เพราะกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกหากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อรายการประเภทเล่าข่าวที่เป็นอยู่จะมากมายตามไปด้วย
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของเนื้อหาสาระที่ไม่ได้ก่อให้เกิดสารประโยชน์และต่อยอดทางความคิดให้แก่ผู้รับสาร, เรื่องของการทำงานที่หลายคนมองว่าเอาเปรียบคนข่าวตัวจริง เรื่องของจรรยาบรรณในการนำเสนอ แม้กระทั่งเรื่องของระดับความสามารถของเหล่าพิธีกรที่ถูกมองว่าไม่จำเป็นจะต้องมีสักเท่าไหร่ ขอให้อ่านหนังสือออกและเป็นคนที่มีอารมณ์ร่วมเท่านั้นก็พอแล้ว
"โดยธรรมชาติของข่าวทีวีแล้วต้องเร็วกว่าข่าวหนังสือพิมพ์นะ แต่เนื่องจากว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไง" นี่เป็นเสียงของ "วิศาล ดิลกวณิช" ผู้ประกาศข่าวที่คลุกคลีอยู่ในวงการสื่อมวลชนมานาน โดยพ่วงตำแหน่งอาจารย์พิเศษสอนนิเทศศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย ได้ตอบคำถามที่ว่า ทำไมรายการโทรทัศน์ในยุคนี้ถึงนิยมเอาข่าวจากหนังสือพิมพ์มาเล่าให้คนดูฟัง
"มันตอบโจทย์โดยคนดูครับ พฤติกรรมที่เขาต้องการรับข่าวที่มันง่ายขึ้น ชัดขึ้น ต้องการฟังอะไรที่เข้าใจและความต้องการข่าวสารก็มีมากขึ้น มันเป็นกระแสของการเสพข่าวสารมากกว่าเมื่อก่อน ซึ่งเมื่อก่อนคนอยากเสพละคร กระแสตรงนี้มันมากขึ้นจนทำให้ชาวบ้านรู้สึกหิวข่าวและต้องดูตลอดเวลา"
"ในเรื่องของท่าทางลีลาของคนเล่าข่าวที่อาจจะโดนใจตรงนี้ก็มีส่วนครับ สิ่งพิมพ์กระตุ้นเร้าด้วยภาพเคลื่อนไหวและเสียงไม่ได้ แต่สิ่งพิมพ์เป็นสิ่งที่อ่านไปแล้ว 1 รอบ 2-3-4 รอบแล้วเก็บได้ แต่ทีวีนำเสนอเสร็จแล้วผ่านเลย ฉะนั้นทีวีนำเสนอไม่ดีรอบเดียวไม่รู้เรื่องเลย จึงจำเป็นต้องมีท่าทางประกอบคำอธิบายบางส่วนหรือมีพร็อพ ชาร์ตกราฟิกอธิบาย ท่าทางเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเร้าความเข้าใจ ลองไปนั่งเล่าเรื่อยๆ ดิมันก็จะจืดๆ นี่ผมใช้ทฤษฎีสื่อสารกับประสบการณ์บูรณาการอธิบายร่วมกันนะครับ" วิศาล อธิบาย
แต่ทางด้านผู้ประกาศข่าวที่ได้รับรางวัลการันตีในฝีมือและคุณภาพมามากมายอย่าง "กิตติ สิงหาปัด" กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขามองว่าสาเหตุที่ทำให้รายการประเภทเล่าข่าวได้รับความนิยมนั้นเป็นเพราะเหตุผลทางด้านธุรกิจมากกว่า
"ผมคิดว่ามันไม่ต้องลงทุน สถานีไม่ต้องการลงทุนก็ทำรายการแบบนี้ง่ายที่สุด เพราะคุณจ้างทีมงานรีเสิร์ช 2-3 คนมาเป็นคนทำข้อมูล จ้างผู้ดำเนินรายการมาก็ทำได้แล้วรายการแบบนี้เพราะฉะนั้นการทำรายการแบบนี้จึงเกิดขึ้นเยอะ"
"เหมือนวิทยุน่ะจ้างผู้ดำเนินรายการมา 2 คนก็พูดคุยกันไปแล้วเอาหนังสือพิมพ์มาวางไว้ข้างหน้า"
ประโยชน์ที่หา(ไม่)เจอ
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที่ทำให้รายการเล่าข่าวเป็นที่นิยมขึ้นมาได้ ก็ไม่น่าจะเป็นสาระสำคัญเท่ากับว่าสิ่งที่เป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ได้ให้ประโยชน์,คุณค่าใดๆ บ้างแก่ผู้บริโภค หรือผู้จัดทำหวังเพียงแค่ได้เห็นเรตติ้งที่วิ่งกระฉูด รายได้ที่เป็นเม็ดเงินซึ่งได้กลับคืนมาอย่างเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น
วิศาลได้ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการเล่าข่าวว่า...
"การเล่าข่าวแตกต่างจากการอ่านข่าวปกติคือช่วยเปลี่ยนแปลงระดับภาษาสื่อสาร คือในมุมมองนักนิเทศศาสตร์ คนรับสารมีการศึกษาไม่เท่ากัน แต่ถ้าเราเกิดใช้ภาษาข่าวทุกๆ เรื่องชาวบ้านไม่เข้าใจ ข่าวบางข่าวเขียนบทรายงานข่าวยังไงชาวบ้านก็ไม่เข้าใจ เช่นเงินเฟ้อ, เรื่องดุลบัญชีเงินสะพัด เขียนข่าวให้ชาวบ้านฟัง100 รอบชาวบ้านก็ไม่เข้าใจว่าคือเรื่องอะไร การเล่าข่าวช่วยให้ความสับสนเนี่ยให้เข้าใจได้ เงินเฟ้อคือค่าเงินตกนะของมันแพงนะซึ่งในข่าวทำอย่างนี้ไม่ได้ ไม่สามารถจะคลี่คลายความซับซ้อนความยุ่งเหยิงได้ คือทำให้เรื่องยากๆ เข้าใจง่ายขึ้น"
เป็นมุมมองในด้านดี ในขณะที่ "กิตติ" กลับมองเห็นอีกด้านหนึ่ง
"ผมเห็นว่ารายการเล่าข่าวที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันทำให้ผู้บริโภคสื่อไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย"
สาเหตุที่ทำให้เจ้าตัวคิดเช่นนั้น กิตติบอกว่า เป็นเพราะรายการลักษณะแบบนี้ถึงมันจะเกิดขึ้นมากก็จริง แต่ว่าแต่ละรายการไม่ต่างกันเลยคือพูดเรื่องเดียวกัน ความจริงก็เท่าๆ กัน ไม่ได้ผ่านการเจาะหาความจริงเพิ่มและที่สำคัญไม่ได้มีการเปิดประเด็นใหม่ๆ ให้คนได้รู้เบื้องลึกของเรื่องนั้นๆ
ที่แย่ไปกว่านั้น"กิตติ" ได้แสดงทัศนะต่อไปว่า รายการเล่าข่าวทุกวันนี้มีแนวโน้มว่าจะทำให้รายการออกไปในทางเอ็นเตอร์เทนเสียมากกว่าที่จะมาให้ความจริงจังกับประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องความเป็นความตายของประชาชน
"ถ้าเรื่องสมัชชาคนจนมาประท้วงเอามาเล่ามันไม่สนุกแต่ถ้าเมื่อไหร่ซึ่งมีดาวโป๊ขึ้นหน้า 1 พวกนี้จะเล่าด้วยความสนุกสนาน เพราะฉะนั้นเราถึงเห็นว่ารายการในลักษณะนี้มันก็เป็นอะไรซึ่งเอาล่ะ ถ้าคุณคิดว่าขี้เกียจอ่านหนังสือพิมพ์หรือว่าอยากรู้แค่ว่าวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้างเนี่ยคุณก็ฟังได้ แต่ว่ามันไม่ได้สร้างปัญญาใหม่ๆ ไม่เหมือนเราอ่านหนังสือพิมพ์ซึ่งมีบทวิเคราะห์ซึ่งเจาะลึกมากกว่าหรือเรื่องอะไรที่เป็นประโยชน์เราก็จะไม่ได้"
"อีกอย่างพอเป็นโทรทัศน์แล้วก็มันเป็นเรื่องของลีลาเรื่องของการนำเสนอมานำเนื้อหาสาระและอย่างสำคัญสำหรับผมนะครับถ้าทุกคนใช้วิธีการเหล่านี้หมด วงการสื่อเราก็ถอยหลังคือไม่มีการพัฒนาผู้สื่อข่าวเก่งๆให้ไปทำหน้าที่สืบสวนหาข่าว มันจะหายไปเรื่อยๆ ไม่เจาะไม่ขุดไม่คุ้ยอะไรหรอก เอาแค่ว่ารถเมล์เหยียบกันตายเหมือนกับข่าวรายวันที่เกิดขึ้น" กิตติ กล่าว
มาตรฐานในปัจจุบัน
"มันก็เหมือนกับเอาสิ่งที่เกิดขึ้นจากหลายๆ แหล่งแล้วมายำๆๆแล้วก็เอามาผ่านผู้ดำเนินรายการเล่ากันไป การเล่าข่าวในลักษณะที่เมืองไทยที่เป็นอยู่ส่วนหนึ่งเป็นการเล่าข่าวจริงและอีกส่วนหนึ่งก็เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ไปในตัวซึ่งอันนี้ผมคิดว่ามันไม่ใช่หน้าที่หลักของสื่อ" กิตติ แสดงความคิดเห็น
"ตอนนี้ที่ผมเห็นเป็นปัญหาในเชิงระบบในเชิงพัฒนาการวิธีการสื่อสารมวลชนเราก็คือ รายการเล่าข่าวก็เป็นเหมือนกับว่าคุณเอาซอร์ตหนึ่งมาเล่าผ่านอีกซอร์ตหนึ่ง มันขาดการทำอะไรใหม่ๆ อย่างเช่นสมมติเราได้ยินข่าวว่าซีไอเอมาตั้งคุกในเมืองไทย รายการเล่าข่าวก็เป็นแต่เพียงเอาหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์มาเล่าให้ฟังว่ามีอย่างนี้แต่จะจริงรึเปล่าไม่รู้ครับ ก็ต้องพูดอย่างนี้ วิธีการทำข่าวที่ถูกต้องไม่น่าจะใช่การทำแบบนี้ในทัศนะของผมก็คือว่าเราเป็นองค์กรข่าว เป็นคนทำข่าวไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ คุณต้องหาความจริงต่อ นักข่าวต้องลงทุนสืบเสาะแทนที่จะพูดกันไปตามสภาพ"
ทั้งนี้ กิตติมองว่า รายการเล่าข่าวทุกวันนี้ทำง่ายมากเพราะว่าสื่อออนไลน์มีเยอะ
"ก็แค่คุณเข้าเว็บผู้จัดการทีหนึ่งก็ได้ซอร์ตไปเล่าได้เป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมงแล้ว เข้าเว็บออนไลน์ของสื่อหนังสือพิมพ์หลายๆ ที่เพราะเขาอัปเดตกันอยู่แล้วหรือฟังวิทยุรายการต้นชั่วโมง คุณก็รู้แล้วว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น ก็เอามาเล่าอีกทอดหนึ่งแล้วก็ผสมวิจารณ์ไปก็ได้แล้วรายการ แต่ถามว่าก็คนอื่นเขารายงานไปแล้วน่ะทำไมเราต้องมาทำซ้ำซึ่งเราควรจะทำอะไรที่มันมากกว่านั้นนี่คือที่ผมคิดนะครับ"
ความคิดเห็นของกิตติคล้ายกับ "วิศาล ดิลกวณิช" ตรงที่ว่ารายการเล่าข่าวในปัจจุบันมาตรฐานยังต่ำเกินไปด้วยเหตุผลเพราะข้อมูลความรู้ที่ให้แก่ผู้ชมยังไม่มากพอ
"การเล่าข่าวไม่ใช่แค่มานั่งเปิดหนังสือพิมพ์เพราะอ่านหนังสือพิมพ์คุณอาจจะวิเคราะห์ไม่ได้ว่ามีเงื่อนงำซ่อนปมอะไร เนื่องจากหนังสือพิมพ์ไม่ตอบคำถามพวกนี้เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมการเล่าข่าวในตอนนี้จึงเป็นการเล่าข่าวแบบตกๆ หล่นๆ ครึ่งๆ กลางๆ คือเล่าเสร็จแล้วคำถามที่ตามมาก็คือคนดูได้อะไร"
"ผมคิดว่ามาตรฐานมันต่ำไปนิดนึง คือการจะเล่าข่าวได้ต้องสรุปประเด็นสำคัญ วิเคราะห์ได้แล้วก็พยากรณ์ผลกระทบได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้อินฟอร์เมชันมากมาวินิจฉัย ผมเนี่ยต้องเปิดข้อกฎหมายมาอ่าน สมมติเรื่อง พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรผมก็ต้องอ่าน พ.ร.บ., เรื่องการตีความสถานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผมก็ต้องเอากฎหมายมาดู มันต้องศึกษาข่าว ไม่ได้ใช้ฟีลลิ่งในการวิเคราะห์นะครับ"
เอาเปรียบ ใช้อารมณ์
สองประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงรายการประเภทเล่าข่าวในปัจจุบันที่กำลังแพร่กระจายอย่างมากมายในตอนนี้ หนึ่งก็คือเรื่องของเครดิตที่คนส่วนใหญ่มองว่าเหล่าผู้ที่ทำหน้าที่ต่างๆ เหล่านี้แทบไม่ได้ทำอะไรเลย แค่หยิบเอาข่าวที่คนอื่นทำแล้วมานั่งอ่านๆ ถูกบ้างผิดบ้าง ส่วนประเด็นที่สองก็คือข้อสงสัยที่ว่า แท้ที่จริงแล้วทุกวันนี้บรรดาพิธีกรรายการข่าวทั้งหลายนั้นใช้ "ความรู้" แค่ไหนในการทำหน้าที่ของตนเอง เนื่องจากส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ใช้อารมณ์ในการนำเสนอมากกว่า
เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ปอ อรปรียา หุ่นศาสตร์" ชี้แจงว่า ไม่อยากให้คิดว่าเอาเปรียบคนหนังสือพิมพ์ เพราะสื่อโทรทัศน์มีความจำกัดเรื่องเวลาจึงตามประเด็นของหนังสือพิมพ์บ้าง
"ใจจริงไม่อยากให้หนังสือพิมพ์มองว่าเราคนข่าวทีวีเอาเปรียบ บางฉบับที่เราหยิบมาเราให้เครดิตอยู่แล้ว หยิบมาก็พูดตลอด แต่บางทีเนี่ยปอก็อ่านข่าวตามหนังสือพิมพ์ซึ่งถ้ามีอะไรที่ผิดพลาดเราก็บอกเค้าว่าเราอ่านมาจากไหน แต่พอเราบอกว่าอ่านมาจากหนังสือพิมพ์อะไร เรากลับโดนต่อว่าอีก ซึ่งช่วงหลังเราก็บอกว่าถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นไม่อยากให้เอามาพูดเราก็เลือกที่จะไม่หยิบมา อย่างพี่ยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) ถ้าปอลืมว่าเอาข่าวมาจากไหน พี่ยุทธจะคอยเตือนอยู่แล้ว"
"มันไม่ใช่เป็นการเอาเปรียบหรือว่าอะไรนะ ปอไม่อยากให้มองอย่างนั้น ปอคิดตลอดว่าหนังสือพิมพ์มีบุญคุณกับปอมาก เพราะบางทีทีมข่าวโทรทัศน์เองบอกเลยว่าไม่มีทางที่จะตามประเด็นอะไรได้เท่าหนังสือพิมพ์ เพราะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาและอะไรหลายอย่าง เพราะฉะนั้นก็เลยต้องตามประเด็นของหนังสือพิมพ์ อยากให้มองว่าเราเอื้อกันมากกว่า"
"เราคงต้องย้อนไปที่คอนเซ็ปต์ก่อนว่าจริงๆเรื่องเล่าเช้านี้ คอนเซ็ปต์คือการวิเคราะห์ประเด็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ให้คนทางบ้านฟัง เหมือนกับว่าดื่มกาแฟตอนเช้าแล้วอ่านหนังสือพิมพ์พร้อมเราไปด้วย อีกอย่างที่ต้องหยิบข่าวหนังสือพิมพ์เพราะปอพูดด้วยความเคารพนะ ปอรู้สึกว่าหนังสือพิมพ์มีบุญคุณกับปอ เป็นสื่อที่ไม่ว่าไปที่ไหนปอก็ต้องหยิบอ่าน มีหลายมุมที่ทำให้เราคิดตามได้เยอะ"
"เรียกว่ามันต้องเอื้อกันถึงจะถูก อย่างแม่ปอเค้าดูรายการเล่าข่าวบางวันเค้าบอกว่ามันดีตรงที่ถ้าเราอยากรู้เรื่องไหนละเอียดเราก็ไปตามซื้อต่อได้ ซึ่งปอถือว่ามันเป็นอะไรที่ช่วยเหลือกัน เพราะยังไงก็คนข่าวเหมือนกัน ไม่อยากให้คิดว่ามันท้าทาย หรือเอาเปรียบกัน คนทีวีก็คือไม่ได้คิดว่าจะต้องเร็วกว่าหรือจะมาแข่งขันกัน เพราะจุดประสงค์ของการทำข่าวก็คือให้ประชาชนได้รู้ความจริงเหมือนกัน คิดว่าช่วยๆกันในการทำงานจะดีกว่ามั้งคะ"
ด้าน วิศาล ย้ำว่า การให้เครดิตข่าวนั้นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือว่าคนข่าวทีวีต้องให้เครดิตคนข่าวหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่เอาหนังสือพิมพ์ออกอากาศโชว์หัวแล้วถือว่าโปรโมตให้ถือว่าไม่ถูกต้อง
"ควรต้องมีการให้เครดิตนะ เพราะหนังสือพิมพ์เนี่ยเขามีกำลังคนมีทีมงานกว่าจะได้ข่าวชิ้นหนึ่งมาใช้ทรัพยากรเยอะเราก็ต้องบอกว่าอันนี้เป็นของผู้จัดการนะ อันนี้ของคมชัดลึกนะ อันนี้กรุงเทพธุรกิจพาดหัว อันนี้เดลินิวส์นะ ต้องบอกครับ เพราะเขาไปทำมานะเราไม่ได้ไปทำ เว้นเสียแต่ว่าเรื่องที่เราไปทำอย่างผมก็จะทำข่าวเองด้วย ไม่ได้เล่าอย่างเดียว ผมจะเช็กประเด็น สัมภาษณ์ทำข่าวเองด้วยเพื่อเอามาประกอบอะไรที่มันยังไม่ครบ ผมก็จะบอกว่าผมไปเช็กมาเอง ไปตรวจสอบมา"
ประเด็นที่ว่ารายการเล่าข่าวปัจจุบันแทนที่จะทำให้คนได้ต่อยอดทางความรู้และความคิดกลายเป็นว่าพอฟังรายการเหล่านี้แล้วคนส่วนใหญ่กลับมีความรู้สึกทางด้านของอารมณ์มากกว่านั้น เรื่องนี้ วิศาลย้อนถามกลับว่า..." คือเรื่องอารมณ์มันพอมีได้แต่ถามว่ามีเพื่อ? "
"เศร้า เครียด โกรธได้ แต่มันมีเพื่ออะไรล่ะเพื่อดึงเรตติ้งหรือทำให้มีอารมณ์ในข่าวเพื่อสร้างให้คนดูเกิดการเรียนรู้และแก้ไข ถ้าเป้าหมายเพื่อดึงเรตติ้งมันไม่ช่วยอะไรแต่เป้าหมายเพื่อให้เรียนรู้และแก้ไขข้อผิดพลาดผมว่าดี"
ส่วนในเรื่องของการชี้นำให้แก่คนเสพข่าวนั้น ในฐานะเป็นอาจารย์ที่สอนด้านสื่อสารมวลชนมากว่า 5 ปีได้มองว่าเป็นเรื่องของจรรยาบรรณที่สื่อควรจำเป็นต้องทำเลยทีเดียว
"ผมก็เคยได้ยินนักวิชาการสื่อมวลชนพูดว่านักข่าวไม่ควรชี้นำไม่ควรจะไปเข้าข้างคือมันถูกครึ่งหนึ่งไม่ถูกครึ่งหนึ่ง นักข่าวชี้นำได้ครับ มันมีข้อหนึ่งเรื่องจรรยาบรรณสื่อมวลชนต้องจรรโลงสังคม สมมติเราโดนบีบคั้นถูกกดดันหรือกลั่นแกล้งรังแกจากอำนาจมืดหรืออิทธิพลแทรกแซงทำให้สังคมผิดเพี้ยน หน้าที่สื่อมวลชนต้องจรรโลงคือรักษาความถูกต้องรักษาศีลธรรมและความจริง"
"ไม่งั้นสังคมจะแยกไม่ออกว่าอะไรดีอะไรชั่ว อะไรบาปอะไรบุญ บางเรื่องจริงต้องบอกว่าเรื่องนี้อันตรายเรื่องนี้บาป สมมติการฆ่าคนเพื่อให้ได้ดินแดนมาเป็นบาปนะ ถามว่าต้องชี้นำมั้ยต้องชี้ครับ แต่ไม่ได้ชี้นำบอกว่าคนนี้เลวคนนั้นถูกด้วยอารมณ์ส่วนตัวอย่างนั้นไม่ใช่ ต้องชี้นำด้วยเหตุผลของจริยธรรม"
แต่ "กิตติ" กลับมองมุมกลับ เห็นว่าเรื่องการชี้นำของนักข่าวเป็นเรื่องที่ประเทศที่ยังไม่เจริญเท่านั้นที่จะกระทำ
"ผมจะเล่าให้ฟังนะครับ เวลาเราดูสื่อของอเมริกา ถ้าคุณไปดูผังรายการเขานะครับ 7 วัน แล้วก็ตั้งแต่เช้าถึงมืด เขาไม่มีหรอกครับมาเล่าข่าวอะไรแบบนี้ เพราะถือว่าผู้บริโภคที่เจริญแล้วเขาต้องการดูอะไรที่เป็นสาระในแง่ข้อเท็จจริงเท่านั้น เขาไม่เชื่อคนมาวิพากษ์วิจารณ์หรอก สรุปว่าเขามีปัญญาแล้วหมายความว่าผู้ชมเขามีความรู้สูง"
"เขาไม่ต้องการให้ใครมาชี้นำหรอก เขาต้องการแค่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง คุณ(นักข่าว)ไปช่วยดูลึกๆหน่อยสิว่ามันเป็นยังไง เพราะว่าประชาชนไม่มีสิทธิเจาะหาข่าวเหมือนคุณ คุณมีหน้าที่ไปเจาะหาข่าวให้เรา เราจะตัดสินเองว่าใครผิดใครถูก คุณไม่ต้องมาชี้นำเพราะว่าเราฉลาดพอ เราต้องการดูอะไรเป็นอะไรในแง่ของความจริงเท่านั้นเอง"
"เล่าข่าว" ที่ควรจะเป็น
"บางรายการช่วงหลังก็มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันสนุกปากเลย ซึ่งตรงนี้คนข่าวเองต้องเซฟเพราะปอยอมรับว่ารายการแบบนี้มันมีผลกระทบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่จะต่อยอดอะไรเราต้องเซฟค่อนข้างมาก"...เป็นข้อแนะนำจาก ปอ อรปรียา
"รายการข่าวพวกนี้ก็ถือว่ามีประโยชน์นะ บางทีเราบอกวิธีการป้องกันตัว อะไรไปคนดูเค้าฟังอยู่ก็สามารถเอาไปใช้ได้ หลายคนที่โทรศัพท์เข้ามาหลังรายการว่าเค้าได้แง่คิดจากเราเยอะมาก แต่บางทีปอก็เข้าใจว่าเสน่ห์หรือว่าสไตล์การพูดของคนข่าวแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ความยากมันอยู่ที่ว่าเราจะต่อยอดให้คนดูได้มากน้อยสักแค่ไหน ภายในเวลาไม่กี่นาทีกับเรื่องราวที่มากมายในแต่ละวัน"
ด้านวิศาล บอกว่า คนเล่าข่าวไม่ใช่วิเคราะห์แล้วจบไป ต้องนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาเสมอว่าจะเกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างไรบ้าง
"ไม่ใช่ทุกเรื่องที่คุณจะเล่าข่าวได้นะครับ ข่าวบางข่าวเนี่ยลูกข่มขืนแม่ผมไม่เล่า หนังสือพิมพ์ลงแต่ผมเล่าไม่ได้เพราะเรื่องพวกนี้เกินกว่าสังคมรับเพราะมันออกทีวี คนที่เป็นคนข่าวต้องใช้วิจารณญาณ คนข่าวหมายถึงว่าไปทำข่าวคลุกคลีแหล่งข่าว ลงพื้นที่ ไม่ใช่นั่งหน้าจอเจื้อยแจ้ว ผมไม่คิดว่าพวกนี้เป็นคนข่าวครับ"
"เวลาผมสอนหนังสือผมก็จะใช้นิยามนี้คือคนข่าวเนี่ยเขาเรียกว่าเป็นรีพอร์เตอร์ คือสรุปประเด็น และมาวิเคราะห์ อธิบายพยากรณ์ แต่ส่วนใหญ่คนเล่าข่าวที่ผมเห็นทุกวันนี้เป็นเมสเซ็นเจอร์ คือคนส่งเอกสารหยิบเอกสารจาก ก.ไปส่งแฟ้มที่ ข. รีพอร์เตอร์จะมีน้อยหรือไม่ค่อยมีหรอกครับ"
ทางด้าน "กิตติ สิงหาปัด" บอกว่า เขาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำนิยามสักเท่าไหร่ แต่จะคำนึงถึงเรื่องความภาคภูมิใจของการทำหน้าที่ตรงนี้มากกว่า
"มันก็เป็นผู้ดำเนินรายการครับ เพราะว่าส่วนใหญ่คำกลางๆของการจัดรายการโทรทัศน์เนี่ยมันก็คือคนดำเนินรายการ ถือว่าเป็นคนข่าวมั้ย ก็ไม่รู้น่ะครับ มันก็แล้วแต่ บางทีคนข่าวมันพูดรวมๆไป ใครมาทำหน้าที่ในวงการข่าวก็เรียกว่าคนข่าวๆ ซึ่งผมคิดว่าคำนี้มันก็มีระดับความเข้มข้นต่างกันไป"
* * * * * * * * * * * *
เรื่อง - ทีมข่าวบันเทิง


