ห์อะไรครับ อาจารย์ถึงต้องใช้เวลา 10 ปีเพื่อศึกษา

ต้องย้อนกลับไปปี 2 มันมีวิชาบังคับของภาควิชาการปกครองที่เรียกว่า ทฤษฎีรัฐศาสตร์ ผมได้เรียนเรื่องเพลโตซึ่งมันก็มีแนวคิดเรื่องผู้ปกครองที่ดีจะต้องเป็นยังไง คือต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีคุณธรรม แล้วก็ไม่ใช่ว่าแค่มีความรู้คุณธรรมธรรมดานะ แต่ต้องสามารถต่อกรกับทรราชได้ด้วย หมายความว่าเราต้องสามารถรู้ให้ได้ว่าความชั่วนั้นคืออะไร ไม่ใช่เป็นผู้ปกครองที่ดี ดีแบบซื่อใสบริสุทธิ์ ไม่รู้จักความชั่ว แต่ผู้ปกครองที่ดีต้องรู้จัก ต้องรู้ว่ามันจะมาหน้าไหน ไม้ไหนด้วย มันรวมอยู่ในคอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า 'ราชาปราชญ์' หรือ 'Philosopher King' ซึ่งมันก็อยู่ในงานเขียนของเพลโตที่ชื่อว่า 'The Republic'

ผมก็เลยคิดว่ามันเป็นความคิดที่น่าสนใจมากเลย ผู้ปกครองที่มีความรู้ มีคุณธรรม และสามารถต่อกรกับทรราช หรือแม้กระทั่งกับมหาชนที่มุ่งแต่เรื่องกิเลสตัณหา สนองประโยชน์ในเรื่องของการเสพบริโภค เพราะเพลโตไม่ได้บอกว่าปัญหาของการเมืองจะมีแต่เฉพาะผู้ปกครองที่เป็นทรราชนะ แต่มหาชนก็เป็นทรราชได้ด้วย ผมจึงรู้สึกว่าผมต้องเรียนตรงนี้มากๆ หน่อย พอไปเรียนปริญญาโทผมก็เลยทำเรื่องการเปรียบเทียบผู้ปกครองของเพลโตกับขงจื๊อ พอปริญญาเอกก็เลยอยากจะไปศึกษาให้ครอบคลุมงานทุกชิ้นของเพลโต

จริงหรือเปล่าครับที่พูดกันว่าความคิด ทฤษฎีที่มีอยู่ในโลกทุกวันนี้เพลโตคิดมาหมดแล้ว

ใช่ โปรเฟสเซอร์อัลเฟรด ไวต์เฮด (Alfred Whitehead) ซึ่งเป็นนักปรัชญาคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มากคนหนึ่ง เขาบอกเลยว่าไอ้ประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตกตั้งแต่หลังเพลโตมานี่เป็นเพียงแค่เชิงอรรถของเพลโตเท่านั้น เพราะเพลโตพูดไว้เยอะ พูดไว้เกือบทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องโพสต์โมเดิร์นถ้าจะหาก็เจอ เพราะมันมีหนังสือเรื่องโพสต์โมเดิร์นเพลโตด้วย ชี้ให้เห็นว่าเพลโตมีความเป็นโพสต์โมเดิร์นอยู่

สื่อและสังคมมองว่ารัฐศาสตร์จุฬาฯ นั้นค่อนข้างอนุรักษนิยม แต่ครั้งนี้เกิดอะไรขึ้นครับถึงได้ออกมาเป็นแนวหน้าในการต่อต้านระบอบทักษิณ

ถ้าย้อนกลับไปในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์ที่คณาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาฯ มีบทบาทในการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่ขบวนการนิสิต นักศึกษาช่วงนั้นพอสมควร 14 ตุลานี่มันเกิดการจุดประกายขึ้นที่จุฬาฯ นะ แต่เผอิญมันไปจบที่ธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นภาพของธรรมศาสตร์มันก็เลยเปลี่ยน ถ้าย้อนกลับไปปี 2500 จุฬาฯ ไปนำขบวนประท้วงการเลือกตั้งสมัยจอมพลป. หลัง 14 ตุลามาแล้วภาพอนุรักษนิยมจึงค่อยๆ เกิดขึ้นทีหลัง ในขณะที่ธรรมศาสตร์ก็มีความชัดเจนขึ้น เพราะอยู่ใกล้สนามหลวง ใกล้ราชดำเนิน

แล้วถามว่าทำไมครั้งนี้จึงออกมาเป็นหัวหอก เออ ผมคิดว่าจริงๆ แล้วอาจารย์ที่รัฐศาสตร์จุฬาฯ ที่เซ็นชื่อขอให้นายกฯ ลาออกเพราะขาดจริยธรรมหรือที่ไม่ได้เซ็นชื่อเพราะว่าพลาดไป แต่ก่อนหน้านั้นอาจารย์กลุ่มหนึ่งเขาเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลานะครับ เช่นในตอนที่มีการใช้นโยบายฆ่าตัดตอนก็มีการจัดเสวนาทางวิชาการที่รัฐศาสตร์จุฬาฯ ทำกันตลอดเวลา เพียงแต่มันอาจจะไม่เป็นข่าวมาก ผมจึงไม่ได้แปลกใจว่าทำไมจู่ๆ รัฐศาสตร์จุฬาฯ จึงออกจดหมาย เพราะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ก็ออกจดหมายอยู่เรื่อยๆ แต่มันไม่น่าสนใจสำหรับสื่อหรือยังไงก็ไม่รู้

อีกข้อหนึ่งคือทางธรรมศาสตร์ระยะหลังเขามีคนที่เขียนงานออกมาดี มีความแหลมคมในการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เช่น อาจารย์เกษียร เตชะพีระ, อาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ แต่ถ้าพูดเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมือง รัฐศาสตร์จุฬาฯ ก็เคลื่อนหมด เพียงแต่ภาพมันไม่ได้ออกมาเหมือนธรรมศาสตร์

แล้วทำไมส่วนตัวอาจารย์ถึงจะต้องออกมามากขนาดนี้ เหมือนกับเป็นแนวหน้าในการเคลื่อนไหว ขึ้นเวทีพันธมิตรฯด้วย

คือหลังจากที่อาจารย์อมรา พงศาพิชญ์ (คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ) และอาจารย์กลุ่มหนึ่งเซ็นชื่อขอให้นายกฯ ลาออก เพราะนายกฯ ไร้จริยธรรม มันก็มีกระแสตอบโต้จากสมาคมศิษย์เก่ารัฐศาสตร์จุฬาฯ เราก็เลยหลีกเลี่ยงปัญหาโดยไม่ใช้ชื่อคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ เลยตั้งสิ่งที่เรียกว่า เครือข่ายนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นมาซึ่งก็รวมเอาคณะรัฐศาสตร์หลายๆ สถาบันเข้ามา

ตรงนี้จึงเป็นคล้ายแกนในการจัดกิจกรรมทางวิชาการและการแถลงการณ์ความเคลื่อนไหว ที่เราคิดว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้ควรจะต้องทำยังไง เมื่อมาอยู่ในเครือข่ายนี้มันเป็นตัวตนที่แยกออกจากคณะ ทางพันธมิตรฯเขาก็โทรศัพท์มาว่าขอให้นักวิชาการช่วยไปให้ความรู้บนเวทีด้วย เขาก็โทร.มาที่ผม เพราะผมเป็นเหมือนคนคอยประสานงาน เมื่อขอมาและเราพิจารณาแล้วว่า เรามีหน้าที่ในการให้ความรู้อยู่แล้วก็เลยขึ้นเวทีไป และตอนหลังก็มีอาจารย์อีกหลายๆ ท่านขึ้นเวทีไปด้วย

ไม่มีทางอื่นนอกจากการฉีกบัตรเพื่อที่จะต่อต้านระบอบทักษิณ

ผมหาทางคิดแต่ว่าคิดไม่ออกไง ไตร่ตรองจนไม่รู้จะคิดยังไงแล้ว ผมคิดเท่าที่สติปัญญาผมจะมีให้คิด ก็เห็นว่ามีแค่หนทางนี้ทางเดียว คือผมก็ประกาศให้บรรดาผู้คนในสังคมช่วยกันคิดที่จะหาวิธีป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้งหน่อย ก็มีคนที่เขาเสนอความคิดมาอย่างวาดภาพการ์ตูนลงไปในบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาเปิดหีบบัตรมานับคะแนน ถ้าไม่มีการโกงก็จะต้องมีบัตรที่มีตัวการ์ตูนที่เราวาดไว้ ผมก็บอกว่าถ้าบังเอิญเราไปเฝ้าดูเขานับคะแนน แล้วเกิดไม่มีบัตรของคุณขึ้นมา คุณก็จะร้องแรกแหกกระเชอว่าบัตรของคุณหายไป เขาก็อาจจะถามว่ารู้ได้ยังไงว่าบัตรของคุณหายไป คุณก็อาจจะบอกว่าเพราะผมวาดการ์ตูนไว้ แล้วเกิดเขาถามว่าไหนล่ะหลักฐานที่คุณวาดการ์ตูนไว้ มันจะไปมีหลักฐานได้ยังไงล่ะ ฉะนั้น วิธีการนี้จะยังใช้ไม่ได้ ก็เลยเลือกที่จะฉีก

อาจารย์มีแกว่งบ้างหรือไม่ เพราะก็รู้อยู่ว่าผิดกฎหมายและมีบทลงโทษถึงขนาดติดคุก

ถ้าในแง่ที่ว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ถูกต้องล่ะก็ ไม่ใช่แน่ แต่แกว่งในแง่ที่ว่าผลพวงที่จะเกิดขึ้น ผมจะรับมันได้หรือเปล่า สมมติว่าเราแพ้คดีหรือเกิดอะไรต่างๆ ขึ้น ครอบครัวจะลำบาก เดือดร้อนหรือเปล่า แต่ก็คิดแล้วว่าถ้า...

คือผมคิดถึงอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก่อนที่ท่านจะเขียนจดหมายถึงจอมพลถนอม กิตติขจร ที่เป็นจดหมายจากนายเข้ม เย็นยิ่งน่ะ เพราะหลายต่อหลายเรื่องที่ท่านทำการต่อต้านกับเผด็จการ ท่านก็คงคิดเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทีนี้ผมก็มานั่งคิดว่าถ้าอาจารย์ป๋วยต่อสู้เช่นนั้น ถึงแม้ผลร้ายจะเกิดขึ้นกับตัวอาจารย์เองในที่สุด แต่ถ้าลูกผมเป็นอย่างลูกอาจารย์ป๋วยทั้ง 3 คน อาจารย์จอน อาจารย์ปีเตอร์ และอาจารย์ใจ ซึ่งเมื่อคิดถึงตรงนี้มันก็ทำให้ผมมั่นใจ สบายใจว่าถ้าผมทำอะไรแล้วเกิดความเดือดร้อนขึ้น แต่ว่าลูกผมกลายเป็นคนที่ตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและคำนึงถึงความยุติธรรมในสังคมอย่างลูกอาจารย์ป๋วยทั้ง 3 ผมก็คิดว่าผมไม่ต้องห่วงอะไร

มีคนส่วนหนึ่งตั้งคำถามถึงความเหมาะสม พูดกันถึงขนาดว่าถ้าคนในสังคมคิดและทำอย่างที่อาจารย์ทำ บ้านเมืองจะไม่วุ่นวายเหรอ

วุ่นวายยังไงล่ะครับ ก็เขาไม่เลือกน่ะ เขาไม่ต้องการให้บัตรเขาไปอยู่ในนั้น ก็แปลว่าการเลือกตั้งมีปัญหา ถ้าคนส่วนใหญ่คิดอย่างนี้มันก็แสดงให้เห็นว่าระบบจะต้องเปลี่ยนไปตามที่คนส่วนใหญ่ต้องการแล้วล่ะ ถ้าคนทั้งประเทศทำแบบนี้ ก็ยิ่งดีสิ ชัดเจนเลยว่าเขาต้องการความเปลี่ยนแปลงแล้ว ระบอบก็ต้องเปลี่ยน

กลัวติดคุกไหม

ก็กลัวสิ ไม่มีใครไม่กลัวการติดคุก กลัวทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่าเมื่อคิดไตร่ตรองแล้วเมื่อมันจำเป็นต้องทำ มันก็ต้องทำ

คิดว่าเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะมีผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้ในด้านรัฐศาสตร์มากมั้ยครับ

มีมากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นกรณีว่าประชาธิปไตยคืออะไร อะไรคือกลไกของประชาธิปไตย การทำงานของมันเป็นยังไง ทำไมถึงมีคน 2 กลุ่มที่ต่างก็กล่าวอ้างว่าตนเป็นประชาธิปไตย นี่เป็นประเด็นที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง หรืออย่างกรณีการยุบสภาก็ต้องดูว่าการยุบสภาแบบนี้ถูกไหม รวมทั้งเรื่องการฉีกบัตรเลือกตั้งเพราะมันจะเกี่ยวโยงกับเรื่องการปกป้องสิทธิโดยการทำผิดกฎหมาย มันจะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดข้อสงสัย เกิดการหาเหตุผลมาอธิบาย ผมคิดว่าเหตุการณ์จริงมันเป็นโรงเรียนประชาธิปไตย เป็นโรงเรียนทางความคิดของคนได้ดีมาก

ขอถามเรื่องส่วนตัวบ้าง ทำไมอาจารย์ต้องไว้ผมยาวด้วย

เพราะผมผมมันเส้นหนา แข็ง แล้วตอนเด็กๆ นี่ก็ไม่ได้หวีผมเป็นเรื่องเป็นราว แต่หัวผมนี่ไม่มีทรงสักกะทรง พอเรียนปริญญาตรีสามารถไว้ผมยาวได้ ผมก็ไว้แล้วรู้สึกว่ามันช่วยแก้ปัญหาผมชี้ ผมตั้งได้ และผมรู้สึกว่าไม่ต้องไปยุ่งกับมันมาก เพราะผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าทรงไหนถึงจะเหมาะกับตัวเอง

ไม่โกนล่ะครับ

โห โกนหัวนี่มันร้อนนะคุณ

เกรียนๆ ก็ได้

อันนี้ก็มีประเด็นที่ว่าสมัยก่อนผมเล่นดนตรี ถ้าตัดผมเกรียนเลย มันก็... อีกอย่างผมไม่ได้มีบุคลิกภาพแบบเฮี้ยบ เคร่งครัด คือผมเกรียนบางทีมันก็นำพาไปสู่บุคลิกอะไรบางอย่าง

อาจารย์เล่นดนตรีแนวไหน

สมัยก่อนก็ต้อง Ten Years After, Led Zeppelin อย่าง;' Ten Years After นี่ชอบมากเลย ส่วนเพลงของวงอื่นๆ ก็ยากเกินเล่นไม่ค่อยได้ หรือ Deep Purple แนวพวกฮาร์ดร็อกก็ชอบ แต่ทุกวันนี้มันไม่มีเวลาจริงๆ เป็นเรื่องน่าเศร้าของชีวิตนะที่ไม่มีเวลาเล่นดนตรี

เคยมีคนทักอาจารย์หรือเปล่าครับ ว่าคล้ายศักดา พัทธสีมา วงอินคา

มี ผมเคยนั่งอยู่กับคุณศักดาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ผมแก่กว่าเขาใช่มั้ยล่ะ หน้าผมโทรมกว่าเขา ดูแล้วคล้ายเป็นญาติผู้ใหญ่ของดา อินคา เพราะหน้าตาเขาจะดูใสดีนะ หน้าจะตอบๆ แต่ผมมันจะออกบานๆ บวมๆ เขาคงทนไม่ได้ก็เลยเดินออกไป เจอกันทีไรเขาคงอึดอัดว่าเราเป็นคล้ายๆ ภาพล้อของเขา ผมว่าเขาคิดอย่างนั้นนะ ก็เขาเป็นต้นแบบที่สวยงามไง แต่ผมเป็นภาพล้อเขาอีกทีหนึ่ง

การไว้ผมยาวมันทำให้ภาพการเป็นนักวิชาการของอาจารย์ดูแปลกๆ ไปบ้างไหม

มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมยาวมั้ง มันขึ้นอยู่กับว่าเขาสอนหนังสือได้หรือเปล่า อย่าไปยึดติดกับเรื่องของเปลือกกันมากนักเลย เพราะไอ้เปลือกนี่ไม่ใช่เหรอ เราถึงมีโจรใส่สูท ใส่เสื้อนอก คือถ้าเราสกปรกเหม็นสาบอย่างนี้ก็น่ารังเกียจ แต่ถ้าผมยาวหรือแต่งตัวคับไป ไอ้อย่างนี้มันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็ปล่อยเขาไปเถอะ

ทีนี้บ้านเรา การใส่เสื้อผ้ามันเป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ ผมเห็นใจจริงๆ อย่างสมัยผมเป็นอาจารย์จุฬาฯ ใหม่ๆ เดินออกจากจุฬาฯ ผมก็ใส่รองเท้าแตะบ้างเพราะอากาศมันร้อน แล้วตอนนั้นผมต้องซักผ้าเองผมก็ใส่เสื้อยืด เพราะมันซักง่าย ไม่ต้องรีด แต่พอเดินออกจากมหาวิทยาลัยกลางค่ำกลางคืน ตำรวจเขาขอตรวจผม ผมก็เริ่มสงสัยว่าถ้าเป็นอย่างนี้คนธรรมดาที่แต่งตัวแบบนี้จะต้องโดนตรวจ โดนคิดว่าทำไม่ดี ซึ่งตรงนี้ผมเข้าใจตำรวจนะ แต่ว่า เฮ้ ทำไมคุณเลือกปฏิบัติ ดูจากเสื้อผ้าร่างกาย ผมเผ้าแค่นี้เหรอ

ฉะนั้น เมื่อสังคมไปให้ค่ากับอาภรณ์ประดับร่าง ในที่สุดก็กลายเป็นว่าคนที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีความสามารถ ไม่มีปัญญา ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองก็ต้องพยายามที่จะแต่งตัวให้มากเข้าไว้ เพราะกลัวคนจะมองว่าตัวเองไม่มีอะไร

ขอกลับมาถึงเรื่องการเมือง อาจารย์คิดว่าการเคลื่อนไหวของประชาชนครั้งนี้จะสามารถเอาชนะระบอบทักษิณได้หรือเปล่า

ผมไม่ได้คิดเรื่องชัยชนะ ผมไม่ได้คิดเรื่องยุทธศาสตร์ แต่ผมเชื่อในเรื่องการเพียรกระทำ คือผมไม่ได้มีเป้าว่าต้องชนะ เพราะอะไร เพราะทักษิณเป็นทรราช ไม่ใช่สิ่งที่เราจะเอาออกไปได้ง่ายๆ ศึกนี้มันยืดเยื้อ และอย่าลืมว่าเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อเรื่องการเลือกตั้งด้วย ฉะนั้น การที่ผมเห็นภาพทักษิณเป็นทรราชแล้ว ทำให้ผมไม่ได้คิดเรื่องชนะหรือไม่ชนะ เพราะมันยาก แต่ต้องทำ มันกลายเป็นการปฏิบัติไปแล้ว ถึงผมจะเป็นนักวิชาการก็จริง แต่ผมเป็นแค่หนึ่งในผู้ชุมนุมประท้วงนะ

ในสถานการณ์อย่างทุกวันนี้ เพลโตบอกหรือเปล่าครับว่าต้องแก้ยังไง

ผมบอกว่าคุณทักษิณคือทรราช และเพลโตก็บอกว่าทรราชมันยากที่จะยอมออกจากตำแหน่ง ฉะนั้น เมื่อถึงเวลาที่ประชาชนรู้ตัวว่ากำลังอยู่กับทรราช ไม่ใช่อัศวินม้าขาวทุกอย่างก็สายเกินไป ทางออกหรือครับ เพลโตบอกว่าทรราชมันจะบ้าไปเองไง มันอยู่ไม่ได้ มันบ้าไปเอ๊ง... เพราะจิตใจมันเหลิงแหลกกับอำนาจ

อาจารย์กำลังบอกว่าความเป็นทรราชจะทำลายตัวมันเอง

ใช่แล้ว เพราะทรราชมันฉลาดจึงสามารถบิดเบือนประชาธิปไตยให้รับใช้มันได้ คนโง่เป็นทรราชไม่ได้หรอก ดังนั้น ประชาชนจึงไม่รู้เท่าทันทรราช แต่ไม่ใช่ว่าประชาชนไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตยนะ พร้อม แต่ยังไม่รู้เท่าทันทรราชในระบอบประชาธิปไตย

*****

แก้วสรร อติโพธิ

คดีนี้... "มันคือการต่อสู้ ในเมื่อสู้ก็ต้องสู้"


แก้วสรร อติโพธิ รักษาการส.ว.กรุงเทพมหานคร เขาประกาศตัวเป็นทนายให้แก่รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร กรณีฉีกบัตรเลือกตั้ง เขาบอกกล่าวถึงแนวทางการสู้คดีครั้งนี้กับเราว่าจะเป็นไปอย่างไร หลังจากปิดเครื่องบันทึกเสียง เราถามเขาว่าถ้าคดีนี้ต้องลากยาวกันถึงฎีกาจะทำยังไง เขาตอบเพียงสั้นๆ ว่าก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด

"กรณีของอาจารย์ไชยันต์มองในมุมกฎหมาย เรื่ององค์ประกอบความผิดเราไม่เถียงเพราะเราฉีกบัตรโดยเจตนา เรารู้ว่าเป็นความผิด สิ่งที่เราจะต่อสู้คือ เรามีอำนาจกระทำได้ซึ่งจุดนี้ต้องอาศัยทฤษฎีทางรัฐศาสตร์มาเป็นพื้นฐาน จากนั้นค่อยมาหาหลักฐานทางกฎหมายอีกที ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ในที่นี้ เรียกว่า Civil Disobedience ในทางกฎหมาย หมายถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 65

"Civil Disobedience ความคิดของมันเริ่มจากความคิดของเสรีชนว่า รัฐเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อการอยู่ร่วมกัน มันไม่ใช่พ่อของเรา และมันก็ต้องมีความชอบธรรม ถ้ามันยังอยู่ในกรอบเราก็จะยอมรับ แต่เมื่อไหร่ที่มันเลยเส้นแห่งความชอบธรรมของมัน เราก็คงจะไม่มีหน้าที่จะยอมรับมันอีกต่อไป แล้วก็จะเกิดแอ็กชั่นที่เรียกว่า Civil Disobedience คือการเลือกที่จะทำผิดกฎหมายเพื่อประท้วงรัฐที่ไม่ชอบธรรม เป็นกิจกรรมของเสรีชนที่จะแข็งข้อในการเป็นพลเมืองของตน

"ตรงไหนที่เราเรียกว่ารัฐหมดความเป็นธรรมแล้ว อันนี้มันเป็นเรื่องของทฤษฎี ซึ่งในกรณีของคุณทักษิณไม่ว่าจะเอากรณีไหนมาจับก็ไม่รอด ยกตัวอย่างเช่น คนเราเกิดมาเรามีสิทธิพื้นฐานหลายอย่าง การที่เขามาปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารก็ถือว่าฟาวล์แล้ว หรือเขายอมให้เราเลือกโดยการสร้างทางเลือกที่ไม่จริงมาให้เรา เขายุบสภาเพื่อจะให้รับรองตัวเองนี่มันไม่ใช่การเลือก เมื่อความชอบธรรมของรัฐมันหมด คนที่เป็นเสรีชนก็มีอำนาจที่จะบอกว่า เฮ้ย กูไม่ใช่พลเมืองของมึงแล้วนะ โดยองค์ประกอบก็คือต้องเป็นการจงใจทำผิดกฎหมายเพื่อเป็นการประท้วง แล้วก็ต้องชี้บ่งความไม่ชอบธรรมของรัฐ ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาไปฉีกบัตร

"ในทางนิติศาสตร์ ผมเห็นว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับ Civil Disobedience รัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อป้องกันเผด็จการจำแลง เพราะฉะนั้นในมาตรา 65 มันไม่ได้มีขึ้นมาเพื่อต่อต้านการรัฐประหารของทหาร แต่มีไว้เพื่อต่อต้านเผด็จการพลเรือน ฉะนั้น คำว่าบุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านการกระทำใดๆ โดยวิธีการที่ผิดวิถีทางรัฐธรรมนูญ คำว่า วิธีการที่ผิดวิถีทางรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจยุบสภาคุณมี เราไม่เถียง แต่คุณไม่ได้ใช้มันตามวิถีทาง แต่ไม่ใช่การคืนอำนาจให้ประชาชนมาตัดสินว่าตัวกูผิดหรือไม่ผิด ไอ้ตรงนี้มันไม่มีในทางตำรา นักการเมืองถ้าโดนคดีมันต้องโดนสอบสวน

"เพราะฉะนั้นการต่อสู้คดีก็ต้องนำสืบ คือหนึ่งมีปัญหาซุกหุ้นเกิดขึ้น ก็ต้องเอาเรื่องแอมเพิลริชมา ข้อที่สองเราก็ต้องอ้างทักษิณเป็นพยาน ให้ศาลเรียกทักษิณมา ตอนแรกที่จะให้อภิปรายทั่วไปแล้วหนีไปทำไม ข้อที่สามต้องมาพูดถึงการเลือกตั้ง ว่าทำไมถึงกำหนดวันอย่างนี้ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรมีแต่พรรคเล็กๆ เราก็เรียกคณะกรรมการการเลือกตั้งมาว่าทำไมเป็นแบบนี้ แล้วก็เรียกสื่อมาว่าใครโดนแทรกแซงยังไง ทั้งหมดนี้ก็จะประมวลให้เห็นว่านี่คือเผด็จการจำแลง ข้าแต่ศาล ผมมีสิทธิจะต่อสู้

"ตรงนี้เป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทยเพราะเราไม่เคยสู้ด้วยความคิดเสรีนิยม คอยแต่จะม็อบกันในถนน คนน้อยเราก็ใจแป้ว แต่วิธีนี้เป็นวิธีโดยเสรี ไชยันต์เขาไม่แคร์หรอกว่าใครจะเอากับเขา เขาตัดสินใจของเขาเองว่า เฮ้ย! กูรับไม่ได้ เป็นการใช้สิทธิที่ไม่ต้องพึ่งคนอื่น บ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็สู้กันแบบนี้ ไม่ต้องมานั่งกันอยู่บนถนนอ้วกแตกอ้วกแตนแบบนี้ แยกย้ายไปทำด้วยกำลังของเขาเอง หยุดงานบ้าง ไม่จ่ายภาษีบ้าง พวกรัฐมันก็เดี้ยง

"ถ้าถามว่าคดีนี้สู้ได้มั้ย คำว่าสู้ได้คือมีเนื้อมีหนังให้ต่อสู้ ส่วนศาลท่านจะคุ้นเคย จะยอมรับหรือเปล่า หรือสู้ได้-ไม่ได้มันอีกเรื่อง

"ในทางความรู้สถานการณ์ตอนนี้มันทำให้สังคมต้องตั้งคำถามว่า ทำไมกูต้องทำตามกฎหมายวะ มันสั่งอะไรกูก็ต้องยอมรับมันหมดเหรอ มันมีความชอบธรรมอะไรทำไมเราต้องเชื่อมัน คนไทยเคยถามตรงนี้มั้ย เราต้องเรียนรู้ความคิดเสรี ไม่ใช่มีความคิดเป็นไพร่ แล้วก็มาใส่เสื้อประชาธิปไตย

"คดีนี้มันคือการต่อสู้ในช่วงอายุที่ผมอยู่ เราคิดอย่างนี้ ไชยันต์เขาทำอย่างนี้ เราก็ช่วยกัน คือผมไม่ได้หวังสังคม ไชยันต์เขาก็ไม่ได้หวังว่าสังคมจะเอาด้วย หรือศาลต้องตัดสินอย่างนั้นอย่างนี้ ในความคิดเราเสรีชน เรารู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก เพราะฉะนั้นเราพร้อมที่จะยอมรับ สู้เต็มที่ ในเมื่อสู้ก็ต้องสู้"

*******************************
เรื่อง - กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล