ลองหลับตาปล่อยความคิดไปกับคำว่า 'พระจันทร์พเนจร และการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด' แล้วภาพของพระจันทร์สีเหลืองสุกล่องลอยอยู่บนผืนกำมะหยี่สีดำประดับดวงดาวล้อมราย อาจจะผลิขึ้นในห้วงคำนึง ช่างเป็นภาพที่ชวนฝันและโรแมนติกจับหัวใจ
'นานมาแล้วมีเรื่องเล่ากันว่า มีหญิงนางหนึ่งหลงใหลในเงาเมื่อครั้งแรกเห็น วันเวลาผ่านไปเธอได้เดินทางไปพร้อมกับหุ่นเงา จนผู้คนเริ่มรู้จักและเรียกเธอว่า ป้าทิพย์ ระหว่างทางนั้นเอง ป้าทิพย์ได้พบกับพระจันทร์หลายดวงที่กำลังเดินทางเช่นเดียวกับเธอ แล้วพวกเขาก็มารวมตัวกัน และเรียกตัวเองว่า พระจันทร์พเนจร และการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด ไม่นานนักเหล่าพระจันทร์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงที่พิเศษสุดๆ นั่นคือ ละครเงา'
ย่อหน้าข้างบนคือจุดเริ่มต้นของคณะละครเงา 'สื่อสร้างสรรค์พระจันทร์พเนจร และการเดินทางที่ไม่สิ้นสุด' ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2541 ที่สามารถเข้าไปอ่านได้ในเว็บไซต์ www.wanderingmoontheatre.com ของพวกเธอ
ละครเงาคืออะไร? พระจันทร์ที่ชื่อ มณฑาทิพย์ สุขโสภา หรือ ป้าทิพย์ จะพาคุณเดินทางไปทำความรู้จักมักจี่กับมนต์เสน่ห์และค้นหาคำตอบของแสง-เงา สิ่งที่คุณต้องทำคือ เปิดจินตนาการของคุณให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่ไม่สิ้นสุดบนเส้นทางสายฝันของเธอ
*ก่อนพระจันทร์จะออกพเนจร
"ทำละครอย่างอื่นมาก่อน ละครเวที ละครแนวทดลอง ทำกับมะขามป้อม ก่อนหน้าที่จะมาทำหุ่นเงาสัก 4-5 ปี แล้วก็มาเจอหุ่นเงาตอนที่จะกลับบ้านที่เชียงใหม่ เบื่อวงการแล้ว พอดีตอนจะกลับบ้านแวะเข้าไปที่มะขามป้อม ตอนนั้นเขามีเรื่องชาวเขาที่ถูกจับไปพอดี บังเอิญโปรดักชั่นนั้น เขาต้องไปเล่นที่เชียงใหม่อยู่แล้วเราก็เลยไปขอแจมด้วย ตอนแรกก็ไม่รู้จักหรอกว่าอะไรคือหุ่นเงา เขาให้ทำเราก็ทำตาม"
นั่นเป็นครั้งแรกที่มณฑาทิพย์ได้รู้จักกับละครเงา และครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เธอหลงรักมันชนิดถอนตัวลำบาก เธอบอกว่า "มันเหมือนตกหลุมรัก มันเหมือนเวลาเราเดินไปบนถนนแล้วเจอผู้หญิงคนหนึ่งแล้วแบบ เอ๊ย น่าสนใจ น่าเข้าไปค้นหา เพียงแต่ว่านี่มันเป็นหุ่นเงา"
หลังจากนั้นเธอจึงพเนจรกลับเชียงใหม่ และเริ่มทดลองหยิบจับละครเงาอย่างจริงจัง ด้วยการลองผิดลองถูก โดยใช้สอยพื้นฐานจากการละครที่เธอมีอยู่ในการทำความเข้าใจกับศิลปะละครเงา เธอย้อนอดีตว่า
"ตอนแรกไม่มีเลย มั่วนิ่มเอาเอง คิดเอาเอง ใช้เทคนิคละครเข้ามาทำ ผสมๆ เราพยายามติดต่อหลายๆ ที่นะแต่มันไม่มีเลย ส่วนใหญ่จะเป็นขั้นพื้นฐาน คือเหมือนกับหนังตะลุงปกติ สุดท้ายเราก็เลยเข้าไปในเว็บไซต์ลองดูเผื่อจะเจอ ก็ไปเจอละครหุ่น มีคนที่ทำหุ่นเงา เราก็เริ่มเห็นภาพว่า เออ มันทำอย่างนี้ได้ด้วย เราลองมาทำเอง ตรงนั้นคือก้าวแรกที่เริ่มพัฒนา แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีอาจารย์วิจิตรศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ได้ทุนของยูเนสโกไปแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศส และได้เด็กแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศสกลับมา เป็นโรงเรียนสอนหุ่นโดยเฉพาะ เด็กฝรั่งเศสเซ็ตนี้มาเวิร์คช็อปให้เด็กที่มช.เราก็เข้าไปร่วม สิ่งหนึ่งที่เขาเอามาก็คือ เขาเอาไฟมาด้วย ไฟที่สำหรับทำหุ่นเงา เรารู้ว่าไฟตรงนี้มันน่าสนใจ พอทำออกมาแล้วเงาที่ได้มันคม เราเลยไปขอให้เขาช่วยสอนทำให้หน่อยได้มั้ย ที่สุดตอนนั้นก็พัฒนามาขั้นที่ 2 คือได้ไฟสำหรับสร้างเงาขึ้นมา เราก็เริ่มนำไฟนี้มาใช้พัฒนาโปรดักชั่น"
เมื่อหลายสิ่งเริ่มเข้ารูปเข้ารอย เธอจึงไปชักชวนเพื่อนๆ น้องๆ ที่รู้จักมาลงแรงร่วมด้วยช่วยกัน แล้ววันหนึ่งกลุ่มละครเงากลุ่มแรกในเมืองไทยกลุ่มนี้ก็เป็นรูปร่างจับต้องได้
"ครั้งแรกเราอยากทำมาก เราก็ทำหุ่นเอาไว้แล้ว ก็ไปจิกน้องมาสิ ไปเรียก น้องๆ ที่รู้จักกัน ที่เรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วยกัน ชวนมาทำละครกัน ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะเป็นกลุ่มอย่างทุกวันนี้ ทำสนุกๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่อยากให้คนอื่นเห็น อยากให้คนอื่นรู้สึกเหมือนกับที่เรารู้สึก จนกระทั่ง 2 ปีผ่านไปก็เริ่มมีคนมาติดต่อให้เราไปเวิร์คช็อปหุ่นเงาให้หน่อย ก็เริ่มมีคนสนใจ ให้ทุนเราทำ มันเหมือนการเดินทาง"
*ที่มาของละคระเงา
หลังจากสะดุดรักละคระเงา นอกจากการทดลองทำโปรดักชั่นต่างๆ เธอยังได้ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของละครเงา ซึ่งถ้าว่ากันจริงๆ ละครมีมานานและกระจัดกระจายอยู่หลายภูมิภาคในโลกอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นละครเงาแบบดั้งเดิม (Tradition)
"หุ่นเงามี 2 แบบ แบบหนึ่งคือแบบดั้งเดิม (Tradition) หรือประเพณีนิยม แบบโบราณที่มีมานาน มีรูปแบบด้วย อย่างเช่นจะมีพ่อครูออกมาก่อน ตัวไหนขึ้นซ้าย ขึ้นขวา จอหนังจะต้องเป็นยังไง จะมีแบบแผนของเขา ที่บ้านเรามีอย่างหนังตะลุง หนังใหญ่ วายังกุลิดของอินโดนีเซีย แถบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีละครเงา ประวัติศาสตร์ละครเงาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมานานมาก
ขณะเดียวกันในแถบยุโรปก็มีมานานมากตั้งแต่สมัยอเล็กซานเดอร์มหาราช เขามีไว้ปลุกใจนักรบก่อนที่จะออกรบ ซึ่งกว่าจะรู้เรื่องนี้ก็ผ่านมา 3-4 ปีแล้ว กว่าจะรู้ว่ามันมีรากฐานยาวนาน แต่ว่าละครเงาสมัยใหม่ในบ้านเรามีน้อยมาก แทบจะไม่มีเลย ส่วนใหญ่จะเป็นสื่อการเรียนการสอนให้เด็ก เป็นแบบเบสิกง่ายๆ แต่ไม่มีคนที่มาศึกษาลึกๆ จริงจัง"
แต่ละครเงาที่เธอสรรสร้างอยู่นั้นเป็นละครเงาแบบร่วมสมัย (Contemporary) เธอบอกว่า ที่ทำจะเป็นหุ่นเงาร่วมสมัย อันนี้ก็จะหลุดโลกไปเลย ไม่มีกรอบ ไม่มีเงื่อนไข แล้วแต่จินตนาการ คิดได้แค่ไหน ก็ทำไปอย่างที่อยากทำให้มันเกิดขึ้นมา ซึ่งมันสนุก มันท้าทาย มันไปของมันได้เรื่อยๆ
"ละครเงาสมัยใหม่อายุอานามก็ไม่ได้มาก น่าจะสัก 100 ปีได้อยู่ ไม่แน่ใจ แต่รู้ว่าอายุมันไม่นาน เพราะละครเงาสมัยใหม่มันพัฒนามาจากละครเงาพื้นบ้านก่อน มันเป็นสายของจีนที่ไปอยู่ในยุโรป เขาเล่ามาว่ามีคนที่ทำละครหุ่นเงาของจีนอยู่แล้วคนฝรั่งเศสไปเห็นการแสดงหุ่นเงาของจีน ก็นำกลับไปที่ฝรั่งเศส ผสมกับวิทยาศาสตร์ไปพัฒนาต่อ กระทั่งในที่สุดมันเป็นต้นกำเนิดของหนังในปัจจุบัน หนังในยุคแรกๆ ก็คือการใช้เทคนิคละครเงาเข้ามาผสมกับเทคนิควิทยาศาสตร์ แต่เราก็พูดไม่ได้ว่าละครเงาร่วมสมัยเริ่มต้นที่ฝรั่งเศส แต่รู้ว่าช่วงที่ละครเงาเฟื่องและเห็นชัดมากที่สุดคือช่วงที่หลอดไฟที่เรียกว่า ฮาโลเจน เกิดขึ้นในโลก ซึ่งมันเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 50 กว่าปีมานี้เอง มันมาทำให้โลกหุ่นเงาสมัยใหม่มันเป็นจริง ทำงานได้มากกว่าเดิม สามารถบอกเล่าผ่านจินตนาการได้มากกว่าที่เคยเป็น"
*จากจินตนาการสู่การโลดเต้นของเงา
ใครก็ตามที่ได้ชมละครเงาเป็นครั้งแรก น่าจะรู้สึกคล้ายๆ กันว่า เงาที่เห็นบนฉากนั้น เขาทำมันออกมาได้อย่างไร เพราะดูจะเป็นสิ่งที่เข้าใจยากอยู่เหมือนกันที่เงาดำๆ ธรรมดาจะมีสีสัน เคลื่อนไหว ย่อ-ขยาย และอีกสารพัดที่นึกไม่ถึง ซึ่งเธอก็พยายามอธิบายถึงวิธีในการทำงานโปรดักชั่นแต่ละชิ้น แต่ก็นั่นแหละมันเป็นการยากที่ตัวหนังสือจะอธิบาย ‘สิ่งที่ต้องสัมผัสเองจึงจะรู้’ เช่นละครเงาได้
"ส่วนใหญ่เราจะคิดผ่านเทคนิค มันมีหลายยุคนะ อย่างยุคแรกๆ จะเป็นแบบว่าพอมีเรื่อง มีประเด็น เราจะคิดเป็นสตอรี่บอร์ดขึ้นมา ซึ่งบางทีคิดว่าจะทำแบบนี้ๆ แต่พอไปทำเป็นหุ่นเงามันทำไม่ได้จริงๆ มันติดเงื่อนไข มันไม่เหมือนหนัง หลังจากนั้นเราก็ทดลองเล่น อันไหนได้ก็ผ่าน อันไหนไม่ได้ก็ตกไป ใส่ดนตรี ใส่ซาวด์ก็ว่ากันไป
แต่หลังๆ ต้องคิดด้วยว่าเวลาทำซีนนี้ ต้องใช้เทคนิคอะไร ต้องทำยังไงให้มันออกมาอย่างที่เราคิดได้ด้วย อย่างเรื่องบัตเตอร์ฟลาย เราต้องคิดทั้งหมดเลยว่าโปรดักชั่นนี้มีกี่คน สมมติใช้คน 3 คนเล่น
ฉะนั้นเราจะมีมือแค่ 6 มือ มีขาแค่ 3 คู่เท่านั้นที่จะวิ่งได้ เราก็เริ่มเซ็ตว่าเราจะคุยประเด็นอย่างนี้ๆ แล้วทุกคนก็จะแตกตัวไปทำสตอรี่บอร์ดกันมา แล้วเอามาคุยกันทำกันว่าแต่ละคนคิดยังไง จากนั้นก็เริ่มผลิตว่าตอนแรกเราจะหยิบอันนี้ ตอนแรกเราจะใช้ซีนนี้ อันที่ 2 ถัดไปจะเป็นอันนี้ๆ พอเลือกได้หมดแล้ว เราก็จะเริ่มมาวิ่งเปรี้ยวแล้วว่า ซีนแรกเปิดตัวขึ้นมา จะต้องใช้ใครเป็นคนฉายไฟ โอเค หนึ่งคนก็ต้องไปเป็นไฟแล้วก็จะเหลือตัววิ่งแค่ 2 คน แล้ว 2 คนนี้จะทำอะไร ก็คือต้องถือหุ่น แล้วในฉากต่อไปจะต้องเลื่อนฉากก็ต้องใช้คนอีกคนหนึ่ง ทีนี้จะเหลือคนอีกคนหนึ่งที่เป็นตัววิ่ง คือคนคนนี้ก็สามารถถือหุ่นได้แล้วก็รันไปตามเรื่อง ต้องคิดเอาว่าใครจะวิ่ง ใครจะถือไฟ ใครจะถือหุ่น เสร็จจากซีนนี้ใครจะทำอะไรต่อตามสตอรี่บอร์ดที่เรามี"
สำหรับระยะเวลาในการผลิตโปรดักชั่นแต่ละตอน เธอบอกว่าขึ้นอยู่กับประเด็นในเรื่องที่จะทำ ถ้าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพราะพวกเธอไม่ได้ทำบนความว่างเปล่าของข้อมูล...
"ถ้าเรื่องมีประเด็นเช่นประเด็นเรื่องเพศสภาพ ประเด็นสังคมที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนจะต้องใช้เวลานาน 2-3 เดือนในการที่จะคิดเรื่องและคิดภาพออกมา คือเราทำการบ้านนะ ไม่ใช่แบบคิดเรื่องออกมาแล้วก็เล่นเลย แต่เราต้องทำวิจัยก่อนว่าเรื่องที่เราจะเล่นนี่มันหมายถึงอะไร คนอื่นมองมันว่ายังไง มันมีข้อมูลอะไรบ้าง หลังจากได้ข้อมูลแล้วต้องมาถกกันก่อน มาแลกเปลี่ยนกัน"
*ปรัชญาของเงา...จากคนเล่นเงา
มีสิ่งที่จะต้องรู้อีกอย่างเกี่ยวกับละครเงาก็คือ ละครเงาจะต้องดูสดๆ เท่านั้น เมื่อไรก็ตามที่คุณไปถ่ายวิดิโอการแสดงละครเงาเก็บไว้เพื่อจะไปดูต่อ เมื่อนั้นสิ่งที่คุณชมจากจอโทรทัศน์ก็ไม่ใช่ละครเงาในความหมายที่เคร่งครัดอีกต่อไป เป็นได้แค่เงาที่ตายไปแล้ว เธอบอกว่า
"ละครเงาต้องดู ต้องแสดงสดๆ เท่านั้นถึงจะเป็นละครเงา มันเป็นปรัชญาของละครเงา มีคนถามว่าถ้าทำละครเงา ทำไมไม่ไปทำหนังเอนิเมชั่น คุณรู้ไหมว่าความต่างของหนังกับละครเงามันคืออะไร ปรัชญาละครเงาคือการสร้างเงาให้มีชีวิต ซึ่งเราเชื่อว่าเงาทุกตัวมีชีวิตเป็นของตัวเอง เงาสองตัวจะเป็นคนละตัวกัน นี่คือโดยหลักการของการเล่นกับเงา ในขณะที่สิ่งของหรือคนทุกคนจะมีเงาเป็นของตัวเอง เช่นวันหนึ่งคนคนนั้นตายไปมันจะไม่มีเงาของคนคนนั้นอีกแล้ว นั่นคือการสิ้นสุดชีวิตของเงา นี่คือ ชีวิตของเงา (Life Shadow) แก้วใบหนึ่งมันมีเงาของตนเอง แต่เมื่อวันหนึ่งมันบุบสลายไปมันจะไม่มีเงาของมันอีกแล้ว มันจะหายไปพร้อมกับแก้วใบนั้น ขณะเดียวกันเวลาเราถ่ายหนังเก็บเอาไว้ต่อให้วันหนึ่งเราตายไป แต่ภาพของเรา เงาของเรายังอยู่ในฟิล์ม เขาเรียกว่ามันเป็น เงาที่ตายไปแล้ว (Dead Shadow)"
ท่ามกลางอารยธรรมผุกร่อนที่ทุกสิ่งดำเนินไปบนความเป็นเหตุเป็นผลที่ค่อนข้างแข็งกระด้าง และจินตนาการถูกทอดทิ้ง เธอยังเชื่อด้วยว่า เงาคือสิ่งที่จะเข้าถึงจินตนาการภายในของมนุษย์ได้ง่าย และขัดเกลาหัวใจผู้คนได้อย่างน่าทึ่ง
"ถ้าเราคิดว่าคนทุกคนมีจินตนาการ หุ่นเงามันเป็นสื่อพิเศษที่เข้าไปสู่ภาวะภายในของเราได้เยอะกว่าสื่ออื่นๆ มันไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงได้เยอะขนาดนั้น คือมันสามารถเอามาใช้ในการพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ คือไม่รู้ว่าพูดอย่างนี้จะเข้าใจมั้ย ตราบใดที่ยังไม่ได้ทดลองทำมันจริงๆ คือต้องเข้ามาลองดูว่า เออ เฮ้ย มันเป็นอย่างนี้ว่ะ บางที่เราไม่เคยรู้ว่าเงามันสามารถซ้อนกันได้มากกว่า 1 ตัว
บางคนไม่ชอบเป็นนักแสดง เป็นคนขี้อาย อย่างเวลาเราไปเวิร์คช็อปให้เด็กเยอะๆ พวกเด็กที่ไม่กล้าแสดงออกนั้น เวลาเขาเล่นหุ่นเงาหรือทำอะไรเล็กๆ เขาสามารถบอกว่าเขาเป็นยังไงได้ผ่านไอ้หุ่นตัวเล็กๆ ลายเส้นที่มันดิบๆ เด็กแค่ขีดสองสามเส้น แต่พอมันตัดออกมาเป็นหุ่นแล้วส่องกับไฟดู ทำไมมันสวยมาก มันเหมือนกับมันดึงเอาภาวะข้างในของแต่ละคนออกมา และที่สำคัญคือเงามันสามารถบอกได้เลยนะว่า เราเป็นคนยังไง ต้องกลับไปแล้วเอาเงาส่องตัวเอง แล้วให้เงามันกระทบกับกำแพง ลองดูว่าเราเห็นอะไร ที่เล่าเยอะอย่างนี้มันอาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูกถ้าไม่เคยเข้ามาทำเลย มันเป็นเรื่องที่สัมผัสได้โดยบุคคล ถ้าได้ทำแล้วก็จะรู้ว่าที่พูดๆ ไปนี่ ที่บอกว่ามันเยอะจนอธิบายไม่ได้นี่มันคืออะไร"
เมื่อถามเธอว่าอะไรคือเสน่ห์ในเงาที่ทำให้เธอหลงรักมาถึงทุกวันนี้ เธอตอบว่า
"มันได้ใจ เสน่ห์ของมันคือมันเล่นกับจินตนาการ มันไม่มีกรอบ มันนำศิลปะเชิงละครเข้ามาช่วยก็จริง แต่ในการทำงาน การแสดงความรู้สึกนึกคิดผ่านละครเงามันจะไร้รูปแบบมันเป็นอะไรก็ได้ มันแล้วแต่ที่เราจะคิด มันเล่นกับความรู้สึกข้างในของคนเยอะมาก ไม่รู้ ยิ่งทำมันก็ยิ่งรัก ยิ่งทำก็ยิ่งอยากไปต่อ"
คำถามสุดท้ายที่เราถามเธอด้วยความสงสัยใคร่รู้ก็คือ เงาจะ 'เศร้า' ได้ไหม จะทำยังไงให้เงาเศร้า แล้วคนดูจะรับรู้ถึงความเศร้าสร้อยของเงาได้อย่างไรหนอ เธอมองหน้าเราด้วยสายตาครุ่นคิดและตอบเพียงว่า
"นี่คือความท้าทาย จะทำยังไงให้เงาเศร้า และให้คนดูรู้สึกว่ามันเศร้า เวลาเขียนในเว็บไซต์ถึงได้บอกว่าจนกว่าคุณจะได้มาทำมันเอง คุณถึงจะรู้ว่ามันเป็นยังไง"
....จนกว่าคุณจะเริ่มเดินทางค้นหาด้วยตัวเองนั่นแหละ คุณถึงจะรู้ว่า เงาจะเศร้าได้อย่างไร และอาจได้พบว่าเส้นทางของจินตนาการนั้นเป็นการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด...จริงๆ
****************************
เสียงจากพระจันทร์หลงเงาดวงอื่นๆ
ชนิดา ยาศิริ
"พู่รู้สึกว่า เสน่ห์ของหุ่นเงาก็คือความยาก ความยากของมันที่จะสื่อสารให้คนเข้าใจ เพราะอย่างละครมันมีตัวบทสนทนาที่จะใช้ในการสื่อสาร แต่ละครเงาเหมือนกับเรากำลังสร้างวิธีการสื่อสารแบบใหม่ โดยไม่ต้องใช้คำพูด แต่ใช้ความรู้สึกมากกว่า เหมือนกับมันต้องรื้อสร้างทุกอย่างใหม่หมดเลย มันท้าทาย ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน เหมือนกับมันจะสวนกระแสกับปัจจุบัน อย่างเดี๋ยวนี้คนจะเห็นรูป รส กลิ่น เสียง ความเข้าใจแบบวิทยาศาสตร์ จับต้องได้ เป็นเหตุเป็นผล ขณะที่หุ่นเงาใช้ความรู้สึกมากกว่า ซึ่งพู่รู้สึกว่าไอ้ตัวความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้มากกว่าสิ่งที่คนคิดว่ามันเป็นเหตุเป็นผล"
นัฐจภรณ์ สวัสดิ์พร้อม
"เสน่ห์ของมันคือแสงและเงาที่อยู่บนฉากและการเปิดกว้าง คือมันเป็นอะไรก็ได้ อยากจะพูดอะไรกับหุ่นเงา สามารถทำแล้วเอาขึ้นจอ มันน่าแปลกตรงที่แสง สี และความมืดในเวลาเล่น มันทำให้มีมิติอะไรบางอย่าง มีความมหัศจรรย์.... ไม่อยากบอกว่าเอาคนดูอยู่ แต่ว่าเวลาคนดูดู ตอนที่เราเห็นครั้งแรกเรารู้สึกว่ามันประหลาดและมีเสน่ห์มาก มันมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างรวมกันที่ทำให้ชอบแล้วก็อยากทำ พอมาเล่นเองก็ยิ่งไปกันใหญ่ เรียกว่าหลงใหลเลยดีกว่า"
กุลยา แก้วละ
"สำหรับแตงที่เคยเล่นหุ่นมือมาแล้ว หุ่นทุกตัวมันจะมีเสน่ห์หมด แต่หุ่นเงามันมีเสน่ห์ตรงที่ว่าเราไม่สามารถใช้นิ้วทั้ง 5 นิ้วกำกับมันได้ แต่เราใช้มือที่กำไม้อาจจะเป็นข้างเดียวหรือว่าสองข้าง และจะทำยังไงให้มันขยับเคลื่อนไหวไปอย่างที่เราต้องการ ตรงนี้เป็นเสน่ห์สำหรับแตง"
จุฬารัตน์ อินทร
"ใครๆ ก็คิดว่าเราทำสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ใครๆ ก็คิดว่าเราทำสิ่งที่ไม่มีสี ไม่มีชีวิตชีวาให้กลายเป็นเรื่องเป็นราวเป็นสิ่งมีชีวิต แล้วเป็นความมหัศจรรย์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากตัวเราเอง จากกลุ่มคนไม่มาก เพราะว่ากลุ่มเราค่อนข้างเป็นผู้หญิงที่มีความเพ้อฝันสูง เราทำอะไรด้วยศรัทธาในสิ่งที่เราเชื่อ เราเชื่อว่าบางทีสิ่งที่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เราอาจจะทำให้มันเป็นไปได้ โดยเฉพาะในโลกของละครเงา สิ่งที่เราไม่เคยคิดว่ามันจะจับเป็นรูปเป็นร่างได้มันก็ทำได้"
***************************
เรื่อง - กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล


