xs
xsm
sm
md
lg

โลกของคนชอบ "สัตว์แปลก"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตะพาบน้ำขนาดใหญ่ชูคอโผล่หัวออกจากกระดองพยายามตะกายตัวจากผืนน้ำขึ้นสู่ผืนบก ตุ๊กแกลายเสือดาวซุกตัวอยู่ใต้โขดหินจำลอง หนูจิงโจ้ขุดคุ้ยเศษเลื่อยก่อนที่จะมุดหัวลงไป ท่ามกลางสายตาหลายคู่ของฝูงชนหลากเพศ หลายวัย ที่เฝ้ามองสัตว์หลากหลายชนิดซึ่งหาชมไม่ได้ในท้องถิ่นประเทศไทย และด้วยความแปลกแตกต่างจากสัตว์พื้นเมืองนี้เอง กลายเป็นเสน่ห์อันโดดเด่นให้คนกลุ่มหนึ่งสนใจสรรหามาเลี้ยงดู

ลองไปฟังคนเลี้ยงสัตว์แปลกเหล่านี้ เล่าถึงประสบการณ์การเลี้ยงของพวกเขาให้ฟัง


* สัตว์แปลก...เดี๋ยวเลิกเดี๋ยวเห่อ

ตลาดนัดสวนจตุจักร นอกจากจะเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้าแล้ว บริเวณตลาดซันเดย์ที่ตั้งใกล้เคียงกัน ยังถือเป็นศูนย์รวมสัตว์เลี้ยงนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงทั่วไป เช่น สุนัข แมว หรือปลา ตลอดจนสัตว์เลี้ยงแปลกๆ ที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างออกไป บรรดาสัตว์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่นำเข้าจากต่างแดน ซึ่งนำเข้ามาจากตลาดเพาะเลี้ยงที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รองลงมาคือ ญี่ปุ่น สำหรับประเทศอัฟริกา แม้จะมีสัตว์เลี้ยงแปลกๆจำนวนมาก แต่แอฟริกาก็มีกฎหมายคุ้มครองจนยากที่จะนำเข้ามา

หากถามบรรดาพ่อค้าแม่ขายสัตว์ในตลาดซันเดย์ สวนลุมไนท์บาซาร์ และแฟนพันธุ์แท้ที่นิยมเลี้ยงสัตว์แปลกถึงสถานการณ์สัตว์แปลก ณ เวลานี้ ดูเหมือนว่าสัตว์เลื้อยคลานชนิดเดิมๆยังคงนำออกมาขายได้เรื่อยๆ เทรนด์ของสัตว์แปลกไม่ต่างจากเทรนด์เสื้อผ้า สามารถหมุนเวียนกลับมาเป็นที่นิยมใหม่อีกครั้ง บางชนิดวางขายในร้านมานาน แต่เพิ่งเป็นที่นิยมก็มี

"เหมือนสุนัข ช่วงนี้หมาใหญ่ โกลเด้นฯมาแรง วนอยู่แบบนี้ หรืออย่างแมงมุม ถามว่าช่วงนี้บูมไหม มันก็เรื่อยๆ สักพักเงียบไป พอถึงเวลามันก็จะขึ้นมาอีก วนเป็นวัฏจักรไป"ฉัตรชัย บุญเหลือ เจ้าของร้าน wild-guest petshopสวนลุมไนท์บาซ่าร์แสดงความเห็น

"กระแสสัตว์เลื้อยคลานตอนนี้ไม่มีอะไรเป็นกระแส ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่มีอยู่เดิม อย่างเต่า เต่าดาวที่มีคนนิยมเลี้ยง มันเป็นอย่างนี้มาหลายปี อยู่ที่ว่าคนนิยมเลี้ยงอันไหนมากกว่ากัน บางครั้งวัยรุ่นนิยมคาเมเลียน พอบูม พ่อค้าก็นำเข้ามา เหมือนแฟชั่นวนกลับไปมา แต่คนที่เลี้ยงมองว่าจริงๆมันก็อยู่กับที่" เฉลิมพล อังสนันท์ ชายหนุ่มวัย 25 ผู้นิยมเลี้ยงสัตว์แปลกกล่าว

* เต่าบก..เทรนด์นิยม

สำหรับตอนนี้ดูเหมือนว่า "เต่าบก" กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ ณัฐฏิยา ศรีด้วง เจ้าของร้านBangkok Pet โซนซี ซอย 6 จตุจักรพลาซ่า เริ่มต้นขายสัตว์เลื้อยคลาน ต่อมาตลาดสัตว์เลื้อยคลานเงียบจึงเปลี่ยนมาขายกระต่าย ล่าสุดกลับไปขายสัตว์เลื้อยคลานอีกครั้ง

"แล้วแต่ว่าอะไรจะวนมาแล้วแรง ไม่แน่ แล้วแต่ปี ตอนนี้เต่าบกได้รับความนิยมมาก เนื่องจากสีสันสวย ประกอบกับดูแลไม่ยาก เต่าบกมีหลายชนิด เช่นเต่าอินเดีย ซูคาตา อาลาบา เป็นต้น ราคาหลักพัน,หมื่น,แสน นำเข้าจากหลายประเทศเป็นต้นว่าบราซิล อเมริกา แถบยุโรป อินเดีย เมืองไทยมีเต่าบก แต่คนไม่นิยมเลี้ยงเพราะติดพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์สงวน"ณัฐฏิยา กล่าว

หญิงสาวแนะนำไปถึงผู้ที่สนใจจะเลี้ยงเต่าบกว่า "เต่าบกเลี้ยงบนบก อาจจะโดนน้ำบ้าง ล้างตัวด้วยการนำไปแช่ในน้ำอุ่น เต่าก็จะถ่ายของเสียออกมา ทำให้สุขภาพดี แสงแดดสำคัญ ช่วงหน้าฝนคนเลี้ยงเต่าบกผวา ไม่มีแดดทำให้เต่าป่วย แก้ไขด้วยการใช้ไฟช่วยและเลี่ยงแช่น้ำ"

"กิ้งก่ากิล่ามอนเตอร์เป็นกิ้งก่ามีพิษ ลักษณะเด่นมีสีสันสวยงาม สีเหมือนลูกปัด ขนาดฟุตหนึ่ง โตเต็มที่ประมาณ 2 ฟุต อาหารกินหนูแดง เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ อาทิตย์ละครั้งหรือ 3 วันต่อครั้ง ราคาหลักหมื่น สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามค่าเงินดอลลาร์ ถ้าเป็นสัตว์มีพิษ ส่วนมากคนที่เลี้ยงจะรู้ นิยมซื้อไปเลี้ยงไว้ดู ไม่จับเล่น" หญิงสาวเล่าถึงสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามา

* ตะพาบน้ำม่านลายสัตว์หายาก

ตะพาบน้ำขนาดใหญ่ใช้คนจับประมาณ 2-3 คน ขนาดกระดอง 140 เซนติเมตร น้ำหนัก 150 กิโลกรัม คอยาว 1 เมตรกำลังกินปลาสดที่ กิตติพงษ์ จารุธาณินทร์ ชายวัย 47 ปี ผู้เป็นเจ้าของโยนให้ "ตะพาบม่านลาย" คือชื่อท้องถิ่นที่ชาวบ้าน จังหวัดกาญจนบุรีใช้เรียกตะพาบน้ำประเภทนี้ นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกกันอีกอย่างว่า "ซากุระ"

"ตะพาบม่านลายเป็นสัตว์น้ำจืดอยู่ในแม่น้ำแควและแม่น้ำแม่กลอง ในเมืองไทยพบที่กาญจนบุรีและราชบุรี เคยปรากฏพบที่แม่น้ำเจ้าพระยา 2-3 ครั้ง แต่โดยธรรมชาติก็เหลือไม่มากแล้วในต่างประเทศพบที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย ถือเป็นพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตัวนี้เป็นตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีหลักฐานยืนยันอ้างอิงได้ จากที่ไม่เคยไม่มีตัวอื่นมาแสดงหลักฐานว่ามีขนาดใหญ่กว่า น้ำหนักที่เคยชั่ง 153 กิโลกรัม ยาว 140 เซนติเมตร ช่วงนี้ถือว่าอ้วนเกินไป กระทั่งต้องลดน้ำหนักเพื่อให้พอดี สัตว์ที่มีน้ำหนักมากเกินไปมักจะไม่แข็งแรง" กิตติพงษ์เล่าถึงประวัติความเป็นมาของตะพาบยักษ์ม่านลาย

"ในช่วง 25 ปีที่เลี้ยงมาขนาดของลำตัวโตขึ้นเพียงเล็กน้อย ประมาณ 10 เซนติเมตร เมื่อ 40 ปีก่อนเคยมีชาวประมงกาญจนบุรีจับตะพาบน้ำได้ และทำสัญลักษณ์ไว้ที่กระดอง เมื่อจับได้อีกครั้งจึงจำได้ ตอนนั้นน้ำหนักตัวก็ใกล้เคียงกับในเวลานี้ ในช่วง 40 ปี มีการเติบโตเพียงเล็กน้อย แสดงว่าตะพาบตัวนี้มีอายุยืนยาวมาก ดังนั้น ช่วงที่เกิดจากไข่ กระทั่งเติบโตจนถึงขนาดนี้ น่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 50 ปี อายุของมันน่าจะประมาณ 100 กว่าปี"

ลักษณะการกินอาหารของตะพาบยักษ์ตัวนี้ดูจะแตกต่างจากตะพาบน้ำชนิดอื่น กล่าวคือ "ตะพาบม่านลายเป็นสัตว์ที่เลี้ยงยากเมื่อเทียบกับตะพาบทั่วไป การกินอาหาร และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ไม่เหมือนกับตะพาบชนิดอื่น ตะพาบชนิดอื่นส่วนมากจะเป็นสัตว์กินซาก และกินเหยื่อขนาดเล็ก ลักษณะการกินของตะพาบชนิดอื่นจะเป็นตะพาบหากิน ธรรมชาติของตะพาบม่านลายนิ่งๆ เพื่อจับเหยื่อ ไม่ใช่ออกไล่ล่าเหยื่อ จะรอให้เหยื่อมาในรัศมีแล้วจึงพุ่งฉกกิน ช่วงเวลาพุ่งฉกเร็วมาก เพียงเสี้ยววินาทีในการกินเหยื่อ บางครั้งมองแทบไม่ทัน เมื่อนำมาเลี้ยงให้อาหารด้วยการโยนให้ ประกอบกับการเลี้ยงดูมานาน ทำให้ตะพาบรู้เวลาให้อาหาร เราเองก็รู้ว่าจังหวะไหนเข้าไปยุ่งได้ จังหวะไหนไม่ควรจะยุ่งกับมัน"

ปกติการให้อาหารอาทิตย์ละครั้งๆละ 2 กิโลกรัม ได้แก่ ปลาสดและซี่โครงไก่ "อาหารมีผลต่อสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างมาก การให้อาหารที่หลากหลาย ไม่ซ้ำ เช่นเดียวกับคน อาหารยิ่งหลากหลายยิ่งดี นอกจากนี้ พยายามเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง โดยสังเกตว่าช่วงเวลาใดที่ตะพาบน้ำมีน้ำหนักตัวน้อย หรือเริ่มผอมลงก็จะให้อาหารที่มีไขมันมากขึ้น ขณะเดียวกัน หากดูแล้วอ้วนเกินไป หรือเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ก็จะลดน้ำหนักลง เพื่อให้ตะพาบน้ำเกิดความกระตือรือร้น"

เหตุผลที่เลือกเลี้ยงสัตว์ประเภทนี้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ตะพาบน้ำม่านลายหายาก "สนใจสัตว์น้ำมาตั้งแต่เด็ก เริ่มต้นจากเลี้ยงปลากัดและปลาหางนกยูง จากงานอดิเรก จนตอนนี้กลายเป็นอาชีพทำธุรกิจปลาสวยงาม เลี้ยงไว้เพื่อศึกษาและนำไปเขียนหนังสือเกี่ยวกับปลาและสัตว์น้ำ ตอนนี้มีตะพาบน้ำ 2 ตัว แบ่งเป็นตัวผู้และตัวเมีย ช่วงที่ผ่านมาผสมพันธุ์ได้นับไม่ถ้วน นำไปแจกจ่ายให้หน่วยงานที่สนใจ หากว่าเราไม่มาทำตรงจุดนี้ ก็คงสายเกินไปแล้วสำหรับตะพาบชนิดนี้ โชคดีที่ยังมาจับทันเลี้ยงไม่ได้ดูที่เสน่ห์ ความสวยงาม มันเลยขั้นที่จะเรียกว่าความรักแล้ว เราเลี้ยงเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ ไม่ได้เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม เพียงแค่ต้องการเลี้ยงเพื่ออนุรักษ์ อย่างตะพายน้ำม่านลายเป็นสัตว์ที่หายากมาก เหลือเพียงไม่กี่ตัวในโลกนี้"

* เลี้ยงไว้จนเกิดความผูกพัน

เช่นเดียวกับเฉลิมพล ชายหนุ่มที่นิยมเลี้ยงสัตว์แปลก โดยเขาเริ่มต้นจากการเลี้ยงเต่า ขยับมาเลี้ยงอีกัวน่า กระทั่งทุกวันนี้เป็นเจ้าของสัตว์แปลกหลายชนิดและหลายชีวิต อาทิ เต่า อีกัวน่า เม่น งูชนิดต่างๆ กิ้งก่า เป็นต้น

"แม่ชอบไปปล่อยเต่าที่เทเวศร์ เห็นแล้วก็ขอแม่ซื้อไปปล่อย แล้วก็ซื้อกลับไปเลี้ยงที่บ้าน มาชอบเลี้ยงสัตว์แปลกๆ ช่วงที่มีอีกัวน่าออกมาขาย ตอนนั้นอยู่ม.2 เห็นว่าตัวใหญ่และมีหลายสีที่ไม่เคยเห็น เช่นสีเขียว สีส้ม ราคา ราคารุ่นลูก 2,500 แรกๆได้รับการคัดค้านจากทางครอบครัว ก็บอกพ่อว่าโตขึ้นขายได้ราคา แม่ถึงยอมให้เลี้ยง เพราะตอนนั้นตัวโตๆราคาเป็นหมื่น เลี้ยงคู่หนึ่ง ตอนนี้ตัวผู้เพิ่งตายไปปีที่แล้ว เหลือตัวเมีย ขนาดความยาวรวมหางเกือบเมตรครึ่งได้ ส่วนตัวผู้ที่เพิ่งตายไป ประมาณ 1 เมตร 80 เซนติเมตร จากตอนแรกรวมหางประมาณ 10 นิ้ว"

อย่างไรก็ตาม เฉลิมพลเล่าว่า ปัจจุบันอีกัวน่าสามารถซื้อได้ในราคาเพียง 200-400 บาทเท่านั้น "ตอนนี้เพาะได้ในเมืองไทย ราคาตกแล้ว ลูกมัน 200-400 บาท ตัวใหญ่บางครั้งร้านไม่รับซื้อแล้ว สำหรับผมเลี้ยงไปนานๆผูกพัน เลี้ยงไม่ยากให้กินผัก ผลไม้ อันตรายเหมือนกัน เหมือนพวกตะกวด เอาหางฟาดบ้าง เอาเล็บข่วนบ้าง"

เพื่อไม่ให้มีปัญหา เฉลิมพลจึงจัดระเบียบสัตว์เลี้ยงที่คนในครอบครัวไม่ปลื้มให้อยู่ในห้องนอนส่วนตัว "เต่าเลี้ยงชั้นล่าง ถ้าตัวไหนที่คนในบ้านกลัวจะเลี้ยงไว้ในห้องนอนของผม งูพิษเลี้ยงในห้องนอน คนอื่นก็จะรู้สึกปลอดภัย ตอนนี้มีงูทั้งหมด 4 ตัว งูหลาม งูหลามเขียว งูหลามหางไหม้ งูหลามหางแดง งูหลามทองยาว 2 เมตร อาหารให้กินน่องไก่ ถ้างูมีพิษจะไม่เกี่ยวมาเล่น เพียงให้อาหารและศึกษา ดูพฤติกรรม เวลาเลี้ยงใส่ตู้ปลามีฝามุ้งลวดหรือตู้พลาสติก"

อาหารการกินไม่ยาก "แต่ก่อนมีเยอะ เดี๋ยวนี้หมดไฟ เลี้ยงเท่าที่มี จำนวนไม่มากเหมือนแต่ก่อน เวลามีให้กับของพวกนี้น้อยลง คนเลี้ยงสัตว์พวกนี้ไม่จำเป็นต้องมีฐานะ บางครั้งเราเห็นคนที่สนใจ ประกอบกับเรามีเยอะ ก็แจกจ่ายไปบ้างเหมือนกับการฝากเลี้ยง อาหารหาไม่ยาก ถ้าเป็นเต่าไปขอผักคะน้าจากร้านราดหน้า เศษๆผักให้เต่ากินได้ เตกูหรือจิ้งเหลนเอาเนื้อจากห้องครัวมากิน ค่าใช้จ่ายต่อเดือนไม่เกิน 1,500 บาท"

ชายหนุ่มเล่าถึงช่วงเวลาชื่นชมสัตว์เหล่านี้ "เลี้ยงง่าย ไม่ต้องใช้เวลามาก ดูมันกินอาหารวันละ 1-2 ชั่วโมง" แม้ไม่สามารถกอดรัดด้วยความรักได้ แต่เมื่อได้เลี้ยงแล้วกลายเป็นความผูกพัน และย่อมเสียใจเมื่อตายไป "มาเร็วมาช้า มาอยู่นานแป๊บเดียว มันก็หนึ่งชีวิตเท่ากัน เสียใจเวลาที่มันตายไป"

* รู้ลึกรู้จริง..วิธีเลี้ยง

กิตติพงษ์ เจ้าของธุรกิจสัตว์น้ำ ให้ข้อแนะนำสำหรับบุคคลที่สนใจเลี้ยงสัตว์แปลกว่า "สิ่งที่คำนึงถึงเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงสัตว์แปลกๆ ถ้าคิดจะเลี้ยงต้องเลี้ยงให้รู้จริง ต้องรู้จักอุปนิสัยรู้ความเป็นอยู่ มีอะไรที่ควรระวังเพื่อไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวเราและผู้อื่น ต้องยอมรับว่าสัตว์พวกนี้ ทุกคนไม่ได้ชอบเหมือนเรา เวลาเลี้ยงต้องมีความรับผิดชอบ อย่างน้อยควรจะหาข้อมูลให้คุ้มค่ากับความหายากของสัตว์ที่นำมาเลี้ยง เป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ไม่ใช่เลี้ยงเพื่อความโก้เก๋ เพื่อเป็นแฟชั่น เลี้ยงตามแฟชั่นเป็นธรรมดาเดี๋ยวก็เลิก มาแล้วก็ไป แต่ก็ดีกว่าวันๆไปยุ่งกับอินเทอร์เน็ตกับเกม คนที่เลี้ยงสัตว์อย่างน้อยจิตใจจะรักธรรมชาติ"

สำหรับเฉลิมพลมองว่า "เปอร์เซ็นต์โดนสัตว์เลื้อยคลานกัดมีมากกว่าสัตว์ทั่วไป เพราะสัตว์เลื้อยคลานเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไม่เชื่อง" พร้อมกับเอ่ยว่าถ้าเข้าใจพฤติกรรมของสัตว์เหล่านี้ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมา "ความนิยมเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานเป็นความชอบของคนบางกลุ่ม ก่อนเลี้ยงสัตว์มีพิษควรศึกษาจากหนังสือ อย่างเลี้ยงงู เมื่อก่อนไปสถานเสาวภาค่อนข้างบ่อย ถามตัวเองว่าชอบมันจริงๆหรือไม่ ที่บ้านว่าหรือไม่ อีกอย่างมันหนึ่งชีวิต มันก็รักชีวิตเหมือนกัน บางคนขยะแขยง ถ้ากลัวเขาก็อย่าไปนำเขามาเลี้ยงเลย ให้เกียรติเขาดีกว่า มันจะได้ไม่มาทำอะไร และถ้าจะเลี้ยงต้องรักมันจริงๆ ไม่ได้เลี้ยงตามแฟชั่นที่คนเห่อกัน"

ด้านชายหนุ่มผู้ไม่ประสงค์จะออกนามแสดงความเห็นคล้ายกันว่า "ต้องศึกษาข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ กายภาพด้านนอกและความเข้าใจในความเป็นไปของสัตว์เหล่านี้ ดูหน้าตาคล้ายๆกัน แต่นิสัยไม่เหมือนกัน สัตว์ก็มีจิตวิญญาณด้วยกันทั้งนั้น หากเราเข้าใจ อะไรก็สำเร็จ มนุษย์เข้าใจกันด้วยการพูด แต่สัตว์บางอย่างต้องสังเกตจากกายภาพ จากนั้นดูแลอย่างสม่ำเสมอ อย่าเห่อเฉพาะช่วงแรกๆ สำคัญต้องสม่ำเสมอ"

อัฐฏิยากล่าวว่าต้องเอาใจออกไปเลี้ยงดู "หมา แมว ดูได้ถ้าไม่สบาย อาจจะอาเจียน ตัวร้อน แต่สัตว์เลื้อยคลานเป็นสัตว์เลือดเย็น มันไม่สามารถบอกได้ว่าป่วย ต้องเอาใจออกไปเลี้ยง ตอนแรกต้องถามใจก่อนว่าชอบหรือไม่ ถ้าจะเลี้ยงตามเทรนด์อย่าเลี้ยงเลย ถ้าเลี้ยงตามกระแสก็จะเป็นภาระสังคม อย่างเต่าญี่ปุ่นที่เคยมีปัญหา ซื้อมาเลี้ยงอารมณ์ชั่วคราว 50 บาท พอคนเลี้ยงเบื่อนำไปปล่อยตามวัด แต่พอถึงเวลาดูแลไม่ได้ ทิ้งเป็นภาระคนอื่น ไม่มีประโยชน์ มันก็เป็นชีวิตชีวิตหนึ่งที่เกิดมาบนโลก คุณอาจจะมีเงิน 2 พันบาทนำไปซื้อมาเลี้ยง แต่มันตาย ทรัพยากรธรรมชาติก็ลดลง อยากให้คนมาเลี้ยงเยอะๆ แต่อยากให้ศึกษา จากหนังสือหรือถามจากคนขายก่อน"

เบื่อแล้ว...ไปไหน

เอเลียน สปีชีส์ (alien species) คือคำที่ใช้เรียกสัตว์ต่างแดนนำเข้ามาเลี้ยง ต่อมาได้นำไปปล่อย ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามธรรมชาติแวดล้อมไทย นำไปสู่ข้อกังขาของหลายๆฝ่ายที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เป็นระยะๆ ถึงการแพร่พันธุ์และทำลายสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างที่ผ่านมาเช่น ปลานิล เต่าญี่ปุ่น

กระแสสังคมเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนนำสัตว์ไปปล่อย อย่างเมื่อหลายปีก่อนผู้คนต่างนำอีกัวน่าที่เลี้ยงไว้ปล่อยทิ้งตามธรรมชาติ เนื่องจากเชื่อว่าเป็นพาหะนำโรค นอกเหนือจากการนำไปปล่อยทิ้งแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งผู้เลี้ยงจะนำสัตว์แปลกเหล่านี้ออกมาขายหรือทำการแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา หรือเพื่อนำไปซื้อชนิดอื่นมาเลี้ยงต่อไป

ฉัตรชัย เจ้าของร้าน wild-guest petshop สวนลุมไนท์บาซ่าร์กล่าวว่าประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาจุดมุ่งหมายของลูกค้าเปลี่ยนไป "จุดมุ่งหมายของลูกค้าเปลี่ยนไป หลังๆหนักไปในเชิงพาณิชย์ คนเลี้ยงเริ่มเป็นผู้เพาะพันธุ์ขาย สมัยก่อนเลี้ยงแล้วนำไปแลกกัน เดี๋ยวนี้เลี้ยงให้โต ผสมพันธุ์ แล้วเอาลูกขาย"

กิตติพงษ์กล่าวว่า "การนำสัตว์นอกมาเลี้ยงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ผลกระทบเกี่ยวกับสัตว์ต่างถิ่นคิดว่าก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นเลวร้าย มีเพียงบางชนิดที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปลาซอกเกอร์ ปลากินตะไคร้มาจากลุ่มน้ำอะเมซอน ปลานิล ปลาดุกรัสเซีย ส่งผลกระทบอย่างแรงเพราะแพร่พันธุ์เร็วออกลูกง่าย อย่างเต่าญี่ปุ่นไม่ได้ออกลูกง่ายเต็มบ้านเต็มเมือง เหมือนที่หลายคนเข้าใจ แต่ที่เห็นเยอะ เพราะคนนำไปปล่อยเยอะ บางคนเลี้ยงจนโตไม่น่ารักก็จะนำไปปล่อย ส่วนใหญ่เห็นนำไปปล่อยต่อให้คนอื่น สัตว์พวกนี้ราคาสูง คนที่ซื้อไม่อยากเลี้ยงแล้วก็จะนำไปขายต่อให้คนอื่น ยังมีมูลค่ากลับคืนมา"

เช่นเดียวกับ เฉลิมพล "ถ้าซื้ออย่างนี้เรื่อยๆก็ไม่ค่อยไหว เงินจมไปกับตรงนี้เยอะ ทำงานมาเท่าไรก็ลงไปกับตรงนี้หมด อาจจะต้องมีแลกเปลี่ยนกันบ้าง พอเลี้ยงโต บางตัวขนาดใหญ่เกินกว่าบ้านคนทั่วไปรับได้ หรือเลี้ยงไว้หลายตัว บางตัวได้มาอยากได้ตัวอื่นมากกว่าที่มีอยู่ก็นำไปแลกเปลี่ยน ถ้าไม่มีคนมาขอซื้อก็จะนำไปขายที่สวนจตุจักร บางคนเลี้ยงมาสมบูรณ์ แหล่งที่ซื้อ-ขายมาขอซื้อในราคาสูง เปอร์เซ็นต์ปล่อยลงแม่น้ำหรือตามธรรมชาติน้อยกว่าการนำปลา สุนัข แมวไปปล่อย"

* ความสุขของคนเลี้ยงสัตว์(แปลก)

ความสุขจากการเลี้ยงสัตว์แปลกๆเหล่านี้คือการได้เฝ้ามองพัฒนาการความเจริญเติบโตของสัตว์ที่นำมาเลี้ยง ตลอดจนได้เห็นชีวิตใหม่ที่กำเนิดเกิดขึ้น

"เอาเขามาเลี้ยงแล้วทำชีวิตเกิดขึ้นมา มันก็น่าดีใจ เต่าหวายที่ซื้อจากเทเวศร์มาเลี้ยงไว้ ออกไข่ฟักออกมา เต่าดาวของพม่า พอดีได้ตัวใหญ่มาฟักออกมาเองเหมือนกัน ใช้เวลา 8 เดือน ลูกมันผมก็เลี้ยงอยู่ เลี้ยงยากเพราะกระดองมันจะนิ่ม" เฉลิมพลแสดงความในใจถึงความสุขที่ได้เลี้ยงสัตว์แปลก "ช่วงที่เห็นมันโต เห็นมันมีความสุข บางทีมันดีกว่าคน เป็นเหมือนเพื่อน ไม่ทำให้เราเดือดร้อน ตรงข้ามบางครั้งเราต่างหากที่ทำให้มันเดือดร้อนคนไหนไม่ชอบก็ขอความกรุณาอย่าต่อต้านเลยครับ เราเลี้ยงก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น"

ชาย (ไม่ประสงค์ออกนาม) เจ้าของแมงมุมพันธุ์ไทย-เทศ แสดงความเห็นว่า "มันมีเสน่ห์กว่าสัตว์เลี้ยงทั่วไป แดนเขามีแต่แดนเราไม่มี ต่างชาติก็อยากได้ของเรา ขณะเดียวกัน เราเห็นก็อยากได้ของประเทศเขาเหมือนกัน สุนัขและแมวเรารู้อาการเจ็บป่วย แต่สัตว์แปลกพวกนี้ท้าทายกว่า เราไม่รู้ว่าเขาป่วยหรือไม่สบาย เพราะฉะนั้นการเลี้ยงจึงต้องรอบคอบนิดหน่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำหรืออาหาร ขณะเดียวกันถ้าเขาตาย ถือเป็นความสะเพราของเราเอง ความรู้สึกแย่ และเงินก็สูญ"

เขากล่าวต่อไปว่าเลี้ยงเหมือนเพื่อนแก้เหงา "เลี้ยงแล้วก็คงเลี้ยงไปเรื่อยๆจนกว่าจะล้มหายตายจากกัน ทุกปีผมก็แก่ลง เขาก็โตขึ้น เลี้ยงสุนัขกิจวัตรประจำวันเยอะ แต่เลี้ยงสัตว์พวกนี้ไม่วุ่นวายให้อาหาร 2วันต่อสัปดาห์ สัตว์พวกนี้ถือเป็นสัตว์พิเศษ นอกเหนือจากสัตว์ทั่วไป เวลาเลี้ยงจะไม่จับมากอดมาลูบ ความสุขอยู่ที่การได้ดูแล เห็นสัตว์ที่เลี้ยงเจริญเติบโต ไม่มีใครหรอกที่ซื้อเด็กๆมาแล้วไม่อยากเห็นเขาโต ทุกคนอยากเห็นสิ่งที่ตัวเองจ่ายเงินซื้อมาแล้วโต เห็นถึงความเจริญเติบโต"
*****
การจะเลือกสัตว์แปลกสักตัวเป็นเรื่องสำคัญ สัตว์เหล่านี้จะเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารัก ไม่สร้างปัญหาได้ ถ้าคุณศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ก่อนเลี้ยง จัดให้มันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ