ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการหย่อนบัตร แล้วปล่อยให้นักการเมืองบริหารจัดการบ้านเมืองไปตามใจชอบโดยใช้คะแนนเสียงและอ้างการรับมอบอำนาจจากประชาชนเป็นหลังพิง
การชุมนุมครั้งใหญ่ของประชาชนเรือนแสนที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์ ผ่านไปด้วยความสงบและปราศจากความรุนแรง ท่ามกลางวาทกรรมที่ถูกปล่อยออกมาจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องว่าเป็นการใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และมีประชาชนอีกไม่น้อยที่เข้าใจเช่นนั้นว่าม็อบคือสิ่งผิดปกติทางการเมือง เป็นการเล่นนอกระบบ ถ่วงความเจริญ และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศ
คงไม่ต้องหยิบใช้หลักฐานใดๆ มายืนยันว่า รัฐบาลยกวาทกรรมกฎหมู่มาสร้างความสับสนให้กับสังคมจริงหรือไม่ เพราะในถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีในการประกาศยุบสภา เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนแล้วว่านายกฯ มีความคิดเห็นอย่างไรต่อการชุมนุมครั้งนี้
ไม่อยากจะมาถกเถียงกันในเรื่องที่ว่านี่คือเกมการเมืองของใคร เพื่ออะไร แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจในระยะยาวมากกว่าเกมการช่วงชิงอำนาจในระยะสั้นนี้ก็คือ จะเป็นเรื่องอันตรายเพียงใดหากประชาชนถูกทำให้เชื่อโดยปราศจากคำถามว่าการชุมนุมคือความผิดปกติทางการเมือง เพราะถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างรุนแรงจากระบอบประชาธิปไตย
จริงๆ แล้วไม่ว่าจะหยิบยกตำรารัฐศาสตร์หรือตำรานิติศาสตร์เล่มใดและที่ใดๆ ในโลกขึ้นมากบอกกล่าว ล้วนมีเนื้อหาสาระเหมือนกันว่าการชุมนุมของประชาชนอย่างสงบและปราศจากอาวุธเป็นสิ่งที่ทำได้
หากใครบอกว่าเป็นการเล่นนอกเกม เป็นการใช้ 'กฎหมู่' อาจต้องทำการถกเถียงกันโดยไม่มีการผ่อนปรนกันเลยทีเดียวว่า ไม่ใช่!! เพราะการชุมนุมถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองชนิดหนึ่งที่ทั่วโลกให้การยอมรับ เป็นการเมืองบนท้องถนนที่ประชาชนคนเล็กๆ รวมตัวกันให้เกิดอำนาจต่อรองเพื่อใช้เรียกร้องต่อรัฐบาลอันใหญ่โตในเรื่องต่างๆ
จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สังคมจะต้องเรียนรู้ร่วมกันและทำความเข้าใจกันใหม่ต่อเรื่องนี้ มิฉะนั้น ประชาธิปไตยไทยก็ยากที่จะข้ามพ้นจากหีบสี่เหลี่ยมไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน
-1-
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 44 กล่าวไว้ชัดเจนว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก"
แล้วเหตุใดจึงมีการกล่าวหาว่าการชุมนุมคือ 'กฎหมู่' และการเล่นนอกระบบ
สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำภาควิชานิติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า
"การชุมนุมเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นกฎหมู่อะไรเลย การเข้าใจอย่างนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่ทำให้คนแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจเรื่องต่างๆ การชุมนุมจึงไมได้เป็นเรื่องกฎหมู่แต่สอดคล้องกับกฎหมายเสียด้วยซ้ำ
"ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ผู้คนเข้าใจเรื่องนี้นะ แต่การชุมนุมนี่ที่ไหนก็ทำได้ ถ้าจะอ้างว่าเรื่องนอกระบบ ระบบของเขาคืออะไรคือการเลือกตั้งเหรอ เมื่อคุณถูกกล่าวหาว่าไม่บริสุทธิ์ แล้วจะเลือกตั้งเข้าไปเพื่อบอกว่าบริสุทธิ์ไม่ได้ การชุมนุมไม่สิ่งที่น่ากลัว การชุมนุมเป็นเครื่องมือ การเมืองจึงไม่ใช่แค่การหย่อนบัตร
"และผมคิดว่าวาทกรรมกฎหมู่ เป็นสิ่งที่นักการเมืองพยายามจะใช้เพื่อบอกว่าอย่าไปชุมนุมเลย เพราะถ้าไปชุมนุมนักการเมืองต้องฟังกลุ่มที่มาชุมนุมมากขึ้น ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยใช้ ทุกพรรคก็มักจะหยิบส่วนนี้มาอ้าง มันแสดงว่าระบบรัฐสภาไม่มีประสิทธิภาพ อ่อนแอ ถ้าขืนไปเผชิญหน้ากับคำถามในที่ชุมนุมเกิดตอบไม่ได้ ก็ต้องดึงมาเล่นในระบบ"
สมชายยังกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันกลุ่มที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีก็มีสิทธิอันชอบธรรมเช่นกันที่จะชุมนุมได้เช่นเดียวกัน แต่ด้วยสถานการณ์ขณะนี้ไม่ควรอย่างยิ่งที่ม็อบจะมาเผชิญหน้ากัน
มีคำพูดที่ได้ยินบ่อยครั้งว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เป็นเรื่องของการต่อรองเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย กระจายไปยังกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
การชุมนุมที่ท้องสนามหลวงซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคประชาชนหลากหลายองค์กร ก่อตั้งเป็นเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้จะมีเป้าหมายหลักร่วมกันในเรื่องตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลได้สร้างผลกระทบด้านต่างๆ ต่อสังคมในวงกว้าง แต่แต่ละองค์กรล้วนมีจุดยืนซึ่งเป็นเป้าหมายของตนเองในการขับเคลื่อนภารกิจหน้าที่ที่รับผิดชอบ
เมื่อพักประเด็นเรื่องตัวบุคคลซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลัก การชุมนุมครั้งนี้หากพิจารณากันด้วยสายตาประชาธิปไตยอาจถือเป็นสิ่งสวยงามที่สุดอีกครั้งหนึ่งทางการเมือง เพราะจะเห็นชัดเจนว่ากลุ่มต่างๆ ล้วนมีข้อเรียกร้องบนจุดยืนของตนเอง เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยได้รับการใส่ใจจากรัฐบาล
-2-
รจเรข วัฒนพาณิชย์ ผู้ประสานงานชุมชนคนรักป่า ซึ่งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภาคีคนฮักเจียงใหม่ แสดงความคิดเห็นว่า
"ชุมชนคนรักป่าเป็นสมาชิกของภาคี เราเองก็ร่วมจัดงานที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในนามของภาคีและไปร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ด้วย ที่เราเข้าไปร่วมเพราะเราเห็นว่านายกไม่ได้ยึดกฎหมายเท่าไหร่ แต่ใช้กฎหมายเพื่อพวกพ้อง ใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองมากกว่า
"ปัญหาที่รัฐบาลสร้างขึ้นมันซับซ้อน เราเข้าใจว่ายังมีคนสนับสนุนคุณทักษิณอยู่ เนื่องจากมันมีภาพบังตาอื่นเยอะมาก ซึ่งเราอยากให้ค้นหาว่าระหว่างผลประโยชน์เฉพาะหน้ากับสิ่งที่จะเสียในระยะยาวอย่างไหนมีมากกว่า อยากให้ศึกษากันให้มากกว่านี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจและใช้เวลา"
และแน่นอนว่าข้อเรียกร้องหนึ่งของชุมชนคนรักป่าที่รัฐบาลชุดนี้ไม่เคยตั้งอกตั้งใจฟัง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้กลุ่มของเธอต้องออกมาเคลื่อนไหวร่วมกับภาคประชาชนอื่นๆ
"ตั้งแต่เป็นรัฐบาลชุดก่อน ตั้งแต่เป็นนายกฯ ครั้งแรกเขารับปากว่าจะสนับสนุนพ.ร.บ.ป่าชุมชน แต่มันกลายเป็นสัญญาที่ไม่มีความหมาย แค่พูดเพื่อหาประชาชนมาเป็นฐานเสียง เป็นคำสัญญาที่หายไป ไม่สนใจกับการหยิบยกร่างพ.ร.บ.ป่าชุมชนมาประกาศใช้ เราคิดว่ายังไงก็ตามนายกฯ คนนี้ไม่ได้ใส่ใจกับผลประโยชน์โดยรวมของรากหญ้าอย่างจริงจัง มีแต่เอาเงินไปให้ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ปัญหาได้ในระยะยาว เรื่องป่าเป็นฐานชีวิตของชาวบ้าน รัฐบาลจะแก้ปัญหาของชาวบ้านรากหญ้าไม่ได้ถ้าฐานทรัพยากรเหล่านั้นไม่ถูกกระจายอำนาจการจัดการให้กับชาวบ้าน เงินจะโปะลงมาเท่าไหร่ก็ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้นถ้าฐานทรัพยากรไม่เป็นคนประชาชน"
ในบรรดากลุ่มก้อนต่างๆ ที่ประกาศเข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้ ยังมี ปกรณ์ พิมพ์ทนต์ ประธานจัดงานบางกอก เกย์ เฟสติวัล ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ประกาศเข้าร่วมด้วย เขาเป็นคนแรกที่ริเริ่มการจัดงานบางกอก เกย์ เฟสติวัล และทำงานเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกลุ่มเกย์-เลสเบี้ยน เรื่องเอดส์ และสิทธิของเพศที่สาม เพื่อให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม เขากล่าวว่า
"นายกฯ คนนี้เข้าถึงลำบาก วิสัยทัศน์ไม่กว้างพอ และไม่เคยถามกลุ่มเราซึ่งการจะมาถามคงเป็นไปไม่ได้ แต่ในส่วนน้อยของเราเราก็อยู่ในประเทศไทย เสียภาษีที่นี่ เราเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่าที่เขาควรจะมองเข้ามาบ้าง ทุกครั้งที่มีการเรียกร้องเราเรียกร้องตลอดเลยกับนายกฯ กับคนอื่นๆ ในคณะทำงานของเขา
"คือไม่ใช่เฉพาะนายกฯ คนนี้ คนอื่นๆ ที่ผ่านมาเราก็เรียกร้อง เพียงแต่นายกฯ คนนี้ในระยะเวลาที่เขาทำงานมาก เราต้องการความช่วยเหลือแต่ไม่มีการช่วยเหลือเกิดขึ้น เราเคยเสนอที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเกย์กับเลสเบี้ยนไป แต่เขาไม่ได้สนใจ ทำไม ในเมืองที่ปรึกษาของท่าน รัฐมนตรี ทีมโฆษกก็เป็นหลายๆ คน รู้ๆ กันอยู่
"คนที่ตามงานของเรามาตลอดจะเห็นว่าเราบ่นกับสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตลอด สื่อต่างประเทศเขาก็ถามว่าทำไมรัฐบาลคุณไม่เข้าใจสิทธิของเกย์ ไม่เข้าใจเกย์ ไม่เข้าใจการทำงานของเกย์เหรอ ทำไมไม่มาช่วยเลย ทั้งๆ ที่เราทำงานให้กับส่วนร่วม เราทำงานให้กับเกย์และเลสเบี้ยนที่มีอยู่ในประเทศไทยเกือบ 10 ล้านคน และในช่วงรัฐบาลชุดนี้เราทำงานเยอะครับ ไม่ว่าจะเป็นพาเหรด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอดส์ เรื่องสิทธิ เรื่องทีวีแบนเกย์
"เราอยากให้รัฐเห็นว่าเราก็เป็นประชาชนคนหนึ่งเหมือนกัน อย่ามองเราว่าเป็นส่วนเกิน เวลาเราไปขออะไรก็แล้วแต่ ไปขอใช้สถานที่ ไปทำงาน เขาจะมองเราเป็นส่วนเกินมากกว่า ไม่ได้มองว่าเราเป็นคนคนหนึ่งที่จะมาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล ตรงนี้เราอยากให้ใส่ใจกันมากกว่า
"คือถ้ารัฐบาลช่วยและเห็นความสำคัญของการทำงานของกลุ่มเรามันก็จะดีขึ้น อันนี้พูดรวมไปถึงการอยู่ร่วมกันของสังคมอย่างมีความสุข ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ตรงนี้ถือเป็นปัญหาของนายกฯ ที่ต้องแก้ไขด้วย การที่ออกมาเรียกร้องกันอย่างนี้ก็คงเพราะเขาอึดอัดเต็มทนแล้วแหละว่าทำไมเขาถึงอยากเปลี่ยนตัวนายกฯ คือเราอยากขอร้องให้หันกลับมามองพวกเราบ้าง ให้เราไปมีส่วนร่วมในบางส่วน บางจุดของการแก้ปัญหาในกลุ่มของเราบ้าง ไม่ใช่ให้คนอื่นมาแก้แทนเรา"
-3-
กลุ่มเอฟทีเอวอทช์เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนและร่วมชุมนุมครั้งใหญ่ด้วย กรรณิการ์ กิตติเวชกุล ตัวแทนจากกลุ่มเอฟทีเอวอทช์ แสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้
"อย่างที่รู้กันอยู่ว่าการชุมนุมไม่ใช่กฎหมู่ ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้งเพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจะทำให้คนเราปัดความรับผิดชอบ คิดว่าแค่เลือกตั้งแล้วก็จบกัน ประชาธิปไตยจะดีได้ต้องมีการตรวจสอบได้ ฉะนั้น ต้องมีการให้ข้อมูล ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลเดินหน้าทำไปลำพังคนเดียว เดินหน้าเพราะคิดว่ามันดีที่สุดแล้ว หรือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่รู้"
เธอเล่าว่าในระบบการเมืองเองทางกลุ่มของเธอก็เรียกร้องผลักดันมาแล้วเกือบจะทุกทางเช่นกัน
"เราเคยทำเรื่องในระบบมาแล้วทุกอย่าง ทำงานวิจัย สัมมนา ทำมาแล้วทุกอย่าง วุฒิสภาก็ไปมาแล้วไปหาพรรคการเมือง ส.ส.ในสภาก็ยังมีข้อสรุปว่าจะทำโดยไม่ผ่านสภาไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยสะกิดหู ถึงที่สุดแม้เอฟทีเอเป็นปัญหา แต่เราคิดว่าระบอบทักษิณเป็นปัญหามากกว่า
"จากการที่เราไปร่วมชุมนุมทำให้พบว่าประชาชนต้องการรู้ว่าเอฟทีเอคืออะไร การที่เราไปให้ข้อมูลในการชุมนุม มีคนจำนวนมาถามเรื่องนี้ และทุกคนก็พูดเหมือนกันว่าเอฟทีเอคืออะไร เพราะเขารู้แต่ในโฆษณาว่ามันดี ขายของได้"
เธอยังเห็นว่าการชุมนุมนอกจากไม่ใช่การนำกฎหมู่ขึ้นอยู่เหนือกฎหมายแล้ว ยังเป็นความเติบโตของภาคประชาชนเสียอีก
"เราคิดว่าการเมืองภาคประชาชนจะทำให้สังคมได้เติบโต เรียนรู้ร่วมกัน ส่วนตัวคิดว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสังคมไทยจะได้เรียนรู้ แต่กลับไม่ได้เรียนรู้อะไร แต่เราหวังว่าครั้งนี้จะทำให้สังคมไทยเรียนรู้ได้ซะที เพราะระบอบที่คิดแต่เรื่องอำนาจนิยม เสรีนิยมใหม่ เศรษฐกิจนั้น ควรต้องถามด้วยว่าการลงทุนแบบไหนที่เราอยากจะได้ ผลกระทบ 40 ปีที่ผ่านมามันเพียงพอแล้วที่จะทบทวน เรียนรู้"
เธอฝากถึงคนจำนวนหนึ่งที่ยังเข้าใจผิดว่า
"เรามักเชื่ออะไรง่ายๆ ว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องในสภา เรื่องของการหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ที่ไหน ก็รู้ทั้งนั้นว่าประชาธิปไตยต้องมีการตรวจสอบได้ ส่วนร่วมถึงจะได้ประชาธิปไตยทีดี่ จริงๆ แล้วเรื่องกฎหมู่เป็นเรื่องวาทกรรมมากกว่า เพราะการเมืองภาคประชาชนเป็นเรื่องของการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ นี่คือประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่การรับจ้างทำของที่ไปหาคนมาช่วยเราทำแทน แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะทำได้ดีที่สุด ซื้อของยังคืนได้ นักการเมืองก็ควรคืนได้พร้อมดอกเบี้ยที่เขาทำให้เกิดความเสียหาย ถ้าเทียบกับต่างประเทศเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก"
ไม่เพียงแต่องค์กรที่เข้าร่วมการชุมนุมเท่านั้นที่คิดว่าการชุมนุมเป็นเรื่องสิทธิทางการเมืองที่สามารถทำได้ ศศิน เฉลิมลาภ รองเลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ผู้จัดการโครงการร่วมรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ ก็กล่าวว่า
"ทางมูลนิธิถูกจำกัดกรอบว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง จึงไม่สามารถแสดงท่าทีในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการได้ แต่โดยส่วนตัวของผม การอ้างกฎหมู่ถือเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมกับผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพราะสิทธิตามรัฐธรรมนูญถือเป็นหลักการที่ใหญ่กว่าเรื่องการเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงที่คุณชอบอ้าง ทุกคนมิสิทธิ์ใช้เสียงในการชุมนุมอย่างสงบ มีจุดมุ่งหมายแน่วแน่ ฉะนั้น จึงไม่เป็นกฎหมู่แต่เป็นการแสดงออกทางรัฐธรรมนูญ ที่จะไม่คล้อยตามแค่การเลือกตั้งวันเดียว
"อีกอย่างหนึ่งคือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักไม่ได้เกิดจากคนจำนวนมากที่ได้ข้อมูลข้างเดียว แต่เกิดจากคนหมู่น้อยที่ได้ศึกษาข้อมูลและกล้าแสดงออก มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้นและลงมือกระทำ กล้าที่จะต่อสู้คัดค้านในสิ่งที่ไม่ถูกต้องและสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยคนหมู่น้อยที่มีพลัง ขณะที่การอ้างจำนวนคนที่มากกว่าหลายๆ ครั้ง กลับเข้าข่ายของการเล่นพวกพ้องมากกว่า"
-4-
สิ่งที่ทุกคนแสดงความคิดเห็นมานี้คงช่วยแสดงให้เห็นแล้วว่า การชุมนุมหาใช่กฎหมู่ดังที่นายกรัฐมนตรีพยายามจะทำให้สังคมไขว้เขวไม่ แต่เป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อการเมืองในระบบเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องต่างๆ ของภาคประชาชนและกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนเอง การชุมนุมจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้
บางทีสังคมอาจจำเป็นต้องตักเตือนนักการเมืองกันบ้างว่า คุณจะเล่นเกมและทอยลูกเต๋าแห่งอำนาจกันอย่างไรก็ตาม แต่ไม่ควรสร้างความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนในเรื่องประชาธิปไตยให้กับสังคมไทยที่ความคิดในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการเมืองภาคประชาชนยังไม่แข็งแรงพอจะรับมือกับวาทกรรมเฉไฉของนักการเมือง
ภายหลังสถานการณ์การเมืองที่ดุเดือดแหลมคมนี้พ้นผ่านไป นอกจากการปฏิรูปการเมืองรอบ 2 ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องทำแล้ว การซ่อมแซมความเข้าใจคลาดเคลื่อนของประชาชนต่อการแสดงความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตยให้เข้ารูปเข้ารอยก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่อาจละเลยได้
ประชาธิปไตยคือดอกไม้หลากสีแสนงดงาม การชุมนุมครั้งนี้หากไม่ต้องกล่าวถึงสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองแล้ว การได้รับรู้และเข้าไปสัมผัสกับกลุ่มก้อนต่างๆ ทางการเมือง คงเปรียบเสมือนได้เดินเล่นกลางสวนดอกไม้ในยามเช้าตรู่ต้นฤดูฝน หอมหวาน สดชื่น และงดงาม
******************************
เรื่อง - กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล


