หนุ่มสาวไม่อยู่ในท้องนา มุ่งหน้าเดินเข้าโรงงาน คนเฒ่าคนแก่ และเด็กๆ อยู่โยงเฝ้าบ้าน เหมือนเป็นวงวัฏดำเนินสืบทอดมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หลังจากที่เมืองไทยใช้แผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ แม้ว่าในปัจจุบันจะเลิกใช้ไปแล้ว แต่ผลพวงของความพยายามที่จะให้ไทยกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ได้ส่งทอดมาจนถึงปัจจุบัน
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญเป็นอย่างสูงสำหรับคนไทย ในฐานะที่เคยเป็นราชธานีเก่า และเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญมาตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบันได้ถูกแปรเปลี่ยนโฉมหน้าเป็นเมืองอุตสาหกรรม โดยมีนิคมโรงงานถึง 5 แห่ง มีโรงงานจำนวนหลายพันโรง ผลกระทบที่ยาวนานต่อเนื่องได้ทำลายจิตวิญญาณของอยุธยาที่มีพื้นที่ทำนาถึง 94 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคราชการทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ได้จับมือกันสร้างวิทยาลัยชาวนาไทยขึ้นมา โครงการนี้สามารถกระตุ้นให้คนอยุธยากลับไปสู่หัวใจเดิมของพื้นถิ่นได้อย่างไร น่าติดตาม
* อยุธยาที่ราบลุ่ม ขุมคลังแห่งท้องนา และคุ้งน้ำ
สภาพภูมิประเทศ และอาณาเขตของพระนครศรีอยุธยา มีที่ตั้งอยู่ในภาคกลาง ตอนเหนือติดกับลพบุรี และอ่างทอง ด้านตะวันออกติดกับสระบุรี ด้านใต้จดปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม ส่วนทางตะวันตกจดสุพรรณบุรี เคยมีชื่อเสียงในฐานะเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญ ในปัจจุบันกลายเป็นแหล่งโรงงานอุตสาหกรรมใกล้กรุงเทพมหานคร
ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียก อยุธยา อีกชื่อหนึ่งว่า 'กรุงเก่า' หรือ 'เมืองกรุงเก่า'
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาประกอบด้วย 16 อำเภอได้แก่ พระนครศรีอยุธยา,ท่าเรือ, นครหลวง, บางไทร, บางบาล, บางปะอิน, บางปะหัน, ผักไห่, ภาชี, ลาดบัวหลวง, วังน้อย,เสนา, บางซ้าย, อุทัย, มหาราช และปากแพรก โดยมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 2,547.62 ตารางกิโลเมตร หรือ ประมาณ 1,597,900 ไร่ เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ซึ่งเรียกว่าที่ราบลุ่มเดลตา (Delta - ที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมแม่น้ำเจ้าพระยา) ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่ ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ถึงอ่าวไทย อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 3.5 เมตร ไม่มีภูเขา มีแม่น้ำที่สำคัญไหลผ่าน 4 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำป่าสัก, แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี
เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำลำคลองจะมีระดับสูง และท่วมปกคลุมไปทั่วบริเวณพื้นที่ราบลุ่มของจังหวัด พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดจึงเป็นดินตะกอนแม่น้ำ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเกษตร รวมถึงมีชัยภูมิซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอ่าวไทย จึงได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะเวลานานถึง 5 เดือน ทำให้มีฝนตกชุกตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงตุลาคม มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 1,348.7 มิลลิเมตรต่อปี ทำให้เหมาะสมกับการทำนาเป็นอย่างยิ่ง
มนตรี รักษาดี สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ส. อบจ.อยุธยา) ซึ่งเป็นลูกชาวนาเกิดและเติบโตในเมืองกรุงเก่า อยู่มาทั้งชีวิต เขาบอกออกมาจากใจว่า เมื่อได้เห็นสภาพพื้นที่นาของอยุธยาที่เคยมีสุดลูกหูลูกตา เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำมาตั้งแต่ในอดีต แล้วอยู่มาวันหนึ่ง คือในวันนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งกันเต็ม พื้นที่ทางการเกษตรก็ลดน้อยหายไป
"ระบบชลประทานที่ทำเพื่อการเกษตร ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์สำหรับปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารกลายเป็นที่ตั้งโรงงาน เพราะฉะนั้นน้ำในระบบชลประทานที่เราลงทุนเพื่อการเกษตรก็ถูกนำไปใช้ในการอุตสาหกรรม เสร็จแล้วอุตสาหกรรมก็กลับสร้างมลภาวะสร้างมลพิษลงแม่น้ำของเราอีก ผมจะเสนอญัตติสู่สภาจังหวัดเพื่อนำเสนอต่อไปยังรัฐบาล ให้ระงับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พอแล้วแค่นี้สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็น เราเอาพื้นที่ในการเกษตรกรรมมาใช้ในการอุตสาหกรรม ทั้งที่ลงทุนไปเพื่อการเกษตรตั้งมากมาย ปัจจุบันนี้ชาวนาทิ้งนาไปหมดแล้ว เมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามามากมาย ก็เข้าไปเป็นลูกจ้างในโรงงาน"
จากการศึกษาของ มนตรี เขาชี้แจงข้อมูลว่า การที่มีโรงงานอุตสาหกรรมในอยุธยามีเยอะแยะ ผลที่ตามออกมาก็คือแรงงานแฝง ซึ่งคาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 300,000 คน
"คนเหล่านี้เมื่อเข้ามาอยู่ก็ไม่มีทะเบียนบ้าน ภาษีก็ไม่ได้เสียให้เรา ทำให้เราต้องดูแลประชากรแฝงเพิ่มมากขึ้น ปัญหาอื่นที่ตามมาคือ ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด ซึ่งร้ายแรงมาก สถิติจะมีสูงขึ้นมาก ทำอย่างไรจึงจะจูงใจและทำให้คนอยุธยาเห็นว่า อาชีพเกษตรกรรม ซึ่งทำนาอย่างบรรพบุรุษของเขา ได้มีการพัฒนาปรับปรุง รวมถึงเขาสามารถมีรายได้ มีชีวิตที่ดี ไม่จำเป็นต้องเข้าไปขายแรงงานอยู่ในโรงงานก็ได้ ทำนาแล้วมีเงินมีคุณภาพชีวิตดีกว่า แล้วเรายังสามารถอนุรักษ์อู่ข้าวอู่น้ำของเราไว้ได้ ซึ่งก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เราต้องหยุดด้านอุตสาหกรรมไว้แค่นี้ ใช้พื้นที่เหลืออยู่ในการเกษตรกรรม แต่เป็นเกษตรกรที่กินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี พอนำเรื่องเหล่านี้ไปคุยกับผู้รู้ที่อยู่ในหน่วยงานราชการต่างๆ ก็เห็นร่วมกันว่า น่าจะเป็นไปได้"
โครงการวิทยาลัยชาวนาจึงบังเกิดขึ้น
* บูรณาการองค์ความรู้การทำนา
โรงเรียนชาวนา เป็นโครงการที่มีอยู่แล้วในหลายๆ ที่ของเมืองไทย อาทิ สุพรรณบุรี, หมู่บ้านน้ำเกี๋ยน กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นต้น แต่ส่วนมากจะดำเนินการโดยองค์พัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่เป็นแกนหลักในการจัดการ
แต่โครงการวิทยาลัยชาวนาไทย ที่ ตำบลหันตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา เป็นความร่วมมือของ 3 ภาคส่วนคือ หน่วยราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืช และปัจจัยการผลิต, สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์, สถานีพัฒนาที่ดิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาทำงานในลักษณะบูรณาการร่วมกัน
โดยองค์รวมทั้งหมด การทำนาเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไทยที่ถ่ายทอดความรู้แบบปากต่อปาก ไม่มีตำราสอน หากไม่รวบรวมไว้อาจสูญหาย มนตรี ในฐานะเจ้าภาพหลัก ตัวแทนของอบจ.พระนครศรีอยุธยาจึงบอกว่า วิทยาลัยชาวนาไทยต้องเป็นสถานศึกษาการทำนาทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เป็นสถานที่ทดลอง ค้นคว้า พัฒนาเทคโนโลยีใหม่
"สำนักงานเกษตรจังหวัดเคยจัดตั้งโรงเรียนชาวนาขึ้นมา ที่ตำบลหันตะเภา อำเภอวังน้อย ผมก็ไปร่วมงานกับเขาด้วย เห็นรูปแบบแล้ว ก็รู้สึกว่า เป็นการเรียนรู้ภาคปฏิบัติจริง แต่ไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีหลักสูตร ไม่มีผู้สอนซึ่งมีหลักวิชาการที่ชัดเจน เป็นการทำแปลงทดลองในนาคู่กับแปลงนาของชาวบ้าน โดยนำความรู้ทางวิชาการใส่ลงไป แล้วนำมาเปรียบเทียบกันเป็นระยะๆ"
"จากจุดนี้ ผมก็เห็นว่า ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะต้องรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้ในพื้นที่ของเราต่อไป คิดว่าน่าจะทำให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเสียเลย ทำเป็นโรงเรียนหรือวิทยาลัยก็ได้ แล้วแต่จะว่ากันไป ตอนแรกคงต้องทำเป็นโรงเรียน ซึ่งเรียนไปเพื่อเป็นผู้ประกอบการ ชาวนาต้องทำธุรกิจเรื่องการทำนาของตัวเองให้ครบวงจรให้ได้ โรงเรียนชาวนาที่นี่ไม่น่าจะเหมือนที่อื่น เพราะคอนเซ็ปต์ของเราก็เพื่อความกินดีอยู่ดีเพื่อความสะดวกสบายของเกษตรกร อาจเปิดเป็นภาควิชาในอนาคต อาชีพชาวนาหากบริหารจัดการดีก็เป็นอาชีพหลักของคนรุ่นใหม่ได้ ปัจจุบันหลายคนจบปริญญาตรีหันมาทำนาปรังเป็นอาชีพ ซึ่งทำเงินมากกว่าทำงานประจำ "
* สถานีทดลองข้าวอยุธยา พร้อมช่วยลุยเต็มที่
"เป็นเรื่องที่โชคดีมาก เพราะในทุกภาคส่วนมองเห็นความสำคัญในส่วนนี้ คงจะเป็นครั้งแรกที่มีความร่วมมือกันหลายระดับอย่างนี้" ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตพระนครศรีอยุธยา (สถานีทดลองข้าวอยุธยา) กล่าวอย่างตื่นเต้น เมื่อถามถึงวิทยาลัยชาวนาไทยที่จะเริ่มขึ้นในปี 2549 ที่จะถึงนี้
การจับมือสามประสานทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ทั้ง 3 ระดับมาร่วมมือกัน ตัวเกษตรกรหรือประชาชนที่เป็นเจ้าของถิ่นหรือเจ้าของพื้นดินก็ได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นประโยชน์จากรากหญ้าจริงๆ ที่สามารถทำให้ขึ้นไปสู่ระดับประเทศได้ ซึ่งดร.กฤษณพงศ์ กล่าวต่อว่า
"ทำให้ผมนึกถึงพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของความพอเพียง การรู้จักที่จะรักษาและบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น การบูรณาการทรัพยากรที่มีอยู่ในทุกระดับ ทั้งชาวนา และส่วนราชการ ขั้นแรกคงเป็นโรงเรียนชาวนาไปก่อน จะเป็นลักษณะที่มีการเคลื่อนย้ายได้ ไม่จำเป็นต้องมีอาคารสถานที่ตั้งอยู่ตรงจุดใดจุดหนึ่ง แต่ว่ามีหลักการคือ จะทำอย่างไรให้ชาวนาได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและนำไปปฏิบัติจริง ที่สำคัญคือ การจัดทรัพยากรอย่างเหมาะสมกลับคืนเข้าไปสู่ตัวชาวนา นี่คือแนวความคิดหลัก"
"ซึ่งที่นี่คงไม่แตกต่างกับโรงเรียนชาวนาที่อื่นๆ ในหลักการทั่วๆ ไป แต่สำหรับในส่วนของอยุธยาที่คิดกันก็มีจุดสำคัญที่จะทำให้อยุธยายังคงความเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ซึ่งหมายความว่า มีความอุดมสมบูรณ์พูนสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ความสมดุลของสิ่งแวดล้อม และความไม่เป็นมลพิษ"
ดร.กฤษณพงศ์ ย้ำว่า โรงเรียนชาวนาจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสอนในทางหลักทฤษฎี เพื่อให้เรียนรู้หลักการ แล้วเข้าไปสู่ภาคปฏิบัติ สิ่งสำคัญคือ ชาวนาต้องเรียนรู้เรื่องของตัวเอง ซึ่งเป็นหลักการพึ่งพาตัว
"โรงเรียนชาวนาที่คุยกันในแต่ละจุดในแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน เพราะเกี่ยวข้องกับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินของน้ำ รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม และความเชื่อ ความสมานฉันท์หรือความเป็นกลุ่มก้อนของชุมชน จะมีความแตกต่างกันบ้างไม่มากก็น้อยระหว่างชุมชนในท้องที่หนึ่งกับอีกที่หนึ่ง ในแนวความคิดตรงนี้ ต้องเอาชาวนาเข้ามาเรียนรู้ทั้งในเรื่องของทฤษฎี วิถีการดำเนินชีวิต และทั้งในเรื่องการปฏิบัติให้พวกเขาได้รู้จริงรู้แจ้ง ในกลุ่มของชาวนาก็แลกเปลี่ยนกัน ภายใต้การควบคุมของผู้ที่รู้ในทางทฤษฎีมาช่วยดูและตอบปัญหา จากทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติอย่างเกิดผล"
"เป็นแนวทางในการทำงานที่สอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลมอบหมายมา สอดคล้องกับที่พระเจ้าอยู่หัวมอบหลักการให้ไว้ แต่จุดสำคัญคือ เรายึดในเรื่องของความพอเพียง และมีการบริหารทรัพยากรอย่างยั่งยืนให้มีความสมดุลที่ผสมผสานกัน ไม่ได้หมายความว่า มีทรัพยากรแค่พื้นน้ำ ดิน และต้นข้าว ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรของหน่วยงานต่างๆ ที่ฝังตัวอยู่ในท้องที่อยู่แล้ว การบริหารจัดการตรงนี้ไม่ได้มองมุมเดียว ต้องมองหลายแง่หลายประเด็น แล้วมีการบูรณาการทั้งความคิดและการกระทำ รวมถึงเรื่องของความมีสุขอยู่ด้วยกัน หรือผลประโยชน์ที่มีด้วยกัน จะเป็นไปในลักษณะนั้น เป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันอย่างสมานฉันท์เพื่อมุ่งหวังให้อยุธยาของเราเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำอย่างในสมัยโบราณ"
ดร.กฤษณพงศ์ ขยายแนวความคิดต่อว่า โรงเรียนชาวนาไทย จะมีช่วงอยู่กับที่ประมาณ 4 เดือนคือ ช่วงที่ชาวนาทำนาอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นแปลงศึกษาการทำนาข้าว เทียบกับผืนนาที่เขาทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทำมาด้วยทุนทางวัฒนธรรม ด้วยศิลปะ และศาสตร์ดั้งเดิมของพวกเขา
"ในขณะเดียวกันก็จะมีแปลงนารวมที่เอานักเรียนชาวนามาทำด้วยกัน ภายใต้การกำกับของครูชาวนา อาจจะเป็นเกษตรตำบลที่มีความเชี่ยวชาญหรืออาจะเป็นปราชญ์ชาวนาเข้ามาสอนทุกอาทิตย์ แต่การสอนจะเกิดจากการทำบทเรียนของชาวนาเขาเอง เป็นการมองการจัดการทรัพยากรอย่างสมดุล
"บริบทที่สำคัญอีกอย่างก็คือ วิถีการดำรงชีวิตแบบพอเพียง มัธยัสถ์ การลดละเลิกอบายมุข คุณธรรม จริยธรรม มามองกันเรื่องแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ก็มีเรื่องของการนั่งสมาธิ การดูแลจิตใจ ความสำคัญของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของชีวิต ทำอย่างไรให้สามารถพัฒนาให้เป็นสังคมที่อยู่ดีกินดี มีความสุข ไม่มีอาชญากรรม อยู่กันอย่างสันติ เพื่อให้เกิดการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง เหมาะสม แล้วก็ยั่งยืน สามารถพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ จับมือร่วมกันในการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง"
* ความคาดหวัง
มนตรี คาดหวังกับโรงเรียนชาวนาที่จะตั้งขึ้น ก่อนที่จะขยับขยายเป็นวิทยาลัยชาวนาต่อไปในอนาคตว่า อยาก สร้างชาวนาที่ดีขึ้นมา มีคุณสมบัติในการเป็นปราชญ์ชาวนาเพื่อสืบสานให้คนในชุมชน ไปถึงรุ่นลูกหลาน
โดยที่ ดร.กฤษณพงศ์ บอกว่า การมองอย่างหวังผลเลิศอย่างนั้น ก็ต้องมีอุปสรรคอย่างแน่นอน โดยชี้ทิศทางต่อว่า
"งานตรงนี้จะสำเร็จได้ จะต้องมีเป้าร่วมกันอย่างถูกทาง เพราะฉะนั้นก็ต้องสร้างคนที่เป็นปราชญ์ชาวนาเพื่อไปฝังตัวอยู่ในชุมชน เป็นหัวใจสำคัญมาก และต้องมีความต่อเนื่อง รวมถึงต้องเข้าไปติดตามประเมินผลว่า พฤติกรรมเปลี่ยนไปไหม ปัญหาอุปสรรคเป็นอย่างไร จะมีการสนับสนุนหรือให้แนวคิดในการต่อยอดขึ้นไปอีก ถ้าเป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ต่อไปก็ถึงขั้นวางแผนให้เป็นระบบขั้นตอน จนพัฒนาสู่ยี่ห้อข้าวของตัวเองแบบครบวงจร ซึ่งจะพัฒนาไปถึงขั้นนั้น
"สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ทันทีคือ ศูนย์เรียนรู้ในการทำนายุคปัจจุบัน สถานีทดลองข้าวปลูกข้าวทั้งปีโดยเฉพาะอยู่แล้ว สามารถเรียนรู้กันไปด้วย ลดช่องว่างทางวิชาการกับเกษตรกร ซึ่งตัวนักวิชาการด้านข้าวก็สามารถเรียนรู้จากชาวนาด้วย ศึกษาวิจัยในปัญหาต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชาวนา เพราะนี่คือความต้องการของประเทศ มันจะสานกันหมดเป็นโครงข่าย นี่คือสิ่งที่เราฝัน ต้องเริ่มจากเล็กๆ อย่างนี้ ถ้าชาวนาประสบความสำเร็จในอาชีพเขาก็จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ลูกหลาน และคนในชุมชน เพื่อสร้างชุมชนเกษตรที่เข้มแข็ง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการทำให้ชีวิตคนในระดับรากหญ้าดีขึ้น ผมคิดว่าเป็นจุดที่สำคัญที่สุด" ดร.กฤษณพงศ์ทิ้งท้าย
ปัจจุบันพื้นที่ทำนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่มี 976,629 ไร่ มีประชากรที่เกี่ยวข้องกับการทำนาถึง 77,005 ครัวเรือน หากสามารถตั้งโรงเรียนชาวนาและบรรลุวัตถุประสงค์คือ สามารถฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีทั้งในหลักวิชาการ และหลักปฏิบัติในการปลูกข้าวที่เหมาะสม ส่งเสริมให้ประกอบการเกษตรกรรมอย่างครบวงจร ภายใต้กรอบการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการบริหารจัดการทรัพยากรแบบผสมผสานอย่างได้สมดุล จะทำให้ชาวนาในพื้นที่อยุธยาขจัดความยากจน พัฒนาคน และสังคมที่มีคุณภาพ เพื่อความอุดมสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืน
โรงเรียนชาวนาไทยของพระนครศรีอยุธยาจะเป็นคลังข้อมูลความรู้เรื่องทำนาที่ใหญ่ที่สุด ฟื้นฟูจิตวิญญาณของอยุธยา เมืองอู่ข้าวอู่น้ำแต่โบราณให้กลับคืนมาดังเดิม
เรื่อง - พรเทพ เฮง


