xs
xsm
sm
md
lg

ท้าวมหาพรหมถูกทำลาย มิอาจทำลายหัวใจพรหม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ข่าวของชายเสียสติที่ชื่อ ธนกร ภักดีผล อายุ 27 ปี ได้เข้าไปทำลายรูปปั้นของพระพรหมหรือท้าวมหาพรหม ที่ศาลพระพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ โดยได้บุกเข้าไปใช้ค้อนทุบทำลายเสียจนแตกละเอียดเสียหายเมื่อประมาณตี 1 ของวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา คงจะทำให้ผู้ที่มีความศรัทธาในองค์พระพรหมเกิดความรู้สึกเสียใจ และใจหาย เพราะคงไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะมีคนกล้าทำเช่นนี้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพบูชาของมหาชน และเป็นเรื่องน่าสงสารที่ชายวิกลจริตคนนั้นได้ถูกรุมประชาทัณฑ์จนเสียชีวิต ด้วยความโกรธแค้นของผู้ที่มีความศรัทธาในองค์ท้าวมหาพรหม

หลายๆ คนต่างลงความเห็นว่า หนุ่มเสียสติผู้นั้นถูกกรรมตามทันตาเห็น เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไรคงไม่อาจพิสูจน์ได้ แต่กับสิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ความศรัทธาที่คนส่วนหนึ่งมีต่อท้าวมหาพรหมเอราวัณ โดยในแต่ละวันมีผู้คนเดินทางไปกราบไหว้สักการะองค์ท้าวมหาพรหมกันไม่ได้ขาด ทำให้บริเวณศาลพระพรหม ในแถบบริเวณแยกราชประสงค์ มีควันธูปลอยหนาอยู่ในบางช่วงบางเวลา ซึ่งแสดงถึงศรัทธาอันแรงกล้าที่คนส่วนหนึ่งมีต่อความศักดิ์สิทธิ์ของท้าวมหาพรหมเอราวัณแห่งนี้

ท้าวมหาพรหม มีอิทธิพลต่อความเชื่อความศรัทธาของคนไทย และชาวต่างประเทศอย่างไม่มีเสื่อมคลาย พาไปสำรวจความเป็นไปและการบูรณะองค์ท้าวมหาพรหมว่าจะเป็นอย่างไร

** ความเคลื่อนไหวจากภาครัฐ

กลิ่นธูปเทียน มาลัยดอกไม้ โรยโชยอบอวลทั่วบริเวณสี่แยกบริเวณหน้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ควันฟุ้งโปรยดุจม่านหมอกในแสงแดดเปรียบเสมือนกับเข้าไปอีกโลก เสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่อบร่ำไปด้วยมนต์ขลังจากสิ่งเหนือธรรมชาติ

ผู้คนคับคั่งทั้งไทยและเทศ อาทิ ฮ่องกง, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น ซึ่งมีความเชื่อและศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของท้าวมหาพรหมองค์นี้อย่างแรงกล้า รวมทั้งฝรั่งบางส่วนที่เข้ามากราบไหว้เพื่อขอพรและแก้บน เสียงดนตรีไทยที่เล่นให้นางรำละครชาตรีได้รำถวายแก้บน ได้ขับกล่อมคนที่ผ่านมาผ่านไปด้วยในตัว

'สวนดุสิตโพลล์' เคยทำการสำรวจความคิดเห็นและได้ข้อมูลว่า ศาลพระพรหมเป็นที่นิยมมานาน เป็นที่บนบานศาลกล่าวในอันดับต้นๆ ของคนไทย

จากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ รักษาการรองนายกฯ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ที่ได้รุดเข้าไปตรวจสอบและดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และประสานในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ความจริงกรมการศาสนาและกระทรวงวัฒนธรรมจะดูแลด้านพราหมณ์และราชครูที่เกี่ยวกับพิธีกรรม ส่วนแง่ศาสนสถานของพราหมณ์-ฮินดู กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้ดูแลตนจึงได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้เข้ามาดูแลด้วย

"ความจริงศาสตราจารย์ ไพจิตร โรจนวานิชย์ ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหม จะเป็นผู้ดูแลศาลท้าวมหาพรหม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็ได้ประชุมหารือและตกลงกันว่าจะเร่งบูรณะปฏิสังขรณ์โดยเร็ว โดยมอบให้กรมศิลปากร เชิญพราหมณ์และราชครู พิจารณารวบรวมส่วนต่างๆ ที่เหลืออยู่ เช่น พระเศียร ที่ยังสมบูรณ์ พระขรรค์ ศัสตราวุธต่าง ๆ ที่ยังอยู่ หากมีการหล่อขึ้นมาก็จะชิ้นส่วนต่างๆ จะนำชิ้นส่วนต่างๆ เข้าไปบรรจุในองค์ใหม่ด้วย โดยคาดว่าจะทำให้เรียบร้อยภายใน 2 เดือน"

ส่วนสถานที่ประดิษฐ์สถานก็ไม่มีอะไรเสียหาย ได้มีการนำผ้าขาวมาขึงโดยรอบ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ปิดไว้ทั้ง 4 ด้านของศาลท้าวพระพรหม โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะได้ตั้งแต่วันนี้ (22 มีนาคม) เป็นต้นไป สุรเกียรติ์เชื่อว่าจะไม่เป็นภาพที่กระทบต่อจิตใจ

"พื้นที่ประดิษฐ์สถานท้าวมหาพรหมนั้น ความจริงเป็นพื้นที่ของรัฐ แต่ตกลงให้มูลนิธิฯ เป็นผู้ใช้และดูแล ด้านแนวทางการบูรณะนั้นได้ตกลงกันหมดแล้ว โดยทางมูลนิธิฯ ก็มีงบประมาณอยู่มาก หากไม่พอรัฐบาลพร้อมสมทบทุนเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด นอกจากนี้ยังได้พิจารณาว่าควรจะมีการขยายบริเวณออกหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้เสนอให้ยกองค์ฐานที่ตั้งให้สูงขึ้นเพื่อให้ยากต่อการปีนขึ้นไปทำลายได้อีก

"นอกจากนี้ได้มีการเสนอให้ติดกระจกนิรภัย แต่ท่านผู้รู้ทางด้านพรหมศาสตร์เสนอว่าไม่เหมาะสม ดังนั้น จึงปรับยกฐานให้สูงขึ้นแทน และขยายพื้นที่ออกเท่านั้น รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากรศึกษาการออกแบบให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ท้าวมหาพรหมสร้างมาตั้งแต่ปี 2498 โดยประติมากรของกรมศิลปากรเป็นผู้ปั้น หล่อด้วยปูนปาสเตอร์ปิดทอง หากหล่อด้วยปูนปาสเตอร์ใหม่จะเชื่อมกันไม่ได้ ของใหม่จะเป็นพระรูปหล่อด้วยโลหะแทน

"ขณะนี้ท้าวมหาพรหมยังอยู่ในสภาพที่ยังสักการะได้เหมือนเดิม ซึ่งเมื่อมีการเสนอข่าวนี้ออกไปได้มีประเทศเพื่อนบ้านโทรศัพท์มาสอบถามเช่นกัน เนื่องจากเป็นที่เคารพของประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ก็เดินทางมาสักการะเป็นประจำอยู่แล้ว โดยจะเร่งปฏิสังขรณ์ให้เร็วที่สุด"

ส่วนอธิบดีกรมศิลปากร อารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ได้เดินทางไปสำรวจความเสียหายของท้าวมหาพรหม พอเห็นภาพความเสียหายแล้วรู้สึกตกใจ จึงได้คุยกับเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิท้าวมหาพรหมว่าคงต้องหล่อใหม่ทั้งองค์ ซึ่งในเบื้องต้นให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ รวบรวมภาพถ่ายท้าวมหาพรหมมุมต่างๆ มา เพื่อนำมาเป็นตัวอย่างในการหล่อท้าวมหาพรหมองค์ใหม่ให้เหมือนองค์เดิมทุกประการ

"ถามช่างกรมศิลป์ว่าสามารถหล่อองค์ใหม่จะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ ซึ่งช่างคาดการณ์ว่าประมาณ 2 เดือน เมื่อเสร็จแล้วจะมอบให้มูลนิธิฯ เพื่อให้พราหมณ์มาทำพิธีอัญเชิญทางศาสนาต่อไป สำหรับค่าใช้จ่ายในการหล่อยังไม่สามารถประเมินราคาได้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ส่วนชิ้นส่วนท้าวมหาพรหมที่เสียหายจนไม่สามารถนำมาต่อได้อีกนั้น มูลนิธิฯจะเก็บไว้"

*** หัวหน้าพราหมณ์ออกโรง

สำหรับองค์ท้าวมหาพรหม ที่หน้าโรงแรมไฮแอทเอราวัณ พระราชครูวามเทพมุนี หัวหน้าพราหมณ์เทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์) เสาชิงช้า กรุงเทพฯ ตั้งข้อสันนิษฐานว่า เป็นองค์ที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการสร้างมาในเมืองไทย ซึ่งประดิษฐานไว้ลานกลางแจ้ง

กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้ก็มีความเสียใจ โดยเฉพาะบุคคลที่มีความรักในท้าวมหาพรหม เพราะตามคติพราหมณ์ถือว่าท้าวมหาพรหมเป็นเทพเจ้าสูงสุด เป็นมหาเทพผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และสิ่งต่างๆ

"มนุษย์ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของท้าวมหาพรหม และองค์พระพระพรหมสถิตอยู่ในหัวใจของคนทุกคน"

ความเสียหายที่เกิดจากทำลายของมนุษย์เพียงบุคคลหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถครองสติอยู่แล้วขึ้นไปทุบทำลายทำความเสียหายให้แก่องค์ท้าวมหาพรหม รวมถึงคนที่รักในท้าวมหาพรหมได้รุมประชาทัณฑ์คนที่ทุบทำลายพระพรหมจนเสียชีวิตนั้น ถือเป็นอนุสติที่สำคัญยิ่ง

"จะไม่มีความโกรธแค้นเกิดขึ้น เพราะถือเป็นพรหมทัณฑ์ขั้นร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ถือเป็นการเตือนใจของทุกฝ่ายให้ระงับความโกรธด้วยพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา เป็นอุทาหรณ์ให้ทั้งคนไทยและชาวโลก เป็นสัญญาณบอกในระดับประเทศถึงทุกฝ่ายที่ทะเลาะกันให้มีอนุสติเกิดขึ้น"

สิ่งที่ต้องสร้างทำและก้าวต่อไปข้างหน้าคือ การบูรณะองค์ท้าวมหาพรหม พระราชครูวามเทพมุนี บอกว่า ต้องทำตามประเพณีและพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ โดยมีการทำพิธีถอดชิ้นส่วนออกมา ดำเนินการอธิษฐานสักการะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และถวายขมากรรมให้ทุกฝ่าย

"ได้แนะนำให้ทางมูลนิธิท้าวมหาพรหมในเรื่องการบูรณะ โดยให้ใช้วัสดุที่ชำรุดทั้งหมดมาหลอมให้เป็นแท่ง แล้วทำพิธีปั้นรูปใหม่ขึ้นมาโดยให้ประติมากรทำมีความใกล้เคียงของเดิมด้วยการถอดแบบออกมา ซึ่งมีแม่แบบเดิมอยู่แล้วทำให้ถอดพิมพ์ได้ไม่ยาก รวมถึงต้องทำฐานที่ประดิษฐานองค์ท้าวมหาพรหมให้สูงขึ้นเพื่อให้ปีนขึ้นไปได้ยาก"

หลังจากนั้น พระราชครูวามเทพมุนี บอกว่า จะมีพิธีจัดศรัทธา โดยบรรดาลูกศิษย์ที่มีหัวใจเป็นพรหม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รวมขวัญและกำลังใจของคน เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สติเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความงดงามได้

*** โหราพยากรณ์

ความเชื่อเรื่องโชคลางนั้นอยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ การมีคนเสียสติมาทุบทำลายท้าวมหาพรหม ก็เปรียบเหมือนสารเตือนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ร.ต.สัมฤทธิ์ เกลาเกลี้ยง อดีตโหรประจำตัวนายกฯ บอกว่า เป็นสัญญาณการเกิดลางร้ายของประเทศ โดยเฉพาะภายหลังเกิดเหตุผู้ลงมือก่อเหตุถูกรุมประชาทัณฑ์จนตายยิ่งตอกย้ำการสังเวยด้วยเลือดบนสถานการณ์การเมืองอันคุกรุ่น ชี้ถ้านายกไม่ลาออก มีนองเลือดแน่นอน

"การที่รูปเคารพสักการะของคนทั่วไป เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนถูกทำลายลงไปแบบนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณในทางไม่ดี เป็นนิมิตร้าย เป็นลางอัปมงคลของประเทศ ซึ่งให้สังเกตดูเอาว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลชุดนี้ และท่ามกลางกระแสการเมืองอันปั่นป่วนเช่นนี้ ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงนายกรัฐมนตรีรักษาการด้วย และโดยเฉพาะการกระทำในครั้งนี้ผู้ก่อเหตุเป็นคนวิกลจริต แถมเมื่อลงมือแล้วก็ถูกรุมประชาทัณฑ์จนเสียชีวิต ถือเป็นสิ่งไม่เป็นมงคลยิ่ง เพราะเป็นการสังเวยด้วยเลือด เป็นสัญญาณบอกว่าหากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก จะต้องมีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"

อย่างไรก็ตามอดีตโหรประจำตัวผู้นำประเทศรายนี้กล่าวต่อไปว่า แม้จะมีการปั้นรูปท้าวมหาพรหมองค์ใหม่ขึ้นมาและมีการบวงสรวงอีกครั้ง ก็จะไม่สามารถเรียกความศรัทธาได้เท่าองค์ก่อนอีกแล้ว เนื่องจากความรักและความศรัทธา ตลอดจนความเชื่อบูชานั้น จำเป็นจะต้องอาศัยกาลเวลาเป็นเครื่องเพาะบ่ม ดังนั้น แม้จะสร้างหรือบูรณะขึ้นมาใหม่ คนก็จะรู้สึกว่าเป็นเพียงรูปจำลองขององค์จริงเท่านั้น

ภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหรนานาชาติ กล่าวว่าท้าวมหาพรหมสร้างมานาน หากมองโดยใช้หลักไตรลักษณ์ตามหลักธรรมพุทธศาสนา มีลักษณะ 3 อย่าง ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต สังขารที่มีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครอง ย่อมอยู่ภายใต้กฎอนิจจัง ความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน ความทนอยู่ไม่ได้ย่อมถูกทำลายไปเอง แต่กรณีของท้าวมหาพรหมถูกทุบทำลายในครั้งนี้ถือว่าไม่เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์

นายกสมาคมโหรนานาชาติแสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อไปว่า นอกจากนี้ท้าวมหาพรหมถือเป็นตัวแทนของหลักพรหมวิหารธรรม 4 ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของประเทศในเวลานี้ มองว่าเป็นสัญญาณเตือนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ทุกฝ่ายหันมาใช้หลักพรหมวิหาร 4 ในการแก้ปัญหาประเทศชาติ

"ท้าวมหาพรหมตามหลักของศาสนาถือเป็นตัวแทนของพรหมวิหารธรรม ประกอบด้วย เมตตา อยากให้ผู้อื่นมีความสุข, กรุณา อยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์, มุทิตา ความยินดีในกรณีที่คนอื่นประสบความสำเร็จ, อุเบกขา ความวางเฉย นำมาเปรียบสถานการณ์ของประเทศมีปัญหา แบ่งเป็นหลายฝ่ายขัดแย้งกันทางความคิด จริงๆแล้วควรใช้หลักพรหมวิหารธรรมมาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตรงนี้ แต่ตัวผู้นำไม่ได้ใช้

"ตัวผู้นำไม่ยอมลดอัตตา ยึดติดในตำแหน่ง ลาภยศ ไม่ยอมเสียสละ ถ้าเห็นแก่ประเทศชาติก็ควรเสียสละ และถ้ายังขาดเมตตา กรุณาต่อกัน เหตุการณ์จะทวีความรุนแรง จนเกิดการจลาจล การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการเกิดเหตุการณ์ขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เตือนสติให้ประชาชน คนที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายค้าน พันธมิตร ใช้พรหมวิหารธรรมมาแก้ไขปัญหาประเทศชาติที่เป็นอยู่ ถ้าใช้พรหมวิหาร 4 ก็สามารถแก้ปัญหาได้ คนถ้าขาดพรหมวิหารก็เหมือนคนบ้า ไม่มีเมตตาต่อกัน มันก็เข้าห้ำหั่นกัน จิตที่ไม่มีเมตตา มันก็คลุ้มคลั่ง เหมือนกับเกิดความขัดแย้งแล้วเกิดภาวะคลุ้มคลั่ง"

ขณะที่ ดวง สุริยเนตร โหราศาสตร์พยากรณ์ชื่อดัง มองว่า จะไม่ส่งผลต่อประเทศชาติแต่อย่างใด แต่อาจจะส่งผลกระทบทางจิตใจต่อผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์และศรัทธาในท้าวมหาพรหม

"ไม่เกี่ยว แต่ไม่น่าจะมีผลเสียต่อประเทศ เพราะว่าท้าวมหาพรหมองค์ที่ตั้งอยู่หน้าโรงแรมเอราวัณไม่ได้ใช้เกี่ยวกับประเทศ เกี่ยวกับแผ่นดิน ท้าวมหาพรหมองค์นี้ตั้งมา 40 กว่าปี เป็นเรื่องของการบูชาเทพองค์หนึ่ง เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ แต่คนที่นับถือศาสนาพราหมณ์บูชาท้าวมหาพรหมได้ ดังนั้น การที่ท้าวมหาพรหมถูกทำลาย น่าจะส่งผลต่อผู้ที่นับถือทางศาสนาพราหมณ์เกิดความรู้สึกเสียดาย รู้สึกเสียใจว่าไม่น่าจะมาทำเทวรูปของศาสนาพราหมณ์"

สำหรับ ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสฮวงจุ้ย แสดงความเห็นว่าท้าวมหาพรหมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนเคารพบูชา ดังนั้นเมื่อถูกทำลาย ทำให้จิตใจของคนที่นับถือรู้สึกไม่ดี หวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุอาเพศกับบ้านเมือง

"บริเวณสี่แยกราชประสงค์เรียกว่าแยกเทพเจ้า มีเทพเจ้าหลายองค์ ทั้งท้าวมหาพรหม หน้าโรงแรมไฮแอทเอราวัณ พระตรีมูรติ หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ พระลักษมี ในอาคารเกษรพลาซ่า พระพิฆเนศ หน้าห้างอิเซตัน ท้าวอัมรินทราธิราช หน้าอัมรินทร์พลาซ่า พระนารายณ์ทรงสุบรรณ หน้าโรงแรมอินเตอร์คอนติเนตัล ท้าวมหาพรหมเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีคนบูชา พอถูกทำลาย ทำให้จิตใจคนที่นับถือรู้สึกไม่ดี เหมือนเป็นลางเกิดอาเพศภัยกับบ้านเมือง เบื้องบนลงมาชี้แนะ มีเหตุไม่ดี คนเป็นกลางจะลงมาช่วยชี้แนะ"

*** เสียงครวญรอบศาลพระพรหม

เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากเจ้าหน้าที่ของทางราชการและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิที่ต่างเร่งรีบบูรณะซ่อมแซมกันอย่างโกลาหลแล้ว ยังมีกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้า และผู้นับถืออีกไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบทั้งในแง่รายได้และความรู้สึก

วันดี วิชัย แม่ค้าที่ขายดอกไม้อยู่ที่นั่นเป็นคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า

"คนสติไม่ดีมันปีนเข้าไปแล้วก็เอาค้อนทุบท่านตอนประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ พี่นั่งอยู่ที่นี่แหละ แล้วคนมันแอบเข้าไปข้างหลัง พี่ก็เลยร้องให้คนช่วยจับไว้ มันก็วิ่งหนี ล้มหัวฟาดตายไปแล้ว พ่อท่านทำโทษ เผอิญเมื่อวานวันจันทร์เขาหยุดขายกันพอดี พี่ก็มาขายรอบดึกอยู่กัน 2 คน"

ส่วนเรื่องรายได้เธอบอกว่าตอนนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบอะไร และเธอยังเชื่อว่ายังไงคนก็ต้องมากราบไหว้ท้าวมหาพรหมที่นี่อยู่ดี

ขณะที่ เปิ้ล (ขอสงวนนาม) แม่ค้าขายน้ำก็บอกเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นผสมกับความเชื่อส่วนตัวว่า

"มีคนโทร.ไปบอกที่บ้านตอนตี 1 ว่ามีคนมาทุบศาล ทุบองค์ท่าน หลานที่บ้านรู้เรื่องยังร้องไห้เลย ไอ้เราก็ใจหายเราขายของที่นี่ประจำเพื่อนๆ แถวนี้เขาก็เลยโทร.ไปบอกว่ามีคนบ้าปีนเข้าไปทุบ แต่ว่าไม่น่าจะใช่คนบ้านะ ถ้าคนบ้ามันจะเจาะจงเหรอ จะมีค้อนมาเหรอ จริงๆ อันนี้ก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่รู้ว่าไม่ใช่คนบ้าหรอก คนบ้าจริงๆ เขาไม่ทำอย่างนี้ คนบ้าก็ต้องทุบไปทั่ว แต่นี่มันเจาะจง จะมีคนสั่งมาทุบหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ แต่สมควรแล้วแหละที่ตาย แต่ความไม่น่าจะตายง่ายๆ นะ น่าจะจับให้ได้

"เรื่องรายได้คงจะมีส่วนกระทบนะ เพราะจะมีทัวร์มาลงไง ทัวร์ลงก็จะมาไหว้ ลงเยอะก็ขายได้เยอะ แต่ถึงจะไม่มีรูปปั้นท่านก็คงยังมีคนนับถืออยู่ ยังมีคนมาไหว้อยู่"

แต่ นิธิดา สุนทราศรัย แม่ค้าขายดอกไม้กลับบอกว่า เธอไม่กลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อรายได้ เพราะเธอเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของท้าวมหาพรหมที่หล่อเลี้ยงพ่อค้า-แม่ค้าแถวนั้นมานานหลายสิบปี

"เรื่องรายได้ไม่กลัวหรอก พระพรหมท่านศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว ไม่ศักดิ์สิทธิ์จะเลี้ยงคนมาได้ยังไง แม่ค้าทุกคนอยู่กันตั้งแต่เล็กจนโต แล้วเราจะกลัวทำไม

"พูดตรงๆ นะ หลวงพ่อท่านศักดิ์สิทธิ์ เขาทำอะไร เดี๋ยวก็ได้รับอย่างนั้น อีกอย่างเขาก็ตายไปแล้ว ใครที่ทำกับหลวงพ่อนะ ตาย ไม่ต้องมาถึงมือคนหรอก พ่อลงโทษเสร็จเรียบร้อยแล้ว น้าเชื่ออย่างนี้"

แก้ว (ขอสงวนนาม) คุณป้าขายดอกไม้ ธูป เทียนอีกคนหนึ่ง ซึ่งวันนั้นเธอไม่ได้ขายเพราะอยากจะรอให้มีการบูรณะท้าวมหาพรหมให้เสร็จสิ้นก่อนเล่าความเชื่อของคนที่มาสักการะและการแก้บนว่า

"นางรำมันก็มีมานาน คนเขาเชื่อถือเพราะท่านศักดิ์สิทธิ์ คิดดูแล้วกันขนาดคนไปทำร้ายท่านยังตายเลย การแก้บนที่นี่มีทุกอย่างไม่จำเป็นต้องนางรำ บางคนจะมาไหว้หัวหมู หัวเป็ด ให้ม้า ให้ช้าง ให้วัว ละครรำ หรือแล้วแต่จะให้ ส่วนนางรำนี่ก็จะมีเป็นยก ยกเล็ก ยกใหญ่ รำ 2 ตัว, 4 ตัว, 8 ตัวก็แล้วแต่นะ รำทีก็ 300 บาท 400 บาท

"วันนี้ก็เลยยังไม่ได้ขาย ก็ต้องรอองค์ท่าน ถ้าเขายังทำไม่เสร็จ ยังไม่เปิด เราก็คงยังไม่ขาย เรื่องรายได้ก็ต้องกระทบบ้าง แต่ความรู้สึกของเราตอนนี้ก็คือเสียดายองค์ท่าน เพราะองค์ท่านทำให้เราหากินมาตั้งแต่เล็กยันโต พอมามีเหตุการณ์อย่างนี้เราก็ไม่สบายใจเหมือนกัน"

วันที่เราไปสัมภาษณ์ปรากฏว่านางรำที่ปกติจะประจำอยู่ในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม กลับหยุดงานหายหน้าหายตาไปหมด อีกทั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ของทางโรงแรมเอราวัณหรือเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ คนไหนยอมให้ข้อมูลใดๆ

เมื่อถามถึงคำบอกเล่าที่คนละแวกนั้นพูดกันว่า เห็นช้างตัวใหญ่กระทืบคนเสียสติผู้นั้นด้วย แก้วแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า

"มันก็ต้องมีส่วนน่ะนะ เพราะถ้าพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์นี่พี่เชื่อ เพราะพี่ขายที่นี่มาหลายสิบปี เราเชื่อมาก อยู่ดีๆ จะมาตายได้ยังไง ไอ้โดนตีตายมันเป็นไปไม่ได้หรอก บาดแผลอะไรก็ไม่มี แค่หัวฟาด แต่คงจะเป็นเหตุการณ์ประจวบเหมาะกันน่ะนะ คิดว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของท่านด้วย"

ส่วนคุณลุงตูน ลิ้นปรัชญา วัย 74 ปีที่นับถือศรัทธาท้าวมหาพรหมบอกว่า

"ลุงมาขอหลายอย่างๆ ขอให้ลูกๆ ได้อยู่เย็นเป็นสุข ท่านก็ช่วยเหลืออยู่เรื่อย เพราะท้าวมหาพรหมท่านศักดิ์สิทธิ์ ต่างชาติมาก็มาไหว้กันเยอะ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีนี่ก็มาเยอะ เหมือนกับที่วัดพระแก้ว พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้เราก็รู้สึกว่ามัน ...คือในใจเรายังนึกถึงท้าวมหาพรหมนั่นแหละ แต่ไอ้เรื่องที่มาทุบท่านนี่ก็ไม่รู้จะว่ายังไง คงจะขัดผลประโยชน์กันน่ะ ลุงว่าไม่ใช่คนบ้าหรอก ก็แล้วแต่ใครจะมอง แต่ลุงเสียใจ ของดีๆ อย่างนี้เราต้องควรยกไว้"

วัน (ขอสงวนนาม) หญิงอีกคนหนึ่งที่เผอิญผ่านมาสักการะก็บอกว่า

"เพิ่งจะรู้จากแม่ค้าเมื่อกี้นี้ค่ะ นี่ก็มาไหว้ไม่บ่อยค่ะปีละครั้งสองครั้ง บางทีก็ไม่ได้มาเลย แล้วแต่โอกาสจะผ่าน บังเอิญวันนี้ผ่านมาพอดี โดยส่วนตัวก็นับถือท่านแต่ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ มันสบายใจที่ได้สักการะ ปกติก็ขอพรธรรมดาทั่วไป ไม่ได้บนอะไร

"ส่วนตัวก็ไม่รู้สาเหตุนะคะว่าทุบทำไม แต่แม่ค้าเขาบอกว่าคนเสียสติมาทุบ เราก็เลยไม่ได้คิดอะไร คนเสียสติเขาคงไม่ได้คิดอะไร แต่ถ้าเป็นคนปกตินี่สิ แต่ส่วนตัวก็เสียดายนะคะเพราะตรงนี้เป็นสถานที่ที่ต่างชาติเขารู้จักกันเยอะแยะ สร้างชื่อเสียงให้คนต่างชาติเขาเข้ามาด้วยไม่น่าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น"

เทวรูปอาจถูกทุบทำลายได้ แต่ความศรัทธาของผู้คนยังไม่บุบสลายลงตาม การบูรณปฏิสังขรณ์กำลังเร่งดำเนินการ ส่วนที่ใครจะตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันอย่างไรนั้นคงเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่อาจแตะต้องได้

*****

'ศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ' ต้นฉบับศาลพระพรหมแห่งสยามประเทศ

สำหรับความเป็นมาของศาลพระพรหมแห่งนี้ ต้องขอย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน (ประมาณปี 2494-2499) ขณะนั้นได้มีการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณขึ้นในบริเวณนี้ เล่ากันว่าในช่วงสองสามปีแรกของการก่อสร้างนั้น ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมากมาย จนทำให้การก่อสร้างต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ตามความเชื่อของคนไทยแล้วต้องถือว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ธรรมดา แต่น่าจะเกิดจากสาเหตุที่มองไม่เห็น ดังนั้น ทางโรงแรมจึงได้ติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านโหราศาสตร์เพื่อถามถึงสาเหตุของอุปสรรคเหล่านั้น

จนในปลายปี พ.ศ. 2499 พลเรือตรีหลวงสุวิชาน (อดีตนายแพทย์ใหญ่กองทัพเรือ) ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ซึ่งทางโรงแรมเอราวัณติดต่อมา ได้ท้วงติงว่า ชื่อของโรงแรม 'เอราวัณ' นั้น เป็นชื่อของช้างทรงของพระอินทร์ รวมทั้งก่อนที่จะสร้างโรงแรมก็ไม่ได้มีการทำพิธีบอกกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบริเวณนั้นก่อน วิธีแก้ไขจะต้องขอพรจากพระพรหมเพื่อช่วยให้อุปสรรคหมดไป และจะต้องสร้างศาลพระพรหม (ศาลท้าวมหาพรหม) ขึ้นทันทีหลังจากที่การสร้างโรงแรมเสร็จลง

ด้วยเหตุนี้หลังจากที่การก่อสร้างโรงแรมเอราวัณเสร็จลง จึงได้มีการตั้งศาลพระพรหมขึ้นทันที โดยได้เจือระวี ชมเสรี (สังกัดกรมศิลปากร) และ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล (สังกัดกรมโยธาธิการ) เป็นผู้ออกแบบตัวศาล โดยมี จิตร พิมพ์โกวิท ช่างกองหัตถศิลป์ เป็นผู้ออกแบบและปั้นพระพรหม โดยปั้นขึ้นด้วยปูนปลาสเตอร์ปิดทองและอัญเชิญพระพรหมมาประดิษฐานที่หน้าโรงแรมเอราวัณเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี 2500

และนั่นก็ถือเป็นศาลพระพรหมศาลแรกที่เกิดขึ้น และถือเป็นจุดเริ่มต้นและต้นแบบในการสร้างศาลพระพรหมไว้บูชากันตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมตั้งศาลพระพรหมกันในอาคารหรือสถานที่ที่มีพื้นที่มากและกว้างใหญ่ อาทิ ตามห้างร้าน, ธนาคาร, โรงงาน, โรงแรม หรือรีสอร์ตใหญ่ๆ โดยจะยึดแบบการสร้างศาลพระพรหมจากศาลท้าวมหาพรหมที่โรงแรมเอราวัณ เนื่องจากความเชื่อตามที่กล่าวมาแล้ว ว่าจะช่วยปัดเป่าความขัดข้อง อุปสรรคทั้งหลาย และส่งเสริมโชคและความสำเร็จได้ ผู้ประกอบการใหญ่ๆ จึงนิยมตั้งศาลพระพรหมไว้บูชา เพราะเชื่อว่าท่านจะช่วยปกป้องคุ้มครองในพื้นที่บริเวณกว้างๆ ได้ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าจะทำให้การดำเนินงานต่างๆ ไม่มีอุปสรรค และนำโชคลาภมาสู่เจ้าของบ้าน

หลังจากที่มีการสร้างศาลพระพรหมอย่างแพร่หลายกันมากขึ้น ก็ได้เกิดเป็นข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติในการสร้างศาลเกิดขึ้น โดยศาลพระพรหมนั้นจะต้องเป็นทรงจัตุรมุข และต้องกั้นรั้วรอบเป็นสัดส่วนให้พอมองออกได้ว่าตรงนี้เป็นอาณาเขตเฉพาะ ที่ต้องทำแบบนี้ก็เนื่องจากว่าเทพชั้นนี้ สูงเกินกว่าที่มนุษย์จะอยู่ร่วมพื้นที่ได้ และการตั้งศาลพระพรหมนั้นมิใช่เพื่อให้ท่านเป็นพระภูมิ แต่เป็นการตั้งเพื่อบูชา รูปแบบของศาลจึงผิดแผกไปจากศาลพระภูมิธรรมดา

ทั้งนี้ผู้ที่ไปสักการะพระพรหม นอกจากจะกราบไหว้เพื่อความสบายใจและความเป็นสิริมงคลแล้ว หลายคนก็มักจะบนบานขอในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ส่วนการแก้บนที่เห็นบ่อยๆ ก็คือการถวายพวงมาลัยดอกไม้ 7 สี 7 ดอก หรือช้างไม้แกะสลัก และที่หลายๆ คนอาจจะเคยเห็น รวมทั้งชอบดูด้วยก็คือการแก้บนด้วยละครชาตรี ซึ่งไม่ใช่เฉพาะชาวไทยเท่านั้นที่มีความเชื่อ และศรัทธาต่อพระพรหมเอราวัณ แต่ยังมีชาวต่างประเทศอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ที่มีความเชื่อทางศาสนาใกล้เคียงกัน หรือแม้แต่ชาวยุโรปหรืออเมริกาก็มีเช่นกัน บางคนไม่เพียงแต่มาสักการะเท่านั้น แต่ยังสั่งซื้อศาลจากเมืองไทยไปติดตั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคลที่บ้านของตนเองอีกด้วย

สำหรับพระพรหมนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในสามของพระเจ้าในศาสนาฮินดู ได้แก่ พระพรหมคือผู้สร้างโลก พระศิวะคือผู้ทำลาย และพระนารายณ์คือผู้กอบกู้ธำรง ความเชื่อเกี่ยวกับการกำเนิดของพระพรหมมีอยู่หลายข้อด้วยกัน บ้างก็ว่าเป็นองค์สยมภูผู้เกิดขึ้นเอง บ้างก็ว่ากำเนิดจากไข่ทอง บ้างก็ว่ากำเนิดจากดอกบัวซึ่งผุดขึ้นมาจากพระนาภีของพระนารายณ์ขณะบรรทมหลับอยู่บนหลังอนันตนาคราชในเกษียรสมุทร

รูปลักษณ์ของพระพรหมที่จินตนาการตามความเชื่อนั้น เชื่อว่ามีพระวรกายเป็นสีแดง มี 4 เศียร 4 พักตร์ มี 4 กร (หรือ 8 กรในบางปาง) ถือสิ่งต่างๆ เช่น ช้อน ลูกประคำ สังข์ ฯลฯ

แม้รูปปั้นของพระพรหมเอราวัณจะถูกทำลายไปด้วยน้ำมือของคนวิกลจริต แต่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์ท้าวมหาพรหมไม่ได้ถูกทำลายตามไปด้วยอย่างแน่นอน

******************************

เรื่อง - ทีมข่าวปริทรรศน์ / ทีมข่าวท่องเที่ยว













กำลังโหลดความคิดเห็น...