xs
xsm
sm
md
lg

ความทรงจำโลกไม่ลืม กว่าจะถึง"เวิลด์คัพ 2006"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หากจะเอ่ยถึงมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลที่สามารถตรึงตาผู้ชมได้ทั่วโลกมากที่สุด 'เวิลด์คัพ' หรือการแข่งขันฟุตบอลโลกคือที่สุดแห่งศึกลูกหนังที่แฟนบอลทั่วโลกต่างรอคอย เพราะนอกจากจะได้ชมลีลาของนักฟุตบอลแล้ว สีสันและบรรยากาศในสนามแข่งในเมืองที่รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพคือสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้แฟนลูกหนังทั้งขาประจำและขาจรต้องติดตามการแข่งขันรายการนี้

ตลอดระยะเวลา 75 ปี นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย ฟุตบอลโลกในแต่ละครั้งได้ให้กำเนิดทีมลูกหนังที่มีลีลาการเล่นน่าจับตา รวมทั้งยังเป็นเวทีที่แจ้งเกิดนักเตะใหม่ๆ เรื่องราวเหล่านี้ได้หล่อหลอมรวมกันเป็นตำนานลูกหนังอันน่าจดจำเป็นเสน่ห์ของฟุตบอลโลก ที่หาการแข่งขันรายการอื่นเทียบเคียงได้ยากยิ่ง

บรรทัดต่อจากนี้เราจะมาย้อนหลังเหตุการณ์สำคัญนับจากฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 เพื่อให้การเฝ้ารอฟุตบอลโลก 2006 ณ ประเทศเยอรมนีของแฟนลูกหนังมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น พร้อมๆกับการเตรียมพบกับเว็บไซต์เฉพาะกิจ www.manager.co.th/worldcup2006

- กำเนิด 'ไข่มุกดำ' เปเล่ และ ถ้วยจูลส์ ริเมต์ ของอังกฤษ

การแข่งขันฟุตบอลโลกเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี 1930 โดยมีอุรุกวัย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ในเวลานั้นมีทีมที่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันเพียง 13 ทีมที่ตอบรับการแข่งขัน ฟุตบอลโลกครั้งแรกได้แจ้งเกิดนักเตะของทีม "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา กิลเยอร์โม่ สตาร์บิเล่ ซึ่งทำประตูสูงสุด ในการแข่งขันครั้งนี้เจ้าภาพ อุรุกวัย ผ่านถึงรอบชิงชนะเลิศ พบกับ อาร์เจนตินา ท่ามกลางแฟนบอลที่แน่นขนัดถึง 200,000 คน และทีมเจ้าบ้านเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ 4-2 คว้าแชมป์โลกไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี

ปี 1934 ประเทศอิตาลีเป็นเจ้าภาพ ซึ่ง 'ขุนพลอัสซูรี่' หวังเป็นอย่างมากที่จะคว้าถ้วยฟุตบอลโลกมาครองให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันแค่ 16 ทีมและแชมป์เก่าอย่างอุรุกวัยไม่ได้เข้าร่วมรายการ เจ้าภาพจึงครองแชมป์สมัยแรกได้สำเร็จด้วยการถล่มเชโกสโลวะเกียไป 2-1

ปี 1958 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สวีเดน เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันโดยในครั้งนี้ฟุตบอลโลกได้ให้กำเนิด ราชาลูกหนัง 'เปเล่' ไข่มุกดำแห่งอเมริกาใต้ นอกจากจะเป็นนักฟุตบอลที่มีอายุเพียง 17 ปีซึ่งนับว่าน้อยที่สุดในการแข่งขันครั้งนั้น เขายังยิง 2 ประตูสำคัญให้กับบราซิลในนัดชิงชนะเลิศ กับ สวีเดนโดยประตูที่สร้างชื่อให้กับ ไข่มุกดำ มากที่สุดคือลูกจักรยานอากาศด้วยเท้าขวาพุ่งเข้าประตู ทำให้บราซิลคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ

ในปี 1966 อังกฤษเป็นเจ้าภาพและเป็นปีที่ทีมสิงโตคำรามคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ทีมชาติบราซิลซึ่งเป็นแชมป์เก่าตกรอบแรกไปแบบไม่น่าเชื่อ แถมเจ็บช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อแซมบ้าพ่ายให้กับ ฮังการี ในนัดที่สอง ซึ่งนัดนั้น เปเล่ไม่สามารถลงเล่นได้เนื่องจากบาดเจ็บจากเกมที่ชนะบัลแกเรีย โดยไข่มุกดำแห่งบราซิล โดนคู่ต่อสู้เล่นตุกติกตลอดเวลา จนทำให้นัดที่ลงสนามพบกับ ฮังการี เปเล่ ไม่สามารถลงสนามได้และเป็นเหตุทำให้ทีมไม่ผ่านเข้ารอบสอง

นัดชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่างอังกฤษกับเยอรมนี นับเป็นการพบกันที่เกิดปัญหาข้องใจมาจนถึงปัจจุบันคือประตูปริศนาของ เจฟฟ์ เฮิร์ทส์ ในช่วงต่อเวลา ที่หลายคนยังกังขาอยู่ว่าลูกนั้นได้ข้ามเส้นไปหรือยัง แต่ท้ายที่สุดแล้วทีม "สิงโตคำราม" อังกฤษก็เป็นฝ่ายครองแชมป์โลกท่ามกลางความดีใจของแฟนลูกหนังเมืองผู้ดี ในขณะที่ "ไกเซอร์ฟรานซ์" ตำนานลิเบอโร่ของอินทรีเหล็ก ต้องพบกับความผิดหวัง

- แชมป์ 3 สมัยของบราซิลและ'นักเตะเทวดา' โยฮัน ครัฟฟ์

ฟุตบอลโลก ปี 1970 เม็กซิโกเป็นเจ้าภาพในขณะที่บราซิลแชมป์โลก 2 สมัยนำโดย เปเล่ ที่กลับมาพร้อมพลพรรคที่แทบจะเป็นทีมที่ดีที่สุดของโลกไม่ว่าจะเป็น 'ริเวลิโน่' 'เกอร์สัน' 'แจซินโญ่' 'ทอสเทา' และกัปตันทีมอย่าง 'คาร์ลอส อัลแบร์โต้'

การแข่งขันครั้งนั้น บราซิลเข้ารอบชิงชนะเลิศกับอิตาลี ด้วยสถานะที่ต่างก็เคยครองถ้วยบอลโลกมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งถ้าใครคว้าแชมป์ครั้งที่ 3 ได้ถ้วยจูลส์ ริเมต์ จะตกอยู่ในความครอบครองของทีมนั้นทันทีท้ายที่สุด บราซิล คือทีมลูกหนังทีมแรกของโลกที่ทำได้สำเร็จ และแจร์ซินโญ่กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูได้ทุกนัดจนกระทั่งบราซิลได้แชมป์โลก

มาถึงฟุตบอลโลก ปี 1974 เยอรมันตะวันตกเป็นเจ้าภาพ พร้อมกับความหวังที่จะคว้าแชมป์สมัยที่สองมาครองให้ได้ภายใต้การนำทัพของ 'ไกเซอร์ฟรานซ์' ที่พาทีมอินทรีเหล็กทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ไปพบกับฮอลแลนด์ที่มีซูเปอร์สตาร์ลูกหนังเจ้าของฉายา "นักเตะเทวดา" โยฮัน ครัฟฟ์ พร้อมกับระบบการเล่นโทเทิ่ล ฟุตบอล (ระบบทีมที่นักเตะเปลี่ยนตำแหน่ง) อันลือลั่นของนายพลไรนุส มิเชล ที่ส่งให้ ครัฟฟ์ เล่นได้อย่างโดดเด่น แต่ "กังหันสีส้ม" ก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อพ่ายเจ้าภาพอินทรีเหล็กไปอย่างน่าเสียดาย 1-2

การแข่งขันฟุตบอลโลกเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในช่วงรอยต่อของปลายทศวรรษ 70 – 80 โดยใน ปี 1978 อาร์เจนตินา เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน แต่เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาของสงครามเย็นทำให้ "นักเตะเทวดา" โยฮัน ครัฟฟ์ กัปตันทีมกังหันสีส้มไม่เข้าร่วม และมาราโดน่า ซึ่งเป็นนักเตะดาวรุ่งชื่อดังไม่ติดโผรายชื่อ 22 คนของทีม อาร์เจนตินา ฟุตบอลโลกครั้งนั้นจึงขาดสีสันไปอย่างมาก และที่กลายเป็นตราบาปมาจนถึงทุกวันนี้คงหนีไม่พ้นนัดที่อาร์เจนตินา พบกับ เปรู โดยทีมฟ้าขาวถล่มไป 6-0 พร้อมกับข้อกล่าวหาที่ว่า ทีมเปรู ล้มบอลเพื่อให้เจ้าภาพได้เข้าชิงแทนบราซิลที่รอผลประตูได้เสียอยู่

นัดชิงชนะเลิศในปีนั้น อาร์เจนตินา คว้าชัยเหนือฮอลแลนด์ 3-1 โดยต้องสู้กันจนถึงช่วงต่อเวลา ส่งผลให้ทีมกังหันสีส้ม อกหักซ้ำสอง

- ทศวรรษ 80 ถึงเวลา 'เสื้อเตี้ย'และ 24 ทีมร่วมฟุตบอลโลก

ปี 1982 สเปนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันและเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลโลก เมื่อมีจำนวนทีมเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 16 ทีม เป็น 24 ทีม ช่วยเพิ่มสีสันของเกมลูกหนังได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกลับมาป้องกันแชมป์ของอาร์เจนตินานำทัพโดย ดิเอโก้ มาราโดน่า นักเตะชื่อดังของทีมฟ้าขาววัย 21 ปี

ฟุตบอลโลกครั้งนี้มีเหตุการณ์ที่น่าจดจำเกิดขึ้นมากมาย รวมไปถึงผลการแข่งขันที่ช็อกคนดูทั้งโลกเมื่อ บราซิล พ่ายอิตาลีแบบพลิกล็อก ทั้งๆที่แซมบ้าเล่นแค่เสมอก็เข้ารอบแล้ว ในขณะที่คู่ของฝรั่งเศส และ เยอรมนี ต้องดวลลูกจุดโทษเพื่อหาผู้ชนะเข้ารอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก ซึ่งในที่สุด อิตาลี ก็เข้าไปชิงแชมป์สมัยที่สามกับ เยอรมนี และขุนพล อัสซูรี่ ก็ทำความฝันของพวกเขาได้สำเร็จด้วยการนำถ้วยเวิลด์คัพ กลับบ้าน

ปี 1986 ฟุตบอลโลกที่เม็กซิโก การแข่งขันนัดประวัติศาสตร์ที่แฟนฟุตบอลยังไม่ลืมกัน นั่นคือลูกที่ มาราโดน่า ใช้หัตถ์ของพระเจ้า หรือ แฮนด์ออฟก็อด โดยใช้กำปั้นซ้ายชกบอลเข้าประตูขึ้นนำอังกฤษไปท่ามกลางสายตาผู้ชมทั้งสนาม แต่ผู้ตัดสินกลับให้เป็นประตูค้านสายตาแฟนบอลทั่วโลก นับเป็นประตูที่อื้อฉาวที่สุดในฟุตบอลโลก

หลังจากประตูที่ 2 ก็ตามมา เมื่อเจ้าของ "หัตถ์แห่งพระเจ้า" ลากบอลจากครึ่งวงกลมสนามฝั่งตัวเองผ่านผู้เล่นอังกฤษเกือบครึ่งทีมยิงผ่านมือผู้รักษาประตู ปีเตอร์ ชิลตัน ไปอย่างสวยงาม และด้วยความสามารถเฉพาะตัวของ มาราโดน่า ทำให้ทีมฟ้าขาว คว้าชัยเหนือทีมอินทรีเหล็ก ขึ้นครองตำแหน่งแชมป์โลกได้สำเร็จ

- แจ้งเกิดโอเว่น และสหัสวรรษแห่งความสำเร็จของเกาหลีใต้

ปี 1994 สหรัฐอเมริกาประเทศที่ฟุตบอลไม่ได้รับความนิยมได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ที่สำคัญทีม'แยงกี้' สามารถผ่านเข้าถึงรอบสองได้สำเร็จ แต่สำหรับ อิตาลี การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้น่าผิดหวังในนัดชิงชนะเลิศที่พวกเขาต้องพบกับบราซิล โรแบโต้ บาจโจ้ ยิงจุดโทษพลาดทำให้พลาดแชมป์ส่งให้ทีม 'แซมบ้า' ครองแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 4

นอกจากนี้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อ อันเดรียส เอสโคบ้า กองหลังทีมชาติโคลัมเบีย ถูกแฟนบอลยิงเสียชีวิตหลังพาทีมแพ้ นับเป็นเหตุการณ์ที่เศร้าสลดต่อวงการฟุตบอล

ในปี 1998 ฟุตบอลโลกถูกจัดขึ้นที่ประเทศ ฝรั่งเศส และเป็นที่แจ้งเกิดของ ไมเคิล โอเว่น กองหน้าดาวรุ่งอายุน้อยที่สุดของทีมชาติอังกฤษ ที่โชว์ความสามารถเฉพาะตัวและทักษะฟุตบอล ลากเลื้อยพาบอลจากการส่งของ เดวิด เบ็คแฮม หลบหลีกกองหลังอาร์เจนตินา แล้วยิงประตูขึ้นนำให้อังกฤษได้สำเร็จ ส่งผลให้เจ้าหนูเบบี้โกล ดังเป็นพลุแตกทันควัน โดยประตูที่โอเว่นทำได้นั้นยังมีการพูดถึงจนทุกวันนี้

จากนัดเดียวกัน เบ็คแฮม อดีตดาวดังแมนฯยูไนเต็ดโดนใบแดงไล่ออก ทั้งๆที่ตัวเองโดนทำฟาวล์ ลงนอนกับพื้นจาก ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ แต่เพราะอารมณ์เดือดกัปตันรูปหล่อยกขาหลังดีดใส่ ซิเมโอเน่ ทำให้ต้องออกจากการแข่งขัน ส่งผลให้ทีมสิงโตคำรามแพ้จุดโทษอาร์เจนตินา (3-4)เสมอในเกม 2-2 ตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ปี 2002 เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกถูกจัดขึ้นบนพื้นแผ่นดินเอเชีย โดยการเป็นเจ้าภาพร่วมระหว่างเกาหลีใต้- ญี่ปุ่น และทีม Red Power เกาหลีใต้ สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมเอเชียทีมแรกที่เข้ารอบรองชนะเลิศก่อนจะปราชัยให้กับ 'ทีมอินทรีเหล็ก' แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายสำหรับลูกทีมของกุส ฮิดดิ้ง

นอกจากนี้ ในการแข่งขันนัดเปิดสนามรอบแรก ฝรั่งเศสพบกับเซเนกัล ซึ่งทีมตราไก่ได้เปรียบในฐานะแชมป์เก่าแต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อแชมป์ปี 1998 พ่ายให้กับทีมรองชั้นอย่าง เซเนกัล ไปแบบพลิกความคาดหมาย 0-1 โดยคนยิงประตูชัยลูกเดียวให้กับเซเนกัลคือ ปาป้า บูบา ดิออฟ ที่พาทีมม้ามืดจากกาฬทวีปเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนฝรั่งเศสตกรอบแรกแบบสุดเซอร์ไพรส์ ยิงประตูคู่ต่อสู้ไม่ได้เลย

ในขณะที่ทีมชาติบราซิล นำโดย โรนัลโด้ พาทีมแซมบ้าเอาชนะเยอรมนีไปด้วยสกอร์ 2-0 ครองแชมป์โลกสมัยที่ 5 ไปอย่างสมศักดิ์ศรี

สำหรับฟุตบอลโลกครั้งที่ 18 หรือ เยอรมนี 2006 ที่กำลังเปิดฉากฟาดแข้งบนพื้นแผ่นดินดอยช์ ถึงเวลานี้ ยังคงอยู่ในช่วงรอบคัดเลือกเพื่อหาสุดยอด 32 ทีมสุดท้ายเข้าสู่การชิงชัยในเดือนมิถุนายนปีหน้า วันเวลานับจากนี้เชื่อว่าแฟนลูกหนังคงเริ่มหันมาให้ความสนใจกับมหกรรมลูกหนังรายการสำคัญที่สุดของโลก ซึ่งทีมข่าวกีฬาผู้จัดการออนไลน์ ได้จัดทำเว็บไซต์เฉพาะกิจ www.manager.co.th/worldcup 2006 เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวนับตั้งแต่รอบคัดเลือก จนถึงวินาทีสุดท้ายของรอบชิงชนะเลิศ นอกจากนี้ยังมีเกร็ดความรู้ของทีมที่น่าสนใจ นักเตะที่น่าจับตา รวมไปถึงการไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญของฟุตบอลโลกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1930 จนถึงปี 2002

นอกจากนั้นส่วนสำคัญที่สุดใน www.manager.co.th/worldcup2006 คงหนีไม่พ้นการชิงรางวัลแพกเกจทัวร์ชมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งกติกาต่างๆสามารถตรวจสอบได้ในเว็บไซด์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

************

เรื่อง - สุกัลยา จิตจำ