xs
xsm
sm
md
lg

'รสนา โตสิตระกูล' มอบชีวิตและหัวใจให้แผ่นดิน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

รสนา โตสิตระกูล กรรมการสมาพันธ์องค์กรผู้บริโภค (คนกลาง)
เสียงโห่ร้องหลังศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาแปรรูป กฟผ. นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของพลังภาคประชาชน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ 'รสนา โตสิตระกูล'เป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสมบัติของชาติ เธอเคยล่า 50,000 รายชื่อเพื่อยื่นตรวจสอบกรณี 'ทุจริตยา' และทุ่มเทเวลาถึง 6 ปี จนสามารถนำรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับโทษตามกฎหมาย เธอยอมรับว่ารู้สึกกลัวทุกครั้งที่ถูกขู่เอาชีวิต แต่หัวใจที่รักและหวงแหนสมบัติแผ่นดินดูจะมีอิทธิพลเหนือกว่า

*จุดเริ่มแห่งปณิธาน

'รสนา โตสิตระกูล' ผู้หญิงแกร่งคนนี้ได้ทุ่มเทชีวิตตลอดระยะเวลา 52 ปี ในการทำงานเพื่อแผ่นดินเกิด อาจจะเป็นเพราะเธอเป็นลูกแม่โดมที่ถูกหล่อหลอมว่าปัญญาชนพึงอุทิศตัวเพื่อสังคม เธอจึงไม่สนใจกับคำท้วงติงของพี่ๆทั้ง 6 คนที่มองว่า เธอน่าจะเอาความรู้ความสามารถที่มีอยู่ไปทำงานสร้างฐานะมากกว่าจะมารับเงินเดือนน้อยนิดจากองค์กรพัฒนาเอกชน อีกทั้งเป็นห่วงว่าการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมของเธอนั้นรังแต่จะก่อศัตรูรอบด้านและนำอันตรายมาสู่ตัวเอง

รสนาเริ่มทำโครงการพัฒนาชนบทมาตั้งแต่ครั้งที่เธอเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเธอดรอปเรียนและลงไปทำโครงการพัฒนาชนบทที่ อ.ระโนด จ.สงขลา เพราะผิดหวังกับระบอบประชาธิปไตยที่ถูกย่ำยีโดยผู้มีอำนาจ และมองว่าระบบการศึกษาไม่อาจแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เนื่องจากช่วงนั้นเกิดปัญหาทางการเมืองอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างนักศึกษา ประชาชน และรัฐบาลเผด็จการทหาร

จนกระทั่งเกิดการล้อมปราบเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 รัฐบาลสั่งกวาดล้างผู้ที่วางตัวเป็นปฏิปักษ์และกล่าวหานักศึกษาที่ทำโครงการพัฒนาชนบทว่าเป็นคอมมิวนิสต์ที่ต้องแบ่งแยกแผ่นดิน รสนาจึงจำใจต้องทิ้งโครงการที่ทำอยู่และกลับมาเก็บตัวเงียบๆ ที่บ้านในกรุงเทพฯ จนกระทั่งได้กลับมาเรียนต่อในคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2522

รสนา โตสิตระกูล กรรมการสมาพันธ์องค์กรผู้บริโภค เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า
"ตอนนั้นนักศึกษาถูกท้าทายว่าเป็นพวกกระฎุมพี ไม่รู้จักการทำงานเพื่อรากหญ้า เราก็เลยลงไปลองทำนาดูซิ ดรอปเรียนไปเลย จนเกิด 6 ตุลาฯ 2519 ก็เลยอยู่ที่นั่นไม่ได้ต้องกลับขึ้นมา เพราะรัฐบาลจับตาว่าเราเข้าไปแทรกซึมในกลุ่มชาวบ้าน ตอนขึ้นมากรุงเทพฯนี่เขาจับกันเละเทะหมดแล้ว เราอยู่ภาคใต้เลยไม่โดน (หัวเราะ) พอจบออกมาเรารู้สึกว่าการทำงานในระบบมันไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้สังคมได้ เลยหันไปทำงานเป็นเอ็นจีโอ"

*ตรวจสอบทุจริยา

หลังจบการศึกษารสนาได้เข้าทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน ในโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง ของมูลนิธิสุขภาพไทย ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้คนไทยสามารถดูแลสุขภาพตัวเอง และใช้ยาสมุนไพรของไทยในการรักษาโรค ไม่ต้องพึ่งพายาจากต่างประเทศ ซึ่งการทำงานนี้ทำให้เธอได้เข้าร่วมในการเคลื่อนไหวตรวจสอบกรณี 'การทุจริตยา' ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อหลายปีก่อน

ในครั้งนั้นรสนาได้ร่วมกับตัวแทน 30 องค์กรพัฒนาเอกชน รวบรวมรายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อเพื่อยื่นตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการตรวจสอบตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ได้ระบุไว้ แต่เกิดปัญหาว่าประธานวุฒิสภาในขณะนั้นไม่ยอมรับเรื่อง โดยอ้างว่ายังไม่มีกฎหมายลูกมารองรับ

แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หลังจากที่มีพระราชบัญญัติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (พ.ร.บ. ป.ป.ช.) ออกมาบังคับใช้แล้ว เธอและ 30 องค์กรพัฒนาเอกชนจึงได้ใช้ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณีความร่ำรวยผิดปกติของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข จนเป็นเหตุให้ รักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 15 ปี

"หลังมี พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. แล้วนี่ เราก็มาพบอีกช่องทางหนึ่งคือการตรวจสอบรัฐมนตรีที่ร่ำรวยผิดปกติ จากตรงนั้นแหละที่สามารถยึดทรัพย์ของรักเกียรติ (รักเกียรติ สุขธนะ รมว.สาธารณสุขในขณะนั้น) จำนวนถึง 233.8 ล้าน และจากเงินดังกล่าวที่ ป.ป.ช.พบว่าเป็นการร่ำรวยผิดปกตินั้น ก็พบว่ามีเงิน 5 ล้านที่ได้มาจากการรับสินบน เลยทำให้แกต้องติดคุก

"เราใช้เวลาอยู่ 6 ปีนะ กว่าจะเอาคนผิดมาลงโทษได้ ความจริงพี่ไม่ได้เป็นแกนนำในเรื่องนี้หรอก ตอนแรกเป็นพี่เดช (เดช พุ่มคชา อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน) แต่วันแรกที่แถลงข่าวเรื่องการตรวจสอบการทุจริตยาพี่เดชแกมาไม่ทัน ที่ประชุมเลยให้เป็นคนแถลงแทน ก็เลยกลายเป็นแกนนำตั้งแต่วันนั้นมา เราทำงานกันเป็นทีม โดยได้ข้อมูลหลักๆมาจากกลุ่มแพทย์ชนบท แต่เรื่องมันยืดเยื้อ ทำไปทำมาเหลือกันอยู่แค่ 5-6 คน (หัวเราะ)" รสนาเล่ายิ้มๆ

*ยับยั้งแปรรูป กฟผ.

ล่าสุดรสนาและกลุ่มเพื่อนของเธอได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับการต่อสู้ภาคประชาชนอีกครั้ง การเคลื่อนไหวของเธอนำไปสู่ยับยั้งการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. รัฐวิสาหกิจชั้นดีและแหล่งผลิตพลังงานอันถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ โดยศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอน  พระราชกฤษฎีกากำหนด อำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท กฟผ.  จำกัด  (มหาชน)  พ.ศ. 2548 และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2548 ตามคำฟ้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกับพวกรวม  11 คน แต่กว่าจะทวงคืนสมบัติชาติกลับคืนมาได้นั้นต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย เธอและเพื่อนๆไม่เคยย่อท้อแม้จะมีความหวังเพียงน้อยนิด ชนิดที่เรียกว่า 'ผีใกล้ถึงป่าช้า'

รสนา เล่าถึงการปกป้องสมบัติชาติครั้งประวัติศาสตร์ ว่า
"ความจริงเรารณรงค์ต่อต้านเรื่องการขึ้นค่าไฟ การขึ้นค่าเอฟที มานานแล้ว พอจะมีการนำหุ้น กฟผ. เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เราเห็นเลยว่าอย่างนี้ประชาชนตายแน่ ก็เลยมารณรงค์ต่อต้านเรื่องนี้ ไปรณรงค์ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สีลม แต่ข่าวแทบจะไม่ลงเลย ทีวีไม่ต้องพูดถึง ชาวบ้านก็ไม่ค่อยสนใจ จนใกล้จะเข้าซื้อขายในตลาดอยู่แล้วยังทำอะไรไม่ได้เลย เราก็เริ่มหมดหวัง

"จนสุริยะใส (สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย) บอกว่า คุณคณิน บุญสุวรรณ (อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) เคยบอกว่า เรื่องนี้สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ ก็เลยไปปรึกษากับคุณคณิน ตอนนั้นฉุกละหุกมากเพราะอีกวันเดียวหุ้น กฟผ. จะเข้าตลาดแล้ว ก็ไปบีบคอคุณนิติธร ล้ำเหลือ ซึ่งเป็นทนายความให้ช่วยเขียนคำฟ้อง ให้เขียนให้เสร็จภายในวันนั้นเลย ตอนนั้นนิติธรบอกว่าขอเวลา 3 วัน บอกโอย..ไม่ได้ พรุ่งนี้จะต้องยื่นศาลปกครองแล้ว เธอไม่ต้องนอนหรอกคืนนี้ เขาก็ยอมทำให้ (หัวเราะ)

"เรายื่นฟ้องในนามมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ส่วนตัวพี่ก็ฟ้องในนามผู้ใช้ไฟด้วย ยื่นไป 2 เรื่องคือ ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน  กระทรวงพลังงาน  และคณะรัฐมนตรี  กรณีที่ตราพระราชกฤษฎีกาแปรรูป กฟผ.โดยมิชอบ และยื่นขอให้ศาลคุ้มครองฉุกเฉินระงับการขายหุ้น กฟผ.ไว้ชั่วคราว ในที่สุดก็สำเร็จ สามารถยับยั้งการขายหุ้น กฟผ. ได้หนึ่งวันก่อนที่ กฟผ.จะเข้าตลาดหุ้น ตอนนั้นทุกคนบอกว่าผีไปถึงป่าช้าแล้ว จะไปทำอะไรได้ แต่เราไม่ยอมถอดใจ เราถือว่าประชาชนไม่มีต้นทุน เรามีแต่เสมอตัวกับกำไร เราเชื่อในกระบวนการยุติธรรม จนล่าสุดศาลมีคำสั่งเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาแปรรูป กฟผ.ทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งถือเป็นการยุติการแปรรูป กฟผ.อย่างสิ้นเชิง"

*เดินหน้าทวงคืนสมบัติชาติ

สำหรับบรรดารัฐวิสาหกิจที่กำลังดำเนินการแปรรูปอยู่ในขณะนี้ รวมถึง บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่ถูกยักย้ายถ่ายเทจนกลายเป็นของเอกชนไปแล้วนั้น รสนายืนยันว่าเธอและเพื่อนๆจะเคลื่อนไหวเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านี้กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจของคนไทยทั้งประเทศอีกครั้ง

"เรากำลังดูข้อกฎหมายกันอยู่ว่าจะทำอะไรเพื่อเยียวยาความเสียหายได้บ้าง บางแห่งซึ่งทำการแปรรูปไปแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เชื่อว่าจะเรียกร้องคืนมาได้ง่ายขึ้น นักการเมืองอ้างว่ารัฐวิสาหกิจพวกนี้แปรรูปไปแล้ว กฎหมายย้อนหลังไม่ได้ แต่ถ้าไปพลิกกฎหมายดูจะพบว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เรื่องของผลประโยชน์ของชาติ ไม่มีการหมดอายุความ"

รสนาบอกว่า ไม่ว่าวันนี้หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ความคิดของเธอก็ยังคงเหมือนเดิมคือต้องการทำงานเพื่อประเทศไทยซึ่งเป็นแผ่นดินเกิด
รสนากล่าวตบท้ายว่า "ตอนนี้พลังของประชาชนกำลังเติบโต และประชาชนจะต้องตรวจสอบนักการเมืองไม่ให้เขาใช้อำนาจเกินขอบเขต ต้องใช้พลังที่เรามีอยู่ช่วยกันปกป้องสมบัติของชาติ"

ในวันนี้ชื่อ 'รสนา โตสิตระกูล' ถูกจารึกอยู่ในหัวใจของพี่น้องร่วมชาติ และคงไม่มีสิ่งมีค่าใดๆที่สามารถตอบแทนความเสียสละของเธอได้ นอกจากคำว่า "ขอบคุณ....แทนคนไทยทั้งประเทศ"

///////////////////////////

เรื่อง - จินดาวรรณ สิ่งคงสิน
คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
นิติธร ล้ำเหลือ ทนายความฝ่ายมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ประชาชนโห่ร้องยินดีหลังศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอน พ.ร.ฎ.แปรรูป กฟผ.