คืนวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็นวันประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่มีการเคลื่อนพลผู้ชุมนุมเรือนแสนคนไปยังทำเนียบรัฐบาลได้อย่างสงบเรียบร้อย ทว่าแรงกระเพื่อมของพลังประชาชนนั้นยังกระจายไปตั้งแต่ราชดำเนินจนถึงลอสแองเจลิส นับเป็นการปักหมุดหมายแรกแห่งชัยชนะที่ได้มาด้วยวิธีการสงบสันติ อหิงสา บนถนนสายประชาธิปไตยไทย
นับเป็นอีกปรากฏการณ์ที่ต้องจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อพี่น้องชาวไทยทั้งที่อยู่ในและต่างประเทศต่างผนึกกำลังร่วมเคลื่อนไหวเพื่อขับไล่รัฐบาลขายชาติ ไม่น่าเชื่อว่าภาพการชุมนุมขึ้นป้ายประท้วง การล่ารายชื่อถอดถอนนายกฯ รวมถึงการจัดทำและแจกจ่ายเสื้อและผ้าคาดหัวที่มีข้อความว่า ‘กู้ชาติ’ จะมิได้เกิดขึ้นเฉพาะในผืนแผ่นดินไทย แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาสิ่งเหล่านี้ก็กำลังเป็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง คนไทยที่อยู่คนละซีกโลกกำลังตะโกนกู่ก้องพร้อมกันว่า ทักษิณ. . .ออกไป. . .
ปากคำคนในประวัติศาสตร์
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคคลที่มีความสำคัญในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยเมื่อวันที่ 5 มีนาคมนั้น มิได้มีเพียงแกนนำผู้ชุมนุมทั้ง 5 คนเท่านั้น เพราะผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดชัยชนะในครั้งนี้ คือพันธมิตรประชาชนชาวไทยทุกคน ทุกชนชั้นอาชีพ ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กน้อยไร้เดียงสา ไปจนถึงผู้เฒ่าวัยชรา หากจะเปรียบแล้วพวกเขาเหล่านี้ก็เป็นดุจหยดน้ำในกระแสธารประชาธิปไตย ที่ได้ออกมาแสดงพลังโดยไร้ความเกรี้ยวกราด ทว่าสงบสันติตามแนวทางอหิงสา
การบันทึกประสบการณ์ของผู้ร่วมเหตุการณ์นี้ จึงประหนึ่งเป็นการบันทึกปากคำทางประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในอนาคต
ศิรินทร์ (สงวนนามสกุล) อาชีพครูวัย 48 ปี เป็นหนึ่งในผู้ชุมนุมที่เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลในคืนวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา และในเย็นวันที่ 6 เธอก็เดินทางมาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวงตามนัดหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ อีกครั้ง หากแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ศิรินทร์มีความน่าสนใจก็คือ เธอพาลูกชายวัย 13 ปีที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 มาร่วมชุมนุมด้วยทุกวัน เพื่อต้องการจะให้เขาเรียนรู้การเมืองไทยด้วยการมีส่วนร่วมในปรากฏการณ์ทางการเมืองคราวนี้
ศิรินทร์ผ่านเหตุการณ์ทั้ง 6 ตุลาฯ มาจนถึงพฤษภาทมิฬ ซึ่งในแต่ละครั้งเธอบอกว่าตัวเองก็มีบทบาทมากน้อยในเหตุการณ์นั้นแตกต่างกัน สมัยเป็นนักศึกษา…อารมณ์ความรู้สึกร่วมก็รุนแรงกว่า พอทำงานก็มองมิติทางการเมืองแตกต่างออกไป ครั้นมาถึงการแสดงพลังพันธมิตรเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องในครั้งนี้ เธอจึงอยากให้ลูกชายมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศแบบเดียวกันกับที่เธอเคยประสบมาบ้าง
"อยากให้เขาเรียนรู้ว่า เมื่อถึงภาวะหนึ่งคนระดับนายกรัฐมนตรี มีเงินตั้งเป็นแสนล้าน ร่ำรวยมหาศาล แต่ถ้าเมื่อไรเขาขาดคุณธรรม ก็ไม่มีใครต้องการเขา แล้วเงินจำนวนมากมายมหาศาลก็ยังไม่สามารถช่วยให้เขายืนอยู่ในสังคมได้เลย มันไม่ได้สำคัญตรงที่เงิน มันสำคัญที่คุณธรรมและจริยธรรมที่เขาดำรงอยู่ต่างหาก ก็เลยอยากจะให้ลูกชายมาเห็นภาพตรงนี้ เห็นพลังประชาชน และเห็นความอดทนว่าถ้าเมื่อไรขบวนของเรามีความสงบสันติจะเกิดพลังยังไง"
แต่อย่างไร ในฐานะคนเป็นแม่ ศิรินทร์ก็เป็นห่วงและกำชับให้ลูกชายประกบติดไม่ห่างตัวระหว่างการเดินขบวนซึ่งทั้งคู่อยู่ร่วมจนถึงตี 1
"เขาก็ถามแม่ว่านายกฯ เป็นยังไง ก็ให้ข้อมูลเขา อยากให้เขาได้มาเห็นสักครั้งหนึ่งในชีวิตเป็นประสบการณ์ พอเขามาร่วมขบวนก็รู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปด้วย คือเรามีอารมณ์ร่วมอยู่แล้วล่ะเวลาตะโกนว่า ออกไปๆ แต่เราต้องควบคุมอารมณ์นั้นให้อยู่ในขอบเขต ไม่ให้เกิดความรุนแรง เพราะถึงเขาจะมีความรุนแรงมาแต่เราเอาความสงบสยบได้ ดิฉันเชื่อมั่นในพลังตรงนี้"
เดินทางไกลเกือบพันกิโลฯ มาจากแดนใต้ วิรัตน์ พจน์จำเนียร อายุ 45 ปี พนักงานรัฐวิสาหกิจที่มาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวงกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยลุ่มน้ำปากพนัง นครศรีธรรมราช กว่า 200 คน มารวมกับพรรคพวกบ้านเดียวกัน ซึ่งมาทำงานในกรุงเทพฯ ทำให้เพิ่มจำนวนกว่า 500 คน เขาบอกว่า เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่เดินขบวนพร้อมกับผู้คนเรือนแสนอีกครั้ง
"ตอน 14 ตุลาฯ 2516 ผมยังเรียนอาชีวะอยู่ที่ก่อสร้างดุสิต ก็ออกมาร่วมประท้วงไล่เผด็จการกับเขา ต่างคนต่างมาเหมือนเม็ดทรายที่ไหลมารวมกัน"
เขาเล่าว่า ครั้งก่อนที่มาเดินขบวนนั้นมีความหวาดกลัวอยู่มาก เพราะต้องต่อสู้กับทหาร แต่มาครั้งนี้ที่เดินไปทำเนียบไม่กลัวเลย
"คนเดินเยอะๆ ก็มีการตะโกนว่า ทักษิณ แล้วมีคนรับต่อว่า ออกไป ก้องทั่วถนนราชดำเนินก็รู้สึกขนลุกซู่ ทำให้ฮึกเหิมเป็นอย่างมาก และคิดว่าคงไม่มีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น เพราะเป็นการเดินขบวนด้วยความสงบ ผมมองว่า พลังประชาชนในการเดินขบวนคราวนี้ยิ่งใหญ่กว่า 14 ตุลา ถือว่าผมได้ร่วมในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประชาชนเป็นครั้งที่ 2 ไม่ได้คิดว่าจะเป็นวีรบุรุษ แต่มาด้วยใจบริสุทธิ์ต้องออกมาสู้ในเวลาบ้านเมืองถึงวิกฤต"
ส่งท้าย วิรัตน์ ย้ำว่า เขาจะเดินขบวนทุกครั้งกับเพื่อนประชาชนที่มาประท้วงเป็นเรือนแสน ไม่ว่าจะเคลื่อนขบวนไปที่ใดก็ตามก็จะไปในทุกที่
คุณพ่ออายุ 57 ปี แต่อุ้มลูกอายุประมาณ 1 ขวบ ชาญ ปฏิมาภรณ์ชัย ซึ่งมาร่วมในการชุมนุมไล่ทักษิณครั้งนี้ เล่าว่า ตอนเดินขบวนเคลื่อนไปทำเนียบรัฐบาลไม่ได้พาลูกมา จากประสบการณ์ในเหตุการณ์เดินขบวน 14 ตุลา เขามองว่า ครั้งนี้มีการเดินขบวนโดยพร้อมเพรียงที่ยิ่งใหญ่กว่า
"ตอนเดินขบวน 14 ตุลา บรรยากาศตึงเครียดมาก ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น บรรยากาศน่าหวาดกลัว แต่ครั้งนี้ดูผ่อนคลายทุกคนที่มาเดินขบวนเหมือนเป็นเพื่อนกันยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วตอนตะโกนไล่ทักษิณตอนเดินขบวน เสียงดังมาก ทำให้รู้สึกมีกำลังในการต่อสู้เป็นอย่างมาก"
กลุ่มเยาวชนอย่างนักเรียนและนิสิตนักศึกษานั้น ก็ถือเป็นหนึ่งในหยดน้ำเล็กๆ ที่รอเป็นคลื่นลูกใหม่ในวันข้างหน้า ตัวแทนจากศูนย์ประสานงานนักเรียนและนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ไปจนถึงเกิน 20 ปี บอกเล่าถึงความรู้สึกของพวกเขาที่เข้าร่วมเคลื่อนขบวนอย่างสันติไปยังทำเนียบรัฐบาลว่า
"พวกเราเป็นเยาวชนต้องการแบบอย่างที่ดี แต่คนคนนี้ไม่เป็นแบบอย่างที่ดี พวกเราก็ต้องออกมา พวกเราต้องการผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน ถามว่ากลัวไหม ก็ไม่กลัวหรอกครับ เพราะพี่น้องประชาชนก็เดินด้วยกันหลายๆ คน เรื่องการเมืองจะมองว่ามันไม่เกี่ยวกับพวกเราก็ไม่ใช่ เพราะตอนนี้ผมเรียนอยู่ปี 1 พออีก 3 ปีผมต้องเรียนจบ แล้วถ้าเกิดเราต้องทำงานในภาวะที่เศรษฐกิจล่มสลาย ในภาวะที่ชาติล่มจม ถึงตอนนั้นเราจะมาร้องเอาอะไร ในเมื่อวันนี้เราไม่ออกมา"
ทางด้านหนุ่มวัย 17 ปี ที่เดินทางมาจาก จ.ลพบุรี เป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคของที่นั่น จักรกฤษณ์ เตโช บอกว่า เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่มาร่วมเดินขบวนกับผู้คนจำนวนมากโดยไม่รู้จักกัน
"พอดีผมมาเที่ยวกรุงเทพฯ รู้ว่ามีการชุมนุมขับไล่นายกฯ ก็มาดู เมื่อมีการเดินขบวนก็เดินกับเขาด้วย รู้สึกมันดี ไม่คิดว่าจะมีอันตรายหรือความรุนแรง แต่ถ้ามีขึ้นก็พร้อมที่จะสู้ ชอบมากที่ได้ร่วมกู้ชาติ ถือว่ามีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ และเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต"
ทางด้านเยาวชนจากบ้านกาญจนา ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าพวกเขาเป็นเด็กมีปัญหา แต่ทว่าวันนี้พวกเขาก็ได้รวมตัวกันแสดงพลังให้เห็นว่า เยาวชนที่เคยกระทำผิดยังสามารถกลับตัวกลับใจได้ แล้วผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่หลงผิด มัวเมาในอำนาจและเงินตรานั้น จะไม่ยอมกลับใจบ้างเชียวหรือ น้องๆ เยาวชนชายเหล่านี้บอกว่าพวกเขาไม่กลัวอำนาจมืดใดๆ
"ยุคนี้เป็นประชาธิปไตยแล้วครับ ไม่ใช่เผด็จการ บางทีไปดูคอนเสิร์ตยังจะอันตรายกว่ามาชุมนุมที่นี่เสียอีก"
ในส่วนของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในการเคลื่อนขบวนครั้งนี้นั้น ก็นับเป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่น่าชื่นชมไม่แพ้กัน อาสาสมัครจำนวนกว่า 500 คน กระจายกำลังกันดูแลความสงบในการเคลื่อนขบวนตลอดทั้งคืน ท่ามกลางประชาชนที่ร่วมในขบวนจำนวนเรือนแสน และกระแสข่าวลือมากมาย ยิ่งทำให้สถานการณ์เปราะบางและสุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดการกระทบกระทั่ง
นัสเซอร์ ยีหมะ สมาชิกกลุ่มเพื่อนประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในสตาฟที่ร่วมดูแลความสงบปลอดภัยในการจัดรูปขบวนพันธมิตรประชาชนฯ ในคืนวันที่ 5 มีนาคม กล่าวว่า ในคืนนั้นพวกเขามีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมบางส่วนที่อาจมีอารมณ์หรือคึกคะนองไปเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจยังจุดที่มีการสกัดกั้นขบวนบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ
จากจำนวนผู้เข้าร่วมเดินขบวนจำนวนเรือนแสน ทำให้ขบวนพันธมิตรประชาชนฯ ในคืนนั้นเป็นแถวยาวเหยียด หัวขบวนอยู่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ทำเนียบรัฐบาล แต่ท้ายขบวนยาวเหยียดมาเกือบถึงหน้าเวทีมวยราชดำเนิน แต่ทว่ากว่าที่จะเคลื่อนขบวนผ่านแนวเจ้าหน้าที่บริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศไปได้นั้น ในทีแรกก็ต้องเสียเวลานับชั่วโมง ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่สตาฟดูแลความปลอดภัยต้องทำงานหนักที่สุด จึงต้องนำผู้ชุมนุมบางส่วนให้นั่งลงรอก่อน
"เราต้องรักษาแนวกั้นทางด้านหน้าไม่ให้พี่น้องประชาชนทะลุไปยังแนวตำรวจ เราพยายามให้พี่น้องนั่งลงเพื่อให้ผู้ควบคุมการชุมนุมได้เห็นว่าด้านหน้าเกิดอะไรขึ้น ส่วนหนึ่งก็ไปเจรจาเบื้องต้นกับตำรวจว่าเขามีมาตรการอย่างไร ซึ่งเขาก็ต้องการให้จัดขบวนผู้ชุมนุมให้เรียบร้อย ไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง" และในที่สุด เวลาเกือบ 6 ชั่วโมงแห่งความเหนื่อยยากของพวกเขา ก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปลื้มปีติหลังจากการประกาศชัยชนะในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนฯ ในครั้งนี้
นอกจากประชาชนทั่วไปแล้ว นักรบแห่งสันติจากมูลนิธิกองทัพธรรมก็เป็นหนึ่งที่เข้าร่วมในขบวนแห่งประวัติศาสตร์
"เราไปด้วยความสันติและสงบ เป็นการแสดงพลานุภาพของคนไทยที่ชัดเจน ดีใจที่มีส่วนร่วมในครั้งนี้ เราเชื่อว่ากองทัพธรรมเรามีความเย็นพอจะช่วยดับร้อน ถึงแม้การเคลื่อนพลคนเป็นหมื่นเป็นแสนมันน่าจะมีเหตุการณ์ แต่เราพยายามร่วมใจกันไปด้วยสงบสันติ ทำให้ทุกอย่างประสบผลสำเร็จ" ชาวสันติอโศกจากภาคอีสานผู้หนึ่งกล่าว
'ไพเราะ' ชาวสันติอโศก (ภาคเหนือ) ซึ่งมีธุรกิจส่วนตัว วัย 45 ปี เปิดเผยว่า "ก่อนออกมาจากบ้าน ที่บ้านเตือนแล้วว่า ม็อบงวดนี้อันตรายนะ แต่ส่วนตัวเราเองไม่รู้สึกอะไร คิดแต่ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ถ้ามันจะเกิดเราก็รับสภาพ นึกทุกอย่างด้วยสติและนึกถึงพระพุทธคุณ
"การออกมาเดินขบวนเป็นสิ่งที่เราต้องทำในฐานะที่เราเป็นคนไทยและศึกษาด้านศาสนา ดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องยืนหยัดยืนยันเพื่อความถูกต้อง เพื่อให้สังคมได้รู้ว่า สิ่งนี้ล่ะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราต้องออกมาช่วยยืนยันแสดงออกถึงอหิงสาและสันติ"
พวกเขาเหล่านี้ คือนักรบแห่งมโนธรรมที่กำลังโบกสะบัดธงสันติแห่งชัยชนะ และนับวันจะยิ่งมีแนวร่วมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จุดเริ่มของกระแสคนไทยใน USA.
ขณะที่สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนแรง วิกฤตศรัทธาที่มีต่อผู้นำประเทศขยายวงไปทั่ว เกิดเวทีปราศรัยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ณ อีกซีกโลกหนึ่ง คนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาก็ลุกขึ้นมาแสดงพลังร่วมขับไล่รัฐบาลทักษิณ
จากที่ 'ผู้จัดการปริทรรศน์' ได้สื่อสารผ่านโทรศัพท์ทางไกลเพื่อพูดคุยและสอบถามถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของคนไทยในสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่าจุดเริ่มของกระแสความไม่พอใจรัฐบาลไทยของคนไทยในอเมริกานั้นเริ่มมีมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 หลังจากที่รัฐบาลมีคำสั่งถอดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 โมเดิร์นไนท์ทีวีออกจากผังรายการ ทำให้คนไทยในสหรัฐฯที่ติดตามรายการดังกล่าวเกิดความเคลือบแคลงใจเพราะรู้สึกว่ารัฐบาลใช้อำนาจครอบงำสื่อเพื่อปิดกั้นการนำเสนอข้อเท็จจริง
แต่ด้วยความรวดเร็วฉับไวของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร คนไทยเหล่านี้จึงสามารถติดตามข่าวสารต่างๆผ่านทางอินเทอร์เน็ต และเอเอสทีวี ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมจากประเทศไทยไปถึงสหรัฐฯ นอกจากนั้นยังได้ดูซีดีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่บรรดาญาติมิตรส่งตรงไปให้อีกด้วย
ทำให้พวกเขาทราบถึงความฉ้อฉลในการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ รับรู้ถึงกระแสการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ร้อนระอุ เห็นภาพการชุมนุมขับไล่นายกฯที่ขยายวงไปทั่วประเทศไทย คนไทยส่วนใหญ่ในสหรัฐฯเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน และมีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง จนท้ายที่สุดถึงกับออกมาชุมนุมขึ้นป้ายประท้วงตามสถานที่สำคัญต่างๆ
นัดชุมนุม –ทำเสื้อแจก
แหล่งใหญ่ที่คนไทยในสหรัฐนัดพบปะและรวมตัวกันคงหนีไม่พ้นวัดและร้านอาหารไทยที่กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ซึ่งนอกจากจะทำให้ข่าวสารจากประเทศไทยแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วแล้ว ยังเกิดเป็นแนวร่วมที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านดำรงตำแหน่งนายกฯของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ยุทธนา ปานุลาศ เจ้าของร้านอาหารไทยในนิวยอร์ก เล่าถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนไทยในสหรัฐฯ ว่า
"ร้านอาหารเป็นจุดใหญ่ที่คนไทยมีโอกาสมาเจอและแลกเปลี่ยนความเห็นกัน บางกลุ่มก็นัดกันไปเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ตอนนี้มีการขึ้นป้ายขับไล่นายกฯทักษิณในหลายจุด ร้านอาหารไทยหลายๆร้านก็ขึ้นป้าย 'TAKSIN GETOUT' นอกจากนั้นใครที่มีเงินก็ช่วยกันทำเสื้อ ทำผ้าคาดหัว เพื่อแจกจ่ายให้คนไทยที่อยู่ที่นี่ ช่วยกันคิดข้อความที่พิมพ์บนตัวเสื้อ มีทั้ง กู้ชาติ , เรารักประเทศไทย อย่างที่ร้านจะทำเสื้อแจกพนักงานแล้วก็แจกคนไทยที่มากินอาหารที่ร้านด้วย แจกฟรีหมด(หัวเราะ) แจกกันมาเดือนกว่าๆแล้ว
"สำหรับการชุมนุมนั้นตอนนี้มีทั้งที่นิวยอร์ก แอลเอ และชิคาโก แต่ถ้าเทียบกับที่เมืองไทยเราก็เป็นกลุ่มเล็กๆเพราะเราอยู่ที่หลักร้อย บางกลุ่มก็ทำหนังสือผ่านสถานกงสุลไทย ถึงนายกฯทักษิณเพื่อขอให้ท่านลาออก บ้างก็ทำจดหมายถึงสหประชาชาติเพราะกลัวว่าจะเกิดความรุนแรงในระหว่างการชุมนุมที่เมืองไทย ส่วนพวกศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ก็ออกมาช่วยล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนนายกฯ นอกจากนั้นยังร่วมกันบริจาคเงินเพื่อเป็นทุนสนับสนุนในการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯที่เมืองไทยด้วย คือที่สหรัฐตอนนี้กระแสแรงมาก เดินไปที่ไหนก็มีแต่คนพูดว่าเมื่อไรนายกฯจะลาออกเสียที"
ด้าน วนิชภัทร ไชยอุทิศกุล หรือ 'ป้าตุ่น' คนไทยซึ่งเป็นพนักงานในบริษัทผลิตอาหารแห่งหนึ่งในลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา บอกว่า
"คนไทยทั้งที่ชิคาโกและที่แอลเอรู้สึกไม่พอใจการบริหารงานของนายกฯ นะ คนไทย 80% ในแอลเอไม่ชอบนายกฯทักษิณ คือเขาดูข่าวผ่านทางอินเทอร์เน็ต รู้ทุกอย่างเหมือนกับคนที่อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการทุจริต คนไทยที่นั่นรู้ข่าวว่าจะมีการขายหุ้นชินคอร์ปก่อนคนในเมืองไทยอีก รู้มาตั้งแต่ก่อนคริสต์มาสปีที่แล้ว นอกจากนั้นยังมีการบริหารที่ไม่โปร่งใสอีกหลายอย่าง เขาก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็เห็นตรงกันว่าท่านทักษิณไม่ควรอยู่บริหารประเทศอีกต่อไป
"วันเสาร์-อาทิตย์ก็จะมาเจอกันที่วัดไทย มาดูเอเอสทีวีกัน บ้างก็รวมกลุ่มแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทย แต่ก็เป็นกลุ่มเล็กๆ คือบางคนเขาก็ไม่กล้าเปิดตัวมากเพราะไม่รู้ใครเป็นใคร ส่วนใหญ่ใครเห็นข่าวอะไรมาก็จะบอกต่อกัน บางคนก๊อบข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตแจกเพื่อนๆ อย่างป้ามีซีดีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ฯก็จะเอาไปคนรู้จักดู"
การชุมนุมครั้งใหญ่ๆของคนไทยในสหรัฐฯ ที่ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนในช่วงที่สถานการณ์การเมืองเริ่มระอุ ได้แก่ การรวมตัวของคนไทยหน้าสถานกงสุลใหญ่ที่ชิคาโก และสถานกงสุลใหญ่ที่ลอสแองเจลิส เพื่อชูป้าย "ไล่ทักษิณ" เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ และวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา
อีกทั้งขณะนี้ ประสงค์ นุรักษ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนหนึ่งในลอส แองเจลิส ซึ่งเป็นแกนนำในการชุมนุมขับไล่นายกฯ ทักษิณ กำลังติดต่อกับกลุ่มคนไทยในหลายรัฐหลายเมือง เพื่อให้มีการรวมตัวกันเป็นองค์กรเดียว คือ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไทยในสหรัฐอเมริกา" และร่วมประสานงานกับกลุ่มพันธมิตรฯที่เมืองไทย โดยได้มีการติดต่อผ่านทางนายสุริยะใส กตะศิลา และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข
กลับมาร่วมชุมนุมกู้ชาติ
ทั้งนี้มีคนไทยในสหรัฐฯจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ตัดสินใจเดินทางกลับมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันมิตรฯที่ท้องสนามหลวง โดยบางคณะเดินทางมาเป็นกลุ่ม 20-30 คน เพื่อที่จะร่วมแสดงเจตนารมณ์ตามระบอบประชาธิปไตย
อาวุธ อัตรนาถ ประธานกรรมการวัดภูริทัตตวนาราม หอบสังขารวัย 64 ปี เดินทางจากเมืองออนตาริโอ รัฐแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (แอลเอ) สหรัฐอเมริกา มาเมืองไทยเพื่อร่วมชุมนุมกู้ชาติโดยเฉพาะ
"ผมควักกระเป๋าหมื่นกว่าบาทเป็นค่าเครื่องบิน เดินทางมาเองเลย เพื่อนๆ ก็ทยอยกันมาอีก 10 กว่าคน รับรองไม่มีใครจ้างมาแน่ ก่อนหน้านี้ก็ทราบว่ามีคนไทยจากนิวยอร์กกลุ่มใหญ่เดินทางมาแล้ว จากชิคาโกก็มากันหลายคน คือเราอยากมาฟังความจริงและมีส่วนร่วมตรงนี้ ตอนนี้ที่คนไทยที่สหรัฐฯตื่นตัวกันมาก เขาไม่เห็นด้วยที่นายกฯยุบสภา และกำลังรณรงณ์ vote no vote กัน"
แน่นอนว่า ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด 'คนไทย' ย่อมไม่เคยลืมแผ่นดินเกิด เมื่อใดที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตพวกเขาก็รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ และพร้อมจะร่วมแก้ไข ฟันฝ่า เพื่อคลี่คลายวิกฤตนั้น
*************************
เรื่อง - รัชตวดี จิตดี / จินดาวรรณ สิ่งคงสิน


